|
รวมที่สุด บทความ
www.thaisermons.com
บทความเพื่อจิตวิญญาณ
Simsimi แอพของคนขี้เหงา
ธวัช เย็นใจ
เหงา เศร้าใจ ขาดเพื่อน ไม่ต้องหาใครหรอก
เพียงแต่คุณเข้าไปแอพ Simsimi เท่านั้นแหละ
ชีวิตของคุณก็จะสดชื่น รื่นเริงขึ้นมาทันที
เจ้าซิมซิมินี่ดังระเบิดขึ้นมาภายในเวลา
เพียงสองสัปดาห์เท่านั้น
มันจึงถูกเรียกว่า “แอพของคนขี้เหงา”
Simsimi เป็นแอพพลิเคชั่นจากประเทศเกาหลี เป็นตัวการ์ตูนตัวกลมๆสีเหลือง เป็นโปรแกรมคลายเหงาสำหรับคนไร้เพื่อน (ภาษาเหนือว่า “คนขี้ง่อม”) ปฏิบัติการบน iOS ไอแพด ไอโฟน Android และพีซี ไม่ว่าคุณจะพิมพ์ถามอะไรลงไป มันสามารถตอบได้หมด ซิมซิมิโต้ตอบได้อย่างสนุกสนาน แถมยังยียวนกวนประสาทอีกด้วย
ความจริงก็คือว่า คนได้ป้อนถ้อยคำลงไป และมันจดจำไว้ แต่ตอนหลังๆนี่มีคนป้อนคำหยาบลงไป...
www.thaisermons.com
บทความเสริมสร้างจิตวิญญาณ
ปี ๒๕๕๕ มังกรคะนอง!
ธวัช เย็นใจ
ขณะที่นั่งดูข่าวอยู่ตอนเย็นวันอังคารที่ผ่านมา
เห็นภาพการเฉลิมฉลองงานตรุษจีน ปีมังกรสวรรค์
มีการแสดงนานาชนิดที่น่าสนใจยิ่ง
มองขึ้นไปก็เห็นมังกรตัวใหญ่มาก เหลืองอร่าม
หลังจากนั้นเราก็ปิดทีวีและออกไปเดินเล่นนอกบ้าน
กลับเข้าบ้านอีกทีก็เวลาประมาณทุ่มเศษ
ผมได้กลิ่นดินปืน ก็บอกภรรยาว่าใครมาจุดพลุแถวนี้
บ้านของเราอยู่ห่างจากสวนราชพฤกษ์พอสมควร ก็เลยเข้าใจว่า ที่นั่นทุกคืนเขาจะมีการแสดงแสงสีเสียงและดอกไม้ไฟ บางทีกลิ่นดินปืนอาจจะลอยมาจากที่นั่นก็ได้ แต่แปลกใจที่งานนี้เขามีมานานนับเดือนแล้ว แต่เราเพิ่งได้กลิ่นดินปืนวันนี้เอง จากนั้นเราก็ไม่ได้ใส่ใจอีก จนกระทั่งสี่ทุ่มปิดทีวีก็เห็นรายการ “ข่าวข้นคนข่าว”...
www.thaisermons.com
บทความเสริมสร้างจิตวิญญาณ
คริสตจักรแบบ “ข้าวละมาน”
ธวัช เย็นใจ
คนยุคปัจจุบันต้องการคริสตจักรแบบไหน?
คริสตจักรแบบเพรสไบทีเรียน เมโธดิสท์ เพนเตคอส
แบ๊บติสต์ ลูเธอร์แรน หรือคาริสมาติค
ทุกคนสามารถเลือกคริสตจักรได้ตามใจชอบ
มันก็เหมือนกับการซื้อหมวกนั่นแหละ ต้องเลือก
เอาหมวกใบที่สวมเข้าพอดีกับหัวที่สุด
แต่ในพระคัมภีร์ตอนนี้ เป็นเรื่องคริสตจักรข้าวละมาน!
มัทธิว ๑๓.๒๔-๓๐ พระเยซูคริสต์ได้ตรัสคำอุปมาเรื่อง “ข้าวละมานท่ามกลางต้นข้าวสาลี”
“การที่พระเจ้าทรงครอบครอง เป็นเหมือนชายที่ออกไปหว่านพืชในนา คืนหนึ่งเมื่อทุกคนนอนหลับกันหมดแล้ว ศัตรูก็มาหว่านข้าวละมานไว้แล้วก็ไป เมื่อพืชนั้นงอกเติบโตขึ้น ข้าวสาลีก็เริ่มออกรวง ข้าวละมานก็งอกขึ้นด้วย...
นี่คือชีวิต
ยน. ๑๔.๑-๗
คำนำ
เรามาร่วมประชุมกัน ณ ที่แห่งนี้เพื่อจะแสดงความไว้อาลัยต่อผู้ที่จากไป ส่วนใหญ่จะเป็นพวกญาติพี่น้อง เพื่อนฝูงและลูกหลาน ตามพิธีของคริสเตียนก็จะมีการนมัสการพระเจ้า ร้องเพลงสรรเสริญ อธิษฐานและอ่านพระคัมภีร์ซึ่งเป็นพระวจนะของพระองค์ แสดงถึงการที่พระเจ้าทรงรักเราทุกคน (ยน. ๓.๑๖)
ตย. ความรักไม่มีวันตาย “แต่งงานกับศพ”
ชีวิตคืออะไร?
ในพระคัมภีร์ได้สอนถึงเรื่อง “ชีวิต” ไว้มากมาย โดยเฉพาะในพระธรรมปัญญาจารย์มีอย่างน้อย ๒๐ ครั้ง พจนานุกรมจำกัดความ “ชีวิตคือความเป็นอยู่” ซึ่งตรงกันข้ามกับความตาย คือตายแล้วก็จบสิ้นทุกสิ่งทุกอย่าง แต่พระคัมภีร์อธิบายมากกว่านั้น ๑) คนเราเกิดมาจากไหน ๒) เกิดมาทำไม?หรือมีชีวิตอยู่เพื่ออะไร? ๓) ตายแล้วจะไปไหน?
Life is but a dream ชีวิตเป็นเพียงความฝัน เชคเปียร์บอกว่า...
www.thaisermons.com
บทความเพื่อจิตวิญญาณ
วันโลกาวินาศ 2012
วันแห่งองค์พระผู้เป็นเจ้า?
ธวัช เย็นใจ
ใครที่ได้ดูหนังเรื่องนี้จะต้องรู้สึกขนพองสยองเกล้า
ภาพของมหาภัยพิบัติที่เกิดขึ้น ทุกสิ่งพังทลายไปต่อหน้าต่อตา
พายุ “จัดหนัก” แผ่นดินไหว ภูเขาไฟระเบิด ดินถล่ม สึนามิ ฯลฯ
มหานครอันใหญ่โตและสวยงามสวยงามของโลกถล่มทลายยับ
รูปปั้นของพระเยซูที่บราซิลหักโค่นลงอย่างไม่มีชิ้นดี
(ไหนว่ารูปปั้นที่ถือนี้ว่าศักดิ์สิทธิ์นี้จะช่วยปกป้องเมืองไว้ไง?)
ผู้คนตายกันเป็นเบือ ทุกอย่างพินาศไปหมดสิ้น
สิ่งนี้จะเกิดขึ้นในปี ๒๐๑๒ วันโลกาวินาศหรือ?
ข่าวฮือฮาเมื่อเดือนพฤษภาคมกลางปีที่แล้ว (๒๐๑๑) คือ เล่าลือว่าพระเยซูคริสต์จะเสด็จมา มีการเตรียมตัวกันอย่างเอิกเกริก แต่พอถึงเวลานัดหมายเข้าจริงๆ...
www.thaisermons.com
บทความเพื่อผู้นำคริสตจักร
ทำไมมารีย์จึงหน้าเศร้า?
ธวัช เย็นใจ
มีเรื่องเล่าว่า ชายชาวคริสต์นิกายคาทอลิกคนหนึ่ง เมื่อเขามองเห็นรูปปั้นของพระแม่มารีย์ครั้งไร มีความสงสัยอยู่ในใจตลอดเวลาว่า “ทำไมท่านจึงหน้าเศร้าหนัก ไม่เคยเห็นพระนางยิ้มแย้มแจ่มใสแม้แต่ครั้งเดียว” เขาพยายามถามใครต่อใคร แต่ก็ไม่ได้รับคำตอบที่น่าพึงพอใจ
จนกระทั่งวันหนึ่ง เขาเสียชีวิตอย่างกะทันหันโดยด้วยโรคหัวใจ เป็นโอกาสดีที่จะรับคำตอบเสียที เมื่อทูตสวรรค์พาวิญญาณของเขาล่องลอยไปตามก้อนเมฆต่างๆ จนถึงแผนกต้อนรับ เขาตรงไปที่เคาเตอร์ประชาสัมพันธ์พร้อมบอกกับเจ้าหน้าที่ว่า “ขอโทษครับ ผมอยากจะพบกับมารีย์ จะพบกับท่านได้ที่ไหน?”
“มารีย์ไหนคะ?” เธอเลิกคิ้วถาม “แม่ของของพระเยซูหรือเปล่า?”
เมื่อเขาพยักหน้า ทูตสวรรค์ก็ชี้ไปทางด้านซ้าย “ก้อนเมฆหมายเลข...
โครงร่าง คำเทศนา คำสอน
- 1
- 2
- 3
- 4
- 5
- 6
- 7
- 8
- 9
- 10
- 11
- 12
- 13
- 14
- 15
- 16
- 17
คำนำ
สดด. ๑๓๘.๘ กษัตริย์ดาวิด ได้ตรัสว่า “พระเจ้าจะทรงให้สำเร็จพระประสงค์ของพระองค์แก่ข้าพระองค์”
คนสมัยปัจจุบันต้องการความสำเร็จ ผมได้อ่านหนังสือหลายเล่ม เช่น สูตรมหัศจรรย์ของนักบริหารธุรกิจ อีกเล่มชื่อ ข้อคิด ๒๐ ประการสำหรับผู้นำ หนังสือผู้นำฝ่ายจิตวิญญาณ หนังสือสู่ความเป็นเลิศ และหนังสือเล่มเล็กๆ ชื่อชัยชนะ
ในพระคัมภีร์ตอนนี้ได้บอกว่า คนที่ล้มเหลวจะประสบความสำเร็จได้อย่างไร หรือคนกำลังประสบความสำเร็จอยู่แล้วจะมีมากขึ้นได้อย่างไร เราจะเรียนเรื่องราวเกี่ยวกับชีวิตของชายคนหนึ่งชื่อกิเดโอน
ผวฉ. ๖.๑-๗ คนชาติอิสราเอลทำความผิดบาป จึงตกเป็นทาสของชาวมีเดียน ถูกเอารัดเอาเปรียบ เสียผลประโยชน์มหาศาล แต่เมื่อพวกเขากลับใจใหม่ ทูลอธิษฐานร้องทุกข์ต่อพระเจ้า (ข้อ ๖-๗) ก็ได้รับการช่วยเหลือจากพระองค์
ชีวิตของคริสเตียนก็อยู่ในทำนองเดียวกัน
พระเจ้าทรงเสาะหา(๖.๑๑-๑๒)
พระเจ้ารงเสาะหาคน โดยส่งทูตสวรรค์ลงมาหาใครสักคนหนึ่ง ที่จะช่วยกอบกู้สถานการณ์ ทูตมองเห็นชายหนุ่มคนหนึ่งชื่อกิเดโอน เช่นเดียวกับในอดีตพระองค์ทรงเสาะหาอับราฮัม โมเสส ดาวิด สมัยต่อมาเสาะหาเปโตร นาธันเอล รวมทั้งคุณและผมด้วย
ลักษณะของกิเดโอน เป็นคนที่อ่อนแอ ขี้ขลาดตาขาว เขากลัวคนมีเดียนจนต้องหลบๆ ซ่อนๆ ย่ำองุ่นอยู่ในบ่อ แต่เมื่อทูตของพระเจ้ามาปรากฏแก่เขา ทรงสำแดงพระประสงค์และกล่าวทักทายในบุคลิกที่ตรงกันข้ามว่า “บุรุษผู้กล้าหาญเอ๋ย” กิเดโอนคงเหลียวซ้ายแลขวา และคิดว่าทูตคงทักคนผิดเสียแล้ว
บทเรียน : บางคนก็เป็นเหมือนกับกิเดโอน รู้สึกว่าตนเองอ่อนแอ ต่ำต้อย มีความวิตกกังวล ท้อแท้ใจ และหวาดกลัว จึงเป็นคริสเตียนแบบหลบๆ ซ่อนๆ ไม่กล้าสำแดงตัวว่าเชื่อในพระเจ้า (แม้แต่จะก้มศีรษะหลับตาอธิษฐานขอบพระคุณพระเจ้าในร้านอาหาร) บางคนเป็นคริสเตียนแบบลับๆ คือ แอบอ่านพระคัมภีร์ แอบไปโบสถ์ แอบถวาย ฯลฯ
วันนี้พระเจ้าตรัสเรียกคุณว่า “บุรุษ/สตรี ผู้กล้าหาญเอ๋ย”
พระเจ้าทรงสร้าง (๖.๑๒,๑๖)
เราจะเห็นว่า ไม่เพียงแต่พระเจ้าทรงเสาะหาเท่านั้น แต่พระองค์ทรงสร้างกิเดโอนด้วย ในขณะที่เขาคิดว่าตนเองเป็นคนเล็กน้อย ต่ำต้อย(ข้อ ๑๕) ทั้งความรู้ ชาติกำเนิดและฐานะ เขามองดูตนเองแล้วคิดว่าตนเองทำไม่ได้ ข้อคิดประจำใจคือ “เป็นไปไม่ได้” ไม่มีทางที่จะพบกับชัยชนะและความสำเร็จเลย
แน่นอน กิเดโอนทำไม่ได้ แต่พระเจ้ามีฤทธิ์อำนาจ ขอให้คิดถึงคำตรัสของพระองค์ที่ว่า “พระเจ้าสถิตกับเจ้า” และทรงย้ำอีกว่า “แต่เราจะอยู่กับเจ้าแน่”
พระเจ้าทรงต้องการให้กิเดโอนมีความมั่นใจในการทรงนำของพระองค์
จำได้ไหมพระองค์ตรัสกับนางซาราห์ผู้เป็นหมันว่าอย่างไร? “มีสิ่งใดที่อัศจรรย์เกินฤทธิ์ที่พระเจ้าจะทำได้” (ปฐก.๑๘.๑๔) และพระเจ้าองค์เดียวกันนี้บอกมารีย์ว่า “เพราะว่าไม่มีสิ่งหนึ่งสิ่งใดซึ่งพระเจ้าทรงกระทำไม่ได้” (ลก. ๑.๓๗) พระองค์ตรัสแก่เปาโลว่า “พระเจ้าทรงช่วยผู้ที่รักพระองค์ให้เกิดผลอันดีในทุกสิ่ง”(รม.๘. ๒๘)
ถ้าพระเจ้าทรงทำกับกิเดโอนได้ ทำกับซาราห์ มารีย์และเปาโลได้ แน่นอน... พระองค์ย่อมทำกับคุณและผมในปัจจุบันได้เช่นกัน ...เชื่อไหมครับ?
พระเจ้าทรงเสริม(๖.๑๗-๔๐)
พระคัมภีร์ตอนนี้กำลังกล่าวถึงหมายสำคัญ หรือนิมิตที่มาจากพระเจ้า เพื่อความมั่นใจ กิเดโอนได้ขอหมายสำคัญสองอย่างด้วยกันคือ อาหารและขนแกะ มีคนถามศิษยาภิบาลว่า เราคริสเตียนสามารถที่จะขอหมายสำคัญเหมือนกับกิเดโอนได้ไหม? คำตอบของศิษยาภิบาลคือ “ได้”
สำหรับคนที่มีอารมณ์อ่อนไหว มีความหวาดกลัว มีปมด้อย และไม่มีความมั่นใจเพยงพอ เชื่อแน่ว่าเมื่อเขาอธิษฐานต่อพระเจ้า พระองค์จะประทานหมายสำคัญตามวิธีการของพระองค์ (ไม่ใช่ตามความต้องการของเรา)
พระเยซูทรงอธิษฐานขอให้พ้นจากการถูกตรึงบนกางเขนว่า “พระบิดาของข้าพระองค์ ถ้าเป็นไปได้ขอให้ถ้วยนี้(ความตาย)เลื่อนพ้นไปจากข้าพระองค์เถิด แต่อย่างไรก็ดีอย่าให้เป็นไปตามใจปรารถนาของข้าพระองค์ แต่ให้เป็นไปตามพระทัยของพระองค์” (มธ. ๒๖.๓๙)
คริสเตียนสามารถอธิษฐานขอให้สอบได้ หรือขอให้หายจากโรคร้ายบางอย่าง หรืออธิษฐานขอให้มีเงินมีทองและมั่งมีศรีสุข แต่ในคำอธิษฐานนั้น จงวงเล็บไว้ด้วยว่า “แล้วแต่น้ำพระทัยของพระเจ้า”
อฟ.๔.๑๒ พระเจ้าทรงต้องการเสริมสร้างพวกเราให้เจริญขึ้น ในการปรนนิบัติรับใช้พระองค์ “เพื่อเตรียมธรรมมิกชนให้เป็นคนที่จะรับใช้ เพื่อเสริมสร้างพระกายของพระคริสต์ให้จำเริญขึ้น”
พระเจ้าทรงส่ง (๗.๖)
หลังจากที่พระเจ้าทรงพบชายหนุ่มกิเดโอนแล้ว พระองค์ทรงสร้างและเสริมเขา จนในที่สุดก็ได้เวลาที่พระองค์จะส่งเขาออกไป โดยตรัสว่า “จงลุกขึ้นไปยังค่ายของคนมีเดียน ด้วยเรามอบเขาไว้ในมือของเจ้าแล้ว”
พระราชกิจของพระเจ้าจะไม่สำเร็จ ถ้ามีเพียงแต่ “เสาะ...สร้าง...เสริม...” เท่านั้น จะต้องมีการ “ส่ง” ออกไป – พึงตระหนักเถิดว่า พระเจ้าไม่ได้ทรงเรียกให้เรามาเพื่ออยู่เฉยๆ แต่มีบางสิ่งบางอย่างที่ให้เราทำ
ตัวอย่างจากพระวจนะของพระเจ้า มก.๓.๑๓-๑๕
๑) พระเยซูทรงเสาะหาและเรียกบางคนให้เป็น “สาวก”
๒) ให้อยู่กับพระองค์และเรียนรู้ชีวิตและวิธีการ เป็นเวลาสามปี
๓) จากนั้น พระเยซูทรงส่งพวกเขาออกไปทำงานประกาศข่าวประเสริฐ พร้อมกับประทานฤทธิ์อำนาจเหนือมารร้ายให้ด้วย
พระเยซูทรงใช้สาวก ๑๒ คนอย่างไร พระองค์ก็จะทรงใช้คุณและผมอย่างนั้น อาเมน
สรุป
วันนี้ขอให้คริสเตียนทุกคนน้อมรับการทรงเรียก พร้อมกับการเสริมสร้าง และเตรียมตัวออกไปทำงานปรนนิบัติรับใช้พระเจ้าอย่างเกิดผล
ขอให้เราทุกคนกล่าวเหมือนดาวิดว่า “พระเจ้าจะทรงให้สำเร็จพระประสงค์ของพระองค์แก่ข้าพระองค์”
Read Moreคำนำ
พระคัมภีร์ตอนนี้ (ข้อ ๑๒) เตือนคริสเตียนในการดำเนินชีวิต “กลัวว่าจะล้มลง” คือถูกมารซาตานล่อลวงให้ทำความผิดบาป อ่อนแอในความเชื่อ หันหนีจากพระเจ้าและกลับไปทางเก่า(ถอยหลังเข้าคลอง)
พ่อแม่มักจะเตือนลูกๆเมื่อเวลาฝนตก (เพราะลูกชอบวิ่งเล่นกลางสายฝน) “ระวังจะลื่นหกล้มหัวแตก” แต่เด็กมักไม่เชื่อฟังเพราะกำลังสนุกสนาน แต่เมื่อพลาดขึ้นมาก็ย่อมเจ็บตัวทั้งสองฝ่าย ลูกเจ็บเพราะไม่ระมัดระวัง พ่อแม่เจ็บเพราะลูกไม่ยอมเชื่อฟัง
บทเรียนจากเรื่องนี้ พ่อแม่กับลูกเป็นฉันใด พระเจ้ากับคริสเตียนก็เป็นฉันนั้น
อสย. ๕๙.๑-๒ อิสยาห์ได้บอกว่าอะไรเป็นสาเหตุที่ทำให้พระเจ้าช่วยไม่ได้ และไม่ได้ยินคำอธิษฐานของคริสเตียน? คำตอบคือ “เพราะบาปชั่วของเจ้าทั้งหลาย”
ตัวอย่างจากอิสราเอล (ข้อ ๑-๑๐)
๑) ชีวิตที่เริ่มต้นด้วยพระพร (ข้อ ๑-๔)
ในพระคัมภีร์ตอนนี้เปาโลบอกความจริงแก่เรา ๕ ประการว่า ชนชาติอิสราเอลซึ่งเป็นบรรพบุรุษของเราได้รับพระพรจากพระเจ้าอย่างไรบ้าง คือ
อยู่ใต้เมฆ : มีความร่มเย็นเป็นสุข
ผ่านทะเล : ผ่านพ้นความทุกข์ยากและความตาย
ได้รับบัพติสมา : ติดสนิทกับพระเยซูคริสต์ และเกิดผลฝ่ายจิตวิญญาณ
รับประทานอาหารทิพย์ : ได้รับพระวจนะของพระเจ้าหล่อเลี้ยงจิตใจ
ได้ดื่มน้ำแห่งชีวิต : มีชีวิตใหม่และรับชีวิตนิรันดร์
๒) ลงท้ายด้วยพระเพลิง คือพระพิโรธของพระเจ้า (ข้อ ๕-๑๐)
เมื่อประชากรของพระเจ้าทรงเกลียดชังและสะอิดสะเอียน “รูปเคารพ คบหญิงชั่ว ยั่วพระเจ้า เอาแต่ได้ใคร่แต่บ่น”
-พวกเขาหลงผิดไปกราบไหว้รูปเคารพ มนัสการวัวทองคำ (ข่อ๗) ดู อพย. ๓๒.๖
-คบหญิงชั่ว (ข้อ ๘) พวกชนชาติอิสราเอลพากันหลงเจิ่นจากทางของพระเจ้า ไปล่วงประเวณีกับหญิงชาวโมอับ (กดว. ๒๕.๑-๑๘)
-ยั่วพระเจ้า “ลองดีพระเจ้า” (ข้อ ๙) พวกเขากล่าวหาว่าพระเจ้าไม่ให้อาหารและน้ำตามที่อยากได้ มีแต่มานาที่น่าเบื่อ ลงท้ายพวกเขาถูกลงโทษจนตายด้วยงูพิษ (กดว. ๒๑.๕-๖)
-เอาแต่ได้ (ข้อ ๖๕) พระคัมภีร์บอกว่าคนของพระเจ้ามีใจโลภปรารถนาในสิ่งชั่ว “ละโมบมาก” (กดว. ๑๑.๔) อยากกินเนื้อ ได้แล้วไม่รู้จักพอ “ตาใหญ่กว่าท้อง” และไม่พอใจในสิ่งที่ตนเองได้รับ เห็นของคนอื่นดีกว่าของตนเองเสมอ
-ใคร่แต่บ่น (ข้อ ๑๐) เปาโลเตือนคริสเตียนว่า “อย่าให้เราบ่นเหมือนอย่างที่บางคนชอบบ่น” คนอิสราเองบ่นหาว่าผู้นำใช้อำนาจเผด็จการ และทำรุนแรงเกินกว่าเหตุ พวกเขาจึงล้มตายในวันเดียวถึงหมื่นสี่พันคน (กดว. ๑๖.๔๑-๔๙)
ขอพระเจ้าทรงช่วยคริสเตียนทุกคนไม่ให้เมือนคนยิว ที่เริ่มต้นด้วยพระพร แต่ลงท้ายด้วยพระเพลิงแต่ขอพระองค์ทรงช่วยพวกเราที่จะเริ่มต้นด้วยพระพร และลงท้ายด้วยพระพรเป็นนิตย์
คำเตือนให้ระวัง (ข้อ ๑๒-๑๓)
พระวจนะตอนนี้สอนความจริงแก่เราเกี่ยวกับการทดลองให้ทำบาปและล้มลง
๑) การทดลองเกิดขึ้นกับใครและเมื่อใด?
พระคัมภีร์บอกประการแรกว่า การทดลองให้ทำบาปนั้นเกิดขึ้นได้กับคริสเตียนทุกคน (ไม่เว้นแม้แต่พระเยซูคริสต์) ประการที่สอง การทดลองทุกอย่างไม่ใช่ของใหม่ คือมันเคยเกิดขึ้นกับคนอื่นๆก่อนหน้าเราแล้ว เช่น บาปแห่งการโกหกและโลภ เคยเกิดขึ้นกับคริสเตียนที่ร้อนรนอย่างอนาเนียกับสัฟฟีรา “มุสาต่อพระวิญญาณบริสุทธิ์” จนถึงกับล้มลงตายทันที
๒) เราสามารถเอาชนะต่อการทดลองได้ไหม?
แน่นอน คริสเตียนสามารถมีชัยชนะได้ โดยการอธิษฐานพึ่งพาในฤทธิ์อำนาจของพระเจ้า พระองค์จะทรงประทานให้เรามีกำลังทนได้ และเมื่อถึงจุดแตกหักพระองค์จะทรงให้เรามีหนทางที่จะหลีกเลี่ยงได้ด้วย ดังเช่น กรณีของโยเซฟที่เจ้าไปทำงานในบ้านของโปทิฟาร์ เขาถูกภรรยาของโปทิฟาร์ชักชวนให้ล่วงประเวณี แต่โยเซฟตอบว่า “ข้าพเจ้าไม่สามารถทำผิดใหญ่หลวงนี้ต่อพระเจ้าได้” (ความชั่วทุกอย่างไม่เพียงเป็นการทำผิดต่อมนุษย์เท่านั้น แต่ได้ทำผิดต่อพระเจ้าโดยตรง)
๓) ทำไมคนจึงล้มลงในความบาปและละทิ้งความเชื่อ?
เปาโลได้ตอบคำถามนี้ประการแรกว่า เพราะมนุษย์คิดว่าตนเองมั่นคงดีแล้ว ประการที่สอง เพราะคนไม่คิดว่าจะทำบาป
ตัวอย่าง : เมื่อครั้งที่ข้าพเจ้าเป็นอาจารย์สอนในศูนย์อบรมพระคริสตธรรมแห่งหนึ่ง เห็นว่าอาจารย์ระดับผู้บริหารและนักเทศน์ชื่อดังคนหนึ่ง ชอบไปไหนมาไหนกับม่ายสาวพราวเสน่ห์คนหนึ่ง โดยทิ้งภรรยาของตนให้อยู่บ้านตามลำพัง ข้าพเจ้าจึงเตือนด้วยความหวังดี แต่นักเทศน์ได้ตอบอย่างแข็งกร้าวว่า “ผมสร้างชื่อเสียงในการรับใช้พระเจ้ามาเป็นเวลาหลายปี ไม่มีวันเสียหรอกที่ผมจะเอาเกียรติไปแลกกับผู้หญิงเพียงคนเดียว” – คำตอบแบบนี้ถึงกับทำให้ข้าพเจ้าขนลุก ด้วยความประหวั่นพรั่นพรึง!
สรุป
พี่น้องคริสเตียนที่รัก ท่านจะรุ่งหรือจะร่วง ท่านจะล้มลงหรือจะลุกขึ้น ขึ้นอยู่กับ ๕ G
Gold – เงินทอง
Garment – สิ่งของฟุ่มเฟือย
Girl – ผู้หญิงหรือเพศตรงข้าม
Glory – เกียรติยศและชื่อเสียง
God – พระเจ้า
Read Moreคำนำ
เลือดกรุ๊ปที่หายากที่สุดคือ AB มี ๐.๖ % (๑ ใน ๑๖๗ คน) กรุ๊ป B มี ๑.๕ % กรุ๊ป A มี ๓๕.๗ % กรุ๊ป O มี ๓๗.๔ % - พวกเราทั้งหลายมีเลือดฝ่ายจิตวิญญาณกรุ๊ปอะไร?
ในพระคัมภีร์เดิมบันทึกว่า พระเจ้าทรงเป็นผู้บริสุทธิ์ และสร้างมนุษย์ให้เป็นพระฉายาของพระองค์ แต่ในเวลาต่อมามนุษย์ถูกมารซาตานล่อลวงให้ทำบาป ดังนั้น เมื่อมนุษย์ต้องการเข้าเฝ้าพระเจ้า เขาจึงต้องมีการขออภัยโทษผ่านทางเครื่องถวายบูชา
ตั้งแต่สมัยของคาอินเป็นต้นมา มีการฆ่าแกะ แพะ โคและนกพิราบ โดยการหลั่งเลือดหรือเอาเลือดมาทาที่แท่นบูชา เป็นที่มาของคำว่า “แพะรับบาป” ต้องมีผู้ยอมเสียเลือดเนื้อเป็น “ผู้ตายแทน”
ตัวอย่าง : ชาวเขาบางเผ่าเมื่อผู้หญิงทำผิดประเวณี จะต้องมีพิธีการชำระตัวด้วยการฆ่าวัว และเอาเลือดของมันมาอาบแทนน้ำ
ทำไมต้องใช้เลือด
พระคัมภีร์กล่าวถึงกฏของการชดใช้หนี้ เลือดต้องชดใช้ด้วยเลือด เป็นภาพของการตายแทน ดังเช่นในปฐมกาล ๓ แกะต้องถูกฆ่าเพื่อเอาหนังมาทำเป็นเสื้อผ้าให้แก่อาดัมและเอวา จนถึงสมัยของอพยพเมื่อชนชาติอิสราเอลจะถูกปล่อยออกจากการเป็นทาสของอียิปต์ พระเจ้าทรงสั่งให้พวกเขาทุกครอบครัวฆ่าแกะ แล้วเอาเลือดทาที่วงกบประตูบ้าน เพื่อป้องกันมิให้มัจจุราชแห่งความตายมาคร่าชีวิต (อพย. ๑๒)
แกะตายแทนคนอิสราเอลฉันใด พระเยซูคริสต์ก็ทรงสิ้นพระชนม์แทนคริสเตียนฉันนั้น ต่อคำถามที่ว่า ทำไม่ต้องใช้เลือด คำตอบก็คือ
๑) เพราะมนุษย์เป็นคนบาปโดยสายเลือด
รม. ๓.๒๓ เพราะว่าทุกคนทำบาปและเสื่อมจากพระสิริของพระเจ้า
รม. ๖.๒๓ ค่าจ้างของความบาปคือความตาย อาดัมเอวาได้ทำบาป ดังนั้นลูกหลานของเขาจึงกลายเป็นคนบาปทั้งสิ้น รวมทั้งคุณและผมด้วย
เรามีบาปอยู่ในสายเลือด เราเป็นเหมือนกับอาดัมที่เชื่อฟังภรรยาโดยไม่ไตร่ตรองให้รอบคอบ เหมือน คาอินที่อิจฉาน้องจนต้องลงมือฆ่า เหมือนอับราฮัมที่รักตัวกลัวตายยอมโกหกว่าภรรยาเป็นน้องสาว เหมือนดาวิดที่มักมากในกามแย่งเอาภรรยาของคนอื่นมาเป็นเมียของตนเอง เหมือนเปโตรที่ปฏิเสธว่าไม่รู้จักพระเยซูถืงสามครั้ง เหมือนกับอนาเนียกับสัปฟีราที่คดโกงแต่ก็อยากได้หน้าและชื่อเสียง ฯลฯ
ผมและคุณก็ไม่แตกต่างจากคนที่กล่าวมาแล้วนี้!
๒) เพราะเลือดคือชีวิต (ลวต. ๑๗.๑๑)
ด้วยเหตุนี้การไถ่จึงต้องใช้เลือดแกะแพะและโค ดังนั้นจึงต้องมีพิธีไถ่บาปอยู่เรื่อยๆ แต่พระเยซูคริสต์ทรงไถ่บาปมนุษย์ด้วยพระโลหิตของพระองค์ (ฮร. ๙.๑๒) เป็นการไถ่แบบครั้งเดียวมีผลนิรันดร์
๑ ยน. ๑.๗ พระโลหิตของพระเยซูชำระบาปของเราทั้งสิ้น
เลือดของพระเยซูคริสต์
๑) พระองค์ได้ถวายพระโลหิตแด่พระเจ้า (ฮร. ๙.๑๔)
๒) เป็นเลือดที่บริสุทธิ์ “ปราศจากตำหนิ” (ฮร. ๙.๑๔)
เมื่อคุณไปบริจาคเลือดที่โรงพยาบาล แพทย์จะต้องตรวจเช็คเลือดของคุณก่อนเจาะ เลือดที่หมอไม่เอาคือเลือดของคนที่มีอายุมาก เลือดลอย(เพราะอดนอน) คนที่เป็นโรคเลือด และคนที่มีเชื้อเอดส์ (HIV)
ที่ประเทศนอร์เวย์มีโบสถ์แห่งหนึ่ง ที่เหนือประตูทางเข้าจะมีภาพแกะสลักเป็นรูปแกะตัวหนึ่ง เมื่อนักท่องเที่ยวไปเยี่ยมชมก็มักจะถามความเป็นมาของแกะตัวนั้น มัคคุเทศก์จะอธิบายว่า เมื่อหลายปีมาแล้วทางโบสถ์มีการปรับปรุงซ่อมแซมประตูแห่งนี้ วันหนึ่งขณะที่ช่างกำลังทำงานทาสีอยู่ ได้เหยียบพลาดพลัดหล่นลงมา บังเอิญมีแกะฝูงหนึ่งเดินผ่านมา ช่างทาสีจึงตกลงบนหลังของแกะ ผลก็คือช่างทาสีรอดชีวิต แต่แกะตัวนั้นตาย
เรื่องนี้ทำให้เรามองเห็นภาพของการตายแทน มนุษย์ได้ทำผิดพลาดและพลัดหล่นสู่บึงไฟนรก แต่พระเยซูคริสต์ ทรงเข้ามารับโทษแทน มนุษย์จึงรอดพ้นการพิพากษาและมีชีวิตนิรันดร์
จุดประสงค์ของพระเยซูคริสต์
๑) เพื่อไถ่บาป
“พลีชีวิตเพื่อไถ่บาปคนเป็นอันมาก” (ฮร. ๙.๑๕) มาระโกบันทึกว่า พระเยซูเสด็จมาเพื่อปรนนิบัติ และประทานชีวิตเพื่อไถ่คนเป็นอันมาก (มก.๑๐.๔๕)
เคยอ่านคำขวัญของครูคนหนึ่ง “ยอมเสียเงินเพื่อจะรักษาอวัยวะ ยอมเสียอวัยวะเพื่อรักษาชีวิต” แต่สำหรับพระเยซูคริสต์ พระองค์ทรงยอมสละชีวิตเพื่อรักษาจิตวิญญาณ
๒) นำคนตายไปสู่ชีวิต (ข้อ ๑๔)
พระเยซูคริสต์ ตรัสว่า เราได้มาเพื่อเขาทั้งหลายจะได้ชีวิต และจะได้อย่างครบบริบูรณ์” (ยน.๑๐.๑๐)
๓) เพื่อรับใช้พระเจ้า (ข้อ ๑๔)
Believing Christ died – That history ; Believing He died for me – That salvation. แปลง่ายๆ ดังนี้ “เชื่อว่าพระเยซูตายนั่นเป็นประวัติศาสตร์ เชื่อว่าพระองค์ทรงตายเพื่อฉันนั่นเป็นความรอด (ดู ๑ ปต. ๒.๒๔, ๒ คธ. ๕.๒๑)
สรุป
พระคัมภีร์บอกว่า จิตวิญญาณใดทำบาป จิตวิญญาณนั้นต้องตาย (พินาศ) ท่านมีความปรารถนามีชีวิตใหม่หรือปล่อยให้พินาศในบึงไฟนรก
เลือดข้นกว่าน้ำ – เราเป็นพี่น้องกันในพระเยซูคริสต์
เลือดตากระเด็น – พระองค์ทรงยอมตายเพื่อเรา
เลือดในอก – เราเป็นลูกของพระเจ้า และพระองค์ทรงเป็นพระบิดาของเรา
Read Moreคำนำ
เมื่อโรเบิร์ต มอฟฟแฟท เทศนาที่คริสตจักรแห่งหนึ่ง ซึ่งมีสมาชิกน้อยมาก และไม่ค่อยสนใจฟังพระคำของพระเจ้า บรรยากาศซึมเซา มีเด็กคนหนึ่งนั่งสูบออร์แกน(ออร์แกนในสมัยโบราณต้องสูบลมเข้าไป) และตั้งใจฟังคำเทศนา เมื่อมีการเรียกให้ถวายตัวแด่พระเจ้า เด็กชายคนนี้ก็ลุกยืนขึ้น และต่อมาอีกหลายปีเด็กชายคนนี้โตขึ้น และกลายเป็นมิชชันนารีไปที่ประเทศอาฟริกา เขาชื่อ เดวิท ลิปวิ่งสโตน
เมื่ออ่านดูในพระคัมภีร์ตอนนี้แล้ว มีชายเตี้ยคนเดียว ได้พบกับพระเยซูอย่างจริงจัง และต่อมาหลายปีเขาหลายเป็นบุคคลสำคัญคนหนึ่งในพระคัมภีร์ใหม่ บางคนให้ฉายาแก่เขาว่า “เจ้าเตี้ย ขี้ตื่น ขี้งกและขี้โกง”
ประวัติของศักเคียส
ชื่อศักเคียสในภาษาฮีบรูแปลว่า “ผู้บริสุทธิ์” หรือผู้ชอบธรรม ชื่อนี้ตอนแรกไม่น่าจะเหมาะสมสำหรับเขา เพราะชื่อขัดแย้งกับพฤติกรรม – พระเยซูทรงคิดอย่างไรกับศักเคียส?
พระคัมภีร์ บอกเพียงว่าสักเคียสเป็นคนเก็บภาษี (สุนัขรับใช้ของชาวโรมัน) ไม่ได้บันทึกถึงครอบครัวของศักเคียส แต่เชื่อว่าเขาต้องมีภรรยา มีลูกๆ และญาติพี่น้อง อาชีพของเขาทำใหต้องได้รับการกดดันจากสังคม เวลาที่ภรรยาไปซื้อของที่ตลาด คนจะซุบซิบกันว่า “ดูซิ เมียไอ้คนขี้โกงมาแล้ว” เวลาที่ลูกของเขาไปโรงเรียน เพื่อนๆก็จะพูดล้อเลียนกันว่า “ไอ้ลูกหมาต่างชาติ อย่ามาเล่นกับพวกเรา”
คนเก็บภาษีจัดอยู่ในจำพวกเดียวกับโสเภณี พวกฆาตกร หรือพวกทรยศต่อชาติ ศาลจะไม่รับฟังคำให้การของคนเก็บภาษี และธรรมศาลาจะไม่ยอมรับเงินถวายจากคนบาปเหล่านี้ด้วย
ข้อคิด : บาปของคนในครอบครัวเพียงคนเดียว จะส่งผลกระทบไปถึงคนอื่นๆด้วย
ลักษณะของศักเคียส
๑) คนร่างเตี้ย (ข้อ ๓)
“ด้วยเขาเป็นคนตัวเตี้ย” แบบมะขามข้อเดียว (หมือนเติ้งเสี่ยวผิงผู้นำที่ยิ่งใหญ่ของจีน) ศักเคียสต้องใช้ความพยายามมากกว่าคนปกติที่จะพบกับพระเยซู – สำหรับใครที่ร่างเตี้ยไม่ต้องน้อยใจ อย่างน้อยคุณก็มีศักเคียสเป็นพรรคพวก
๒) คนขี้ตื่น (ข้อ ๓-๔)
“ศักเคียสพยายามจะมองให้เห็นพระเยซูว่า พระองค์เป็นผู้ใด แต่ดูไม่เห็นเพราะคนแน่น ด้วยเขาเป็นคนร่างเตี้ย เขาจึงวิ่งไปข้างหน้าเพื่อขึ้นต้นมะเดื่อ เพื่อจะได้เห็นพระองค์”
เขาตื่นเต้นกับการเสด็จมาของพระเยซูคริสต์ พระผู้ช่วยให้รอด จึงตั้งใจมอง...เขย่ง...วิ่งไป...และปีนต้นไม้...ลองจินตนาการดูว่า คนเตี้ยนั้นปีนต้นไม้ทุลักทุเลแค่ไหน ต้นไม้ชนิดนี้เรียกว่าต้นซิกกาโมร์ สูงประมาณ ๑๕ เมตร
ถาม : คุณตื่นเต้นกับการเสด็จมาของพระเยซูคริสต์แค่ไหน? คุณพยายามที่จะพบกับพระผู้ช่วยให้รอดไหม? ทุกวันคุณตื่นเต้นกับการอ่านพระคัมภีร์ อธิษฐาน คอยฟังพระสุรเสียงของพระองค์ และตื่นเต้นที่จะเป็นพยานและนำผู้คนมาถึงชีวิตนิรันดร์ไหม?
ตัวอย่าง พวกสาวกออกไปประกาศข่าวประเสริฐและกลับมารายงานต่อพระเยซูด้วยความตื่นเต้นว่าแม้ผีก็อยู่ใต้อำนาจของพวกเขา ขอบคุณพระเจ้า แต่พระองค์ตรัสว่า ไม่ต้องไปตื่นเต้นในเรื่องนั้นให้มาก แต่ให้ตื่นเต้นที่ชื่อของพวกท่านจดไว้ในสวรรค์แล้ว
๓) ศักเคียสเป็นคนขี้งก (ข้อ ๒)
“ดูเถิด มีชายคนหนึ่งชื่อศักเคียสเป็นนายด่านเก็บภาษีและเป็นคนมั่งมี” โดยทั่วไปแล้วคนร่ำรวยมักจะเป็นคนขี้งก และยังขี้เหนียวอีกด้วย
มีเรื่องสนุกๆ ของความขี้ตืดของยิวเล่าว่า เด็กชายไอแซค วิ่งกลับบ้านอย่างกระหืดกระหอบและบอกพ่อว่า “พ่อครับผมวิ่งตามรถประจำทาง ทำให้ประหยัดไปได้ห้าบาทแน่ะ”
พ่อลุกขึ้นอย่างโมโหและพูดว่า “ไอ้ลูกโง่เอ๊ย ทำไมเอ็งไม่วิ่งตามรถแท็กซี่ จะประหยัดได้ถึง ๓๕ บาท”
ข้อสังเกต เมื่อศักเคียสกลับใจมาเชื่อพระเยซูแล้ว ชีวิตของเขาเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง เขาทูลพระองค์ว่า “ดูเถิด พระเจ้าข้า ทรัพย์สิ่งของของข้าพระองค์ ข้าพระองค์ยอมยกให้คนอนาถากึ่งหนึ่ง” (ข้อ ๘)
สรรเสริญพระเจ้า – เมื่อก่อนมีแต่รับ เดี๋ยวนี้มีแต่ให้ นี่คือชีวิตที่ได้รับการเปลี่ยนแปลงใหม่ (๒ กธ.๕.๑๗) คนที่มอบกายถวายชีวิตแด่พระเยซูแล้ว เขาย่อมจะถวายกระเป๋าด้วย
๔) ศักเคียสเป็นคนขี้โกง (ข้อ ๘)
“และถ้าข้าพระองค์ได้ฉ้อโกงของผู้ใด ข้าพระองค์ยอมคืนให้สี่เท่า” ดังที่ได้กล่าวมาแล้ว ศักเคียสเป็นนายด่านเก็บภาษี มีลูกน้องหลายคนในเขตเยริโค เก็บเงินได้ก็จะส่งให้แก่โรมตามกำหนด ส่วนเงินที่เก็บเกินมา ก็เข้ากระเป๋าของตนเองและลูกน้อง
ว่าแต่เขา
“เมื่อคนทั้งหลายเป็นแล้วก็พากันบ่นว่า พระองค์เข้าไปพักอยู่กับคนบาป” (ข้อ ๗) คนทั้งหลายคือนักศาสนา พวกฟาริสี สะดูสี ธรรมาจารย์และประชาชนที่เคร่งครัดในศาสนายิว
คนเหล่านี้คิดว่าตนเองดีกว่าคนอื่น คนไทยเรียกคนแบบนี้ว่า “ว่าแต่เขาอิเหนาเป็นเอง” คิดว่าตนเองดีกว่า แต่แท้จริงบาปหนายิ่งกว่าเขาเสียอีก
พระเยซูตรัสถึงคนแบบนี้ว่า ชอบที่จะเขี่ยผงออกจากนัยน์ตาของคนอื่น แต่ไม้ทั้งท่อนอยู่ในตาของตนเองกลับมองไม่เห็น
คนเราส่วนใหญ่ก็เป็นเช่นนี้ แต่คริสเตียนแท้จะต้องสำรวจดูชีวิตของตนเองเป็นอันดับแรก
สรุป
วันนี้ พระเยซูเสด็จมาพบเรา และทรงเห็นถึงความปรารถนาในส่วนลึกของจิตใจเรา
วันนี้ พระองค์ทรงต้องการพักอยู่ในบ้านแห่งจิตใจของเรา
และต้องการประทานความรอดแก่เรา และทุกคนในครอบครัวด้วย (ข้อ ๑๐)
Read Moreคำนำ
ในพระคัมภีร์เดิมเราพบเรื่องราวของผู้ที่พระเจ้าทรงเรียกให้ปรนนิบัติรับใช้พระองค์ เราเรียกคนเหล่านั้นว่า “ผู้นำ” เช่น โมเสสได้นำชนชาติอิสราเอลออกจากการเป็นทาสของอียิปต์ แล้วโมเสสได้แต่งตั้งกลุ่มผู้นำอีก ๗๐ คน (กดว. ๑๑.๑๖-๓๐)
ในสมัยต่อมาผู้นำเหล่านี้บางคนเป็นผู้เผยพระวจนะ บางคนเป็นที่ปรึกษาของกษัตริย์ บางคนเป็นผู้จัดการทรัพย์สิน และบางคนเป็นผู้พิพากษา (ฉธบ. ๒๕.๗) บางคนเป็นผู้ปกครองดูแลและบางคนก็เป็นนักเทศน์
ศิษยาภิบาล
ในพระคัมภีร์ใหม่เรียกผู้นำเหล่านี้ในหลายชื่อด้วยกัน เช่น
๑) ผู้ปกครองคริสตจักร หรือผู้อาวุโส (presbuteros)
๒) ผู้ดูแล (cpiskopoi)
๓) ผู้เลี้ยง (ดูแลฝูงแกะ)
๔) ศิษยาภิบาล (poimen) ซึ่งปรากฏเพียงครั้งเดียว (อฟ. ๔.๑๑)
มีข้อที่น่าสังเกตคือ พระคัมภีร์ใหม่กล่าวถึงผู้นำ (ผู้ปกครอง ผู้ดูแล ผู้เลี้ยง ศิษยาภิบาล) คริสตจักรในลักษณะรูปแบบ “พหูพจน์” ไม่มีการกล่าวถึงผู้นำแบบเดี่ยวๆ แต่มีการทำงานเป็นทีม
หน้าที่ของศิษยาภิบาล
๑ ปต. ๕.๑-๖ กล่าวถึงหัวใจของศิษยาภิบาล (และดูใน ๑ ทธ.๓ ด้วย)
๑) รับผิดชอบเลี้ยงดูฝูงแกะของพระเจ้า (ข้อ ๒) ขอให้เข้าใจว่าการเลี้ยงแกะต้องการการเอาใจใส่ตลอดเวลา ไม่เหมือนกับการเลี้ยงควายที่ปล่อยไปให้กินหญ้าเองตามลำพังในทุ่งหญ้า
๒) ทำหน้าที่ผู้เลี้ยงด้วยความเต็มใจ (ข้อ ๒) ขอให้ดูในฟุตโน้ตเขียนไว้ว่า “ตามน้ำพระทัยของพระเจ้า” ไม่ใช่ตามใจของตนเอง เขาเป็นผู้ดูแลและเอาใจใส่อย่างแท้จริง ไม่ใช่ผู้เลี้ยงจำเป็นหรือรับจ้าง
มีเรื่องเล่าว่า เกิดเหตุการณ์ณืไม่คาดฝันขึ้นในสวนสาธารณะ มีเด็กเล็กๆคนหนึ่งพลัดตกลง
ไปในสระน้ำ เสียงร้องตะโกนให้คนช่วย มีคนมามุงดูเต็มไปหมดแต่ไม่มีใครยอมเสียสละลงไปช่วย สักครู่หนึ่งก็มีชายแก่ๆคนหนึ่งกระโดดลงไป สามารถพาเด็กขึ้นมาจากน้ำได้ คนเข้าใจว่า ชายแก่คนนี้คงจะเป็นคุณปู่หรือคุณตาของเด็ก หรือเป็นคนที่ใจดีมาก
นักข่าวทีวีเข้ามาสัมภาษณ์ “คุณลุงเป็นคนที่มีน้ำใจมาก ที่ยอมเสียสละลงไปช่วยจนเด็กพ้น
จากความตาย คุรลุงภูมิใจไหมครับ?”
ชายแก่ร่างเปียกโชก มองซ้ายมองขวา ใบหน้าแดงก่ำด้วยความโกรธ พร้อมกับพูดขึ้นมาว่า “ไอ้คนไหนไม่รู้ ถีบกูตกน้ำ!”
๓) ไม่เห็นแก่ทรัพย์สินเงินทอง (ข้อ ๒)
๔) ไม่ใช้อำนาจเหมือนเจ้านายกับลูกน้อง(ข้อ ๓)
๕) มีชีวิตเป็นแบบอย่างที่ดีต่อฝูงแกะ (สมาชิก) ขอให้ตระหนักว่า ศิษยาภิบาลเป็นอย่างไร สมาชิกในคริสตจักรก็เป็นอย่างนั้น
๖) มีการเชื่อฟังตามลำดับอาวุโสของอายุหรือฝ่ายจิตวิญญาณ (ข้อ ๕)
๗) มีความอ่อนน้อมถ่อมใจ (ข้อ ๕)
การทรงเรียกให้เป็นศิษยาภิบาล
ความจริงก็คือว่า เราจะไม่รู้ว่าพระเจ้าให้เราทำอะไร หรือเป็นอะไร จนกว่าเราจะทำสิ่งสำคัญดังต่อไปนี้
๑) แสวงหาแผ่นดินของพระเจ้า และน้ำพระทัยของพระองค์เป็นอันดับแรก (มธ. ๖.๓๓)
๒) รับการทรงเรียกจากพระเจ้า (อสย.๖.๘)
๓) มอบถวายชีวิตทั้งหมดแด่พระองค์ (รม. ๑๒.๑-๒)
๔) มีความเชื่อในฤทธิ์อำนาจของพระเจ้าว่า สิ่งที่ยิ่งใหญ่มักเกิดจากสิ่งที่เล็กน้อย เช่น เมล็ดพืช บางคนกว่าพระเจ้าจะทรงใช้ให้ทำหน้าที่ของศิษยาภิบาล ต้องกินเวลาเป็น ๑๐ หรือ ๒๐ ปี ต้องผ่านประสบการณ์มามากมายทั้งดีและเลว
ผมเองกว่าจะมายืนตรงจุดนี้ได้ ต้องผ่านการเรียนในโรงเรียนพระคัมภีร์ ๒ แห่ง เป็นเวลาถึง ๔ ปี ทำงานเป็นคนดูแลโบสถ์ ร่วมงานกับมิชชันนารีอีกหลายปี ผ่านงานในสำนักพิมพ์คริสเตียน ๓ แห่ง ร่วมกับมิชชันนารีในการตั้งคริสตจักรใหม่ในกรุงเทพฯ และรักษาการศิษยาภิบาลอยู่หลายปี ขณะเดียวกันก็เป็นนักเทศน์เร่ไปด้วย นั่งอยู่ในสำนักงานขององค์กรคริสเตียน ๑๑ ปี จากนั้นพระเจ้าทรงส่งไปเก็บตัวเป็นครูสอนพระคัมภีร์ในโรงเรียนพระคริสตธรรม ๓ ปี และสุดท้ายทรงเรียกให้ออกมาตั้งคริสตจักรที่เชียงใหม่
สรุป
หัวใจของศิษยาภิบาล ตามคำสอนของพระคัมภีร์ คือ
ปกครองดูแล และเลี้ยงดูคริสตจักรของพระเจ้า
ศิษยาภิบาลต้องมีชีวิตที่เป็นแบบอย่างแก่ลูกแกะ
และต้องรู้อย่างแน่ชัดว่า พระเจ้าทรงเรียกให้ทำอะไรและอย่างไร
Read Moreคำนำ
พระคัมภีร์ได้บันทึกว่า พระเยซูได้เสด็จไปทั่วแคว้นยูเดีย สะมาเรียและกาลิลี ครั้งแรกไปที่หมู่บ้านคานาพระองค์ทรงทำให้งานแต่งงานมีรสชาติขึ้น(บทที่ ๒) กับได้สนทนากับนักศาสนาชื่อนิโคเดมัส พระเยซูทำให้คนดีที่สวรรค์ไม่ต้องการได้มาถึงความรอด(บทที่ ๓) พระเยซูทรงกับหญิงสะมาเรีย ทรงทำให้คนบาปที่คิดว่าตนเองชั่วร้ายมาถึงแผ่นดินของพระเจ้า (บทที่ ๔) สำหรับในพระคัมภีร์ตอนนี้ พระเยซูทำให้คนป่วยที่กำลังสิ้นหวังได้รับการรักษาให้หาย!
คำพยาน
“เพราะพระเยซูเองตรัสว่า ผู้เผยพระวจนะนั้นไม่ได้รับเกียรติในเมืองของตน” (ข้อ ๔๔)
เราอ่านพบในลูกา ๔.๒๘-๓๐ ว่า ที่เมืองนาซาเรธเป็นบ้านเกิดของพระองค์ ผู้คนไม่ได้ต้อนรับพระเยซู เมื่อพระองค์ประกาศเรื่องของชีวิตใหม่ ผู้คนในธรรมศาลาก็โกรธมาก พยายามจะผลักพระเยซูให้ตกจากหน้าผา
บทเรียนจากเรื่องนี้ ซึ่งเป็นการหนุนใจและเป็นพระพรสำหรับคริสเตียนเรา คือ
๑)เมื่อเราเจอการข่มเหง ถูกขับไล่ไสส่ง ผู้คนหรือญาติพี่น้องไม่ต้อนรับ ถูกทอดทิ้ง นั่นเป็นประสบการณ์ที่พระเยซูเคยเจอมาแล้ว เราอาจจะต้องเจอเช่นเดียวกัน เพราะ “ศิษย์ไม่ใหญ่กว่าครู” ถ้าพระเยซูคดโกงคอรัปชั่น(เหมือนนักการเมือง)ก็เป็นอีกเรื่อง แต่นี่พระองค์ทรงทำดีทุกอย่างคนกลับไม่ชอบ
๒)เราถูกทอดทิ้งก็จริง แต่ก็มีพี่น้องคริสเตียนที่จะชดเชยได้ โดยมาร่วมประชุมนมัสการที่โบสถ์ มาอธิษฐานเผื่อซึ่งกันและกัน และเข้ากลุ่มเซลสามัคคีธรรมตามบ้าน
๓)พระเยซูทรงยกโทษให้แก่ผู้ที่ต่อต้านข่มเหงและประหารชีวิตพระองค์ ที่บนไม้กางเขนนั้น ทพระองค์ตรัสว่า “พระบิดาเจ้าข้า ขอทรงโปรดยกโทษเขา เพราะว่าเขาไม่รู้ว่าเขาทำอะไร” (ลก. ๒๓.๓๔)
เรื่องตัวอย่าง คุณป้าสมาชิกในคริสตจักรของเราคนหนึ่ง ถูกเพื่อนบ้านดูถูกขัดขวางและเยาะเย้ย คุณป้าจึงพยายามทำดีทุกอย่าง โดยซื้ออาหารไปฝาก และช่วยถางหญ้าหน้าบ้านของเพื่อนบ้าน จนกระทั่งเขาเห็นความดีของคริสเตียนจึงยอมมาโบสถ์ด้วย และกลับใจเป็นคริสเตียนในที่สุด
๔) ลืมความเจ็บปวดนั้นเสีย เปาโลกล่าวว่า “แต่ข้าพเจ้าทำอย่างหนึ่ง คือลืมสิ่งที่ผ่านพ้นมาแล้วเสีย แล้วโน้มตัวออกไปสิ่งที่อยู่ข้างหน้า”(ฟป. ๓.๑๓) - คริสเตียนที่รัก ความดีที่คนอื่นทำกับเราอย่าลืม แต่ความเลวที่คนอื่นทำกับเราอย่าจำ
ตัวอย่าง : เพื่อนสองคนเดินหลงในทะเลทราย ท่ามกลางอากาศร้อนระอุ ทั้งสองหงุดหงิดและทะเลาะกันคนแรกจึงบัลดาลโทสะตกหน้า เพื่อนคนที่สองเมื่อถูกตบหน้าจึงก้มลงเขียนที่พื้นทรายว่า “วันนี้เพื่อนตบหน้าเรา” แล้วทั้งสองเดินทางต่อไปถึงแหล่งน้ำ(โอเอซีส)แห่งหนึ่ง เขาดีใจมากจึงกระโดดลงไป เพื่อนคนที่สองเป็นตะคริวเนื่องจากน้ำเย็นจัด เพื่อนคนแรกจึงกระโจนลงไปช่วยขึ้นมา เมื่อหายดีแล้ว เพื่อนคนที่สองจึงสลักไว้ที่ก้อนหินว่า “วันนี้เพื่อนช่วยชีวิตของเรา”
เพื่อนคนแรกแปลกใจมากจึงถามว่าทำไมจึงทำแบบนั้น เพื่อนคนที่สองตอบว่า “สิ่งเลวที่คนอื่นทำกับเราจงปล่อยให้สายลมพัดพาเอามันไปเสีย แต่สิ่งดีที่คนอื่นทำกับเรา จึงจำไว้อย่างมั่นคง เพื่อจะไม่ลืมบุญคุณของเขา"
ข้าราชการโรมัน (ข้อ ๔๖-๔๗)
“ที่เมืองคาเปอร์นาอูม มีข้าราชการคนหนึ่ง บุตรชายของท่านป่วยหนัก เมื่อได้ทราบข่าวว่า พระเยซูได้เสด็จจากแคว้นกาลิลีแล้ว จึงไปทูลอ้อนวอนพระองค์ให้เสด็จไปรักษาบุตรของตน เพราะบุตรจวนจะตายแล้ว”
๑) คำวิงวอน
ข้าราชการชาวโรมันคนนี้เดินทางมาจากเมืองคาเปอร์นาอูม (ห่างจากคานาไปทางเหนือราว ๔๐ กม.) ปัญหาหนักอกของเขาคือ ลูกชายป่วย พระคัมภีร์ใช้คำว่า “ป่วยหนัก” เข้าขั้นโคม่า “จวนจะตายแล้ว” คงจะนอนหายใจรวยรินหรือพะงาบๆอยู่ เขาทนไม่ได้ที่จะเห็นลูกชายสิ้นลมหายใจไปต่อหน้าต่อตา
“ลูกเป็นดวงใจของพ่อแม่” เป็นที่รัก เป็นความหวัง ความชื่นชมยินดี (พ่อแม่บางคนถึงกับหวังให้ลูกเป็นเสาหลักของบ้าน) ถ้าลูกป่วยไม่สบายหรือรับความทุกข์ ถ้าเป็นไปได้พ่อแม่อยากป่วยแทนและรับทุกข์นั้นแทน พระคัมภีร์บอกว่า “เขาอ้อนวอน” (ไม่ใช่บังคับ) วิงวอนขอร้อง ขอแล้วขออีก (ตัวอย่างจาก ลก. ๑๑ เพื่อนไปขอยืมขนมปังจากเพื่อนบ้านในยามวิกาล)
ไม่ทราบว่าก่อนหน้านี้ไปรักษาที่ไหนมาบ้าง? อาจจะไปหาหมอผี ยาหม้อ บ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์ หรือหาหลวงพ่อพ่นน้ำมนต์ ฯลฯ
๒) คำตอบของพระเยซู
“ถ้าพวกท่านไม่เห็นหมายสำคัญและการอัศจรรย์ ท่านก็จะไม่เชื่อ” (ข้อ ๔๘) อย่างแรกในพระคัมภีร์ตอนนี้ เป็นคำปฏิเสธกลายๆของพระเยซู อย่างที่สอง พระองค์ทรงต้องการทดสอบความตั้งใจจริงของเขา และอย่างที่สาม พระองค์ทรงต้องการทดสอบความเชื่อของเขา
จะเป็นอย่างไรถ้าข้าราชการชาวโรมันตอบว่า “โอ๊ย พระเยซูครับ อย่าเพิ่งมาพูดเรื่องหมายสำคัญหรือการอัศจรรย์เลย ตอนนี้ผมต้องการอย่างเดียวคือ ให้ลูกของผมหายป่วย ไม่ตายเท่านั้น รีบไปโดยเร็วเถอะ”
ความเชื่อของข้าราชการ
“พระเยซูตรัสกับเขาว่า กลับไปเถิด บุตรของท่านจะไม่ตาย” (ข้อ ๕๐)
๑) คำสั่งของพระเยซู
พระเยซูไม่ได้รีบตอบสนองความต้องการของข้าราชการชาวโรมัน โดยรีบพาสาวกไปที่เมืองคาเปอร์นาอูม แต่พระองค์เพียงตรัสสั้นๆเท่านั้น – สมมุติว่า ลูกของคุณป่วยหนักและพาไปหาหมอ และหมอตรวจแล้วบอกว่า ไม่เห็นเป็นอะไรนี่ กลับไปบ้านได้แล้ว คุณจะรู้สึกอย่างไร? คงจะผิดหวัง หมดหวัง บ่น ท้อแท้ใจ.....ใช่ไหม?
รายงานทางการแพทย์บอกว่า คนไข้ ๘๐ % ที่มาหาหมอ เป็นความเจ็บป่วยทางด้านจิตใจ!
๒) ความเชื่อ
“ข้าราชการผู้นั้นเชื่อพระดำรัสของพระเยซูที่ตรัสกับท่าน จึงทูลลาไป ขณะที่ท่านกลับไปนั้น พวกบ่าวของท่านได้มาพบและเรียนว่า บุตรของท่านหายแล้ว ท่านจึงถามถึงเวลาที่บุตรทุเลาขึ้น พวกบ่าวเรียนท่านว่า ไข้หายเมื่อวานนี้เวลาบ่ายโมง บิดาจึงรู้ว่าเวลานั้นเป็นเวลาที่พระเยซูตรัสว่า บุตรของท่านจะไม่ตาย” (ข้อ ๕๐-๕๓)
เราพบว่าข้าราชการผู้นี้มีความเชื่อในพระเยซูอย่างแท้จริง ซึ่งเขาไม่คิดว่าเป็น “เหตุบังเอิญ” หรือ “ฟลุ๊ค”
ความเชื่อคืออะไร? “ความแน่ใจในสิ่งที่เราหวังไว้ เป็นความรู้สึกมั่นใจว่า สิ่งที่ยังไม่เห็นนั้นมีจริง” (ฮร. ๑๑.๑) ความเชื่อคือ การไว้วางใจ, ไม่สงสัย (ตัวอย่าง : ตอนแรกเปโตรเชื่อจึงเดินบนน้ำไปหาพระเยซู แต่เมื่อสงสัยเขาก็จมลง) - คำถาม : คุณเชื่อพระเยซูกี่เปอร์เซ็นต์?
มีเพลงสั้นคริสเตียนที่ชื่อ “หมดทั้งชีวิต”
สรุป
ผลจากการที่ข้าราชการคนนี้ได้พบกับพระเยซู และการอธิษฐานทูลขอด้วยความเชื่อ
- คนป่วยได้รับการบำบัดรักษาด้วยฤทธิ์อำนาจของพระเจ้า
- เขาได้นำครอบครัวมาถึงความรอดและสันติสุขในพระเยซูคริสต์ (ข้อ ๕๓)
Read Moreโครงร่างคำเทศนา-ธวัช เย็นใจ
พระคริสต์ในงานสมรส
ยอห์น ๒.๑-๑๑
คำนำ
หัวข้อการเทศนาคือเรื่อง “พระคริสต์ในงานสมรส” ศิษยาภิบาลคนหนึ่งตั้งชื่อพระคัมภีร์ตอนนี้ว่า “เมื่อเหล้าองุ่นหมด” ขอทำความเข้าใจในเรื่องนี้ก่อนว่า เหล้าองุ่นเป็นเครื่องดื่มประจำวันของชาวยิว ใช้แทนน้ำ เพราะน้ำเป็นสิ่งที่หายากมากในทะเลทราย (คริสเตียนอย่าเอาเรื่องมาอ้างเพื่อจะก๊งเหล้า) ดูฟุตโน๊ตในพระคัมภีร์[1]
พิธีมงคลสมรสของชาวยิวจะกินเวลาประมาณ ๑ สัปดาห์ (เหมือนกับธรรมเนียมของกะเหรี่ยง และชาวเผ่าอื่นๆ) เขาเชิญแขกเหรื่อผู้มีเกียรติ และญาติพี่น้องมาร่วมแสดงความยินดีกัน เลี้ยงที่บ้านของเจ้าสาวแล้วจากนั้นก็ต้องไปเลี้ยงที่บ้านของเจ้าบ่าวด้วย (ดู มธ. ๒๕.๑-๑๓ เรื่องหญิงพรหมจารี ๑๐ คน คนฉลาดห้าคน และคนโง่ห้าคน)
พระเยซูในงานสมรส
๑.ให้พระเยซูมีร่วมในชีวิตของเรา
“วันที่สามมีงานสมรสที่หมู่บ้านคานาแคว้นกาลิลี และมารดาของพระเยซูก็อยู่ที่นั่น พระเยซูและสาวกของพระองค์ได้รับเชิญไปในงานนั้น” (ข้อ ๑-๒) บทเรียนจากเรื่องนี้คือ ไม่ว่าคริสเตียนจะทำอะไรก็ตาม ให้พระเยซูมีส่วนร่วมด้วย งานแต่งงาน ขึ้นบ้านใหม่ ฉลองปริญญา หรือคล้ายวันเกิด
๒.เหล้าองุ่นหมด
“เมื่อเหล้าองุ่นหมดแล้ว มารดาของพระเยซูมาทูลว่า เขาไม่มีเหล้า พระเยซูตรัสกับนางว่า หญิงเอ๋ยให้เป็นธุระของข้าพเจ้าเถิด เวลาของข้าพเจ้ายังมาไม่ถึง” (ข้อ ๓-๔) ดูเหมือนว่านี่เป็นปัญหาใหญ่ของเจ้าภาพและเจ้าภาพร่วมคือมารีย์ และของแขกผู้ร่วมงาน แต่ “ไม่ใช่ปัญหาของพระเยซู” พระองค์ไม่สะทกสะท้าน ไม่วิตกกังวล เพราะพระองค์ทรงเป็นพระเจ้าและล่วงรู้ว่าจะแก้ปัญหานี้อย่างไร
คำถาม : คุณเคยตกอยู่ในสถานการณ์เหมือนเหล้าองุ่นหมดไหม? คือ เงินหมด ข้าวสารหมด ประกันภัยหมด ยารักษาโรคหมด เพื่อนหายไปหมด สุดท้าย “ลมหายใจหมด” ตัวอย่าง : ในปีที่แห้งแล้ง ผู้เผยพระวจนะเอลียาห์พบกับหญิงม่ายเมืองเศราฟัท เธอมีแป้งเพียงกำมือเดียวกับน้ำมัน ทำอาหารกินกับลูกชายแล้วก็จะตาย (๑ พกษ. ๑๗.๘-๑๖)
พระเยซูทรงรู้จักหน้าที่
๑.พระเยซูทรงรู้จักกาลเทศะ
แม้พระองค์ไม่เคยแต่งงาน แต่ก็เสด็จไปร่วมในงานมงคลสมรส ทรงมีท่าทีในทางบวก พระเยซูทรง “ชื่นชมยินดีกับผู้ที่มีความยินดี ร้องไห้กับผู้ที่ร้องไห้” (รม. ๑๒.๑๕) คือทรงร้องไห้เมื่อลาซารัสเสียชีวิต (ยน. ๑๑.๓๕) บางคนต่อต้านการแต่งงาน ผู้นำคริสเตียนคนหนึ่งกล่าวว่า “ถ้าอยากรู้ว่านรกมีจริง ก็จงแต่งงานเถิด”
คนไทยพูดว่า “คนในอยากออก คนนอกอยากเข้า” ข้อเขียนของแม่บ้านคนหนึ่ง “สุนัขน่ารักกว่าสามี” (๑) สุนัขจะคิดถึงเมื่อคุณไม่อยู่บ้าน (๒) สุนัขจะรู้สึกผิดเมื่อทำอะไรผิด (๓) สุนัขไม่วิจารณ์การแต่งตัวและรูปร่างของคุณ (๔) สุนัขไม่รู้สึกอึดอัดเมื่อคุณพูดอะไรโง่ๆออกไป (๕) คุณสามารถสอนมันได้ (๖) สุนัขไม่คอยจับผิดเมื่อคุณละเมอแปลกๆ (๗) สุนัขเข้าใจคำว่า “ไม่” หมายถึงอะไร (๘) สุนัขเข้าใจได้ว่ามันไม่มีสิทธิ์พาเพื่อนเข้ามาในบ้าน (๙) หมาวัยกลางคนจะไม่ทิ้งคุณไปหาเจ้าของใหม่ที่เอ๊าะๆกว่า (๑๐) สุนัขมันจูบคุณด้วยความจริงใจ หลังจากผู้ชายบางได้อ่านข้อความนี้ เขาก็เขียนเพิ่มเติมว่า “งั้นเชิญคุณก็ไปแต่งงานกับสุนัขก็แล้วกัน”
๒.พระเยซูทรงรู้จักเวลาและหน้าที่ของพระองค์เอง
พระเยซูตรัสกับมารีย์ว่า “ให้เป็นธุระของข้าพเจ้าเถิด เวลาของข้าพเจ้ายังมาไม่ถึง” (ข้อ ๔) พระองค์ทรงรู้ว่าจะทำอะไรและทำเวลาไหน ทรงมีตารางที่แน่นอนแห่งน้ำพระทัยของพระเจ้าพระบิดา ต่างจากมนุษย์เราบางครั้งสับสนปนเปกันหมด ไม่ว่ารู้ว่าอะไรก่อนและอะไรหลัง เช่นจะอ่านพระคัมภีร์หรือไปชอปปิ้ง จะอธิษฐานหรือโทรคุยกับเพื่อน
เราทำงานเร่งด่วนแต่ไม่สำคัญ หรืองานไม่เร่งด่วนแต่สำคัญ หรืองานไม่สำคัญและไม่เร่งด่วนหรืองานสำคัญและเร่งด่วน!
พระเยซูทรงรู้ถึงความต้องการของมนุษย์
“มีโอ่งหินตั้งอยู่ที่นั่นหกใบ ตามธรรมเนียมการชำระของพวกยิว จุน้ำโอ่งละสี่ห้าถัง พระเยซูตรัสสั่งพวกเขาว่าจงตักน้ำใส่โอ่งให้เต็มเถิด และเขาก็ตักน้ำเต็มโอ่งเสมอปาก แล้วพระองค์ตรัสสั่งพวกเขาว่า จงตักเอาไปให้เจ้าภาพเถิด เขาก็เอาไปให้” (ข้อ ๖-๘) มีคนหนึ่งกล่าวว่า “พระเจ้าเป็นเหมือนน้ำเปล่า รู้สึกเฉยๆ แต่ขาดไม่ได้!”
พระเยซูตอบสนองความต้องการของมนุษย์ “เราเป็นเถาองุ่นแท้” (ยน. ๑๕.๑)
สิ่งที่คนในงานเลี้ยงแต่งงานต้องการมากที่สุดคือ “เครื่องดื่ม” งานนี้เจ้าภาพเสียหน้าบ้างเมื่อเครื่องดื่มไม่พอกิน แต่พระเยซูเข้ามาเติมช่องว่างให้เต็ม บทเรียน : พระเยซูทรงทราบดีว่าเราขาดอะไร “จะเอาอะไรกิน อะไรดื่มหรือจะเอาอะไรนุ่งห่ม(เอารถที่ไหนขี่ จะเอาคอมฯที่ไหนมาทำงาน?)...พระบิดาในสวรรค์ทรงทราบแล้วว่า ท่านต้องสิ่งทั้งปวงเหล่านี้, จงแสวงแผ่นดินของพระเจ้าและความชอบธรรมของพระองค์ก่อน แล้วพระองค์ทรงเพิ่มเติมสิ่งที่ปวงเหล่านี้ให้” (มธ. ๖.๓๑-๓๓)
ความต้องการของมนุษย์ไม่มีที่สิ้นสุด
เรื่องเล่า : สุนัขขี้เรื้อนตัวหนึ่งมันเห็นดวงอาทิตย์ก็อยากเป็นดวงอาทิตย์ เทวดาสงสารก็เลยเสกให้มันกับดวงอาทิตย์, ต่อมาก็มีเมฆมาบดบังดวงอาทิตย์ทำให้มันอยากเป็นเมฆ ต่อมามีลมพัดหอบเอาเมฆไป มันก็อยากจะเป็นเมฆ ต่อมาลมได้พัดจอมปลวก แต่จอมปลวกไม่เขยื้อนมันจึงอยากจะเป็นจอมปลวก ต่อมามีควายตัวหนึ่งมาขวิดจอมปลวก มันก็อยากจะเป็นควายบ้าง ต่อมามันเห็นเชือกหนังที่จมูกควายทำให้เจ้าของจูงไปไหนมาไหนได้ มันก็อยากจะเป็นเชือกหนัง ต่อมามีสุนัขขี้เรื้อนตัวหนึ่งมากัดเชือกหนังนั้น มันก็เลยเทวดาเสกให้มันเป็นหมาขี้เรื้อน!
๒.น้ำธรรมดากลายเป็นเครื่องดื่มชั้นยอด
“เมื่อเจ้าชิมน้ำที่กลายเป็นเหล้าองุ่นแล้ว และไม่รู้มาจากไหน (แต่คนใช้ที่ตักน้ำนั้นรู้)เจ้าภาพจึงเรียกเจ้าบ่าวมา และพูดกับเขาว่า ใครๆเขาก็เอาเหล้าองุ่นอย่างดีมาให้ก่อน เมื่อได้ดื่มกันไปมากแล้ว ก็เอาที่ไม่สู้ดีมา” (ข้อ ๙-๑๐)
การอัศจรรย์เกิดขึ้นมีบทเรียน : ประการแรก ในความคิดของพระเจ้าให้สิ่งที่ไม่ดีก่อนแล้วสิ่งดีจะตามมาภายหลัง แต่ความคิดของมนุษย์คืออยากได้สิ่งดีๆก่อนในโลกนี้ แล้วจะต้องพบกับความทุกข์ทรมานภายหลังที่บึงไฟนรก “เดินทางเตียนเวียนลงนรก เดินทางรกวกขึ้นสวรรค์”
ประการที่สอง พระเยซูมีฤทธิ์อำนาจเปลี่ยนสิ่งที่ธรรมดาให้กลายเป็นสิ่งที่มีคุณค่า(ไม่ธรรมดา) น้ำเปล่าที่จืดชืดเหมาะสำหรับล้างมือล้างเท้าเท่านั้น ให้กลายเป็นเครื่องดื่มอันแสนวิเศษ ข้อคิด : คนบาปหนาสากรรจ์กลายเป็นคนบริสุทธิ์
คนชั่วกลายเป็นผู้รับใช้ของพระเจ้า
สรุป
- ป้ายหลุมฝังศพของจอห์น นิวตัน(ผู้ประพันธ์เพลงชีวิตคริสเตียนบทที่ ๑๓๖) “จอห์น นิวตัน พ่อค้าซึ่งครั้งหนึ่งเป็นคนเหลวไหล รับจ้างจับทาสจากอาฟริกา ได้รับการเปลี่ยนแปลงโดยพระคุณของพระเยซูคริสต์เจ้า พระผู้ไถ่ ทรงอุ้มชูและยกโทษความผิดบาป แล้วแต่งตั้งให้เป็นผู้ประกาศความเชื่อ ที่เขาได้ต่อต้านมาเป็นเวลานาน”
- คุณอยากจะให้จารึกป้ายที่หลุมฝังศพว่าอย่างไร?
[1] เหล้าองุ่นเป็นเครื่องดื่มของชาวปาเลสไตน์ ที่ดื่มกันเป็นประจำ แม้ว่าในพระคัมภีร์ไม่บัญญัติห้ามดื่มเหล้าองุ่น แต่ก็มีคำเตือนไม่ให้ดื่มเหล้าองุ่นจนเกิดความเสียหาย
Read Moreโครงร่างคำเทศนา-ธวัช เย็นใจ
ชนะตนเอง!
มัทธิว ๑๖.๒๑-๒๘
คำนำ
ในพระวจนะตอนนี้ พระเยซูตรัสถึงคำว่า “ชีวิต” ถึง ๗ ครั้งด้วยกัน
พระคัมภีร์ตอนนี้เป็นเรื่องที่ยากมากสำหรับคริสเตียน ไม่ใช่เฉพาะสมาชิกเท่านั้นแต่สำหรับผู้นำคริสตจักรด้วย
ผมเคยตั้งชื่อคำเทศนาเมื่อปี ๒๐๐๔ ว่า “ชนะตนเอง แบกกางเขน ตามพระเยซู” นี่เป็นเรื่องใหม่ๆสำหรับพวกสาวก “นับตั้งแต่นั้นมา” (ข้อ ๒๑)
ใน ๑๕ บทก่อนเป็นเรื่องข่าวประเสริฐแห่งการรอดพ้นจากบาป แต่ตอนนี้คือ “พระเยซูคือพระมาซีฮาห์หรือพระคริสต์” จะต้องสิ้นพระชนม์ที่บนไม้กางเขนและฟื้นคืนชีวิตมาอีก (ตรัส ๓ ครั้ง) ใน มธ. ๑๖.๒๑, ๑๗.๒๒-๒๓,๒๐.๑๘ ซึ่งผู้เผยพระวจนะดาเนียลได้กล่าวทำนายไว้แล้ว (ดนล. ๙.๒๖-๒๗, ๗.๑๓-๑๔)
คิดแบบไหน?
ฝ่ายเปโตรเอามือจับพระองค์ทูลว่า พระองค์เจ้าข้า ขอให้เหตุการณ์นั้นอยู่ห่างไกลจากพระองค์เถิด” (มธ.๑๖. ๒๒) ในพระคัมภีร์ตอนนี้ไม่แน่ใจเปโตรหวังดีหรือหวังร้าย? เปโตรกลัวตัวเองตายหรือกลัวพระเยซูตาย! แต่พระเยซูบอกถึงความคิด ๒ อย่างคือ คิดแบบมนุษย์ หรือคิดแบบพระเจ้า
คำถาม : กะลาสีเรือกับทารกแตกต่างกันอย่างไร? ตอบ : กะลาสีเรือทำที่นอนในทะเล ส่วนทารกทำทะเลบนที่นอน!
๑)คิดแบบคน คือมนุษย์ธรรมดา ติดกับค่านิยมของโลก กลัว วิตกกังวล ทุกข์ร้อน เห็นแก่ตัว และกระวนกระวายใจ พระเยซูบอกว่าคนแบบนี้คิดตลอดเวลาว่า “จะเอาอะไรกินและดื่ม จะเอาอะไรนุ่งห่ม” (มธ. ๖.๒๕-๒๗) พระองค์บอกว่า “ชีวิตสำคัญกว่าสิ่งอื่นได้ทั้งหมด”
คำถาม : เอาไหมถ้าได้เงินหกหมื่นเจ็ดพันล้านบาท แล้วไม่มีแผ่นดินจะอยู่ หรือต้องไปอยู่ในคุก?
๒)คิดแบบพระเจ้า คือเป็นมนุษย์ฝ่ายวิญญาณ คิดพูดและกระทำตามหลักการของพระคัมภีร์ ๑ คร. ๒.๑๔-๓.๔เปาโลบอกถึงมนุษย์ ๓ แบบ (๑) psuchikos (ซูคิคอส)คือมนุษย์ธรรมดา (๒) sarchikos (ซาร์คิคอส)คือมนุษย์ฝ่ายเนื้อหนัง (๓) pneumatikos (นิวมาติคอส) มนุษย์ฝ่ายวิญญาณ
โสเครตีส นักปราชญ์ชาวกรีกโบราณบอกถึงคนสามพวก พวกแรก คิดจากปลายเท้าถึงหัวเข่า พวกที่สอง คิดจากหัวเขาถึงสะดือ และพวกที่สาม คิดจากสะดือถึงศีรษะ คริสเตียนที่รัก ท่านเป็นคนพวกไหน?
เอาชนะตนเอง
“พระเยซูตรัสว่า ถ้าผู้ใดใคร่ตามเรา ให้ผู้นั้นเอาชนะตนเอง และรับการเขนของตนแบกและตามเรามา” (มธ. ๑๖.๒๔) พระคัมภีร์ตอนนี้พระเยซูกำลังบอกถึงการเป็นคริสเตียนแท้ มิใช่เป็นเรื่อง่ายๆ อยู่แบบสบายๆ จ่ายราคาถูกๆ น่าสังเกตว่า ปัจจุบันมีคริสเตียนประเภทนี้เยอะ
๑)ใคร่ตามพระเยซู – การเป็นคริสเตียนไม่ใช่ภาคบังคับ แต่เป็นความสมัครใจ คุณ “อยากตามพระเยซูหรือไม่อยากตาม!” อย่าให้ใครบังคับคุณมาโบสถ์, มาอธิษฐาน, ร้องเพลง,ถวายทรัพย์,หรือออกไปประกาศและเป็นพยาน คำที่เราไม่อยากได้ยินคือ “เพราะเขาบอกให้เชื่อพระเยซู ก็เลยเชื่อ” หรือ “เขาชวนมาโบสถ์ ก็เลยมากับเขา” “เขาให้เป็นพยาน ก็เลยตามใจเขา” หรือ “เห็นเขาเป็นคริสเตียน ก็เลยเป็นตาม!” อย่างนี้เรียกว่า “คริสตาม” ไม่ใช่คริสเตียน
๒)เอาชนะตนเอง – ในพระคัมภีร์มีคำว่า “ชนะ” ๘๐ ครั้ง และ “ชนะตนเอง” มีเพียง ๓ ครั้งเท่านั้น(มธ. ๑๖.๒๔, มก. ๘.๓๔, ลก. ๙.๒๓) ในภาษากรีกใช้ในความหมายอื่น ๑๑ ครั้ง aparneomai (อาพาร์เนออไม) หมายถึงปฏิเสธตนเอง, ไม่ทำตามใจตนเอง, ไม่รักตนเองในทางที่ผิดต่อน้ำพระทัยของพระเจ้า ซึ่งต่างจากคำสอนศาสนาดั้งเดิมที่บอกว่า “ไม่มีตัวกู และไม่มีของกู”! จริงๆแล้วตัวเรายังอยู่ เพียงแต่เราเอาชนะมันด้วยฤทธิ์อำนาจของพระเจ้าเท่านั้น
ลักษณะของคนที่ “แพ้ใจตัวเอง” ก็ตกในการควบคุมของมารซาตานและเนื้อหนัง ตกเป็นในการควบคุมของปากและท้อง คือกินมากไป(ทำให้อ้วน) นอนมากไป ติดเหล้าติดบุหรี่ ติดคอมพิวเตอร์ การทดลองเรื่องเพศ ติดงานหรือเงิน คริสเตียนต้องเอาชนะให้ได้โดย “พระองค์ผู้ทรงเสริมกำลัง” (ฟป. ๔.๑๓)
มีเรื่องเล่าว่า หญิงไฮโซจ้ำม่ำคนหนึ่งเดินข้ามสะพานที่ถนนสีลม มีขอทานคนหนึ่งนั่งอยู่ ยกมือไหว้และพูดว่า “คุณนายครับ ทำบุญทำทานด้วยเถิด สามวันมาแล้วข้าวไม่ตกถึงท้องผมสักเม็ดเลย” หญิงไฮโซเหลียวไปมองแล้วพูดขึ้นว่า “ทำอย่างไรนะฉันจะใจแข็งได้เหมือนเธอ?”
ศัตรูตัวที่น่ากลัวที่สุดของมนุษย์คืออะไร? ภัยธรรมชาติ สึนามิ อาวุธนิวเคลียร์ เชื้อโรค ฯลฯ คำตอบคือตัวเราเอง! ตัวอย่างจากคนในพระคัมภีร์ที่เอาชนะตนเองคือ โยเซฟที่บ้านโปทิฟาร์, โยบกับเหตุการณ์วิบัติ และดาเนียลกับรูปเคารพ
คนที่ชนะตนเองก็ชนะโลก
แบกกางเขน
พระเยซูตรัสว่า “และรับกางเขนของตนแบกและตามเรามา” (มธ. ๑๖.๒๔) กางเขนเป็นเครื่องมือประหารชีวิตของชาวเปอร์เซีย กรีกและโรมันสมัยเมื่อสองพันปีก่อน เป็นการทรมานและประจานความผิด เป็นโทษที่สาสมสำหรับคนชั่วที่สุด (เช่น ผู้ก่อการร้าย) เพื่อไม่ให้ศพแตะต้องแผ่นดินที่บริสุทธิ์ และพระเยซูทรงถูกตรึงที่นั่น (มิใช่เพราะมีความผิด)แต่เพื่อไถ่โทษบาปของมวลมนุษย์
ขอให้สังเกตพระคัมภีร์ข้อนี้ ไม่ใช่แบกกางเขนของพระเยซู “แต่แบกกางเขนของตนเอง” มีความหมาย ๔ อย่างคือ (๑) เป็นการผูกพันชีวิตของเราเข้ากับพระเยซูคริสต์ (๒) เป็นการอุทิศชีวิตของเราให้แก่พระองค์ทั้งหมด (๓)เป็นการร่วมทุกข์ร่วมสุขกับพระองค์ (๔) ดำเนินชีวิตบริสุทธิ์เหมือนพระเยซู
เปาโลที่กล่าวว่า “ข้าพเจ้ามีชีวิตอยู่ก็เพื่อพระคริสต์ การตายก็ได้กำไร” (ฟป. ๑.๒๑ บรูช แลงเจนกล่าวว่า “ชีวิตของมนุษย์เป็นเหมือนกับถุงชา จะไม่รู้ว่าตนเองมีความเข้มแข็งขนาดไหน จนกว่าจะได้ถูกจุ่มลงในน้ำร้อน”
เอาชีวิตรอดจะเสียชีวิต
“เพราะว่าผู้ใดใคร่จะเอาชีวิตรอด ผู้นั้นจะเสียชีวิต แต่ผู้ใดจะเสียชีวิตเพื่อเห็นแก่เรา ผู้นั้นจะได้ชีวิตรอด เพราะถ้าผู้ใดจะได้สิ่งของสิ้นทั้งโลก แต่ต้องเสียชีวิตของตนเอง ผู้นั้นจะได้ประโยชน์อะไร หรือผู้นั้นจะเอาอะไรไปแลกชีวิตเอาชีวิตของตนกลับคืน” (มธ. ๑๖.๒๕-๒๖)
พระคัมภีร์ตอนนี้พูดง่ายแต่ฟังยาก เพราะพระเยซูคำแบบไขว้ (paradox) เปรียบเทียบให้เห็นตรงกันข้ามกัน เพื่อให้ผู้ฟังตัดสินใจเลือก คุณจะเอาทรัพย์สิ่งของโลกนี้หรือพระเจ้า, จะเอาเนื้อหนังหรือจิตวิญญาณ, จะเอาตัวเองหรือพระคริสต์ จะเอาชีวิตนิรันดร์ในนรกหรือชีวิตนิรันดร์ในสวรรค์!!!
๑)ถ้าอยากได้ชีวิตในโลกนี้ จะต้องเสียชีวิตนิรันดร์ในสวรรค์
๒)ถ้ายอมเสียสละชีวิตในโลกนี้ จะได้ชีวิตรอดในสวรรค์
มีเรื่องเล่าว่า นักปราชญ์คนหนึ่งนั่งเรือข้ามฟาก เขาถามคนแจวเรือ “รู้เรื่องดาราศาสตร์” คนแจวเรือตอบว่า “ไม่รู้เรื่อง” เขาจึงบอกว่า “นั่นเสียส่วนหนึ่งของชีวิตไปแล้ว” และถามอีกว่า “รู้เรื่องคอมพิวเตอร์” คนแจวเรือตอบว่า “ไม่รู้เรื่อง”
“นั่นคุณเสียส่วนหนึ่งของชีวิตไปแล้ว” นักปราชญ์จึงถามอีกหลายอย่าง คนแจวเรือก็ตอบว่าไม่รู้เรื่อง
ทันใดนั้นเอง เรือก็ไปชนเข้ากับก้อนหินกลางแม่น้ำและกำลังจะจมลง คนแจวเรือจึงถามนักปราชญ์ว่า “ท่านว่ายน้ำเป็นไหม?” เขาตอบว่า “ไม่เป็น” คนแจวเรือจึงบอกว่า “นี่ท่านได้เสียทุกสิ่งทุกอย่างในชีวิตทั้งหมดแล้ว!”
ในคำอุปมาเรื่องเศรษฐีโง่ (ลก. ๑๒.๑๓-๒๑)นั้น พระเยซูทรงสอนว่า “ให้เว้นเสียจากความโลภทุกประการ เพราะชีวิตของคนมิได้อยู่ที่มีของฟุ่มเฟือย” จากนั้นก็ทรงเล่าเรื่องของชายคนหนึ่งที่สะสมทุกอย่างเพื่อตนเอง แต่ทำไมพระองค์จึงเรียกชายผู้ฉลาดคนนี้ว่าเศรษฐีโง่?
นี่คือความต้องการของพวกไฮโซสมัยใหม่
“หลุยส์ วิตตอง พราด้า กุชชี่
ใครไม่มีรัศมีไม่ฉายแสง
ถ้าใครมีรัศมีเปล่งรุนแรง
ท้องจะแห้งไส้จะกิ่วหิวทนเอา”
สรุป
๑)เอาชนะตนเองและแบกกางเขนของตนตามพระเยซู
กางเขนคือภาระหน้าที่, การเสียสละ, ความทุกข์ยากลำบาก, สิ่งที่ต้องจ่าย,
๒)วิธีที่จะชนะตนเอง
รอย คริสโก กล่าวว่า
วิธีจะเป็นผู้ยิ่งใหญ่ คือรับใช้คนอื่น,
วิธีที่จะได้รับเกียรติ คือถ่อมใจลง,
วิธีที่จะได้รับ คือการให้แจกจ่ายออกไป,
วิธีที่จะชนะ คือยอมจำนน(แพ้)
วิธีที่จะได้มา คือยอมสูญเสียไป,
วิธีที่จะรับความชื่นชมยินดี คือสูญเสียน้ำตา,
วิธีที่จะได้รับการยกขึ้น คือตกต่ำลง,
และวิธีที่จะมีชีวิตอยู่ คือยอมตาย”
ชีวิตคืออะไร?
เทเรซา
ถ้าชีวิตคือความงาม จงชื่นชมยินดีกับชีวิต
ถ้าชีวิตคือความสุข จงดื่มด่ำกับชีวิต
ถ้าชีวิตคือความฝัน จงสานฝันให้เป็นจริง
ถ้าชีวิตคือความท้าทาย จงกล้าประลองกันชีวิต
ถ้าชีวิตคือหน้าที่ จงทำให้สมบูรณ์
ถ้าชีวิตคือเกมส์กีฬา จงรู้จักแพ้รู้จักชนะ
ถ้าชีวิตคือคำสัญญา จงรักษามันไว้ให้มั่น
ถ้าชีวิตคือความโศกเศร้า จงเอาชนะมันให้ได้
ถ้าชีวิตคือบทเพลง จงร้องอย่างไพเราะ
ถ้าชีวิตคือการต่อสู้ จงยิ้มรับสถานการณ์
ถ้าชีวิตคือการสูญเสีย จงเผชิญหน้ากับมัน
ถ้าชีวิตคือการผจญภัย จงฟันฝ่าอย่างถึงที่สุด
ถ้าชีวิตคือสิ่งล้ำค่า จงอย่าทำลาย
ถ้าชีวิตคือชีวิต จงต่อสู้เพื่อจะได้ชีวิตที่ดีกว่า
ถ้าชีวิตคือพระพร จงแบ่งปันแก่ผู้อื่น.
Read More
โครงร่างคำเทศนา-ธวัช เย็นใจ
เป้าหมายชีวิต
สภษ. ๑๖.๑-๔
คำนำ
หัวข้อของเราคือ “เป้าหมาย...” อยากจะเพิ่มว่า “เป้าหมายชีวิต” ริค วอร์เรนเขียนหนังสือ The purpose of driving life (ชีวิตที่ขับเคลื่อนด้วยวัตถุประสงค์) พระคัมภีร์ตอนนี้กล่าวถึง “แผนการและความคิด” ของมนุษย์ความคิด รวมไปถึงการกระทำด้วย ไปถึงหรือไม่ถึง สำเร็จหรือไม่สำเร็จก็ขึ้นอยู่ความตั้งใจของเรา
พระคัมภีร์กล่าวถึงสิ่งสำคัญในชีวิตของมนุษย์ ๑๐ ประการ คือ ตั้งใจ, ตั้งเป้า, ตั้งตัว, ตั้งต้น, ตั้งตา, ตั้งเป้า, ตั้งมั่น, ตั้งหน้า, ตั้งอกตั้งใจและตั้งอยู่ คือ “มีเป้าหมายที่ชัดเจน” คนไทยเราชอบลักษณะพิเศษชอบเล่นๆและสนุกๆ เดินเล่น กินเล่น เที่ยวเล่น ทำงานเล่นๆ มีแฟนเล่นๆ เชื่อพระเยซูเล่นๆ อธิษฐานเล่นๆ และก็ตกนรกเล่น!
นักเรียนที่สอบตกคนหนึ่งก็เขียนกลอนว่า “ใดๆในโลกล้วนอนิจจัง คนไม่ดูหนังสือยังสอบได้ คนดูหัวแทบพังสอบตก เพราะฉะนั้นไซร้อย่าได้ดูมัน”
เป้าหมาย
๑)พระเจ้าทรงมีเป้าหมาย
พระคัมภีร์สอนในปฐก. ๑-๒ ว่า พระเจ้าทรงทรงเป้าหมายที่ชัดเจน ในการสร้างโลก จักรวาลและสร้างมนุษย์ทุกคน (สร้างอย่างมีจุดประสงค์) มนุษย์มิได้เกิดขึ้นเอง มิใช่จากการกรรมเวรแต่ชาติปางก่อน “บุญนำกรรมแต่ง” หรือบุพเพสันนิวาส” พระเจ้าทรงสร้างเราให้เป็น “พระฉายาของพระเจ้า”คือเหมือนกับพระเจ้าทางจิตใจและจิตวิญญาณ
๒)มนุษย์มีเป้าหมาย
พระธรรม ๑ คร. ๙.๒๖ “ส่วนข้าพเจ้าวิ่งแข่งขันโดยมีเป้าหมาย ข้าพเจ้ามิได้ต่อสู้อย่างนักมวยที่ชกลม” เปาโลได้เปรียบเทียบชีวิตเหมือนกับการแข่งขันกีฬา เป้าหมายคือเส้นชัย (เหรียญทอง) ภาพของนักมวยที่เอาแต่ชกลม พอขึ้นเวทีก็ต่อยลมหวืดหวาด ย่อมจะไม่ได้อะไรกลับคืนมา
ไม่มีเป้าหมาย
สาเหตุ ๓ ประการที่ทำให้ชีวิตของเราไม่ประสบความสำเร็จคือ
๑)ไม่มีเป้าหมาย
หลายคนมีชีวิตอยู่ไปวันๆ แล้วแต่ “โชควาสนา” หรือแล้วแต่บุญแต่กรรม และบางคนกล้าพูดว่า “แล้วแต่พระเจ้า”
เวลาเราไปบ้านฝรั่งเขาจะถามว่าจะดื่มอะไร? คนไทยมักจะตอบว่า “อะไรก็ได้” ฝรั่งไม่เข้าใจ แน่นอน ชีวิตต้องมีการการเลือกและเป้าหมาย ตัวอย่าง : คุณหาแฟนต้องอธิษฐาน เช่น อิสอัค (ปฐก. ๒๔) บางคนบอกว่าแล้วแต่พระเจ้า ถ้าพระองค์ให้คนแบบไหนก็จะเอาทั้งนั้น จริงหรือ? ถ้าพระเจ้าให้คนหูหนวก ตาบอดและขาเป๋จะเอาไหม?
๒)เป้าหมายไม่ชัดเจน
สภษ. ๑๖.๔ “พระเจ้าทรงกระทำให้ทุกสิ่งมีเป้าหมายของมัน”
๓)ไม่ไปตรงตามเป้าหมาย หรือเบี่ยงเบนเป้าหมาย
๑ ทธ. ๑.๕-๖ เปาโลบอกว่า ชีวิตของคริสเตียนมีจุดประสงค์(เป้าหมาย)อย่างแน่นอน “แต่บางคนได้ผิดไปจุดประสงค์ (เป้าหมาย) เลี่ยงไปจากสิ่งเหล่านี้และหลงไป” แต่ที่น่าสงสารมากก็คือ เขายังคิดว่าในทางของพระเจ้า เหมือนคนหลงทางแต่ยังเดินหน้าต่อไป (หลงทางยังหาเจอ หลงเธอสิเหลือทน) หลงยังไงดู ๑ ทธ. ๑.๙-๑๐ (อ่าน)
ตย. เครื่องโคเรียแอร์ไลน์บินจากนิวยอร์คไปโซล ล้ำน่านฟ้ารัสเซียถูกยิงตก ตั้งเข็มทิศผิดไป ตาย ๒๐๐ กว่าคน
เป้าหมายที่แท้จริง
มีพระคัมภีร์ ๓ ตอนที่กล่าวถึงว่า คริสเตียนควรจะมีเป้าหมายที่แท้จริงและชัดเจนในชีวิต
๑)ตั้งเป้าทำตัวให้เป็นที่พอพระทัยของพระเจ้า
๒ คร. ๕.๙ “เหตุฉะนั้น เราตั้งเป้าของเราว่า จะอยู่ในกายนี้หรือไม่อยู่ก็ดี เราก็จะทำตัวให้เป็นที่พอพระทัยของพระองค์” ภาษากรีก philotimeomai (ฟิโลทิโอมาย) พูดอย่างง่ายๆก็คือ ไม่ว่าเราจะมีชีวิตอยู่หรือว่าตายไป เราก็จะถวายเกียรติแด่พระเจ้า “ชีวิตเรามาจากพระเจ้า เป็นของพระเจ้า และอยู่เพื่อพระเจ้า”
ฟป. ๑.๒๑ “เพราะว่าสำหรับข้าพเจ้านั้น การมีชีวิตอยู่ก็เพื่อพระคริสต์ และการตายก็ได้กำไร”
๒)ตั้งเป้าจะอยู่อย่างสันติ (ปรองดอง)
๑ ธส. ๔.๑๑ “จงตั้งเป้าว่าจะอยู่อย่างสงบ และทำธุรกิจส่วนตน และทำงานด้วยมือของตนเอง” ขอให้ย้อนกลับไปอ่านข้อก่อนหน้านี้(ข้อ ๙-๑๐) พูดถึง “การรักพี่น้อง” ไม่จำเป็นต้องพูดถึงอีก “เพราะพระเจ้าทรงสอนให้ท่านรักกันอยู่แล้ว” เปาโลย้ำว่า “เราขอวิงวอนท่านให้มีความรักทวีขึ้นอีก”
ปัญหาที่เกิดขึ้นเพราะความไม่จริงใจ, หน้าไหว้หลังหลอก, เล่นละครตบตาคนอื่น เสแสร้งแกล้งทำ อิจฉาริษยา (ไม่อยากเห็นคนอื่นได้ดี) นินทาลับหลัง มีปัญหาแล้วไม่พูดกัน, ไม่ให้อภัยกัน(แค้นนี้ต้องชำระ) ขอให้หายกัน!
๓)ตั้งเป้าในการรับใช้พระเจ้า
รม. ๑๕.๒๐ “ข้าพเจ้าได้ตั้งเป้าไว้อย่างนี้ว่า จะประกาศข่าวประเสริฐในที่ซึ่งไม่มีใครออกพระนามพระคริสต์มาก่อน เพื่อข้าพเจ้าจะไม่ก่อขึ้นบนรากที่คนอื่นได้วางไว้ก่อนแล้ว”
เปาโลเป็นตัวอย่างที่ดีแก่พวกเราคริสเตียนทุกคน ในการประกาศ เป็นพยานและพูดเรื่องของพระเยซูคริสต์
สรุป
- ตั้งเป้าหมายในชีวิต ทำทุกอย่างเพื่อพระเจ้า
- มอบงาน(การเรียน)ไว้กับพระองค์ และแผนการของเจ้าจะได้รับการสถาปนาไว้ (สภษ. ๑๖.๓)
- นิทานเรื่อง “กบปีนเสาไฟฟ้า”
Read More
ศึกษาโคโลสี – ธวัช เย็นใจ
พระบุตรของพระเจ้า
โคโลสี ๑.๑๕-๒๐
พระองค์ทรงเป็นพระฉายของพระเจ้า ผู้ไม่ประจักษ์แก่ตา ทรงเป็นบุตรหัวปี
เหนือสรรพสิ่ง เพราะว่าในพระองค์สรรพสิ่งถูกสร้างขึ้น ทั้งในท้องฟ้าและที่
แผ่นดินโลก สิ่งซึ่งประจักษ์แก่ตา และซึ่งไม่ประจักษ์แก่ตา ไม่ว่าจะเป็นเทว
บัลลังก์ หรือเทพอาณาจักร หรือป็นเทพผู้ครองหรือศักดิเทพ สรรพสิ่งทั้งสิ้น
ถูกสร้างถูกสร้างขึ้นโดยพระองค์และเพื่อพระองค์
มนุษย์อยากจะเห็นพระเจ้าด้วยตาของตนเองและสามารถแตะต้องสัมผัสได้ ดังนั้นจึงสร้าง “พระเจ้าสมมุติขึ้นมา” ให้มีรูปร่างหน้าตาแบบต่างๆ ตามแต่จะจินตนาเอา เราจึงเห็นพระของคนแต่ละประเทศมีหน้าตาและรูปร่างแตกต่างกันไป ทั้งๆที่เป็นพระองค์เดียวกัน พระของชนบางเผ่าน่าเกลียดน่ากลัวและเป็นพระเพศหญิง เช่นเจ้าแม่กาลีของของฮินดู แต่บางองค์ก็ตุ้ยนุ้ยเช่นเจ้าแม่กวนอิมของจีน เป็นต้น
แต่พระคัมภีร์ตอนนี้บอกว่า “พระเจ้าทรงเป็นพระวิญญาณ ผู้ที่จะนมัสการพระองค์ ต้องนมัสการด้วยจิตวิญ ญาณ และความจริง” (ยน. ๔.๒๔) ในเวลาต่อพระเจ้าได้ทรงสำแดงพระองค์ให้มนุษย์ประจักษ์โดยทางพระบุตรคือพระเยซู
คริสต์ ในภาษากรีกเรียกว่า “ฮุยออส” (huioa) แปลว่าบุตร, บุตรชาย, หรือราชบุตร, เชื้อสายของกษัตริย์ หรือผู้สืบราชบัลลังก์
ฐานะของพระเยซูคริสต์ เปาโลได้บอกแก่คริสเตียนชาวเมืองโคโลสีถึงฐานะของพระผู้ช่วยให้รอด
หนึ่ง “พระองค์ทรงเป็นพระฉายของพระเจ้า” ในภาษาเดิมว่า “เอโคน” (eikon) ต่อมาภาษาอังกฤษแผลงเป็น “ไอคอน” (icon) หมายถึงลักษณะ, รูปเหมือน, ฉายา, รูปจำลอง พระธรรมฮีบรูบอกว่า ในสมัยโบราณนั้นพระเจ้าได้ตรัสกับมนุษย์ด้วยวิธีต่างๆมากมายโดยทางผู้เผยพระวจนะ แต่ในวาระสุดท้ายพระองค์ได้ตรัสแก่เราทางพระบุตร(พระเยซู) “พระบุตรทรงเป็นแสงสะท้อนแห่งพระสิริของพระเจ้า และมีสภาวะเป็นพิมพ์เดียวกับพระเจ้า” (ฮบ. ๑.๓)
ในภาษากรีก “อาพเอากาสมา” (apaugasma) ไม่ใช่ลูกที่มีเหมือนพ่อ แต่เหมือนกับที่เราส่องกระจกเงา คือเห็นตัวเอง พระเจ้าทรงเป็นอย่างไร พระเยซูคริสต์ทรงเป็นอย่างนั้น โดยเน้นไปที่ “พิมพ์เดียวกัน” เหมือนรถยนต์แต่ละรุ่นจะมีลักษณะเหมือนกันทุกอย่าง พระคัมภีร์ฉบับอมตธรรมร่วมสมัยแปลได้ชัดเจนว่า “พระบุตรคือรัศมีเจิดจ้าแห่งพระเกียรติสิริของพระเจ้า ทรงเป็นเหมือนพระเจ้าทุกประการ” มิได้หมายถึงรูปร่างหน้าตา แต่หมายถึงคุณธรรม จริยธรรมและศีลธรรม
ทั้งสิ้นของพระองค์ “พระเยซูคริสต์นั้นทรงดำรงอยู่ในลักษณะสภาพของพระเจ้า” (ฟป. ๒.๖)[1]
ทำนองเดียวกัน ในพระธรรมปฐมกาลเมื่อพระเจ้าทรงสร้างมนุษย์ขึ้นนั้น เขามีพระฉายาของพระเจ้าด้วย คือมีความเหมือนกับพระเจ้าทุกประการ (ยกเว้นในเรื่องรูปร่าง) แต่เมื่อมารซาตานเข้ามาล่อลวงให้กินผลไม้ต้องห้าม พระฉายาของพระเจ้าก็เลือนหายไป
แต่เมื่อพระเยซูคริสต์เสด็จเข้ามาในโลก พระองค์ได้ทรงนำมนุษย์กลับมาเป็นพระฉายาของพระเจ้าอีกครั้งหนึ่ง
“เราได้เปลี่ยนไปเหมือนพระฉายของพระองค์” (๒ คร. ๓.๑๘) “เรามีลักษณะ(eikon)สมกับมนุษย์สวรรค์” (๑ คร. ๑๕.๑๙)
ความจริงในเรื่องนี้สามารถนำมาใช้ได้ คือ ถ้าใครอยากเห็นพระเจ้าให้เขาดูที่พระเยซูคริสต์ ถ้าใครอยากเห็นพระเยซูคริสต์ให้ดูที่คริสเตียน!
สอง “ผู้ไม่ประจักษ์แก่ตา” เปาโลอธิบายให้ผู้เชื่อในเมืองโคโลสีเข้าใจถึงพระลักษณะของพระเจ้าว่า “ไม่ประจักษ์แก่ตา” ในภาษาเดิม “อาออเรทอส” (aoratos) คือ มนุษย์รู้ว่ามีพระเจ้าแน่นอน และสภาพที่ไม่ปรากฏของพระองค์ก็จะแจ้งอยู่ในใจของมนุษย์ (รม. ๑.๒๐) พระคัมภีร์กล่าวถึงโมเสสที่มีความเชื่อ และยอมออกจากประเทศอียิปต์โดยไม่เกรงกลัวต่ออำนาจของกษัตริย์ฟาโรห์ “เพราะท่านมั่นใจประหนึ่งว่า ได้เห็นพระองค์ผู้ไม่ทรงปรากฏแก่ตา” (ฮบ. ๑๑.๒๗)
พวกเราทั้งหลายในปัจจุบันก็เช่นเดียวกัน เราไม่สามารถมองเห็นพระเจ้าได้ด้วยตาเปล่า แต่สามารถมองเห็นและสัมผัสกับพระองค์ได้โดยทางพระเยซูคริสต์และทรงพระวิญญาณบริสุทธิ์
สาม “พระบุตรทรงอยู่เหนือสรรพสิ่ง” เปาโลบอกว่าพระเยซูทรงเป็นบุตรหัวปี ในความคิดของพวกยิวเรื่องนี้สำคัญมาก บุตรหัวปีจะได้รับสิทธิอำนาจต่อจากบิดา บุตรหัวปีเป็นที่หนึ่ง เป็นผู้ที่ได้รับส่วนแบ่งในมรดกมากกว่าลูกคนอื่นๆเท่าตัว และควบคุมทุกสิ่งทุกอย่างภายในบ้าน (คงจะเหมือนกับธรรมเนียมของคนจีนทางบ้านเรา)
พระคัมภีร์ภาษาเดิมได้เน้นในเรื่องอย่างมาก “โพรทอทอคอส” (prototokos) เมื่อพระเยซูเข้ามาประสูติในโลก “นางจึงประสูติบุตรชายหัวปีเอาผ้าอ้อมพันวางไว้ในรางหญ้า” (ลก. ๒.๗) ผู้เขียนฮีบรูบอกว่า “พระเจ้าทรงนำพระบุตรองค์หัวปีนั้นเข้ามาในโลก” (ฮบ. ๑.ซ๖) เปาโลอธิบายให้คริสเตียนโรมันได้รู้ว่า พระเจ้าได้ทรงตั้ง “พระเยซูให้เป็นไปตามพระลักษณะพระฉายแห่งพระบุตรของพระองค์ เพื่อพระบุตรนั้นจะได้เป็นบุตรหัวปีท่ามกลางพี่น้องเป็นอันมาก” (รม. ๘.๒๙)
สี่ “พระเจ้าทรงสร้างสิ่งสารพัดขึ้นโดยทางพระบุตร” ไม่เพียงแต่อยู่ในฐานะของพระเจ้าเท่านั้น แต่พระเยซูยังเป็นผู้สร้างด้วย “เพราะว่าในพระองค์ สรรพสิ่งได้ถูกสร้างขึ้น ทั้งในท้องฟ้าและที่แผ่นดินโลก สิ่งซึ่งประจักษ์แก่ตาและไม่ประจักษ์แก่ตา” (คส. ๑.๑๖)
พระคัมภีร์อีกฉบับหนึ่งแปลเข้าใจง่ายขึ้น “ทุกสิ่งเกิดขึ้นได้ด้วยมือของพระองค์ ทั้งในสวรรค์และบนโลก ทั้งมองเห็นและมองไม่เห็นด้วยตา”[2] พระธรรมฮีบรูบอกถึงพระเยซูคริสต์อย่างชัดเจน “พระองค์ได้ทรงตั้งให้เป็นผู้รับสรรพสิ่งทั้งปวงเป็นมรดก พระองค์ได้ทรงสร้างกัลปจักรวาลโดยพระบุตร” (ฮบ. ๑.๒)
ดังนั้น คริสเตียนเชื่อว่าโลกและจักรวาลเกิดขึ้นโดยการทรงสร้างของพระเจ้าผ่านทางพระบุตรคือพระเยซูคริสต์ มิใช่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ หรือโลกไม่ใช่แตกออกมาจากดวงอาทิตย์ มนุษย์ก็ไม่ได้มาจากลิง แต่เป็นพระฉายาของพระเจ้า ที่มีศักยภาพสูงสุดเหนือบรรดาสรรพสิ่งที่พระเจ้าทรงสร้างขึ้น
พระบุตรมีอำนาจเหนือกว่า “เทวบัลลังก์หรือเทพอาณาจักร หรือเทพผู้ครอง หรือศักดิเทพ” (คส. ๑.๑๖) เปาโลกำลังบอกแก่พี่น้องคริสเตียนโคโลสีว่า สิ่ง(ที่ชาวโลกถือว่าศักดิ์สิทธิ์)ต่างๆเหล่านี้ ถูกสร้างขึ้นโดยพระองค์และเพื่อพระองค์ พูดอย่างง่ายๆก็คือ อะไรที่ดูเหมือนมีฤทธิ์อำนาจที่มนุษย์นับถือนั้น แท้จริงอยู่ภายใต้อำนาจของพระองค์ทั้งสิ้น
พวกแรก “เทวบัลลังก์” (thrones) พระคัมภีรฺฉบับอมตธรรมร่วมสมัยแปลว่า “เทพผู้ครองบัลลังก์” มาจากภาษากรีกว่า “โธรนอส” (thronos) หมายถึงพระที่นั่ง, ที่ประทับของผู้สูงสุด ทั้งของพระเจ้า ของทูตสวรรค์ มารซาตานและของมนุษย์ด้วย มนุษย์ทั้งหลายในโลกมักจะเกรงกลัวและนับถือวิญญาณเหล่านี้ แต่คริสเตียนรู้ดีว่ามันอยู่ภายใต้อำนาจของพระเจ้าของเรา
พวกที่สอง “เทพอาณาจักร” (powers or rulers) ภาษาเดิมคือ “คูริออเทส” (kuriotes) พระคัมภีร์แปลว่า เทพ
ผู้ทรงเดชานุภาพ[3] คำนี้ปรากฏอยู่ในเอเฟซัส ๑.๒๑ เปโตรและยูดาห์บอกถึงคนที่ปล่อยตัวระเริงไปตามกิเลสตัณหาและ “อำนาจของผู้ใหญ่” (๒ ปต. ๒.๑๐, ยด. ๘) คนไทยพูดถึงคนที่กล้าทำความชั่วว่า “ไม่อายฟ้าดิน” หรือ “ไม่เกรงกลัวหน้าอินทร์หน้าพรหม” นั่นแหละ
พวกที่สามคือ “ศักดิเทพ” (authorities) หรือเทพผู้ทรงอำนาจ มาจากภาษากรีกว่า “เอ็กซุเซีย” (exousia) หมายถึงผู้มีสิทธิอำนาจ พระเยซูทรงสั่งสอนด้วยสิทธิอำนาจ (มธ. ๗.๒๙) ทหารที่ใช้ระเบียบวินัยกับผู้ใต้บังคับบัญชา (มธ. ๘.๙) พระเยซูขับผีด้วยสิทธิอำนาจของพระเจ้า (ลก. ๔.๓๖)
พระคัมภีร์บอกว่าในโลกนี้มีศักดิเทพที่มีสิทธิอำนาจเหนือคนที่ไม่เชื่อพระเจ้า (๑ คร. ๑๕.๒๔, อฟ. ๑.๒๑, ๖.๑๒, ๑ ปต. ๓.๒๒) ยอห์นเรียกมันว่า “ฤทธิ์อำนาจ”ของมารซาตาน (วว. ๒.๒๖, ๖.๘, ๙.๑๐, ๑๓.๔) เปาโลเรียกมันว่า “เจ้าแห่งย่านอากาศ”(อฟ. อฟ. ๒.๒)
จึงพอสรุปได้ว่า สิ่งที่พระคัมภีร์กล่าวถึงสิ่งที่ฤทธิ์อำนาจในพระธรรมโคโลสี ๑.๑๖ นี้ คือ
- มารซาตาน
- พวกทูตสวรรค์ หรือเทพเจ้า
- พวกผีและวิญญาณชั่วต่างๆ
ถ้าเราศึกษาดูในเรื่อง “เทพเจ้าของกรีกและโรมัน” จะเห็นว่ามีมากมายก่ายกอง มีอิทธิปฏิหาริย์เยอะแยะ ทั้งยัง
สามารถแต่งงานและแพร่พันธุ์เหมือนมนุษย์ได้อีกด้วย เริ่มต้นด้วยเทพองค์หนึ่งชื่ออูนานอส (Ouranos) ในภาษาโรมันว่ายูเรนัส(Uranus) เป็นเทพแห่งการทรงสร้าง ต่อมากลายเป็นชื่อดาวดวงหนึ่งที่โคจรอยู่ห่างจากโลกกว่า ๒ ล้านกิโลเมตร องค์ต่อมาของกรีกชื่อเทพโครนัส (Cronus) ในภาษาโรมันว่าแซทเทิร์น (Saturn) เป็นเทพแห่งกาลเวลาและการเกษตร ซึ่งใช้เรียกชื่อดาวเสาร์
เทพที่พวกกรีกเคารพนับถือมากชื่อซูส (Zues) หรือจูปีเตอร์(Jupiter) ในภาษาโรมัน เขาเรียกว่าเป็นจอมเทพผู้ครองโอลิมปัส สวรรค์ของชาวกรีก หรืออย่างที่พระคัมภีร์ว่า “เทพผู้ครอง” ซูสเป็นเทพแห่งสายฟ้าและมีพลังทำให้ฝนตก แต่มักมากในกามเห็นผู้หญิงคนไหนสวยก็ไล่ตะครุบเอามาเป็นเมียหมด ซูสมีพี่น้องสี่คนต่างแบ่งพื้นที่กันครอบครองจักรวาล คือโปไซดอน เอดีส เฮสเซีย เฮรา
ส่วนลูกของซูสก็มีเฮรีสหรือมาร์สที่เกิดจากการล่วงประเวณีของซูสกับพี่สาวที่ชื่อเฮรา อธีน่าหรือมิเนอร์วา อพอลโล[4](เทพแห่งความรัก)ลูกที่เกิดกับนางเลโต อโพรไดท์หรือวินัส(เทพีแห่งความงามและความรัก) เฮอร์เมสหรือเมอร์คิวรี่(เทพแห่งการสื่อสาร)เป็นลูกของซูสที่เกิดกับนางไมอา อารเทมิสหรือไดอาน่า[5] (เทวีแห่งธรรมชาติ ความอุดมสมบูรณ์และการล่าสัตว์) เป็นลูกสาวของซูสที่กับนางเลโต และเทพเฮฟเฟสตุสหรือวัลแคน(เทพแห่งไฟและการตีเหล็ก) เป็นลูกพิการที่เกิดกับนางเฮรา
มันคงจะเหมือนกับเทพเจ้าของไทยที่รับมาจากอินเดียและจีนนั่นแหละ เรามีสิ่งศักดิ์ศักดิ์มากมาย เช่น พระศิวะ
(อิศวร) พระนารายณ์ พระพรหม(มีสี่หน้า) พระราม พระวิษณุกรรม พระพิฆเณศ (หัวเป็นช้าง) พวกเจ้าแม่ก็มีพระอุมา พระแม่ธรณี เจ้าแม่กาลี ฯลฯ
พระวจนะของพระเจ้าบอกอย่างชัดเจนว่า พระเยซูคริสต์ทรงมีอำนาจควบคุม “เหนือสรรพสิ่ง” ทั้งปวง (คส. ๑.๑๕-๑๖) และสิ่งที่ผู้คนนับถือ(พระ, เทพ, เทวดา, วิญญาณ)เหล่านี้เป็นสิ่งที่ถูกสร้างขึ้น หาได้เป็นพระเจ้าผู้สูงสุดไม่ ดังนั้น เปาโลบอกเป็นนัยแก่ชาวโคโลสีว่า มนุษย์ควรจะนมัสการพระเยซูซึ่งเป็นพระฉายและเป็นพระบุตร มากกว่าสิ่งที่ผู้คนถือว่าศักดิ์สิทธิ์เหล่านี้ (คส. ๑.๑๕)[6]
โดยและเพื่อพระคริสต์ “สรรพสิ่งทั้งสิ้นถูกสร้างขึ้นโดยพระองค์และเพื่อพระองค์” (คส. ๑.๑๖)
เปาโลได้บอกแก่พี่น้องคริสเตียนในเมืองโคโลสี ถึงหลักข้อเชื่อที่สำคัญคือ ประการแรก สรรพสิ่งทั้งสิ้น (pass) หมายถึงทุกสิ่งในโลกและจักรวาล ถูกสร้างขึ้นโดยพระองค์ “คะทิโซ เดีย” (ktizo dia) ประการที่สอง จุดประสงค์ก็ “เพื่อพระองค์เอง” (eis)
ผู้เขียนหนังสือโคโลสี[7]อธิบายถึงความเป็นพระเจ้าของพระคริสต์ว่า “พระเยซูไม่ได้เป็นเพียงผู้สร้างสรรพสิ่งทั้งปวงขึ้นเท่านั้น แต่พระองค์ยังเป็นผู้ธำรงสิ่งเหล่านั้นไว้ด้วย พระคัมภีร์ใหม่สองตอนที่มีเนื้อความใกล้เคียงกันคือพระธรรมยอห์น “พระเจ้าทรงสร้างสิ่งทั้งปวงขึ้นมาโดยพระวาทะ” (ยน. ๑๓) และพระธรรมฮีบรู “พระเจ้าได้ทรงสร้างกัลปจักรวาลขึ้นโดยทางพระบุตร” (ฮฺบ. ๑.๒) พระคัมภีร์เล่มสุดท้ายบอกว่า พระบุตรทรงเป็นเจ้าแห่งสรรพสิ่ง และทรงเป็นปฐมแห่งสิ่งที่ปวง (วว. ๓.๑๔)
พระองค์ทรงดำรงอยู่ก่อนสรรพสิ่ง และสรรพสิ่งเป็นระเบียบอยู่โดยพระองค์
พระองค์ทรงเป็นศีรษะแห่งกายคือคริสตจักร พระองค์ทรงเป็นปฐม เป็นผู้แรก
ที่เป็นขึ้นมาจากความตาย เพื่อพระองค์จะได้เป็นเอกในสรรพสิ่งทั้งปวง (คส. ๑.๑๗-๑๘)
พระคริสต์ดำรงอยู่ “พระองค์ทรงดำรงอยู่ก่อนสรรพสิ่งทั้งปวง และสรรพสิ่งที่ปวงเป็นระเบียบอยู่โดยพระองค์” (คส. ๑.๑๗) นี่เป็นการตอกย้ำของเปาโลอีกครั้งถึงความเป็นพระเจ้าของพระเยซูคริสต์ เพื่อให้ผู้เชื่อชาวโคโลสีตระหนักชัดว่า ไม่ใช่การกราบไหว้เคารพพวกเทพ(เทวดา-ทูตสวรรค์) แต่ให้นมัสการพระบุตรของพระเจ้าเท่านั้น
พระคัมภีร์อีกฉบับหนึ่ง[8]แปลโดยใช้คำว่า “เชื่อมโยง” ทำให้เห็นภาพชัดเจนมากยิ่งขึ้นเหมือนกับว่า พระเยซูทรงเป็นดุมล้อหรือแกนกลาง และสิ่งอื่นจะเป็นซี่ของกงล้อหมุนอยู่รอบๆ “พระองค์ทรงดำรงอยู่ก่อนสรรพสิ่ง และสิ่งสารพัดล้วนเชื่อมโยงกันอยู่ในพระองค์” ซึ่งแสดงให้เห็นว่าพระเยซูคริสต์ทรงเป็นที่มาของโลกและจักรวาล และทุกสิ่งดำเนินไปภายใต้การควบคุมด้วยฤทธิ์อำนาจของพระองค์
“สรรพสิ่งทั้งปวงเป็นระเบียบอยู่โดยพระองค์” ในภาษากรีก “ซูนิสเทมิ” (sunistemi) มีความหมายว่าภาพที่มองเห็น หรือการพิสูจน์ให้ประจักษ์แก่ตา (รม. ๓.๕, ๒ คร. ๗.๑๑) การยกย่องนับถือ (๒ คร. ๑๐.๑๘) และสิ่งเป็นอยู่อย่างมีระเบียบเรียบร้อย “แผ่นดินโลกจึงเกิดขึ้น” (๒ ปต. ๓.๕) มนุษย์เป็นผู้ที่ไม่มีระเบียบแต่ซ้ำซาก แต่พระเจ้าทรงเป็นผู้มีระเบียบแต่ไม่ซ้ำซาก!
จักรวาลที่อยู่ใกล้ตัวเราเป็นตัวอย่างที่ดี คือมีดวงอาทิตย์เป็นศูนย์กลาง มีโลกหมุนรอบดวงอาทิตย์ และมีดวงจันทร์หมุนรอบโลกอีกทีหนึ่ง ทุกสิ่งที่อยู่บนพื้นโลกจะดำเนินชีวิตตามวัฏจักรแห่งธรรมชาติ เช่นเดียวกันในชีวิตของคริสเตียนเรา ต้องให้พระเยซูทรงเป็นจุดศูนย์กลางของทุกอย่างต้อง คือ หนึ่ง “อยู่ในพระองค์” สอง “โดยพระองค์” และสาม “เพื่อพระองค์” เท่านั้น
พระคัมภีร์ฉบับแปลใหม่ (JCC) “พระองค์ดำรงอยู่ก่อนสิ่งทั้งปวง และทุกสิ่งยึดอยู่ด้วยกันได้ด้วยพระองค์”
พระเยซูคริสต์ทรงเป็นศีรษะ เปาโลได้บอกความจริงแก่คริสเตียนชาวโคโลสีว่า “พระองค์ทรงเป็นศีรษะของกายคือคริสตจักร พระองค์ทรงเป็นปฐม เป็นผู้แรกที่เป็นขึ้นมาจากความตาย เพื่อพระองค์จะได้เป็นเอกในสรรพสิ่งทั้งปวง” (คส. ๑.๑๘)
ศีรษะของกาย พระคัมภีร์ข้อนี้มีชื่อเสียงมากและข้อความทำนองนี้ยังเชื่อมโยงไปยังหลายตอนและหลายเรื่อง “พระเจ้าได้ทรงตั้งพระเยซูไว้เป็นประมุขเหนือสิ่งสารพัดแห่งคริสตจักร ซึ่งเป็นพระกายของพระองค์” (อฟ. ๑.๒๒-๒๓) ในตอนท้ายของพระธรรมเอเฟซัส เปาโลก็ยกเรื่องนี้มากล่าวอีกเพื่อสอนเกี่ยวกับชีวิตในครอบครัวคริสเตียน ให้ภรรยาเชื่อฟังสามี เพราะว่าสามีเป็นศีรษะของภรรยา “เหมือนพระคริสต์ทรงเป็นศีรษะของคริสตจักร ซึ่งเป็นพระกายของพระองค์ พระองค์ทรงเป็นพระผู้ช่วยให้รอดของคริสตจักร” (อฟ. ๕.๒๒-๒๓)
ศีรษะเป็นส่วนที่สำคัญมาก เพราะมีสมองเป็นศูนย์บัญชาการ คอยควบคุมดูแลและสั่งงานไปยังอวัยวะต่างๆในร่างกาย หากว่าสมองถูกกระทบกระเทือนหรือมีปัญหา ย่อมจะส่งผลให้อวัยวะต่างๆกลายเป็นอัมพาตไปด้วย นี่เป็นความจริงในชีวิตของคริสเตียนคือ พระเยซูทรงเป็นศีรษะและผู้เชื่อเป็นอวัยวะ ทุกส่วนในร่างกาย(คือคริสตจักร)จะดำเนินไปด้วยความเป็นระเบียบเรียบร้อยเมื่อรับฟังคำสั่งจากพระองค์แต่ผู้เดียว
กายคือคริสตจักร ภาษากรีก “เอ็กเคลเซีย” (ekklesia) แปลตรงตัวว่า “กลุ่มคนที่ถูกเรียกออกมา” คำนี้ปรากฏในพระคัมภีร์ใหม่มากกว่าร้อยครั้ง บางคนเข้าใจผิดคิดว่า คริสตจักรคือตัวอาคารโบสถ์หรือวิหารอันใหญ่โต หรูหราและสวยงาม หรือตัวตึกที่ใช้สำหรับการนมัสการพระเจ้าในวันอาทิตย์ แต่พระคัมภีร์ไม่เคยใช้ในความหมายนี้เลยแม้แต่ครั้งเดียว ทุกครั้งคริสตจักรจะหมายถึงคนที่เชื่อและวางใจในพระเจ้า ก็คือพวกคริสเตียนนั่นเอง
นักศาสนศาสตร์ยืนยันว่า “คริสตจักรเป็นกายพิเศษ ซึ่งไม่แบ่งแยกเป็นยิวหรือเป็นกรีก (กท. ๓.๒๘) แต่ทุกคนเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน เป็นผู้ที่พระเจ้าทรงสร้างขึ้นใหม่ (อฟ. ๒.๑๕)”[9]
ข้อคิด : คริสเตียนที่รัก ขอให้เราอย่าติดอยู่กับอาคารสถานที่หรือโบสถ์อันหรูหราสวยงาม อย่าติดอยู่กับพิธีนมัสการแบบอลังการและร้อนรนเป็นฟืนเป็นไฟ แต่ขอให้ติดอยู่กับพระเยซูคริสต์ผู้เป็นเจ้าศีรษะ(เจ้าของ)ของคริสตจักร ที่โบสถ์ของเราเมื่อหลายปีที่ผ่านมา มีสองสามครอบครัวที่ย้ายมาจากคริสตจักรแนวเพนเตคอสและคาริสมาติก พวกเขาพยายามจะยัดเยียดวิธีการนมัสการแบบเร่าร้อนให้แก่คริสตจักรแบ๊บติสต์ของเรา แต่เมื่อไม่สำเร็จพวกเขาก็โยกย้ายและเร่ร่อนไปหาโบสถ์ใหม่
ทรงเป็นปฐม เปาโลบอกแก่พี่น้องคริสเตียนในเมืองโคโลสีว่า “พระองค์ทรงเป็นปฐม” (คส. ๑.๑๘)
ภาษากรีก “อาร์เค” (arche) พระคัมภีร์ฉบับภาษาไทยได้กล่าวถึงความหมายหลายอย่าง เช่น แต่ดั้งเดิม, เริ่มต้น, ปฐมกาล, เบื้องต้น, ปฐมเหตุ (บางครั้งแปลว่าเทพเจ้า) ยอห์นได้ยืนยันในเรื่องอย่างชัดเจนว่า “ในปฐมกาลพระวาทะ(logos เล็งถึงพระเยซู)ดำรงอยู่” (ยน. ๑.๑) ย้ำในข้อต่อมาว่า “ในปฐมกาลพระองค์ทรงดำรงอยู่กับพระเจ้า” (ยน. ๑.๒)
บางคนถามว่า “ถ้าพระเจ้าทรงเป็นผู้สร้างโลกและจักรวาล แล้วใครเป็นผู้สร้างพระเจ้า?” คำตอบก็คือ ไม่มีใครสร้างพระเจ้า พระองค์ทรงพระชนม์อยู่โดยพระองค์เอง ถ้าพระเจ้าถูกสร้าง พระองค์ก็ไม่ใช่พระเจ้า!
ทรงเป็นผู้แรก “เป็นผู้แรกที่ทรงเป็นขึ้นมาจากความตาย” (คส. ๑.๑๘) ผู้เขียนวิวรณ์ได้มีความเห็นสอดรับกับถ้อยคำของเปาโลในตอนนี้ “พระเยซูคริสต์ทรงเป็นพยานที่ซื่อสัตย์ และทรงเป็นผู้แรกที่เป็นขึ้นมาจากความตาย[10] และผู้ทรงครอบครองกษัตริย์ทั้งปวงในโลก” (วว. ๑.๕)
เปาโลยืนยันว่า พระเยซูทรงเป็นผู้แรกที่เป็นขึ้นมาจากความตายและมีร่างกายเป็นอมตะ (๑ คร. ๑๕.๒๐) ซึ่งไม่เหมือนกับร่างกายก่อนที่พระองค์จะทรงสิ้นพระชนม์ การที่พระเยซูคริสต์ทรงฟื้นคืนพระชนม์แสดงว่า พระองค์มีชัยชนะเหนือความตาย “เพื่อโดยทางความตายนั้นเอง พระองค์ได้ทรงทำลายผู้มีอำนาจแห่งความตาย คือมารเสียได้” (ฮบ. ๒.๑๔)[11]
บทเรียน : ชาวโลกส่วนใหญ่มองดูความตายเป็นเรื่องที่น่ากลัว สูญสิ้นและหมดหวัง จึงมีคำกล่าวถึงการเสียชีวิตว่า “ไปไม่กลับ หลับไม่ตื่น ฟื้นไม่มี หนีไม่พ้น” แต่เราผู้เชื่อในพระเจ้าได้พ้นจากกฎแห่งความตายนี้แล้ว ขอบพระคุณพระเจ้า ในวันที่พระเยซูคริสต์เสด็จกลับมา พวกเราคริสเตียนทุกคนจะฟื้นขึ้นจากความตายและมีกายอมตะและมีสง่าราศีเหมือนกับพระองค์[12]
ทรงเป็นที่หนึ่ง เปาโลบอกแก่พี่น้องผู้เชื่อในเมืองโคโลสีว่า “เพื่อพระองค์จะได้ทรงเป็นเอกในสรรพสิ่งที่ปวง” (คส. ๑.๑๘) พระคัมภีร์ฉบับแปลใหม่(JCC)ว่า “เพื่อว่าจะได้เป็นที่หนึ่งของสิ่งทั้งปวง” เป็นเอกในภาษาเดิม “โพรทือโอ” (proteuo) มีคำที่ใช้คล้ายคลึงกันนี้ “นั่งอยู่ข้างหน้า” นั่งอยู่ในที่นั่งอันมีเกียรติ” และผู้ที่อยู่ก่อนคนอื่น หรือยู่เหนือสิ่งอื่นใด คนไทยเข้าใจดีเมื่อกล่าวถึงความสำคัญของลำดับชั้น สถาบันอันมีเกียรติ และผู้ที่อยู่สูงสุดซึ่งอยู่นอกเหนือการวิพากษ์ วิจารณ์ใดๆทั้งสิ้น
เปาโลกล่าวถึงหลังจากที่พระเยซูคริสต์ทรงถ่อมใจลงมารับสภาพมนุษย์ จนสิ้นพระชนม์บนไม้กางเขนแล้ว พระองค์ก็ทรงรับการยกย่องขึ้นสูงสุด พระเจ้าได้ทรงยกพระองค์ขึ้นอย่างสูง และได้ประทานพระนามเหนือนามทั้งปวง เพื่อทุกเข่าจะได้คุกลงกราบ และทุกลิ้นจะถวายเกียรติยอมรับว่าพระองค์ทรงเป็นพระผู้เป็นเจ้า (ฟป. ๒.๖-๑๑)
คำถามที่สำคัญสำหรับคริสเตียนทุกคนก็คือ ท่านได้ให้พระเยซูคริสต์ทรงเป็นเอกเป็นหนึ่งในชีวิตของท่านไหม? ให้พระองค์เป็นผู้แรก(สิ่งแรก)ในการตัดสินใจและการกระทำทุกเรื่องของเราไหม? ถ้าพระองค์มิได้เป็นเอกเป็นหนึ่งในชีวิตของเราผู้เชื่อ พระองค์ก็จะไม่ทรงเป็นพระเจ้าของเรา!
เพราะว่าพระเจ้าทรงพอพระทัยที่จะให้ความบริบูรณ์ทั้งสิ้นธำรงอยู่ในพระองค์
และโดยพระองค์ให้สิ่งสารพัดกลับคืนดีกับพระเจ้า ไม่ว่าสิ่งนั้นจะอยู่ในแผ่นดินโลก
หรือในสวรรค์ พระองค์ทรงทำให้มีสันติภาพด้วยพระโลหิตแห่งกางเขนของพระองค์ (คส. ๑.๑๙-๒๐)
ความสมบูรณ์ ในตอนต่อมาเปาโลอธิบายให้พี่น้องชาวโคโลสีเข้าใจว่า “เพราะว่าพระเจ้าทรงพอพระทัย ที่จะให้ความสมบูรณ์ทั้งสิ้นธำรงอยู่ในพระองค์” (คส. ๑.๑๙)
นักการศึกษาพระคัมภีร์บอกว่า พระคัมภีร์ข้อนี้มีน้ำนักมากที่สุด “เพราะเป็นพระเจ้าที่ตกลงพระทัยว่า จะให้พระบุตรมีพระลักษณะของพระเจ้าอย่างเต็มที่”[13] ภาษากรีก “เพลโรมา” (pleroma) หมายถึงสิ่งที่ปะติดปะต่อกันเข้าอย่างกลมกลืนและใช้งานได้ (มธ. ๙.๑๖) สิ่งที่เต็มพอดี (มก. ๖.๔๓) และเพิ่มเข้าไปจนครบ (รม. ๑๑.๑๒)
ที่สำคัญมากก็คือกล่าวถึงองค์พระผู้ช่วยให้รอด อย่างแรก มนุษย์เราได้รับความบริบูรณ์ของพระคริสต์ (ยน. ๑.๑๖) อย่างที่สอง เราได้รับพระพรอันบริบูรณ์ของพระองค์ (รม. ๑๕.๒๙) อย่างที่สามคริสเตียนได้เจริญเติบโตขึ้นจนถึงความไพบูลย์ของพระเยซูคริสต์ (อฟ. ๓.๑๙, ๔.๑๓) อย่างสุดท้าย เปาโลบอกแก่คริสเตียนโคโลสีว่า “ท่านได้บรรลุถึงความบริบูรณ์ในพระองค์” (คส. ๒.๙)
ทั้งหมดทั้งปวงที่กล่าวมานี้จะ “ธำรงอยู่” (katoikeo) ตลอดไปเป็นนิตย์ คือความสมบูรณ์ในการเป็นพระเจ้า เวลา และพระคุณของพระเยซูคริสต์[14]
กลับคืนดี “และโดยพระองค์ให้สิ่งสารพัดกลับคืนดีกับพระเจ้า ไม่ว่าสิ่งนั้นจะอยู่ในแผ่นดินโลกหรือในสวรรค์ พระองค์ทรงทำให้มีสันติภาพด้วยพระโลหิตแห่งกางเขนของพระองค์” (คส. ๑.๒๐) ในภาษาเดิมแปลได้อีกอย่างว่า “ให้สิ่งสารพัดกลับคืนดีกับพระเจ้าโดยพระองค์”
ข้อสุดท้ายของพระคัมภีร์ตอนนี้ เป็นหลักศาสนศาสตร์ที่คริสตจักรจะขาดไม่ได้เลย นั่นคือการที่มนุษย์ผู้เป็นคนบาป และจะต้องพบกับความพินาศในบึงไฟนรก แต่พระเยซูคริสต์เสด็จมาเป็นพระผู้ช่วยให้รอด ประทานพระคุณ ชีวิตนิรันดร์และสันติสุข
กลับคืนดี ในภาษาเดิม “อะโพคาทาลลาสโซ” (apokatallasso) หมายถึงแต่ก่อนโน้นทั้งสองฝ่ายแยกกันอยู่ ไม่ถูกกันหรือเป็นศัตรูกัน แต่ได้กลับคืนเป็นมิตรไมตรีต่อกัน ที่สวนเอเดนมนุษย์ถูกตัดขาดจากพระเจ้าเพราะความผิดบาป แต่ที่ไม้กางเขนนั้นมนุษย์ได้กลับคืนดีกับพระองค์อีกครั้งโดยการสิ้นพระชนม์ของพระเยซูคริสต์ เปาโลบอกว่า “ให้ทั้งสองพวกกลับคืนดีกับพระเจ้า” (อฟ. ๒.๑๖) และย้ำเรื่องนี้อีกครั้งในพระธรรมโคโลสี ๑.๒๒ (ซึ่งจะอธิบายในตอนต่อไป)
เออร์เนสต์ แฮมมิ่งเวย์[15] นักเขียนที่มีชื่อเสียงชาวอเมริกัน ได้ประพันธ์เรื่องสั้นชื่อ “พาโก” ในบรรยากาศของชาวสเปน พ่อลูกคู่หนึ่งทะเลาะกันอย่างรุนแรง และลูกชายได้หนีออกจากบ้าน เขาหายไปเป็นเวลานาน ทำให่พ่อคิดถึงมาก จึงพยายามติดต่อกับลูกโดยลงโฆษณาในหน้าหนังสือพิมพ์ ข้อความว่า “พาโก กลับบ้านเถอะ พ่อให้อภัยแล้ว” แล้วพ่อได้นัดวันเวลาที่จะพบกันที่ร้านขายกาแฟแห่งหนึ่ง เมื่อถึงเวลานัดหมาย ผู้เป็นพ่อก็ต้องตกตะลึงเพราะมีคนชื่อพาโกถึง ๑๘ คนรอพบกับคุณพ่อของเขาอยู่
เรื่องนี้มีบทเรียนฝ่ายวิญญาณว่า เมื่อแรกเริ่มเดิมทีนั้นพระเจ้าทรงสร้างมนุษย์ และเขาอยู่กับพระเจ้าอย่างมีความสุข แต่วันหนึ่งเขาดื้อดึง กบฏและอยากจะทำอะไรตามใจชอบของตนเอง จึงแยกทางจากพระองค์ จิตวิญญาณจึงดำดิ่งลงและได้รับความทุกข์ยากลำบากอย่างแสนสาหัส แต่พระเจ้าทรงมีพระทัยเมตตาและพร้อมที่จะอภัยให้เสมอ เมื่อมนุษย์กลับมาหาพระองค์วันใด วันนั้นเขาจะกลับสู่ความรัก สันติสุขของพระองค์อีกครั้ง
โลกและสวรรค์ ขอให้สังเกตข้อความที่ว่า “ไม่ว่าสิ่งนั้นที่อยู่ในแผ่นดินโลกและสวรรค์” ชาวกรีกแบ่งออกเป็นสองอย่างคือ หนึ่งโลกเรียกว่า epi ge (เอพิ เก) หมายถึงสิ่งที่อยู่บนพื้นดินแห่งโลกนี้ สองสวรรค์เรียกว่า ouranos (อูรานอส) เป็นสถานที่พระเจ้าทรงสถิตอยู่
ในการกลับคืนดีกับพระเจ้านั้นไม่ใช่เฉพาะมีผลต่อจิตวิญญาณของมนุษย์เท่านั้น แต่มีผลโยงใยไปถึงสิ่งต่างๆที่อยู่ในโลกด้วย นับตั้งแต่มนุษย์เรา สัตว์ ต้นไม้ พืชพันธุ์ต่างๆ เมื่อมนุษย์ได้รับการเปลี่ยนแปลงชีวิตใหม่แล้ว เขาย่อมจะพิทักษ์รักษาสิ่งทั้งปวงในโลกนี้ให้ดีขึ้น ป่าไม้ แม่น้ำลำคลอง ผืนดิน ซึ่งจะทำให้ภาวะของโลกนี้ร่มเย็นต่อไป อาจกล่าวได้ว่า “ภาวะโลกร้อน” ที่เป็นอยู่ขณะนี้ และจะนำโลกไปสู่ความพินาศในอนาคตอันใกล้ มีสาเหตุมาจากความผิดบาปและความเห็นแก่มนุษย์ของมนุษย์ทั้งสิ้น
มีสันติภาพ เปาโลบอกความจริงฝ่ายวิญญาณแก่พี่น้องคริสเตียนชาวโคโลสีว่า “สันติภาพนี้มีขึ้นโดยพระโลหิตของพระบุตรซึ่งรินหลั่งที่ไม้กางเขน”[16] คำว่า “สันติภาพ” ในภาษากรีก eirenopoieo (เอเรนอพอยเอโอ) หมายถึงมีความสงบ ความสุข ความสำราญ เป็นไมตรีกัน ความเจริญรุ่งเรืองที่เกิดขึ้นกับทางจิตใจ อารมณ์และจิตวิญญาณของผู้ที่เชื่อในพระเยซูคริสต์ ดังที่พระองค์ตรัสว่า “เรามอบสันติสุข(eirene)ให้แก่ท่านทั้งหลาย ซึ่งไม่เหมือนโลกให้ จิตใจของท่านอย่าวิตกกังวลเลย” (ยน. ๑๔.๒๗)
พระคัมภีร์บอกว่า สันติภาพที่ว่านี้ไม่ได้เกิดขึ้นบนโต๊ะเจรจาของนักการเมือง หรือโดยองค์การสันติภาพของโลก
เพราะแม้ว่าเราจะมีเจรจาเพื่อการ “ปรองดอง” หรือสมานฉันท์กันครั้งแล้งครั้งเล่า แต่ก็ยังเห็นโยนระเบิดใส่กันโครมๆไม่เว้นแต่ละวัน แม้ว่าจะมีองค์การปรมาณูเพื่อสันติ ก็ยังมีหลายประเทศที่ยังตั้งหน้าตั้งตาผลิตอาวุธนิวเคลียร์จะเตรียมไว้ถล่มฝ่ายตรงข้าม เช่น จีน เกาหลีเหนือ อินเดีย และไม่เว้นแม้แต่ประเทศเล็กๆและยากจนเช่นพม่าก็ยังอยากมีกับเขาด้วย
เปาโลบอกว่าสันติภาพที่แท้จริงจะเกิดขึ้นได้โดยทางพระโลหิตของพระเยซูคริสต์เท่านั้น ซึ่งท่านได้กล่าวกับคริสเตียนเอเฟซัสทำนองเดียวกันว่า เราเข้ามาอยู่ใกล้กันและกลับคืนดีกันโดยทางพระโลหิตของพระคริสต์ พระองค์ทรงเป็นสันติสุขของเรา ทรงรื้อทำลายกำแพงแห่งความเป็นศัตรูลงอย่างหมดสิ้น “ทรงกระทำให้ทั้งสองฝ่ายกลับคืนดีกับพระเจ้าและเป็นกายเดียวกันโดยกางเขน” (ดู อฟ. ๒.๑๓-๑๘)
ในภาพยนตร์เรื่อง Brave Heart เป็นประวัติศาสตร์โบราณของประเทศสก๊อตแลนด์ที่ต้องการปลดปล่อยตนเองจากการเป็นเมืองขึ้นของประเทศอังกฤษ พระเอกชื่อวิลเลียม วอร์เรส แม้ว่าจะมีกำลังพลที่น้อยกว่าและเสียเปรียบในทุกด้าน แต่ด้วยใจสู้ไม่ถอย เขาได้นำทหารที่กล้าตายของสก๊อตแลนด์เข้ารบชนะครั้งแล้วครั้งเล่า แต่ในสุดก็อ่อนล้า วอร์เรสถูกทหารอังกฤษจับตัวได้ นำเข้าไปเครื่องประหารแบบกิโยติน ก่อนที่จะปล่อยใบมีดอันคมกริบหล่นลงมาตัดคอ ทหารอังกฤษให้โอกาสแก่วอร์เรสในการสารภาพและยอมรับผิด แล้วจะถูกปล่อยตัวกลับไปบ้านทันที
วิลเลียม วอร์เรสกลับจะโกนออกมาว่า “freedom! – เสรีภาพ!” และทันใดนั้นทหารอังกฤษก็ปล่อยใบมีดอันคมกริบลงมากระทบคอของเขาจนขาดกระเด็น อนิจจา ไม่มีเสรีภาพและสันติภาพเกิดขึ้นอย่างแท้จริงตราบจนกระทั่งทุกวันนี้
แต่ขอบพระคุณพระเจ้าที่บนไม้กางเขนนั้น พระเยซูคริสต์ทรงสิ้นพระชนม์เพื่อไถ่โทษบาปของเรา
เสรีภาพฝ่ายจิตวิญญาณได้ขึ้นแก่ผู้เชื่อ(คริสเตียน)ทุกคน!.
[1] พระคัมภีร์ฉบับฟื้นฟู ปี ๒๐๐๒
[2] ฉบับแปลใหม่ (JCC) ปี ๑๙๙๒
[3] ฉบับอมตธรรมร่วมสมัย
[4] ในพระคัมภีร์มีคนชื่ออพอลโลด้วย (กจ. ๑๘.๒๘) เขาเป็นคนที่โวหารดี และชำนาญทางพระคัมภีร์ มีใจร้อนรนในการประกาศข่าวประเสริฐของพระคริสต์ และอควิลลากับปริสสิลลาได้รับมาอบรมสั่งสอนให้มีความรู้มากขึ้น ต่อมาอพอลโลกลายเป็นเป็นผู้รับใช้ที่มีชื่อเสียงดีมาก (๑ คร. ๓-๖, ๑๖.๑๒, ทต. ๓.๑๓)
[5] เมื่อเปาโลและทีมงานเข้าไปประกาศข่าวประเสริฐที่เมืองเอเฟซัส (กจ. ๑๘-๑๙) มีการรักษาโรคอย่างอัศจรรย์และขับผีออก ทำให้หลายคนตัดสินใจรับเชื่อพระเยซูคริสต์ แต่กิจการนี้ไปสั่นสะเทือนผู้ทำมาหากินกับวิหารของพระอารเทมิส โดยเฉพาะกับคนระดับหัวหน้าชื่อเดเมตริอัส ที่ขายวัตถุมงคล(รูปปั้นพระอารเทมิสองค์เล็กๆ) พวกเขาลุกขึ้นเดินขบวนประท้วงโดยตะโกนเรียกร้องว่า “พระอารเทมิสของชาวเอเฟซัสเป็นใหญ่” (๑๙.๒๘,๓๔) จนมีเหตุการณ์วุ่นวายเกิดขึ้น หมายประทุษร้าย จนนายอำเภอต้องมาช่วยระงับเหตุ
[6] ในโลกนี้มีพระเยซูคริสต์ทรงเป็นพระเจ้าสูงสุด ดู อฟ. ๑.๒๑, ๓.๑๐, ๖.๑๒, ฟป. ๒.๙-๑๐, คส. ๒.๑๐, ๑๕
[7] The Bible Knowledge Commentary 18 อธิบายโคโลสี สำนักพิมพ์ทีรันนัส กรุงเทพฯ หน้า ๒๒๒
[8] ฉบับฟื้นฟู ปี ๒๐๐๒
[9] หนังสืออธิบายพระธรรมโคโลสี (อ้างแล้ว)
[10] ในศตวรรษแรกมีข่าวเล่าลือไปทั่วอาณาจักรโรมันว่า กษัตริย์นีโรซึ่งสิ้นพระชนม์ไปแล้ว ได้เป็นขึ้นมาจากความตายอีก หลายคนในสมัยนั้นเชื่อว่านีโรเป็น Anti Christ (ผู้ต่อต้านพระคริสต์) เพราะได้ทำการกดขี่ข่มเหงและฆ่าคริสเตียนไปเป็นจำนวนมาก
[11] พระเยซูพระบุตรของพระเจ้า ได้เสด็จมาเพื่อจะทำลายกิจการของมาร (๑ ยน. ๓.๘)
[12] ๑ ธส. ๔.๑๓-๑๘, ๑ คร. ๑๕.๔๙-๕๗
[13] ฉบับประชานิยม ปี ๑๙๗๑
[14] ดู คส. ๑.๙, ๒๕, ๒.๑๐, ๔.๑๗ เป็นคำกริยาของเพลโรมา
[15] ผู้ประพันธ์เรื่อง “เฒ่าทะเล” อันลือลั่น
[16] ฉบับอมตธรรมร่วมสมัย ปี ๒๐๐๗
Read Moreโครงร่างคำเทศนา-ธวัช เย็นใจ
มุ่งไปสู่เป้าหมาย
ฮีบรู ๑๒.๑-๒
คำนำ
พระคัมภีร์ตอนนี้มีหัวข้อว่า “มุ่งไปสู่เป้าหมายคือพระเยซูคริสต์” บางคนตั้งหัวข้อว่า “ถ้าคิดจะรุ่ง” หรือ “พลังรุก” “พลังสร้างสรรค์” หรือ “เต็มที่กับชีวิต” (บางคนบอกว่า เราไม่ใช่เปปซี่ไม่ต้องเต็มที่กับชีวิตหรอก) นักเทศน์ท่านหนึ่งให้ชื่อพระธรรมฮีบรูตอนนี้ว่า “ความเชื่อที่สมบูรณ์” เพราะเป็นการต่อเนื่องจากบทที่ ๑๑ ซึ่งพูดถึงเรื่องความเชื่อทั้งบท!
ขณะนี้เรากำลังเข้าสู่ช่วงของฟุตบอลโลก world Cup 2010 อยากจะให้เราคิดถึงเวิร์ลดคัพในฝ่ายจิตวิญญาณ
(ของคริสเตียน) เป็นการแข่งขันในชีวิตจริง ไม่ใช่เป็นเพียงสี่ปีครั้งแต่ทุกๆวันตลอดปี นับว่าเป็นสิ่งที่ยาก พระคัมภีร์ได้ยกตัวอย่างแข่งขันกีฬา คือ ๑ คร. ๙.๒๔-๒๗ และ ฟป. ๓.๑๒-๑๖
ตัวอย่าง : สามยอดนายทวารระดับโลก คือ โอลิเวอร์ คานจากทีมเยอรมันนี, คอยซิโอ กอยโคเซียจากทีมอาร์เจนตินา, ปีเตอร์ เช็คจากทีมเช็คโกสโลวาเกีย “แนะเคล็ดลับเซฟจุดโทษ” ว่ามันเป็นสงครามจิตวิทยา เทคนิค มีใจสู้ มองตาผู้ยิง มีสติและเดาให้ถูกทาง!
มีตัวอย่างที่ดี
“เหตุฉะนั้น เมื่อเรามีพยานพรั่งพร้อมอยู่รอบข้างเช่นนี้แล้ว” (ฮบ. ๑๒.๑)
พระคัมภีร์เริ่มต้นด้วยคำว่า “เหตุฉะนั้น” (หมายถึงเหตุไฉน?) ผู้เขียนต้องการให้เราย้อนกลับไปดูบทที่ผ่านมาคือ ฮีบรูบทที่ ๑๑ เรื่อง “ความเชื่อของบรรพบุรุษ” กล่าวถึงความเชื่อของหลายคน เช่น อาแบล เอโนค อับราฮัม โมเสส พวกอิสราเอล ราหับ กิเดโอน และคริสเตียนคนอื่นๆ “ถ้าไม่มีความเชื่อจะเป็นที่พอพระทัยของพระเจ้าไม่ได้เลย” (๑๑.๖)
พยานมาจาก martus (มาร์ทัส) มีความหมาย (๑) ผู้เห็นเหตุการณ์ และเป็นพยานเพื่อพระคริสต์ กจ.๑.๙,๒๒ (๒) คนที่ยอมตายเพื่อความเชื่อ (วว.๑๗.๖) ซึ่งจะเกิดขึ้นในยุคสุดท้าย ข้อคิด : ความจริงเป็นสิ่งที่ไม่ตาย แต่คนพูดจริงตาย (คนที่พูดความจริงไม่ต้องจดจำ เพราะทุกครั้งเขาจะพูดเหมือนเดิมเสมอ)
เรื่องเล่า : ผู้เสียหายได้ยืนยันในต่อหน้าผู้พิพากษาว่า “ผู้ชายคนนี้แหละค่ะที่เข้าไปยกทีวีของอีฉันไป” ทันใดนั้นจำเลยแย้งขึ้นว่า “ไม่จริงหรอกครับท่าน ตอนที่ผมเข้าไปยกทีวีนั้น แกยังนอนหลับอุตุอยู่เลย”
รู้จักที่จะละทิ้ง
“ก็ขอให้เราละทิ้งทุกอย่างที่ถ่วงอยู่ และบาปที่เกาะแน่น” (ข้อ ๑)
ขอให้สังเกตพระคัมภีร์ข้อต่อไปที่บอกถึง “เป้าหมายคือ ความเชื่อที่สมบูรณ์” (ข้อ ๒) แต่ว่าชีวิตของคริสเตียนเราจะไปถึงจุดนั้นไม่ได้จนกว่าจะทำ ๒-๓ อย่างเสียก่อน
๑)ละทิ้งทุกอย่างที่ถ่วงอยู่
– ในภาษากรีก ongkos (อองคอส) คือสิ่งที่ทำให้เป็นภาระหนักที่ทำให้เราเดินหน้าช้าลง บางครั้งสิ่งนั้นดี ไม่ใช่ความบาป แต่ไม่เป็นประโยชน์สำหรับชีวิตของเรา ตัวอย่าง : ชายคนหนึ่งเดินทางข้ามทวีปโดยบอลลูน ระหว่างทางเขาเจอหมอกและละอองน้ำ ทำให้บอลลูนลอยต่ำเรี่ยพื้นน้ำ จนต้องทิ้งสัมภาระลงมหาสุมทรเกือบทั้งหมด เพื่อบอลลูนจะลอยสูงและถึงจุดหมายปลายทางเร็วขึ้น
ฟป. ๓.๑๓ เป็นคำพยานของเปาโล “ข้าพเจ้าทำอย่างหนึ่งคือ ลืมสิ่งที่ผ่านพ้นมาแล้วเสีย และโน้มตัวออกไปหาสิ่งที่อยู่เบื้องหน้า” อุปสรรคอย่างหนึ่งทำให้ชีวิตไม่ก้าวหน้าคือ “รักปักใจอยู่กับอดีต” (ทั้งความสำเร็จและล้มเหลว) มีบทความชื่อ “ถ้าคิดจะรุ่ง”อธิบายว่า พลังสร้างสรรค์ถ้าไม่พัฒนาก็จะถอยหลัง ศัตรูตัวสำคัญคือ หนึ่ง อดีต สอง การผัดผ่อน หรือการผัดวันประกันพรุ่ง และสาม มองตนเองในแง่ลบ(เลวร้าย) และดูถูกตนเอง (พระคัมภีร์สอนเรามิให้เรายกตัวขึ้น แต่ในขณะเดียวกันก็มิให้ดูหมิ่นตนเองด้วย)
ตัวอย่าง : ปีที่แล้ว( คศ.๒๐๑๐)มีคนลืมของบนรถแท็กซี่ รถไฟและรถประจำทางในประเทศอังกฤษถึง ๘ พันชิ้น ตั้งแต่สิ่งเล็กๆน้อยไปจนถึงจักรยาน รถตัดหญ้า และโลงศพ นับว่าเป็นการลืมที่แปลกประหลาดมาก
๑ พศด. ๔.๙-๑๐ เป็นคำอธิษฐานของชายคนหนึ่งชื่อยาเบสที่เกิดมาดวยความทุกข์ยากและขมขื่น แต่เขาได้ทูลขอพระพรจากพระเจ้า, ขอขยายดินแดนของตนเอง, พร้อมกับขอการทรงสถิตอยู่ด้วย และขอการรักษาเยียวยาจากพระองค์ พระคัมภีร์ว่า พระเจ้าทรงตอบคำอธิษฐานของยาเบส – เมื่อเราอธิษฐานต่อพระเจ้า พระองค์ก็ทรงตอบเช่นเดียวกัน
๒)บาปที่เกาะแน่น
พระคัมภีร์บอกถึงอย่างที่สองคือ “บาปที่เกาะแน่น” นี่เป็นสิ่งที่ไม่ดีแน่ อสย. ๕๙.๑-๔ บอกว่าพระเจ้าทรงช่วยได้ไหม? ช่วยได้แน่นอน แต่ทำไมไม่ช่วย? ก็เพราะ “บาปชั่วของเจ้าทั้งหลายได้กระทำให้เกิดการแยกระหว่างเจ้ากับพระเจ้าของเจ้า” ทั้งมือ ปาก และลิ้นของเราที่ทำบาป ขัดขวางการช่วยเหลือจากพระองค์
อสย. ๑.๑๘ บอกว่าเมื่อเราสารภาพความผิดบาปต่อพระเจ้า “บาปที่แดงกล่ำก็จะขาวดังสำลี” (ฉบับแปลเก่า)
พระเจ้าไม่ใช่เหมือนบาทหลวง ที่นั่งอยู่ตู้สารภาพบาปในตอนเช้าวันอาทิตย์เท่านั้น เรื่องเล่า : เมื่อไม่นานมานี้ ที่ลพบุรีมีลิงตัวหนึ่งเอามือของมันล้วงเข้าไปในกระป๋องผลไม้และดึงออกไม่ได้ มันจึงลากกระป๋องติดตัวไปด้วยทุกที่ทุกแห่ง และกระป๋องบาดข้อมือของมันจนเลือดไหล เดือดร้อนถึงเจ้าหน้าที่อุทยานและสัตวแพทย์ต้องใช้ลูกดอกอาบยาสลบยิงเพื่อช่วยเหลือ ก็พบว่ามือของลิงกำผลไม้ไว้แน่น จึงไม่สามารถดึงออกได้
บทเรียน : พวกเราหลายคนก็กำบางสิ่งบางอย่างไว้แน่นโดยไม่ยอมปล่อย เช่น เงินทอง ทรัพย์สมบัติ ชื่อเสียง
การศึกษา(ใบปริญญา) แฟน ครอบครัว ฯลฯ ทำให้ต้องได้รับบาดเจ็บทางด้านจิตใจและจิตวิญาณ
มุ่งไปสู่เป้าหมาย
“ขอให้เราวิ่งแข่งด้วยความเพียรพยายาม หมายเอาพระเยซูเป็นผู้บุกเบิกความเชื่อ และผู้ทรงกระทำให้ความเชื่อของเราสมบูรณ์” (ข้อ ๒) พระคัมภีร์ตอนนี้บอกถึงเคล็ดลับแห่งความสำเร็จ ๒ ประการ คือ
๑)แข่งขันด้วยความอดทน (ฮบ.๑๒.๒)
ในภาษากรีก hopomone (ฮูโปโมเน) หมายถึงความเพียร, ความอดทน, ความพยายาม และขันติ (อดทนด้วยความทุกข์นาน) คำนี้ปรากฏ ๓๒ ครั้งในพระคัมภีร์ ใน ๒ ทธ. ๒.๕ บอกว่า “นักกีฬาจะมิได้สวมพวงมาลัย(รับเหรียญทอง)ถ้าเขาไม่แข่งขันตามกติกา” ฟป. ๓.๑๔ บอกว่า “ข้าพเจ้ากำลังบากบั่นมุ่งไปสู่หลักชัย เพื่อจะได้รับรางวัลซึ่งพระเยซูทรงเรียกจากเบื้องบนให้เราไปรับ” มาจากคำว่า dioko (ดิโอโค) พระธรรม ฟป.๓.๑๓ หมายถึง(๑)การอดทนต่อกดขี่ข่มเหง การเคี่ยวเข็ญ (๒) การใฝ่หา, มีน้ำใจ, มุ่งประพฤติ,อุตส่าห์พยายาม (๓) การเพียรพยายามมุ่งไปถึงเส้นชัย มีชัยชนะ และพบความสำเร็จ
๒)เป้าหมายคือพระเยซู
เป้าหมายสูงสุดในชีวิตของคริสเตียนคือการที่ได้พระเยซู อยู่กับพระเยซูและเป็นเหมือนพระเยซู เปาโลยืนยันว่า “ข้าพ เจ้าต้องการรู้จักพระเยซู รับฤทธิ์เดชของพระองค์ ร่วมทุกข์กับพระองค์ ยอมตั้งอารมณ์ตายเหมือนพระองค์ และเป็นขึ้นเหมือนพระองค์” (ฟป. ๓.๑๐)
คริสเตียนที่รัก เป้าหมายของเราอยู่ที่พระเยซูคริสต์ใช่ไหม?
สรุป
ถ้าคุณคิดอยากจะเจริญรุ่งเรืองในฝ่ายจิตวิญญาณจะต้องทำดังต่อไปนี้
- รู้จักที่จะละทิ้งบางสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์ โดยเฉพาะทิ้งบาปที่เกาะแน่น และจะต้องรู้จักที่จะลืม
- จะต้องมุ่งไปข้างหน้า โดยตั้งปฏิญาณว่า “ถึงแม้ใครไม่ไป ผมก็ยังจะไป”
- ต้องเป้าหมายไว้ที่พระเยซูคริสต์ คือ “ได้พระองค์ อยู่กับพระองค์ และเป็นเหมือนพระองค์” แล้วพระเยซูจะทำให้ “ความเชื่อของเราสมบูรณ์” คำนี้มาจากภาษากรีก teleiotes (เทเลโอเทส) ที่หมายว่า (๑) ดีรอบคอบ, ยอดเยี่ยม - มธ. ๕.๔๘ (๒) สมบูรณ์เต็มที่, เป็นผู้ใหญ่ในพระคริสต์ - อฟ.๔.๑๓ (๓) ความสำเร็จครบถ้วน, เพียบพร้อมทุกประการ - กจ. ๒๐.๒๔ (๔) มีความหวังอย่างเต็มเปี่ยมในพระคุณ -๑ ปต. ๑.๑๓
Read More
โดยพระวาทะ
ยน. ๑.๑-๙
คำนำ
ปีนี้ผมกับภรรยาเริ่มต้นคริสตมาสด้วย “ราคาถูก” โดยไปที่ห้างแอร์พอร์ต พลาซ่า ซื้อCDแผ่นละ ๕๙ บาทมาเปิดฟังที่บ้าน(ร้านคริสเตียนราคาหลายร้อย) มีเกือบสามสิบเพลง ไพเราะมาก อากาศที่บ้านหนาวเย็นทั้งวันและคืน(บางคืนลดเหลือ ๑๖ องศาเซนเซียสเท่านั้น) ทำให้ได้บรรยากาศของคริสตมาสอย่างมาก ไม่เหมือนที่กรุงเทพฯที่ร้องเพลง “คืนนั้นหน้าหนาว” ขณะที่เหงื่อแตกพลั๊กๆ
คริสตมาสเริ่มต้นที่ไหนและอย่างไร? มีหนังสือเล่มหนึ่งชื่อ Unseen Christmas ชื่อภาษาไทยว่า “ต้นกำเนิดคริสตมาส อีกมุมมองหนึ่งที่คุณไม่เคยรู้” คริสตมาสเป็นจุดกำเนิดของศาสนาคริสต์ ซึ่งเพียงเวลาผ่านไป ๒ พันปี ก็มีผู้เชื่อในพระเยซู ๒.๑ พันล้าน (ประชากรโลกมี ๖ พันล้าน) เท่ากับ ๓๓ % มีอิสลาม ๑.๒ พันล้าน ฮินดู
๙๐๐ ล้าน ศาสนาของจีน ๓๙๔ ล้านคน และศาสนาพุทธ ๓๗๖ ล้านคน (๖ %)
จุดเริ่มต้นคริสตมาส
“ในปฐมกาลพระวาทะดำรงอยู่ และพระวาทะทรงสถิตอยู่กับพระเจ้า และพระวาทะทรงเป็นพระเจ้า ในปฐมกาลพระองค์ทรงดำรงอยู่กับพระเจ้า พระเจ้าทรงสร้างสิ่งทั้งปวงขึ้นมาโดยทางพระวาทะ” (ข้อ ๑-๒)
พระคัมภีร์ตอนนี้เป็นจุดเริ่มต้นของคริสตมาส
๑) พระเจ้า (GOD)
ภาษากรีก Theos ในพระคัมภีร์บอกไหมว่า พระเจ้ามาจากไหน เป็นเชื้อชาติอะไร และใครสร้างพระเจ้า ดำรงชีวิตอยู่ด้วยอะไร? – แท้จริงแล้วพระเจ้าไม่ได้มาจากไหน ไม่เป็นเชื้อชาติอะไร เป็นอยู่โดยพระองค์เอง ไม่มีผู้ใดสร้าง? (ใครที่สร้างพระเจ้าได้ คนนั้นควรจะเป็นพระเจ้าเสียเองใช่ไหม?)
ไม่มีใครสามารถรู้จักพระเจ้าและเข้าใจพระองค์ได้ทั้งหมด อุปมาเหมือนกับตาบอดคลำช้าง ย่อมไม่รู้ความจริงในทุกด้าน
๒) พระวาทะ (The Word)
ภาษากรีก Logos (โลโกส)แปลความหมายคือ คำตรัส, พระคำ, พระวจนะ, พระวาจา หรือพระวจนะของพระเจ้าซึ่งเล็งถึงพระบุตรของพระเจ้า คือ เยซูคริสต์ พระธรรมฮีบรูบอกถึงวิธีการที่พระเจ้าพยายามตรัสแก่มนุษย์ ทางผู้เผยพระจนะ และสุดท้ายทางพระบุตร “พระเจ้าทรงสร้างสรรพสิ่งทางพระบุตร พระบุตรทรงเป็นแสงสะท้อนแห่งพระสิริของพระเจ้า เป็นพิมพ์เดียวกันกับพระองค์” (อ่าน ฮร. ๑.๑-๔)
ข้อคิด : ประการแรก เมื่อคุณส่องกระจกจะเห็นใคร? (เห็นตัวเอง) ซึ่งมีลักษณะคล้ายคลึงกับผู้เป็นพ่อแม่ประการที่สอง เมื่อคุณเห็นพระเยซูคริสต์ ขอให้ตระหนักว่า นี่แหละคือฉายาของพระเจ้า
พระเยซูทรงเป็น
๑) พระเยซูทรงเป็นพระเจ้า
“พระวาทะทรงเป็นพระเจ้า” (ข้อ ๑) - ไม่เพียงแต่พระเยซู(Logos)จะอยู่กับพระเจ้าเท่านั้น แต่พระคัมภีร์บอกว่า พระองค์ทรงเป็นพระเจ้า (Theos)
๒) พระเยซูทรงเป็นผู้สร้าง
“พระเจ้าทรงสร้างสิ่งทั้งปวงขึ้นมาโดยทางพระวาทะ ในบรรดาสิ่งที่เป็นมานั้น ไม่มีสักสิ่งเดียวที่ไม่ได้เป็นมานอกเหนือพระวาทะ” (ข้อ ๓)
อะไรที่แสดงให้เห็นว่าพระองค์ทรงเป็นพระเจ้าและพระผู้สร้าง? การประสูติอย่างอัศจรรย์ การรักษาโรคภัยไข้เจ็บ มีอำนาจเหนือธรรมชาติ การเรียกคนตายให้เป็นขึ้นมาจากความตาย การสิ้นพระชนม์และฟื้นคืน
พระชนม์ การเทศนาสั่งสอนด้วยฤทธิ์อำนาจ และการเสด็จกลับมาเพื่อพิพากษาโลกในวันสุดท้าย – พระเยซูเป็นผู้สร้างมิใช่ผู้ทำลาย
แหล่งชีวิต/ความสว่าง
“พระองค์ทรงเป็นแหล่งชีวิต และชีวิตนั้นเป็นความสว่างของมนุษย์ (ข้อ ๔)
๑) พระเยซูทรงเป็นแหล่งชีวิต
ความจริง : ชีวิตจะต้องเกิดจากชีวิตเท่านั้น - ชีวิตของมนุษย์เริ่มต้นโดยพระเจ้าทรงสร้างอาดัมกับเอวาซึ่งแบ่งออกเป็นสองส่วนคือ หนึ่ง ชีวิตที่เป็นร่างกายเนื้อหนัง มีลมหายใจอยู่บนโลกนี้ (ชีวิตอนิจจัง) สอง ชีวิตฝ่ายจิตวิญญาณคือ ชีวิตนิรันดร์
ตัวอย่าง : วันหนึ่งภรรยาก็ทักผมว่า “ทำไมเดี๋ยวนี้พ่อผูกเนคไทยาวลงๆ” ที่จริงผมผูกเนคไทยาวเท่าเดิม แต่หลังมันค่อมต่างหาก – เมื่อผูกเทคไททีไร ก็ทำให้คิดถึงชีวิตนิรันดร์ในสวรรค์มากขึ้น!
พระเยซูตรัสว่า “ขโมย(มารซาตาน)นั้นมาเพื่อลัก ฆ่าและทำลาย เราได้มาเพื่อเขาทั้งหลายจะได้ชีวิต และจะได้อย่างครบบริบูรณ์” (ยน. ๑๐.๑๐) อะไรที่เรียกว่า “ชีวิตที่ครบบริบูรณ์” ? เรารู้จักแต่ชีวิตที่ขาดๆเกินๆ (สามสลึง-ไม่เต็มบาท หรือห้าสลึง) ชีวิตที่ลุ่มๆดอนๆ สามวันดีที่วันไข้ บางคนว่า “สามวันลูกผี สีวันลูกพระเจ้า”
๒) พระเยซูทรงเป็นความสว่าง
“ความสว่างส่องเข้ามาในความมืด และความมืดหาได้ชนะความสว่างไม่” (ข้อ ๕) มีบางคนพูดว่าความมืดไม่มีอยู่จริง แต่เป็นเพราะสภาวะขาดความสว่างต่างหาก แต่ในทำนองเดียวกัน ความสว่างก็ไม่มีอยู่จริง แต่เป็นเพราะสภาวะขาดความสว่างต่างหาก
แต่พระคัมภีร์สอนว่าความสว่างนั้นมีอยู่จริง และพระเจ้า/พระเยซูคริสต์ทรงเป็นความสว่าง (ยน. ๘.๑๒, มธ. ๕.๑๔) และสอนอีกว่าความมืดก็มีอยู่จริง มารซาตานเป็นเจ้าแห่งความมืดนั้น
สรุป
คริสตมาสมีความหมายว่า
- พระเยซูคริสต์ทรงเป็นพระเจ้า
- ทรงเป็นพระผู้สร้างสิ่งสารพัด
- พระเยซูทรงเป็นแหล่งชีวิตที่ครบบริบูรณ์
Read More
คำเทศนาเทศกาลปีใหม่-ธวัช เย็นใจ
สิ้นปี-คิดบัญชี!
มธ. ๒๕.๑๔-๓๐
คำนำ
พระคัมภีร์มัทธิวตอนนี้เป็นคำอุปมาเรื่องสุดท้ายของพระเยซู(ที่มัทธิวบันทึกไว้) ที่ได้จัดเตรียมไว้สำหรับมาแบ่งปันในช่วงสิ้นปี ให้ชื่อเรื่องว่า “สิ้นปี-คิดบัญชี” มาจากข้อที่ ๑๙ “ครั้นอยู่มาช้านานนายจึงมาคิดบัญชีกับทาสเหล่านี้” ขอให้สังเกตในฉบับแปลใหม่[1]พระเยซูใช้คำว่า “เป็นเวลานานหลังจากนั้น นายของพวกคนรับใช้ก็กลับมาและคิดบัญชีกับพวกเขา”
เวลาที่เราจะออกจากโรงแรมก็ใช้คำ “เช็คเอ้าท์” ส่วนภาษาของธุรกิจว่า “ตรวจบัญชี” หรือปิดบัญชี
คริสเตียนที่รัก ตลอดปีที่ผ่านมาชีวิตของคุณติดบวกหรือลบ? กำไรหรือขาดทุนในฝ่ายจิตวิญญาณ? ชีวิตติดตัวแดงหรือเปล่า? แน่นอน พระเจ้าจะทรงเป็นผู้ตรวจเช็คเราทุกคน!
อักษรไทย มีทั้งแง่บวกและแง่ลบ เช่น ชีวิตของเราเก็บกดหรือเกิดผล? มีความขมขื่นหรือขาขึ้น? มีความเคียดแค้นหรือคุ้มคลั่ง? ชีวิตในรอบปีที่ผ่านมาง่อนแง่นหรืองอกงาม? จิตวิญญาณของเราจนใจหรือเจริญขึ้น? ชีวิตเฉื่อยแฉะหรือวิ่งฉิว? พฤติกรรมชั่วช้าหรือน่าชื่นชม ความคิดเซ่อซ่าหรือซื่อสัตย์? ความหวังมลายหรือมั่นคง?เรามีหนี้สินหรือหนีสิ้น? วิถีชีวิตย่ำแย่หรือยอดเยี่ยม? รุ่งริ่งหรือรุ่งเรือง? เราชอบหลอกลวงหรือหลีกเลี่ยง? เรามักสับสนหรือสำเร็จ? ชีวิตวุ่นวายหรือว่องไว(ทำตามน้ำพระทัยของพระเจ้า) จิตใจเอือมระอาหรือเอี่ยมอ่อง? ทุกวันเราเฮฮาหรือฮือฮา เพราะผู้คนประทับใจชีวิตคริสเตียน!
เจ้านายฝากเงิน
พระคัมภีร์ตอนนี้บันทึกว่า “ชายผู้หนึ่งจะออกเดินทางไป จึงเรียกทาสของตนมาฝากทรัพย์สมบัติไว้” (ข้อ ๑๕) ขอสังเกตว่า เจ้านายไม่ได้ให้เงินแต่ “ฝากไว้” ฉบับประชานิยมบอกว่า “สั่งให้ดูแลทรัพย์สมบัติ” ของผู้เป็นนาย พระวจนะของพระเจ้าบอกว่า เราคริสเตียนมิได้เป็นเจ้าของชีวิตของเราเอง แต่ทุกอย่างเป็นของประทานจากพระเจ้า ดังนั้น เราจึงมีหน้าที่คือดูแลรักษาสิ่งที่พระองค์มอบหมายนั้นให้ดี
คนที่ ๑ ได้รับเงิน ๕ ตะลันท์ (ข้อ ๑๕) พระคัมภีร์บอกว่า ทาสจัดการกับเงินนั้นอย่างไร? (ปัจจุบันตีราคาของเงินประมาณ ๒ แสนบาท) เขา “เอาเงินนั้นไปค้าขายทันที และได้กำไรมาเท่าตัว” (ข้อ ๑๖)
คนที่ ๒ ได้รับเงิน ๒ ตะลันท์ คนรับใช้จัดการเงินอย่างไร? (ประมาณ ๘ หมื่นบาท) เขาเอาไปลงทุนและทำกำไรมาเท่าตัว (คนจีนบอกว่า “อยากร่ำรวยให้ค้าขาย อยากฉิบหายให้เล่นการพนัน”)
คนที่ ๓ ได้รับเงิน ๑ ตะลันท์ “แต่คนที่ได้รับเงินตะลันท์เดียว(ราว ๔ หมื่นบาท)ได้ขุดหลุมซ่อนเงินของนายไว้”
คำอุปมาของพระเยซูในพระคัมภีร์ตอนนี้ เจ้านายคือพระเจ้า และพวกทาสคือผู้เชื่อหรือคริสเตียนทุกคน เรามีหน้าที่รักษาทรัพย์สินของพระองค์ ทรัพย์ที่มีค่ามากที่สุดถึงมีค่าน้อยที่สุดคือ “จิตวิญญาณ ชีวิต จิตใจ ร่างกาย และทรัพย์สินเงินทอง” แต่คนมักจะเห็นตรงข้ามกับพระเยซู เอาสิ่งที่มีค่าน้อยให้มีความสำคัญ
คำถาม : ทำไมสามคนนี้จึงได้รับเงินไม่เท่ากัน? เพราะเจ้านายลำเอียงหรือ? ชอบคนประจบสอพลอหรือ? คนใกล้ชิดได้มาก คนห่างได้น้อยหรือ? (คงจะเหมือนกับพรรคการเมืองจัดสรรตำแหน่งรัฐมนตรี ที่คนใกล้ชิดก็ได้ตำแหน่งดีๆ) หรือว่านายบริหารไม่เป็น?
พระวจนะบอกว่านาย“มอบให้ตามความสามารถของแต่ละคน” (ฉบับประชานิยม) - แน่นอน พระเจ้าทรงรู้จักพวกเราทุกคนดี ใครมีความรับผิดชอบแค่ไหน?
จำได้ว่าเมื่อเกือบยี่สิบปีมาแล้ว คริสตจักรของเรามีความจำเป็นต้องย้ายที่ประชุมนมัสการ จึงไปติดต่อธนาคารแห่งหนึ่งเพื่อขอกู้เงินจำนวน ๒ ล้าน ๔ แสนบาทและผ่อนส่งเป็นรายเดือน (เป็นเวลา ๑๕ ปี) ธนาคารตอบอย่างไม่มีเยื่อใยว่า “คุณธวัชไม่หลักทรัพย์อะไรมาประกัน คุณได้รับเงินเดือนก็ไม่แน่นอน เราจึงไม่สามารถปล่อยเงินให้คุณได้”
เราจึงวิ่งเต้นหาเพื่อนที่เป็นนักธุรกิจที่บริหารเงินนับร้อยล้านมาช่วยค้ำประกัน และสมาชิกของเราได้ช่วยกันถวายเงินและผ่อนส่งอย่างซื่อสัตย์ทุกๆเดือน ไม่กี่ปีต่อมาธนาคารได้ส่งจดหมายมาบอกว่าเราว่า “คุณเป็นลูกค้าชั้นเยี่ยมหนึ่งในร้อยคนของธนาคาร จึงยินดีที่จะให้คุณมากู้เงินเพิ่มเติมอีกเท่าตัว โดยไม่ต้องมีหลักฐานค้ำประกัน”
หน้าที่ความรับผิดชอบ
เราจะไม่พูดถึงทาสคนที่หนึ่งกับคนที่สองมากนัก เพราะว่าเขาได้ทำหน้าที่ของ “ผู้อารักขาที่ดี” อยู่แล้ว
เพราะพระเจ้าตรัสแก่เขาว่า “เจ้าเป็นทาสที่ดีและซื่อสัตย์ เจ้าซื่อสัตย์ในของเล็กน้อย เราจะตั้งเจ้าให้ดูแลของมาก เจ้าจงปรีดีร่วมสุขกับนายของเจ้าเถิด” (ข้อ ๒๑, ๒๓)
แต่คนที่สามนี้มีพฤติกรรมที่แปลกๆเอาการอยู่ พอได้เงินจากนายแล้ว เขาก็ “เอาเงินสี่หมื่นบาทได้ฝังไว้ในดิน” ถามว่าเขาทำผิดหรือทำถูก (ขออธิบายด้วยว่า ถ้าผิดผิดอย่างไร? หรือถูกถูกอย่างไร?) - เราพบความจริงว่า ทาสคนนี้ไม่ได้ทำในสิ่งที่ผู้รับใช้ควรทำ! เขาไม่ได้ทำเหมือนกับที่ผู้รับใช้คนอื่นๆทำ!
คำแก้ตัว (ข้อ ๒๔-๒๕) ของทาสคือ “นายเป็นคนใจแข็ง เก็บเกี่ยวผลที่ท่านมิได้หว่าน (นี่หมายถึงเขากำลังต่อว่าผู้เป็นนายกลายๆ) ข้าพเจ้ากลัวว่าเงินมันจะสูญหาย วิธีที่ปลอดภัยที่สุดคือ ขุดหลุมซ่อนเงินไว้” ถ้าเป็นคนไทยอาจจะพูดว่า “เพราะนายให้ผมน้อยเกินไป ทำอะไรไม่ได้ ลองให้ผมเท่ากับคนแรกสิ ป่านนี้รวยไปแล้ว”
นี่เป็นปัญหาของคนในปัจจุบันนี้ เรามักจะมองดูคนอื่นและเปรียบเทียบว่า เขาเก่งกว่า ดีกว่า หน้าตาสวยกว่า สมองดีกว่า มีโอกาสมากกว่า สุขภาพดีกว่า ฐานะสูงกว่า แต่เรานั้นแย่ไปเสียทุกด้าน!!
รู้ไหมครับ เมื่อคุณดูถูกตนเอง นั่นเท่ากับดูถูกพระเจ้าด้วย เพราะพระองค์ทรงสร้างมนุษย์ทุกคนให้เป็นพระฉายาของพระองค์ “เราเป็นฝีพระหัตถ์ของพระเจ้าที่ประกอบการดี”
คำตอบของนาย
พระวจนะของพระเจ้าตอนนี้ เป็นข้อคิดสำหรับปีเก่า ที่กำลังจะล่วงไป และสำหรับปีใหม่ที่กำลังจะมาถึง!
ประการแรก สำหรับผู้รับใช้ที่ดี (สองคน) เขาใช้ของประทานอย่างเต็มที่และเกิดผล พระเยซูทรงชมเชยว่า “เจ้าเป็นทาสที่ดีและซื่อสัตย์ เจ้าซื่อสัตย์ในของเล็กน้อย เราจะตั้งเจ้าให้ดูแลของมาก เจ้าจงปรีดีร่วมสุขกับนายของเจ้าเถิด” (ข้อ ๒๑,๒๓)
คริสเตียนครับ หากท่านได้เลียนแบบจากผู้รับใช้สองคนนี้ พระเจ้าจะทรงอวยพระพรท่านอย่างแน่นอน!
ประการที่สอง สำหรับคนที่ฝังตะลันท์(ไม่ยอมใช้ของประทานและความสามารถ) คำตอบแรกจากผู้เป็นนายคือผรุสวาท “ไอ้ข้าชาติชั่ว” (ข้อ ๒๖) นี่เป็นการจิกหัวเรียก แบบไม่ไว้หน้าเลย เพราะว่าเขาเป็นคนที่รับพระคุณของพระเจ้าเปล่าประโยชน์โดยแท้ เปาโลบอกว่า “สักแต่ว่ารับพระคุณเปล่าๆ” บทลงโทษสำหรับทาสคนนี้คือ “ถูกริบเอาตะลันท์ และเอาไปให้แก่คนที่มีอยู่แล้ว”
คำตอบที่สองจากผู้เป็นนายคือ ท่านเรียกเขาว่า “ไอ้คนเกียจคร้าน” (พระคัมภีร์ฉบับประชานิยมว่า “เจ้าคนชั่วช้า และขี้เกียจสันหลังยาว) หมายถึงคริสเตียนที่ดำเนินชีวิตเรื่อยๆเฉื่อยๆ ไม่กระตือรือร้นในงานของพระเจ้า อ่านพระคัมภีร์พอเป็นธรรมเนียม อธิษฐานบ้างเพื่อจะไม่ให้จิตสำนึกฟ้อง ประกาศเป็นพยานพอเป็นพิธีมาโบสถ์ถวายทรัพย์เพราะกลัวพระเจ้าลงโทษ ฯลฯ
นักเขียนท่านหนึ่งได้บอกลักษณะของหญิงและชาย(ข้าราชการบางคน)ที่ไม่ควรเอาเป็นแบบอย่าง ดังนี้
หญิง : เช้าเป็นดอกไม้ สายเป็นนินจา เที่ยงมาเป็นแมว บ่ายแล้วเป็นนางงาม ยามเย็นเป็นครู (ดอกคุณนายตื่นสาย, นินจากชอบสืบความลับของคนอื่น, ชอบแอบงีบหลับตอนเที่ยง, ตกบ่ายก็แต่งหน้าแต่งตัวเตรียมกลับบ้าน และพอกลับมาถึงบ้านก็บ่นลูกบ่นผัว)
ชาย : เช้าประจบนาย สายแอบไปถอน เที่ยงนอนเอาแรง บ่ายแย่งเอาหน้า เย็นมาหาร้านเหล้า (แอบไปถอนเพราะว่าเมาค้าง)
สรุป
คำชมเชยของผู้เป็นนาย(คือพระเจ้า) “เจ้าทำได้ดีมาก เป็นคนที่ซื่อสัตย์จัดการกับสิ่งเล็กน้อย ราจะมอบสิ่งใหญ่ให้ดูแล เข้ามาเถิด มาร่วมยินดีกับเรา” (ข้อ ๒๑,๒๓ ประชานิยม)
Phoeuiw Flame กล่าวถึงการดำเนินชีวิตของครสเตียนในแต่ละวันว่า ๑.จงใช้ชีวิตทุกวันเหมือนเป็นวันสุดท้ายในชีวิต ๒.ทำงานทุกอย่างเหมือนคุณเจ้าของงานนั้น ๓.ขับรถด้วยความระมัดระวังเหมือนรถคนอื่นเป็นรถจราจร และ ๔.จงเอาใจใส่งานของพระเจ้าเหมือนเอาใจใส่ตัวเอง
เมื่อครั้งที่จิมมี่ คาร์เตอร์(ประธานาธิบดีของสหรัฐอเมริกา)ยังเป็นนักเรียน เขาเรียงความส่งให้แก่ครู เมื่อครูอ่านแล้วก็ถามคาร์เตอร์ว่า “ทำไมไม่ทำให้ดีที่สุด?” (Why not do the BEST?)
พระเจ้าตรัสหนุนใจเราคริสเตียนทุกคนในวันนี้ว่า “จงทำให้ดีที่สุด”
B = Bless กล่าวคำอวยพร, เป็นพระพรแก่คนอื่น
E = Encourage หนุนจิตชูใจคนอื่น
S = Submit ยอมจำนนต่อพระเจ้าอย่างสิ้นเชิง
T = Treasure มอบสิ่งที่มีค่าที่สุด คือชีวิต จิตใจ จิตวิญญาณ สติปัญญา ความสามารถ ร่างกายและทรัพย์สมบัติแด่พระเจ้า.
[1] พระคัมภีร์ฉบับแปลใหม่ ค.ศ. ๑๙๙๗
Read Moreโครงร่างคำเทศนา-ธวัช เย็นใจ
ฟีเลโมน-เพื่อนร่วมงาน
ฟีเลโมน. ๑-๓
คำนำ
พระเจ้าทรงสร้างมนุษย์ให้ประกอบด้วย ๓ ส่วน คือ ร่างกาย จิตใจ (อารมณ์ ความรู้สึกและจิตสำนึก) และจิตวิญญาณ (ที่สามารถติดต่อกับพระเจ้าได้) ทั้งสามส่วนต่อเชื่อมกับเป็นเครือข่าย มีผลกระทบต่อกันเสมอ
นายแพทย์ที่เก่งๆจะวินิจฉัยโรคจากภาพโดยรวม (ต้นสายปลายเหตุ) และบอกว่า มีโรคบางอย่างรักษาก็หาย ไม่รักษาก็หาย โรคบางอย่างรักษาจึงจะหาย และโรคบางอย่างรักษาอย่างไรก็ตายอยู่ดี
วันนี้เราจะศึกษาจากพระธรรมฟิเลโมน เพียงบทเดียวซึ่งมี ๒๕ ข้อเท่านั้น ขอให้เข้าใจว่า ชีวิตคริสเตียนที่แท้จริงไม่ใช่ลักษณะของพวกฤาษีที่แยกตัวอยู่โดดเดี่ยวในป่า แต่รวมตัวเป็นกลุ่มก้อน ซึ่งภาษาของคริสเตียนว่า “สามัคคีธรรม” ซึ่งกันและกัน
เบื้องหลัง
๑. การกลับคืนดีกัน แสดงถึงความเป็นอันหนึ่งเดียวกัน
เปาโลเขียนถึงฟีเลโมน (Philemon ชื่อนี้แปลว่า “ความรัก”) ขณะที่ถูกจองจำอยู่ในคุกที่กรุงโรมในปี คศ. ๖๑ เขียนในลักษณะจดหมายส่วนตัว ถึงเพื่อนคนหนึ่งที่ชื่อฟีเลโมน เรื่องมีอยู่ว่า มีทาสคนหนึ่งของฟีเลโมนชื่อโอเนซิมัสได้ขโมยของและหนีไปและพบกับเปาโลที่กรุงโรม เปาโลได้เป็นพยานเรื่องพระเยซูคริสต์ และนำเขากลับใจเสียใหม่ และขณะที่โอเนสิมัสกำลังจะกลับไปขอโทษผู้เป็นนาย เปาโลจึงเขียนจดหมายรับรองให้ด้วย
ข้อคิด : พระเจ้าทรงรับรองชีวิตคริสเตียนของเราได้ไหม?
๒. ลักษณะของความเป็นหนึ่งเดียวกัน
พระคัมภีร์เล่มนี้มีเอกลักษณะพิเศษ ที่แตกต่างจากจดหมายฝากเล่มอื่นๆของเปาโล ไม่มีคำสอนเรื่องเกี่ยวกับหลักข้อเชื่อเลย ประการแรก เกี่ยวข้องกับความเพียรพยายาม ความรัก ความอ่อนโยน และการรู้จักผ่อนหนักผ่อนเบา ประการที่สอง เป็นคำขอร้องพิเศษของเปาโล ให้ฟีเลโมนยกโทษและรับโอเนซิมัสกลับเข้าทำงานดังเดิม เพราะคนเรามีโอกาสผิดพลาดได้ สิ่งสำคัญคือการให้อภัย คนไทยมีคำพูดว่า “สี่ตีนยังรู้พลาด นักปราชญ์ยังรู้พลั้ง”
ความผิดพลาดเป็นเรื่องที่อาจเกิดขึ้นได้ แต่สำคัญยิ่งกว่านั้นคือ “การลุกขึ้นเริ่มต้นใหม่” เด็กหัดเดินโดยเริ่มต้นด้วยการหกล้ม ดังนั้นคริสเตียนทุกคนจึงเริ่มต้นด้วยการเป็นเด็กในพระคริสต์เช่นกัน ขอให้ตระหนักว่า “การหกล้มเป็นสิ่งธรรมดาและไม่สำคัญ แต่สิ่งสำคัญคือการลุกขึ้นและเริ่มต้นใหม่”
คำถาม หลังเชื่อพระเจ้ามาเป็นเวลานานแล้ว คุณเป็นเด็กหรือผู้ใหญ่ในพระคริสต์?
เพื่อนร่วมงาน
“จากเปาโลผู้ถูกจองจำอยู่เพื่อพระเยซูคริสต์ และทิโมธีน้องของเรา ถึงฟีเลโมนเพื่อนร่วมงานที่รักของเราและอัปเฟียน้องสาวและอารคิปปัส ผู้เป็นเพื่อนทหารด้วยกันกับเรา” (ข้อ ๑-๒) ขอให้สังเกตดูพระคัมภีร์ตอนนี้ที่แสดงถึงความเป็นหนึ่งเดียวกัน เปาโลกล่าวถึงคริสเตียนหลายคน
(๑) เป็นญาติพี่น้อง คือ น้องชาย น้องสาว
(๒) เป็นเพื่อนร่วมงาน “ปรนนิบัติรับใช้พระเจ้าด้วยกัน” เคียงบ่าเคียงไหล่ ลงทุนลงแรงด้วยกัน
(๓) เป็นเพื่อนทหาร “ร่วมกันสู่รบในฝ่ายจิตวิญญาณ” (มีทิโมธี ฟีเลโมน อัฟเฟีย อารคิปปัส ฯลฯ)
คริสตจักรในบ้าน
“และคริสตจักรที่อยู่ในบ้านของท่าน” (ข้อ ๒)
คริสตจักร หมายถึงผู้เชื่อทุกคน คำว่าคริสตจักร (Church) ในภาษากรีกคือ Ekklesia (เอกเคลเซีย)ไม่ได้หมายถึงตัวอาคาร ตึกหรือสิ่งปลูกสร้าง แต่หมายถึง “ผู้ที่ถูกเรียกออกมาเป็นพิเศษ” ธรรมเนียมในสมัยโบราณทหารของกรีกจะนำพระราชโองการของกษัตริย์หรือจักรพรรดิไปประกาศตามสี่แยก ตะโกนว่า “เอ็กคลีเซียๆๆ” หมายถึงเชิญออกมา เพื่อฟังพระดำรัสของกษัตริย์ คริสเตียนได้ยืมคำนี้มาใช้ “คริสตจักรคือผู้ที่ถูกเรียกออกมาเป็นพิเศษ”
มธ. ๑๖.๑๘ พระเยซูตรัสว่า “บนศิลานี้ เราจะสร้างคริสตจักรของเราไว้ และพลังแห่งความตายจะมีชัยต่อคริสตจักรนั้นก็หามิได้ เราจะมอบลูกกุญแจแผ่นดินสวรรค์ไว้ให้แก่ท่าน” คริสตจักรในทัศนะของพระเยซูคริสต์คือ (๑) คริสตจักร/คริสเตียนทุกคน เป็นของพระเยซูคริสต์ (๒) คริสตจักรคือเราผู้เชื่อทุกคนมีฤทธิ์อำนาจเหนือผีมารซาตาน/ความตาย(บึงไฟนรก) และ (๓) เราคริสเตียนมีสิทธิ์เปิดประตูสวรรค์ให้ใครก็ได้เข้าไปพบกับพระเจ้า
เรื่องตัวอย่าง : ผู้อาวุโสในคริสตจักรเล่าเรื่องของลูกเขย ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญทางด้านวิศวกรรม วันแรกเขาใส่กางเกงขาสั้นไปทำงาน ยามเฝ้าประตูไม่ให้เข้าเพราะเขาแต่งตัวไม่เรียบร้อย วันต่อมาเขาจึงแต่งตัวใส่สูทผูกเนคไทอย่างโก้หรู เมื่อยามตรวจบัตรแล้วก็โค้งให้อย่างงาม
บทเรียน : คริสเตียนเป็นของพระเยซูคริสต์ และควรจะแต่งกายฝ่ายจิตวิญญาณให้บริสุทธิ์!
คริสตจักรในบ้าน ในสมัยศตวรรษแรกนั้น ผู้เชื่อในพระเยซูคริสต์ส่วนใหญ่จะประชุมนมัสการพระเจ้ากันภายในบ้าน ไม่มีสถานที่ส่วนกลางใหญ่โตโอ่อ่า หรูหรา(อลังการ)เหมือนในสมัยนี้ คริสตจักรในบ้านมีผลดีหลายอย่างเช่น (๑) ไม่สิ้นเปลืองงบประมาณในการสร้างอาคาร (๒) ดูแลรักษาง่าย เพราะเจ้าของบ้านจัดการเอง (๓) เป็นกันเอง ผู้เข้าร่วมประชุมไม่ต้องแต่งตัวให้ดูหรูหรา คือไม่ต้องแต่งตัวแข่งกัน (๔) เคลื่อนย้ายได้ง่าย ทำให้ทุกบ้านมีโอกาสเป็นเจ้าภาพการประชุม (๕) สามารถหลบหลีกการจับกุมของเจ้าหน้าที่ได้ เพราะในสมัยโบราณคริสเตียนเป็นเรื่องผิดกฎหมาย จึงต้องแอบๆซ่อนๆตลอดเวลา
ปัจจุบันนี้เรายังเห็นว่าคริสตจักรแบบนี้ยังมีความจำเป็นอยู่มาก และเหมาะสมกับสภาพของเมืองไทยซึ่งคริสตจักรแต่ละแห่งมีไม่เกิน ๓๐-๕๐ คน และขยายกลุ่มไปได้อย่างรวดเร็ว!
พระคุณ/สันติสุข
“ขอพระคุณและสันติสุขจากพระเจ้าพระบิดาของเรา และจากพระเยซูคริสต์เจ้า จงดำรงอยู่กับท่านทั้งหลายเถิด” (ข้อ ๓)
นี่เป็นคำอวยพรของเปาโลตามแบบคริสเตียนชาวกรีก ที่มีความหมายมาก คนสมัยนั้นที่ไม่เชื่อพระเจ้าอาจจะขอ “เทพเจ้า” เทพยดาฟ้าดิน ปกป้องคุ้มครองรักษาชีวิตของพวกเขา เป็นการกล่าวตามธรรมเนียมเท่านั้น
เช่นเดียวกับคนไทย “ขอพระคุ้มครอง, ขอให้โชคดี, สิ่งศักดิ์สิทธิ์ในสากลโลก พระสยามเทวธิราชคุ้มครองรักษา
(ชาวเขาจะขอผีอย่าทำร้าย) แต่คริสเตียนมีพระเจ้าผู้ยิ่งใหญ่สูงสุด
๑ พระคุณ (Grace) ในภาษากรีกคือ “คาริส” (charis, charisma)
พระคุณหมายถึงสิ่งที่ดี สวยงาม ร่มรื่น ความหมายแท้จริงคือ “ของประทานจากพระเจ้าที่ให้แก่มนุษย์ผู้ไม่สมควรจะได้รับ” สิ่งที่มนุษย์เราควรได้รับคือพินาศในบึงไฟนรก แต่พระเยซูเสด็จมาตายแทนพวกเราที่บนไม้กางเขน ถ้าถามกันอย่างตรงไปตรงมา มีใครบ้างสมควรได้ไปสวรรค์? ไม่ว่าคุณหรือผม ล้วนทำบาปและต่างต้องพินาศในบึงไฟนรกทั้งสิ้น
ในพระธรรมเอเฟซัส เปาโลบอกถึงความหวังอันเป็นสิ่งที่ยอดเยี่ยมว่า “เรารอดโดยพระคุณเพราะความเชื่อ มิใช่ตัวเรากระทำเอง แต่เป็นของประทานจากพระเจ้า ความรอดนั้นจะเนื่องด้วยการกระทำก็หามิได้ เพื่อมิให้คนหนึ่งคนใดอวดได้” (อฟ. ๒.๘-๙)
๒ สันติสุข (Peace)
Eirene ภาษาเดิมมีความหมายว่า “สองคนที่ได้กลับคืนดีกัน” (รม. ๕.๑-๒) พระเยซูตรัสว่า “เรามอบสันติสุขไว้ให้แก่ท่านทั้งหลาย สันติสุขที่เราให้แก่ท่านนั้นไม่เหมือนโลกให้ อย่าให้ใจของท่านวิตกและอย่ากลัวเลย” (ยน.๑๔.๒๗) ความสุขในโลกนี้เพียงชั่วครั้งชั่วคราวเท่านั้น แต่สันติสุขของพระคริสต์อยู่กับเราตลอดไป
ดังนั้น เราจึงมีพระคุณ สันติสุขและจิตวิญญาณเดียวกันกับพระเจ้าและกับพี่น้องคริสเตียน
สรุป
- ขอให้เรามีความเป็นอันหนึ่งเดียวกัน ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญมากสำหรับคริสเตียน
- ในการรับใช้พระเจ้า เราจำต้องมีเพื่อนร่วมงานหลายๆคน คือ ทำงานเป็นทีม
- เราได้รับพระคุณและสันติสุขจากพระเจ้าแล้ว สองสิ่งนี้จะช่วยให้คริสเตียนดำเนินชีวิตอย่างปลอดภัย.
Read More
คำเทศนาปีใหม่-ธวัช เย็นใจ
ปีใหม่ก้าวหน้าไป!
มธ. ๑๓.๔๕-๔๖
คำนำ
เราผ่านช่วงที่โลกโคจรรอบดวงอาทิตย์หนึ่งรอบ เป็นเวลา ๓๖๕ วันแล้ว หรือผ่านไป ๑๒ เดือนตามสุริยคติ หลายคนตั้งความหวังเอาไว้ว่า “ปีหน้าฟ้าใหม่” พ.ศ.๒๕๕๔ หรือ ค.ศ. ๒๐๑๑ จะมีสิ่งที่ดีกว่าปีที่ผ่านมา มีคำพูดที่ว่า ชีวิตที่ดีจะต้องรู้ ๔ อย่างคือ “รู้ก้าว รู้เกาะ รู้เก็บ รู้ให้ ” – (คือหนึ่ง รู้ที่จะพัฒนาตนเอง สอง รู้จักหาผู้ใหญ่พึ่งพิง และสาม รู้เก็บหอมรอบริบ และสี่ รู้จักการถวาย) ขอเพิ่มสิ่งสำคัญอีกอย่างหนึ่ง คือรู้จักพระเจ้า!
ในพระคัมภีร์ตอนนี้ พระเยซูทรงสอนโดยใช้คำอุปมา ในเรื่องสำคัญและจำเป็นสำหรับมนุษย์ทุกคน นี่เป็นของฝาก “ปีใหม่” คือเรื่องแผ่นดินสวรรค์ ซึ่งเป็นเรื่องของฝ่ายจิตวิญญาณ เป็นความมุ่งมาดปรารถนาและสันติสุขที่แท้จริง จึงให้ชื่อคำเทศนาในพระคัมภีร์ตอนนี้ว่า “ปีใหม่ก้าวหน้าไป” เพื่อเราจะก้าวหน้าไปเพื่อจะรับสิ่งที่ดีกว่า!
ตัวอย่าง : ภาพยนตร์หลายเรื่องที่มักจะเป็นเกี่ยวข้องกับการผจญภัยและติดตามหาทรัพย์สมบัติ เช่นเรื่องศึกระฆังทอง, อินเดียน่าโจนส์, ขุมทรัพย์สุดขอบฟ้า เป็นต้น ปีใหม่นี้เราก็ติดตามหาขุมทรัพย์ที่ยิ่งใหญ่ในฝ่ายจิตวิญญาณ ช่างน่าตื่นเต้นจริงๆ
แผ่นดินของพระเจ้า
“แผ่นดินสวรรค์เปรียบเหมือนพ่อค้าที่ออกไปหาไข่มุกอย่างดี” (ข้อ ๔๕)
แผ่นดินสวรรค์มีความหมายสองอย่าง คือ (๑) สิ่งที่ดีซึ่งพระเจ้าจัดเตรียมไว้สำหรับเราในโลกหน้า (๒)สิ่งที่ดีซึ่งพระเจ้าประทานให้ขณะที่เรามีชีวิตอยู่ในโลกนี้
พระเยซูได้ตรัสถึงเรื่อง “แผ่นดินสวรรค์” ไว้ ๓๒ ครั้งในพระกิตติคุณทั้งสี่เล่ม(มัทธิว มาระโก ลูกาและยอห์น) เช่น พระองค์ตรัสว่า จงกลับใจเสียใหม่เพราะว่าแผ่นดินสวรรค์มาใกล้แล้ว (มธ. ๔.๑๗) ผู้ใดรู้สึกบกพร่องฝ่ายวิญญาณก็เป็นสุข เพราะแผ่นดินสวรรค์เป็นของเขา (มธ. ๕.๓) นอกจากนั้นยังตรัสอีก แผ่นดินสวรรค์เปรียบเหมือน
- เมล็ดพืชที่เพาะลงไปในดิน
- เป็นเหมือนเชื้อขนมปัง ที่แพร่กระจายอย่างรวดเร็ว
- เป็นเหมือนขุมทรัพย์อันล้ำค่าที่ซ่อนอยู่,
- แผ่นดินสวรรค์เป็นเหมือนอวนที่ล้อมปลาแห่งจิตวิญญาณไว้เป็นอันมาก
- และเป็นเหมือนพ่อค้าออกไปหาไข่มุกที่มีราคาแพงลิงลิ่ว
วาระสุดท้ายเปาโล ท่านกล่าวถึงความหวังและความมั่นใจว่า “พระเจ้าจะทรงช่วยข้าพเจ้าให้รอดเข้าสู่แผ่นดินสวรรค์” (๒ ทธ. ๔.๑๘)
สวรรค์ในอนาคต -สวรรค์เป็นสิ่งที่มีอยู่จริงและแน่นอน เป็นสถานที่ซึ่งพระเยซูจัดเตรียมไว้สำหรับผู้เชื่อ (ยน. ๑๔.๑-๓) ที่นั่นไม่มีเจ็บป่วย ไม่มีน้ำตา ไม่มีความเศร้าโศก (วว.๗.๑๗,๒๒.๒) ไม่มีความมืด ความบาป และไม่มีความตาย ( ๑ คร.๑๕.๒๖, วว. ๒๐.๑๔) สวรรค์เป็นสถานที่พักผ่อนฝ่ายจิตวิญญาณ มีความปลอดภัย มีความรอบรู้ (วว. ๑๔.๑๓,๒๑.๑๙-๒๑.๑ คร.๑๓.๙-๑๒) และพวกเราคริสเตียนจะพบปะสามัคคีธรรมกับผู้เชื่อ (๑ ธส. ๔.๑๓-๑๘)
-พระคัมภีร์บอกว่า ที่สวรรค์เราจะเป็นเหมือนกับพระเยซู ซึ่งเป็นสุดยอดแห่งความหวัง (ยน. ๑๒.๒๖,๑๔.๓,๑๗.๒๔,อฟ.๒.๖) “แต่เรารู้ว่าเมื่อพระองค์เสด็จมาปรากฏนั้น เราทั้งหลายจะเป็นเหมือนพระองค์” (๑ ยน.๓.๑-๓)
ชีวิตในโลกนี้ไม่แน่นอนและไม่น่าอยู่ เพราะมีแต่ความเจ็บป่วย โศกเศร้า น้ำตา ความมืดความบาป และความตาย!
สวรรค์ในโลกนี้ -พระเยซูตรัสว่า “เพื่อทุกคนที่เชื่อวางใจในพระองค์จะได้ชีวิตนิรันดร์” (ยน. ๓.๑๕)
สวรรค์มีจริงและไม่ต้องรอให้ถึงชาติหน้า! พระเจ้าทรงสัญญาว่า ผู้เชื่อทุกคนจะไม่ตกนรก แต่จะพ้นจากอำนาจของผีมารซาตาน พ้นจากความผิดบาป พ้นจากอิทธิพลของตัณหา-เนื้อหนังทั้งปวง
- ปัจจุบันเรามีชีวิตนิรันดร์แล้ว (ยน. ๓.๑๖)
-เราพบหนทางแห่งการรอดพ้นบาป (รม. ๖.๒๓)
-วันนี้เรามีสันติสุขในพระเจ้า (ยน. ๑๔.๒๗, รม. ๕.๑)
-ชีวิตของเราได้รับการเปลี่ยนแปลงใหม่แล้ว (๒ คร. ๕.๑๗)
-เรามีชีวิตใหม่ “จิตวิญญาณของท่านเปลี่ยนใหม่ สวมสภาพใหม่ ทรงสร้างขึ้นใหม่ตามแบบอย่างพระเจ้า ในความชอบธรรมและความบริสุทธิ์ที่แท้จริง” (อฟ. ๔.๒๓-๒๔)
-พระเจ้าทรงสถิตอยู่กับเรา และอวยพระพรให้ชีวิตของเราก้าวหน้าและประสบความสำเร็จ ในการเรียน การงาน ครอบครัว และงานรับใช้ในคริสตจักร
จะพบไข่มุกได้อย่างไร?
“แผ่นดินสวรรค์เปรียบเหมือนพ่อค้าที่ออกไปหาไข่มุกอย่างดี” (ข้อ ๔๕)
ไข่มุกคือเม็ดที่เกิดจากการจับตัวเป็นก้อนในปากของหอยมุก คนญี่ปุ่นผลิตไข่มุกโดยเอาก้อนกรวดใส่ลงในปากของมันและเลี้ยงไว้ในกระชังริมทะเล (บทเรียนจากหอยมุก : ชีวิตที่ผ่านความทุกข์ยากลำบากนั้นมีค่ามาก) ไข่มุกเม็ดใหญ่และน้ำงามมีราคาประเมินค่าไม่ได้ คลีโอพัตราราชินีแห่งอียิปต์มีไข่มุกเม็ดใหญ่ สวยงามมากและมีราคาแพงระยับ ประเทศที่มีไข่มุกดีคือแถบทะเลแดง อ่าวเปอร์เซีย อียิปต์และอังกฤษ
ขอให้สังเกตคำตรัสของพระเยซูตรัสที่ว่า ไข่มุกอย่างดี นั่นหมายถึงมีไข่มุกเทียมหรือพลาสติก มีอย่างไม่ดีและอย่างพอใช้ได้
(๑)การเสาะแสวงหา พ่อค้าคนนี้ออกไปหาไข่มุก วิลเลียม บาร์คเล่ย์นักศาสนศาสตร์และนักเขียนคริสเตียนที่มีชื่อเสียงกล่าวว่า “เป็นไปไม่ได้ที่จะพบกับไข่มุกโดยบังเอิญ จะพบได้โดยออกไปเสาะแสวงหาเท่านั้น”
ในพระคัมภีร์มีตัวอย่างของคนที่เสาะหา คือ ในยอห์นบทที่ ๓ ชายคนหนึ่งชื่อนิโคเดมัสเป็นนักศาสนาได้ไปหาพระเยซูในเวลากลางคืนและสนทนากับพระองค์เป็นเวลานานเรื่องการบังเกิดใหม่และแผ่นดินสวรรค์ มาร์ติน ลูเธอร์นักคิดนักเขียนและนักปฏิรูปศาสนา ได้เดินทางไปแสวงบุญที่นครวาติกัน ท่านเสาะแสวงหาความรอด ด้วยการคุกเข่าลงและจูบบันไดพระวิหารทีละขั้นๆและต่อมามาร์ตินพบความจริงจากพระวจนะของพระเจ้าว่า ความรอดมาโดยทางพระคุณเพราะความเชื่อเท่านั้น (รม. ๑.๑๗)
เรื่องตัวอย่าง มีเรื่องเล่าว่า ที่โรงเตี๊ยมแห่งหนึ่ง โจรกับพ่อค้าอัญมณีเดินทางมาจากคนละเมือง แต่บังเอิญห้องพักเต็มหมด ทั้งสองคนจึงจำต้องพักในห้องเดียวกัน โจรสืบทราบว่าพ่อค้ามีไข่มุกราคาแพง จึงพยายามที่จะขโมยตอนที่พ่อค้าออกไปกินอาหาร สองวันผ่านไปโจรไม่ได้พบไข่มุกล้ำค่านั้นเลย
ก่อนจากกัน โจรได้ถามพ่อค้าว่า “ข้ารู้ว่าเจ้ามีไข่มุกล้ำค่าติดตัวมาด้วย แต่ข้าค้นหาเท่าไหร่ๆก็ไม่พบ เจ้าต้องซ่อนมันไว้อย่างมิดชิดแน่?”
พ่อค้ายิ้มและตอบก่อนที่จะลาจากกันว่า “ก็ตอนที่เจ้าเข้าห้องน้ำ ข้าก็แอบเอาซ่อนมันไว้ที่ใต้หมอนของเจ้านั่นแหละ!”
โจร “???!!”
ยอมลงทุน พระคัมภีร์บอกถึงชายนักธุรกิจคนนี้ว่า “เมื่อเขาพบไข่มุกเม็ดหนึ่งมีค่ามาก ก็ไปขายสิ่งสารพัดที่เขามีอยู่ และไปซื้อไข่มุกนั้น” (ข้อ ๔๖) ข้อคิดสำหรับผู้คนยุคปัจจุบัน คือ การจะได้สิ่งที่มีค่ามากที่สุดจะต้องมีการเสียสละ และ “ลงทุน” ด้วยทั้งหมดของชีวิต
พระเยซูคริสต์และชีวิตนิรันดร์เป็นสิ่งที่ประเสริฐเลิศ!
คุณกล้าไหมที่จะทุ่มทุน(ชีวิต)ทั้งหมดที่มีอยู่เพื่อจะได้พระองค์?
สิ่งที่พ่อคนนี้ต้องหยุดและชั่งใจคือ เขาจะต้องสละของเก่าเพื่อจะได้ของใหม่ “ไปขายสิ่งสารพัดที่มีอยู่” (ข้อ ๔๖) ไม่ใช่ขายบางอย่าง แต่ต้อง “กล้าได้กล้าเสีย”
เรื่องตัวอย่าง ชายหนุ่มคนหนึ่งไปหลงรักสาวงามในหมู่บ้าน เขารู้ว่ามีหลายคนหมายปองและมารุมจีบ
ดังนั้น เขาจึงยอมทุ่มเทเวลามาพบเธอทั้งเช้าทั้งเย็น ซื้อของมาฝากพ่อแม่และญาติพี่น้องของเธอ จัดรถตู้มารับทั้งครอบครัวไปเที่ยวชายทะเล ซื้อของขวัญ(สร้อยคอ สร้อยข้อมือ นาฬิกา แหวนเพชร) มาฝากสาวคนรัก
ทุกวันเขาจะพูดและแสดงให้เธอเห็นถึงความรัก ความจริงใจ และความมุ่งมาดปรารถนาที่จะร่วมชีวิตกับเธอตลอดไป
สรุป
ขอให้เราดูความแตกต่างระหว่างชายสองคนในพระคัมภีร์ คนแรกคือเศรษฐีหนุ่มใจร้อนรน ที่มาหาพระเยซูและถามพระองค์ว่า ทำอย่างไรจึงจะได้ชีวิตนิรันดร์ เมื่อได้รับคำตอบประการแรกว่า ให้ถือรักษาบัญญัติของศีลธรรมอันดีงามไว้ เขาตอบด้วยใบหน้ายิ้มแย้มแจ่มใสว่า “ข้าพระองค์ถือรักษาไว้ครบหมดแล้ว” (และคิดว่าเพียงพอแล้วที่จะได้รับความรอด)
แต่พระเยซูตรัสบอกประการที่สองแก่เขาว่า “จงไปขายทรัพย์สมบัติทั้งหมดและแจกจ่ายแก่คนยากจน
แล้วติดตามมาเป็นสาวกของเรา” พระคัมภีร์บันทึกว่า “พอชายหนุ่มได้ยินดังนั้น ก็มีใบหน้าโศกเศร้าและเดินคอตกจากไป”(มธ. ๑๙.๑๖-๒๒) ทำไมเขาจึงไม่ได้รับความรอด? คำตอบง่ายนิดเดียวคือ “ไม่กล้าทุ่มเทชีวิตเพื่อพระเยซู”
คนที่สองชื่อศักเคียส เขาเป็นคนเก็บภาษีซึ่งในสายตาของชาวยิวถือว่าเป็นคนบาป น่าขยะแขยงและควรหลีกให้ไกล พระคัมภีร์บอกว่า วันหนึ่งพระเยซูเสด็จมาตามทาง ศักเคียสทราบข่าวและอยากเห็นพระองค์ แต่เขาเป็นคนเตี้ยม่อต้อ จึงวิ่งไปขึ้นต้นมะเดื่อ พอพระเยซูเสด็จมาถึงก็ทรงแหงนหน้าขึ้นไปมองและตรัสเรียกว่า “ศักเคียสเอ๋ย จงรีบลงมาเถิด เพราะวันนี้เราจะพักอยู่ในตึกของท่าน”
ศักเคียสได้จดงานเลี้ยงฉลองที่บ้านและเชิญเพื่อนๆซึ่งเป็นคนผิดคนบาปมาร่วมรับประทานและสนทนากับพระเยซูด้วย ตอนหนึ่งเขาทูลพระองค์ว่า “ดูเถิด พระเจ้าข้า ทรัพย์สิ่งของของข้าพระองค์ ข้าพระองค์ยอมให้คนอนาถากึ่งหนึ่ง” (ลก. ๑๙.๑-๑๐)
พระเยซูตรัสว่า ใครที่ต้องการจะได้แผ่นดินสวรรค์นั้น เขาจะต้องลงทุนลงแรงอย่างมหาศาล “คนที่ใจร้อนรนก็แย่งชิงเอาไปได้” (มธ. ๑๑.๑๒)
เรื่องตัวอย่างสุดท้าย ปีนี้ผมและภรรยามีโอกาสไปร่วมฉลองเทศกาล “ขอบพระคุณพระเจ้า” (ในวันพฤหัส ๒๗ พฤศจิกายน) ที่คริสตจักรไทยที่ ๑ เพรสไบทีเรียน เมืองโควีน่า รัฐแคลิฟอร์เนีย มีสมาชิกบางท่านได้ชวนเราว่า ในเช้าวันศุกร์ไปซื้อของราคาถูกด้วยกันที่ห้างวอลด์มาร์ท แต่เสียดายที่เราไม่มีเวลาพอ
ทีวีได้รายงานข่าวในช่วงสายๆของวันนั้นว่า ที่ประเทศอังกฤษมีคนจำนวนมากมารออยู่ที่หน้าห้างวอลด์มาร์ทตั้งแต่เช้าตรู่ เพื่อแย่งเข้าไปชิงซื้อของราคาถูก(เหมือนได้เปล่า) แต่มีเรื่องน่าเศร้าเกิดขึ้นคือ เจ้าหน้าที่ของห้างที่มาเปิดประตูถูกเหยียบจนตาย เพราะฝูงชนทะลักเข้ามา
ผมคิดถึงปีใหม่นี้ พระเจ้าทรงประทานความรอด ความรัก สันติสุข ความสำเร็จ ชีวิตที่ดีเยี่ยมและความเจริญรุ่งเรืองมาทางพระเยซูคริสต์ (เป็นของประทานฟรีๆ) ไม่ต้องรอเวลา แต่ทุกคนสามารถรับเอาได้เป็นส่วนตัวเดี๋ยวนี้เลย.
Read More
สำแดงพระสิริ
ยน. ๒.๑-๑๒
คำนำ
เหตุการณ์ในพระคัมภีร์ตอนนี้เป็นช่วงเวลาที่พระเยซูทรงเริ่มต้นพระราชกิจ ภายหลังจากถูกทดลองในถิ่นทุรกันดาร ๔๐ วัน ๔๐ คืน และได้ทรงเลือกสาวกพวกแรกจำนวน ๑๒ คน จากนั้นพระองค์เสด็จไปที่แคว้นกาลิลีใช้เวลาอยู่ที่นั่นในการเทศนาสั่งสอนประมาณ ๓ เดือน
แม้ว่าพระเยซูเป็นพระเจ้า (พระมาซีฮาห์ – ผู้ถูกเจิมตั้งไว้เป็นกษัตริย์) “พระผู้ช่วยให้รอด” แต่เราจะเห็นว่าพระองค์เป็น “คนติดดิน” เข้าถึงรากหญ้า เข้ากับคนในสังคมทั่วไปได้อย่างสนิทใจ ไม่เหมือนนักการเมืองบางคนที่สร้างภาพ นุ่งผ้าขาวม้า ถือขัน อาบน้ำในตุ่มและนอนกางมุ้งในที่ศาลาวัด หรือลงไปดำนากับชาวบ้าน หรือนั่งรถอีแต๋นเพื่อให้นักข่าวถ่ายรูป
พระเยซูอยู่ในโลก
“วันที่สามมีงานสมรสที่หมู่บ้านคานาแคว้นกาลิลี และมารดาของพระเยซูก็อยู่ที่นั่น พระเยซูและสาวกของพระองค์ได้รับเชิญไปในงานนั้น” (ข้อ ๑-๒)
พระเยซูชอบไปงานแต่งงาน ชอบไปบ้านคนที่เจ็บป่วย หรือสถานที่คนผิดบาปอยู่ ชอบไปงานเลี้ยง งานศพ งานฉลองพระวิหาร และพิธีกรรมทางศาสนา ฯลฯ ทรงมีจุดประสงค์ที่แน่นอนคือ “เพื่อสำแดงพระเจ้า ประกาศข่าวดีแห่งความรอดพ้นบาป” ผู้คนจะสังเกตเห็นพระองค์ได้อย่างชัดเจนว่า ไม่เหมือนกับคนอื่น
ข้อคิด : คริสเตียนอยู่ในโลก แต่โลกไม่ได้อยู่ในคริสเตียน เหมือน “เรือที่อยู่ในน้ำ แต่น้ำไม่ได้อยู่ในเรือ” (มีผู้เชื่อหลายคนเป็นเหมือนเรือที่จมอยู่ในน้ำ คือลุยตามกระแสของสังคม จนแยกไม่ออกว่าไหนเป็นคนของพระเจ้าและไหนมาเป็นคนของมารซาตาน!)
เวลายังมาไม่ถึง
“เมื่อเหล้าองุ่นหมดแล้ว มารดาของพระเยซูทูลพระองค์ว่า เขาไม่มีเหล้าองุ่น พระเยซูตรัสกับนางว่า หญิงเอ๋ยให้เป็นธุระของข้าพเจ้าเถิด เวลาของข้าพเจ้ายังมาถึงไม่ถึง มารดาของพระองค์จึงบอกพวกคนใช้ว่า จงกระทำตามที่ท่านสั่งเจ้าเถิด” (ข้อ ๓-๕)
พระคัมภีร์ตอนนี้แสดงให้เราเห็นว่า ประการแรก เจ้าภาพคงจะเป็นญาติของพระเยซู เพราะนางมารีย์เป็นแม่งาน ประการที่สอง มีแขกที่ได้รับเชิญมาเยอะมาก จนกระทั่งเครื่องดื่มไม่พอ มารีย์คงจะกระวนกระวายใจมากที่ “เจ้าภาพเสียหน้า” - คนไทยจัดงานเลี้ยงโดยมีความคิดว่า “ของเหลือดีกว่าขาด”
บทเรียน พระเยซูไม่ใช่เป็นคนชอบ “โชว์” ถึงเวลาที่ต้องแสดงแล้ว ผู้คนจะได้เห็นความยิ่งใหญ่ของฉันเสียที ยืนขึ้นกลางงานและประกาศว่า “พี่น้องทั้งหลาย จงมองดูนี่ ข้าพเจ้าจะสำแดงการอัศจรรย์ เปลี่ยนน้ำเปล่าให้เป็นเหล้าองุ่น” ตัวอย่าง : อาจารย์ท่านหนึ่งที่พระคริสตธรรมพะเยาได้อวดอ้างว่า ตนเองร้องเพลงและสามารถขับผีออกได้, และเมื่อหลายปีก่อนมีนักเทศน์จากอเมริกาท่านหนึ่งมาเทศนาและประกาศเพื่อรักษาโรคทุกชนิดที่กาดเชิงดอย เชียงใหม่
พระเยซูมีเวลาของตนเอง ที่ทรงกำหนดไว้แล้ว ไม่มีมนุษย์คนใดจะบังคับพระองค์ได้ เพลงสั้นคริสเตียน
เพลงหนึ่งชื่อ “ในเวลาของพระเจ้า” – บทเรียนจากเรื่องนี้คือ พวกเราคริสเตียนทุกคนก็อยู่ในเวลาของพระเยซูเช่นกัน
การอัศจรรย์
“มีโอ่งหินตั้งที่นั่นหกใบตามธรรมเนียมการชำระของชาวยิว จุน้ำโอ่งละสี่ห้าถัง พระเยซูตรัสสั่งเขาว่า จงตักน้ำใส่โอ่งให้เต็มเถิด แล้วเขาก็ตักน้ำเต็มโอ่งเสมอปาก แล้วพระองค์ตรัสสั่งเขาว่า จงตักเอาไปให้เจ้าภาพชิมเถิด เขาก็เอาไปให้ เมื่อเจ้าภาพชิมน้ำที่กลายเป็นเหล้าองุ่นแล้ว และไม่รู้มาจากไหน(แต่คนใช้ที่ตักน้ำนั้นรู้) เจ้าภาพจึงเรียกเจ้าบ่าวมา และพูดกับเขาว่า ใครๆเขาก็เอาเหล้าองุ่นอย่างดีมาให้ก่อน แต่ท่านเก็บเหล้าองุ่นอย่างดีไว้จนถึงบัดนี้” (ข้อ ๖-๑๐)
จะเห็นว่าเจ้าภาพคนนี้จู้จี้ขี้บ่น แทนที่จะขอบคุณเจ้าบ่าวกลับต่อว่าเสียอีกแน่ะ – บางครั้งพวกเราก็เหมือนกันใช่ไหม?
บทเรียน : โอ่งหินและน้ำที่ตักใส่เป็นน้ำธรรมดา ไม่มีคนสนใจแต่เมื่ออยู่ในมือของพระเยซู การเปลี่ยนแปลงก็เกิดขึ้น ข้อสังเกต พระเยซูไม่ได้ทำให้สิ่งที่มีคุณค่ามีคุณค่ายิ่งขึ้น (เช่นทำน้ำองุ่นเกรดC ให้เป็นเกรดA) แต่ทำให้สิ่งที่ไม่มีค่าเลยเป็นสิ่งที่มีค่าที่สุด (คือทำสิ่งที่ไม่มีเกรดให้มีเกรด)
คำถาม มีคริสเตียนกี่คนที่นี่ในอดีตเคยทำเหมือนชาวโลกทั่วไป ทำผิดบาป ขี้เหล้าเมายา คดโกงชั่วร้ายคอรัปชั่น ใช้ชีวิตตามทางของมารซาตานและวิญญาณชั่ว ชีวิตไม่มีคุณค่าอะไร แต่เดี๋ยวนี้พระเจ้าทรงเปลี่ยนให้เป็นน้ำองุ่นชั้นเลิศ
คำหนุนใจ : ขอบพระคุณพระเจ้าที่พวกเราเป็น “น้ำองุ่นดี” ที่พระเจ้าเก็บไว้จนถึงบัดนี้
จุดประสงค์ของพระเยซู
“นี่เป็นการกระทำอันหมายสำคัญครั้งแรกของพระเยซู ทรงกระทำที่บ้านคานาแคว้นกาลิลี และได้ทรงสำแดงพระสิริของพระองค์ และสาวกของพระองค์ก็ได้ไว้วางใจในพระองค์” (ข้อ ๑๑) จะเห็นในพระคัมภีร์ตอนนี้อย่างชัดเจนว่า พระเยซูไม่ได้กระทำการอัศจรรย์เพื่อคนจะตื่นเต้นและปรบมือ
๑) การอัศจรรย์ของพระเยซูเพื่อจะสำแดงให้คนได้เห็นพระสิริ คือ พระรัศมีภาพ ความยิ่งใหญ่ ความเป็นพระเจ้าของพระองค์เอง
๒) การอัศจรรย์เพื่อพวกสาวกจะได้เชื่อและวางใจในพระองค์ “พระเจ้าต้องอัศจรรย์ ถ้าพระเจ้าไม่อัศจรรย์ก็ไม่ใช่พระเจ้า” (จริงไหม?) การอัศจรรย์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดก็คือ ชีวิตของคนๆหนึ่งที่ได้รับการเปลี่ยนแปลงใหม่อย่างสิ้นเชิง” (๒ คร. ๕.๑๗)
สรุป
- พระเยซูคริสต์ทรงเป็นตัวอย่างในการสร้างความสัมพันธ์กับคนอื่น
- พระองค์ทรงอยู่กับคนระดับรากหญ้า (แม้ว่าพระองค์ทรงเป็นไฮโซ – พระเจ้า “แต่ไม่ทรงถือว่าเป็นสิ่งที่ต้องยึดถือ แต่กลับทรงสละ รับสภาพทาสถือกำเนิดเป็นมนุษย์” ฟป. ๒.๖-๗)
- จุดประสงค์ ๒ ประการคือ หนึ่ง ทุกอย่างที่กระทำเพื่อสำแดงถึงพระเกียรติและความยิ่งของพระเจ้า สอง เพื่อจะนำคนอื่นมาเชื่อวางใจในพระเยซูคริสต์
Read More
โครงร่างคำเทศนา-ธวัช เย็นใจ
พัฒนาความรัก-ความเชื่อ
ฟม. ๓-๑๐
คำนำ
ดังที่ได้ทราบแล้วว่า พระธรรมฟีเลโมนเป็นจดหมายที่เปาโลเขียนไปถึงเพื่อคนหนึ่งชื่อฟีเลโมน เพื่อจะพูดถึงเรื่องสำคัญเกี่ยวกับทาสคนหนึ่งชื่อ “โอเนซิมัส” ที่ได้ขโมยของและหนีไปจากฟีเลโมน และโอเนสิมัสได้พบกับเปาโลที่กรุงโรม ท่านได้นำเด็กหนุ่มคนนี้กลับใจเสียใหม่ ต้อนรับพระเยซูเป็นพระผู้ช่วยให้รอด และฟูมฟักในฝ่ายจิตวิญญาณให้เจริญเติบโตขึ้น แล้วตั้งใจจะส่งเขากลับไปหานายเก่าพร้อมกับคำรับรองอย่างแข็งขัน
ขื่อของ Onesimus ในภาษากรีก “โอเนซิมอส” (Onesimos) แปลว่า “เป็นประโยชน์” (profitable) ซึ่งแต่ก่อนโน้นเป็นคนที่ไม่มีคุณค่าอะไร เป็นเพียงแค่ทาสที่ขโมยของนายและหนีมา แต่เดี๋ยวนี้เขาได้รับการเปลี่ยนแปลงชีวิตใหม่ มีพระเยซูคริสต์เป็นพระผู้ช่วยให้รอดแล้ว เขากลายเป็นบุคคลที่มีคุณประโยชน์อย่างมหาศาลในพระราชกิจของพระองค์
ข้อคิด : ใครที่อยู่ในพระเยซูคริสต์ คนนั้นเป็นคนที่มีคุณและประโยชน์อย่างยิ่ง!
เปาโลกล่าวชมเชย
“ข้าพเจ้าขอบพระคุณพระผู้เป็นเจ้าของข้าพเจ้าเสมอ คือเมื่อระลึกถึงท่านเมื่ออธิษฐาน” (ข้อ ๔) ก่อนที่เปาโลจะพูดถึงปัญหาใหญ่และหนัก ท่านเริ่มต้นด้วยกล่าวถึงสิ่งที่ดี(แง่บวก)“ชมเชยฟีเลโมน”
๑ ขอบพระคุณพระเจ้าเมื่ออธิษฐาน
พระคัมภีร์สอนเราว่า “จงอธิษฐานอย่างสม่ำเสมอ และขอบพระคุณพระเจ้าในทุกกรณี” (๑ ธส. ๕.๑๗-๑๘) ทุกๆวันคริสเตียนเราควรจะมีชีวิตอยู่ด้วยการอธิษฐานและมองเห็นในส่วนดี(แง่บวก)อยู่เสมอ มองเห็นกุหลาบหรือมองเห็นหนาม มองเห็นน้ำตกหรือมองเห็นทางที่ขรุขระ ฯลฯ แน่นอน อะไรที่เรามองนานๆจะเห็นจุดบกพร่อง! เช่น สามีกับภรรยา
บทเรียน : เปาโลเป็นนักอธิษฐานและขอบพระคุณพระเจ้า เราคริสเตียนทุกวันนี้ก็เช่นกัน
๒ ความรักและความเชื่อ
“เพราะข้าพเจ้าได้ยินถึงความรักและความเชื่อของท่าน ที่มีต่อพระเยซูเจ้าและต่อบรรดาธรรมิกชน” (ข้อ ๕) ในภาษากรีกคือ “อากาพาว” (agapao-ความรักแท้จากเบื้องบนสวรรค์) และ “พิสติส” (pistis) คือความไว้วางใจ
ความรักและความเชื่อ สองอย่างนี้เป็นเหมือนกับรางรถไฟแห่งจิตวิญญาณ หลายคนตอนแรกชีวิตแล่นไปอย่างราบรื่น แต่ยิ่งนานวันความรักเริ่มน้อยลง(มีแต่คำตำหนิ และขี้บ่นมากขึ้น) ความเชื่อเริ่มหดหาย (พึ่งตนเองมากขึ้น) ชีวิตคริสเตียนหลายคนจึงประสบอุบัติเหตุ
ตัวอย่าง ปี ๒๕๒๙ ได้เกิดอุบัติเหตุที่กรุงเทพฯ มีรถไฟ ๖ โบกี้แล่นจากบางซื่อพุ่งชนสถานีหัวลำโพง ทำให้มีคนตาย ๔ คน และเสียหายมูลค่านับล้านบาท จากการสอบสวนพบว่า อุบัติเหตุเกิดขึ้นเพราะเพราะรถไฟไม่มีคนขับ
ข้อคิด : ในชีวิตของมนุษย์เรา ถ้าไม่มีผู้ถือบังเหียนแห่งชีวิต อาจจะเกิดอุบัติฝ่ายจิตวิญญาณได้อย่างง่ายดาย ดังนั้น วิธีปลอดภัยที่สุดคือ มอบกายถวายชีวิตแด่พระเยซู และยอมให้พระองค์เป็นผู้นำชีวิตของเรา
๓ พัฒนาความเชื่อและความรัก
“ขอให้การที่ท่านเชื่อร่วมกับพวกเรานั้น จงเพิ่มพูนความรู้ในการดีทั้งปวง” (ข้อ ๖) ความเชื่อที่แท้จริง
จะต้องมีการพัฒนาขึ้น ภาษาเดิมคือ “เอนเออร์เกส” (energes) หมายถึงเกิดผล เพิ่มพูนและมีพนานุภาพมากขึ้น ยังจำได้ไหม?พระเยซูตรัสอุปมาเรื่อง ความเชื่อเป็นเหมือน “เมล็ดพืช” (มธ. ๑๓.๑-๒๓) ที่เพาะลงไปในดิน ค่อยๆงอกขึ้นมาเป็นต้นอ่อน แตกกิ่งก้านสาขาและมีดอกมีผล พระองค์ตรัสถึงดิน ๔ ชนิด คือ ดินที่แข็ง (ไม่เกิดผล) ดินที่มีหนาม(ไม่งอกงาม) ดินที่มีหินมาก(ถูกปกคลุม)และดินดีเกิดผลร้อยเท่า – บทเรียน : จิตใจของคุณเป็นดินประเภทไหน? ขอพระเจ้าช่วยให้ความเชื่อของเราเพิ่มพูนขึ้นและประกอบการดีฝ่ายจิตวิญญาณเพื่อถวายเกียรติแด่พระเจ้า!
เปาโลบอกแก่ฟีเลโมนว่า “น้องเอ๋ย ความรักของท่านทำให้เรามีความยินดีและเป็นสุขอย่างยิ่ง จิตใจของบรรดาธรรมิกชนก็แช่มชื่นขึ้น” (ข้อ ๗) ขอสังเกตสามคำที่เปาโลกล่าว (๑) ความยินดี คือชอบใจและดีใจ (๒) เป็นสุข คือความสบายและความสำราญ (๓) ความแช่มชื่น คือสดใสและชื่นบาน
ในชีวิตคริสเตียนของเราควรจะมีคนอยู่ ๓ อย่างนี้
คำร้องขอด้วยความรัก
“เหตุฉะนั้น แม้ว่าโดยพระเยซูคริสต์ ข้าพเจ้ามีใจกล้าที่จะสั่งให้ท่านทำในสิ่งที่ควรกระทำได้ แต่เพราะเห็นแก่ความรัก ข้าพเจ้าคิดว่าขอร้องท่านดีกว่า ข้าพเจ้าเปาโลผู้เป็นทูตของพระเยซูคริสต์ บัดนี้ข้าพเจ้าถูกจองจำเพื่อพระองค์ด้วย ข้าพเจ้าขอร้องท่านเรื่องโอเนซิมัสลูกของข้าพเจ้า” (ข้อ ๘-๑๐)
๑ ขอร้องดีกว่าออกคำสั่ง
เปาโลมีตำแหน่งเป็นอัครทูต มีอำนาจเด็ดขาดในการสั่งคริสตจักรทุกแห่งและคริสเตียนทุกคน แต่ท่านไม่ยอมใช้อำนาจนั้นด้วยการชี้นิ้ว กลับใช้วิธีการ “ขอร้อง” (parakaleo หมายถึง อยู่เคียงข้าง ช่วยเหลือ วิงวอน ขอร้องขอความช่วยเหลือ และไหว้วาน)
มีภาษิตโบราณบอกว่า “ถ้าคุณอยากได้น้ำผึ้ง ก็อย่าเตะรวงผึ้ง”
๒ โอเนซิมัส “ลูกของข้าพเจ้า”
เปาโลบอกแก่ฟีเลโมนผู้เป็นนายทาสว่า ทาสของคุณนั้นได้มารับเชื่อในพระเยซูคริสต์แล้ว แต่ก่อนเขาเป็นลูกแห่งการขโมย (ลักทรัพย์) หนีมา แต่เดี๋ยวนี้เขาเป็นลูกของพระเจ้าแล้ว และเป็น “ลูกฝ่ายวิญญาณของข้าพเจ้าด้วย” ที่เป็นประโยชน์อย่างยิ่ง เรามีพระเจ้าเดียว จิตใจเดียว โบสถ์เดียว งานรับใช้เดียวกัน และรับพระพรเดียวกัน!
ความจริง : ลูกของใครก็จะเป็นเหมือนคนนั้น รูปร่าง หน้าตา นิสัยใจคอ ถ่ายทอดทางพันธุกรรม คนไทยว่า “จะดูวัวให้ดูหาง จะดูนางให้ดูแม่ จะดูให้แน่ต้องดูถึงยาย” ทางฝ่ายจิตวิญญาณคุณเป็นลูกของใคร? ลูกของมารซาตาน ผี โลกนี้ ดารา การ์ตูน ตู้เกมส์ เงิน หรือเป็นลูกของพระเจ้า? จะรู้ได้อย่างไร?
บิดาแห่งความเชื่อ
“ข้าพเจ้าได้เป็นบิดาของเขา เมื่อข้าพเจ้าถูกจองจำอยู่” (ข้อ ๑๐) นั่นคือ “บิดาแห่งความเชื่อ” เป็นพ่อฝ่ายจิตวิญญาณ คริสเตียนที่รัก เราจะสามารถทำในสิ่งที่เปาโลทำได้ไหม? คือการเป็นพ่อแม่(พี่ น้อง ญาติ) ฝ่ายวิญญาณของผู้อื่น
สิ่งที่น่าแปลกก็คือ ประการแรก เปาโลอยู่ในคุกแต่เขียนจดหมายมาหนุนใจคนอยู่นอกคุก (ทว่าพวกเราอยู่นอกคุก แต่ไม่ค่อยจะหนุนใจกันและกันเท่าที่ควรใช่ไหม?) ประการที่สอง แปลก...เปาโลมีความทุกข์ยากลำบาก ขาดเสรีภาพ แต่พยายามประกาศข่าวประเสริฐและนำวิญญาณคนมารับเชื่อพระเยซู พวกเราสุขสบายและมีอิสระ กลับไม่ค่อยจะประกาศและนำวิญญาณสักเท่าไหร่ ประการที่สาม แปลก...เปาโลขาดแคลนขัดสน มีมือและเท้าล่ามด้วยโซ่ตรวน กลับ “สร้างผู้นำ” ให้แก่คริสตจักร แต่พวกเรามีทุกอย่างครบบริบูรณ์ จะสร้างและสนับสนุนผู้นำสักคนก็แสนยาก...ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น?
เพราะเปาโลมีจิตวิญญาณและน้ำใจเดียวกันกับพระเยซูคริสต์ !
สรุป
ตัวอย่าง : เรื่องน่าเศร้าของมิสไทยแลนด์เวิร์ลด ๒๐๐๕ แองจี้ อัจฉรา แมคคาย ลูกครึ่งออสเตรเลียสละตำแหน่งหลังจากได้รับมงกุฎมาเพียง ๑๐ วันเท่านั้น เพราะเธอเคยไปถ่ายภาพโป๊ เลยกลัวจะถูกเปิดโปงจึงชิงลาออกเสียก่อน (ข่าวมติชน ๒๐ กย. ๔๘)
- คริสเตียนจะต้องไวที่จะกล่าวชมเชยคนอื่น
- ใช้วิธีขอร้องแทนการออกคำสั่ง
- จงพร้อมเสมอที่เป็นเหมือนบิดาแห่งความเชื่อของคนอื่น.
Read More
โครงร่างคำเทศนา-ธวัช เย็นใจ
คนป่วยต้องการหมอ
ยอห์น ๔.๔๓-๕๔
คำนำ
พระคัมภีร์ได้บันทึกว่า พระเยซูได้เสด็จไปทั่วแคว้นยูเดีย สะมาเรียและกาลิลี ครั้งแรกไปที่หมู่บ้านคานาพระองค์ทรงทำให้งานแต่งงานมีรสชาติขึ้น(บทที่ ๒) กับได้สนทนากับนักศาสนาชื่อนิโคเดมัส พระเยซูทำให้คนดีที่สวรรค์ไม่ต้องการได้มาถึงความรอด(บทที่ ๓) พระเยซูทรงกับหญิงสะมาเรีย ทรงทำให้คนบาปที่คิดว่าตนเองชั่วร้ายมาถึงแผ่นดินของพระเจ้า (บทที่ ๔) สำหรับในพระคัมภีร์ตอนนี้ พระเยซูทำให้คนป่วยที่กำลังสิ้นหวังได้รับการรักษาให้หาย!
คำพยาน
“เพราะพระเยซูเองตรัสว่า ผู้เผยพระวจนะนั้นไม่ได้รับเกียรติในเมืองของตน” (ข้อ ๔๔)
เราอ่านพบในลูกา ๔.๒๘-๓๐ ว่า ที่เมืองนาซาเรธเป็นบ้านเกิดของพระองค์ ผู้คนไม่ได้ต้อนรับพระเยซู เมื่อพระองค์ประกาศเรื่องของชีวิตใหม่ ผู้คนในธรรมศาลาก็โกรธมาก พยายามจะผลักพระเยซูให้ตกจากหน้าผา
บทเรียนจากเรื่องนี้ ซึ่งเป็นการหนุนใจและเป็นพระพรสำหรับคริสเตียนเรา คือ
๑)เมื่อเราเจอการข่มเหง ถูกขับไล่ไสส่ง ผู้คนหรือญาติพี่น้องไม่ต้อนรับ ถูกทอดทิ้ง นั่นเป็นประสบการณ์ที่พระเยซูเคยเจอมาแล้ว เราอาจจะต้องเจอเช่นเดียวกัน เพราะ “ศิษย์ไม่ใหญ่กว่าครู” ถ้าพระเยซูคดโกงคอรัปชั่น(เหมือนนักการเมือง)ก็เป็นอีกเรื่อง แต่นี่พระองค์ทรงทำดีทุกอย่างคนกลับไม่ชอบ
๒)เราถูกทอดทิ้งก็จริง แต่ก็มีพี่น้องคริสเตียนที่จะชดเชยได้ โดยมาร่วมประชุมนมัสการที่โบสถ์ มาอธิษฐานเผื่อซึ่งกันและกัน และเข้ากลุ่มเซลสามัคคีธรรมตามบ้าน
๓)พระเยซูทรงยกโทษให้แก่ผู้ที่ต่อต้านข่มเหงและประหารชีวิตพระองค์ ที่บนไม้กางเขนนั้น พระองค์ตรัสว่า “พระบิดาเจ้าข้า ขอทรงโปรดยกโทษเขา เพราะว่าเขาไม่รู้ว่าเขาทำอะไร” (ลก. ๒๓.๓๔)
เรื่องตัวอย่าง คุณป้าสมาชิกในคริสตจักรของเราคนหนึ่ง ถูกเพื่อนบ้านดูถูกขัดขวางและเยาะเย้ย คุณป้าจึงพยายามทำดีทุกอย่าง โดยซื้ออาหารไปฝาก และช่วยถางหญ้าหน้าบ้านของเพื่อนบ้าน จนกระทั่งเขาเห็นความดีของคริสเตียนจึงยอมมาโบสถ์ด้วย และกลับใจเป็นคริสเตียนในที่สุด
๔) ลืมความเจ็บปวดนั้นเสีย เปาโลกล่าวว่า “แต่ข้าพเจ้าทำอย่างหนึ่ง คือลืมสิ่งที่ผ่านพ้นมาแล้วเสีย แล้วโน้มตัวออกไปสิ่งที่อยู่ข้างหน้า”(ฟป. ๓.๑๓) คริสเตียนที่รัก ความดีที่คนอื่นทำกับเรา-อย่าลืม แต่ความเลวที่คนอื่นทำกับเรา-อย่าจำ
ตัวอย่าง : เพื่อนสองคนเดินหลงในทะเลทราย ท่ามกลางอากาศร้อนระอุ ทั้งสองหงุดหงิดและทะเลาะกันคนแรกจึงบัลดาลโทสะตบหน้าดังเผียะ เพื่อนเมื่อถูกตบหน้าจึงก้มลงเขียนที่พื้นทรายว่า “วันนี้เพื่อนตบหน้าเรา” แล้วทั้งสองเดินทางต่อไปถึงแหล่งน้ำ(โอเอซีส)แห่งหนึ่ง เขาดีใจมากจึงกระโดดลงไป เพื่อนคนที่สองเป็นตะคริวเนื่องจากน้ำเย็นจัด เพื่อนคนแรกจึงกระโจนลงไปช่วยขึ้นมา เมื่อหายดีแล้ว เพื่อนคนที่สองจึงสลักไว้ที่ก้อนหินว่า “วันนี้เพื่อนช่วยชีวิตของเรา”
เพื่อนคนแรกแปลกใจมากจึงถามว่าทำไมจึงทำแบบนั้น เพื่อนคนที่สองตอบว่า “สิ่งเลวที่คนอื่นทำกับเราจงปล่อยให้สายลมพัดพาเอามันไปเสีย แต่สิ่งดีที่คนอื่นทำกับเรา จึงจำไว้อย่างมั่นคง เพื่อจะไม่ลืมบุญคุณของเขา"
ข้าราชการโรมัน (ข้อ ๔๖-๔๗)
“ที่เมืองคาเปอร์นาอูม มีข้าราชการคนหนึ่ง บุตรชายของท่านป่วยหนัก เมื่อได้ทราบข่าวว่า พระเยซูได้เสด็จจากแคว้นกาลิลีแล้ว จึงไปทูลอ้อนวอนพระองค์ให้เสด็จไปรักษาบุตรของตน เพราะบุตรจวนจะตายแล้ว”
๑) คำวิงวอน
ข้าราชการชาวโรมันคนนี้เดินทางมาจากเมืองคาเปอร์นาอูม (ห่างจากคานาไปทางเหนือราว ๔๐ กม.) ปัญหาหนักอกของเขาคือ ลูกชายป่วย พระคัมภีร์ใช้คำว่า “ป่วยหนัก” เข้าขั้นโคม่า “จวนจะตายแล้ว” คงจะนอนหายใจรวยรินหรือพะงาบๆอยู่ เขาทนไม่ได้ที่จะเห็นลูกชายสิ้นลมหายใจไปต่อหน้าต่อตา
“ลูกเป็นดวงใจของพ่อแม่” เป็นที่รัก เป็นความหวัง ความชื่นชมยินดี (พ่อแม่บางคนถึงกับหวังให้ลูกเป็นเสาหลักของบ้าน) ถ้าลูกป่วยไม่สบายหรือรับความทุกข์ ถ้าเป็นไปได้พ่อแม่อยากป่วยแทนและรับทุกข์นั้นแทน พระคัมภีร์บอกว่า “เขาอ้อนวอน” (ไม่ใช่บังคับ) วิงวอนขอร้อง ขอแล้วขออีก (ตัวอย่างจาก ลก. ๑๑ เพื่อนไปขอยืมขนมปังจากเพื่อนบ้านในยามวิกาล)
ไม่ทราบว่าก่อนหน้านี้ไปรักษาที่ไหนมาบ้าง? อาจจะไปหาหมอผี ยาหม้อ บ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์ หรือหาหลวงพ่อพ่นน้ำมนต์ ฯลฯ
๒) คำตอบของพระเยซู
“ถ้าพวกท่านไม่เห็นหมายสำคัญและการอัศจรรย์ ท่านก็จะไม่เชื่อ” (ข้อ ๔๘) อย่างแรกในพระคัมภีร์ตอนนี้ เป็นคำปฏิเสธกลายๆของพระเยซู อย่างที่สอง พระองค์ทรงต้องการทดสอบความตั้งใจจริงของเขา และอย่างที่สาม พระองค์ทรงต้องการทดสอบความเชื่อของเขา
จะเป็นอย่างไรถ้าข้าราชการชาวโรมันตอบว่า “โอ๊ย พระเยซูครับ อย่าเพิ่งมาพูดเรื่องหมายสำคัญหรือการอัศจรรย์เลย ตอนนี้ผมต้องการอย่างเดียวคือ ให้ลูกของผมหายป่วย ไม่ตายเท่านั้น รีบไปโดยเร็วเถอะ”
ความเชื่อของข้าราชการ
“พระเยซูตรัสกับเขาว่า กลับไปเถิด บุตรของท่านจะไม่ตาย” (ข้อ ๕๐)
๑) คำสั่งของพระเยซู
พระเยซูไม่ได้รีบตอบสนองความต้องการของข้าราชการชาวโรมัน โดยรีบพาสาวกไปที่เมืองคาเปอร์นาอูม แต่พระองค์เพียงตรัสสั้นๆเท่านั้น – สมมุติว่า ลูกของคุณป่วยหนักและพาไปหาหมอ และหมอตรวจแล้วบอกว่า ไม่เห็นเป็นอะไรนี่ กลับไปบ้านได้แล้ว คุณจะรู้สึกอย่างไร? คงจะผิดหวัง หมดหวัง บ่น ท้อแท้ใจ.....ใช่ไหม?
รายงานทางการแพทย์บอกว่า คนไข้ ๘๐ % ที่มาหาหมอ เป็นความเจ็บป่วยทางด้านจิตใจ!
๒) ความเชื่อ
“ข้าราชการผู้นั้นเชื่อพระดำรัสของพระเยซูที่ตรัสกับท่าน จึงทูลลาไป ขณะที่ท่านกลับไปนั้น พวกบ่าวของท่านได้มาพบและเรียนว่า บุตรของท่านหายแล้ว ท่านจึงถามถึงเวลาที่บุตรทุเลาขึ้น พวกบ่าวเรียนท่านว่า ไข้หายเมื่อวานนี้เวลาบ่ายโมง บิดาจึงรู้ว่าเวลานั้นเป็นเวลาที่พระเยซูตรัสว่า บุตรของท่านจะไม่ตาย” (ข้อ ๕๐-๕๓)
เราพบว่าข้าราชการผู้นี้มีความเชื่อในพระเยซูอย่างแท้จริง ซึ่งเขาไม่คิดว่าเป็น “เหตุบังเอิญ” หรือ “ฟลุ๊ค”
ความเชื่อคืออะไร? “ความแน่ใจในสิ่งที่เราหวังไว้ เป็นความรู้สึกมั่นใจว่า สิ่งที่ยังไม่เห็นนั้นมีจริง” (ฮร. ๑๑.๑) ความเชื่อคือ การไว้วางใจ, ไม่สงสัย (ตัวอย่าง : ตอนแรกเปโตรเชื่อจึงเดินบนน้ำไปหาพระเยซู แต่เมื่อสงสัยเขาก็จมลง) - คำถาม : คุณเชื่อพระเยซูกี่เปอร์เซ็นต์?
มีเพลงสั้นคริสเตียนที่ชื่อ “หมดทั้งชีวิต”
สรุป
ผลจากการที่ข้าราชการคนนี้ได้พบกับพระเยซู และการอธิษฐานทูลขอด้วยความเชื่อ
- คนป่วยได้รับการบำบัดรักษาด้วยฤทธิ์อำนาจของพระเจ้า
- เขาได้นำครอบครัวมาถึงความรอดและสันติสุขในพระเยซูคริสต์ (ข้อ ๕๓)
Read Moreบทความและคำเทศนาสำหรับผู้นำ-ธวัช เย็นใจ
พระพร ๗ ประการ
(ควันหลงตรุษจีน)
อฟ. ๑.๑-๑๔
คำนำ
พระคัมภีร์ตอนนี้มีหัวข้อ “พระพรฝ่ายวิญญาณในพระคริสต์” ในฉบับประชานิยม “เนื่องจากเราเป็นของพระเยซูคริสต์ พระองค์จึงได้อวยพรเรา ทั้งยังได้ประทานทุกสิ่งในสวรรค์ให้เรา” ขอสังเกตคำว่า “ทุกสิ่งในสวรรค์” คำถามคือ : พวกเราต้องการอะไรล่ะ? สติปัญญา, ความสุข, ความรัก, ความหวัง, ความสำเร็จ, ความรอดพ้นบาป และ ฯลฯ สิ่งเหล่านี้มีอยู่ในพระเยซูคริสต์ทั้งสิ้น
ตรุษจีนปีนี้เป็นปีกระต่าย มีคำอวยพรว่า “มั่งมีศรีสุข ร่ำรวย แข็งแรง ตลอดปี โดยเทพเจ้า ๓ องค์ คนจีนมีเทพเจ้าสามองค์ คือ ฮก ลก ซิ่ว เป็นเทพเจ้าแห่งความสุข มีโชคลาภและอายุยืน นอกจากนั้นยังมีคำทำนายว่า “คนที่เกิดในวันตรุษจีน (๓ กพ.๕๔)จะเป็นคนร่าเริง สง่าผ่าเผย เฉลียวฉลาดล้ำเลิศ”
ตัวอย่าง : เมื่อสัปดาห์ก่อนมีกระต่ายสีขาวตัวหนึ่งหลงเข้ามาอยู่ในบ้านของเรา และเราได้เลี้ยงมันไว้จนกระทั่งถึงทุกวันนี้ มีบางคนบอกว่า “โอ อาจารย์จะโชคดีแน่นอน” ผมตอบว่า ไม่ใช่ เพราะว่าชีวิตของผมไม่ได้ขึ้นกับกระต่ายหรือเทพเจ้าองค์ใด แต่ขึ้นอยู่กับพระเจ้าและพระเยซูคริสต์องค์เดียวเท่านั้น
ในพระเยซูคริสต์
อฟ. ๑.๓ เป็นข้อสรุปของพระคัมภีร์ตอนนี้ทั้งหมด “สาธุการแด่พระเจ้าแห่งพระเยซูคริสต์เจ้าของเรา ผู้โปรดประทานพระพรฝ่ายวิญญาณแก่เรานานาประการในสวรรค์สถานโดยพระคริสต์” ในฉบับWBTC บอกว่า “สรรเสริญพระบิดาของพระเยซูคริสตเจ้าของเรา พระองค์เป็นผู้ที่ได้อวยพรเรามากมายในโลกฝ่ายวิญญาณ โดยผ่านทางพระเยซูคริสต์”
ขอให้สังเกตคำว่า “พระพรมากมาย” สิ่งเหล่านี้ไม่ได้มาโดยการคิด พูด ทำ ไม่ใช่โดยทางเทพเจ้า ศาสนา โชคลาง แต่โดยทางพระเยซูคริสต์เท่านั้น
๑)พระพรฝ่ายโลกนี้
คือ เรื่องของเนื้อหนังหรือร่างกาย ข้าวของเงินทอง ทรัพย์สมบัติ สุขภาพร่างกายแข็งแรง ความสุขความเจริญในการเรียนและหน้าที่งาน ขอให้ตระหนักว่า “ไม่มีอะไรได้มาโดยไม่ต้องเสียค่า” หรือมีของฟรี ถ้าอยากเรียนจบ-ต้องขยันดูหนังสือ, อยากได้เงิน-ต้องขยันทำงานและเก็บ, อยากประสบความสำเร็จ-ต้องเสี่ยง,
ผู้รู้ท่านหนึ่งได้อธิบายคำว่า วิกฤตการณ์ ในภาษาจีนคือ “เหวย-จี” (เหวยคือความเสี่ยง, จีคือโอกาส) = โอกาสแห่งความเสี่ยงทำให้ประสบความสำเร็จ และบอกต่อไปว่า อุปสรรค ในภาษาไทย (อุปะคือใกล้, สรรคคือสวรรค์) = อุปสรรคหมายถึงใกล้ถึงสวรรค์ สำเร็จและมีความสุข
พร้อมกับยกตัวอย่างจากชีวิตของผู้พันแซนเดอร์ แห่งไก่ทอด KFC ตอนที่เขาอายุได้ ๖๕ ปีก็คิดค้นพบสูตรการทอดไก่อย่างเอร็ดอร่อย เขาได้นำผลงานแห่งการคิดค้นนี้ไปเสนอต่อที่ต่างๆ ไม่มีใครยอมรับจนกระทั่งผ่านไป ๑๐๐๘ แห่งก็ยังไม่สำเร็จ จนกระทั่งถึงแห่ง ๑๐๐๙ ก็มีคนตอบรับยอมลงทุนเผื่อผลิตไก่ทอด คำถามก็คือ “เราคริสเตียนทุกวันนี้มีความเพียรพยายามถึงขนาดนี้ไหม?”
๒)พระพรฝ่ายวิญญาณ
นั่นคือการรอดพ้นจากความผิดบาป รับความรัก มีสันติสุขที่แท้จริง และมีชีวิตนิรันดร์ในสวรรค์ ในพระธรรม อฟ. ๑.๓ บอกว่า “พระพรนานาประการในสวรรค์สถานโดยพระคริสต์” เป็นสิ่งถาวรนิรันดร์ พี่น้องคริสเตียนที่รัก ขอให้ทราบว่า เรื่องนี้สำคัญมากกว่าพระพรฝ่ายโลกนี้
พระพร ๗ ประการ
อฟ. ๑.๑-๑๔ มีพระพรของพระเจ้า ๗ ประการ ซึ่งเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นจริง มิใช่เป็นความเฟ้อฝันหรือคิดเอาเอง!
ตัวอย่าง : มีเรื่องเล่าว่า ชายสามคนต้องเผชิญกับเรือแตก และตะเกียกตะกายว่ายไปขึ้นเกาะแห่งหนึ่ง พวกเขาต้องติดอยู่ที่นั่นเป็นนานร่วมสองสัปดาห์ วันหนึ่ง ทูตสวรรค์มองเห็นเข้าก็สงสาร จึงลงมาพบและสัญญาจะให้ขอพร ๓ ประการ
คนแรกบอกทูตสวรรค์ว่า “ผมติกเกาะอยู่หลายวันคิดถึงภรรยาและลูกๆ” ทูตสวรรค์จึงดลบันดาลแว๊บ เขาก็หายไปทัน
ชายคนที่สองบอกว่า “ผมตั้งใจว่าอยากจะเที่ยวไปรอบโลก แต่พอดีเรือมาแตกเสียก่อน” ทูตสวรรค์ก็บันดาลให้เขาไปสมความปรารถนา
ส่วนชายคนที่สามบอกว่า “เราทั้งสามคนร่วมทุกข์ร่วมสุขกันมานานแล้ว เมื่อพวกเขาจากไป ผมก็เหงาและคิดถึงมาก ขอให้เขากลับมาเถอะ” ทูตสวรรค์ตอบตกลง แล้วบันดาลให้ชายทั้งสามคนกลับอยู่บนเกาะเหมือนเดิม
???!!
๑)พระพรแห่งรับการทรงเลือกไว้ :
“ในพระเยซูนั้นเราได้รับการทรงเลือก” (ข้อ ๔) แท้จริงมนุษย์ไม่มีอะไรที่สมควรให้พระเจ้าเลือก แต่ด้วยพระคุณอันยิ่งใหญ่ของพระองค์ (มองผ่านทางองค์พระเยซูคริสต์!) ๑ ปต.๒.๙-๑๐ เปโตรกล่าวว่า แต่ท่านทั้งหลายเป็นชนชาติที่พระองค์เลือกไว้แล้ว เป็นปุโรหิตหลวง เป็นชนชาติของพระองค์โดยเฉพาะ มีจุดประสงค์เพื่อให้ท่านประกาศพระบารมีของพระองค์
๒)พระพรแห่งการเป็นบุตร :
“ในพระองค์นั้นเราได้เป็นบุตรของพระเจ้า” (ข้อ ๕) เป็นการเปลี่ยนฐานะอันยิ่งใหญ่จากลูกของคนบาปไปเป็นลูกของพระเจ้าผู้บริสุทธิ์ ยน. ๑.๑๒ “ผู้ที่ต้อนรับพระเยซู เชื่อในพระองค์ก็เป็นบุตรของพระเจ้า”
๓)พระพรแห่งการเป็นที่สรรเสริญ :
“ในพระองค์นั้นเราเป็นที่สรรเสริญพระคุณอันยิ่งใหญ่และเป็นที่รัก” (ข้อ ๖) พระเจ้ารักเราขนาดไหน? ยอมตายแทนที่บนไม้กางเขน ตย. จากพระคัมภีร์เดิม ชีวิตอันน่าเศร้าของโฮเชอากับนางโกเมอร์ (ผู้นอกใจ)
๔)พระพรแห่งการไถ่บาป :
“ในพระองค์นั้นเราได้รับการไถ่บาป” (ข้อ ๗) ในศาสนาดั้งเดิมบอกว่าบาปของมนุษย์นั้นหนักกว่าฟ้า หนากว่าแผ่นดิน ไม่มีทางที่จะรอดพ้นได้ง่าย ตย. โยนแอกลงน้ำ จากนั้นสามปีปลายเต่าตาบอดไปงมหา
๕)พระพรแห่งสติปัญญา :
“พระองค์ประทานแก่เราอย่างเหลือล้น ให้มีปัญญาสุขุมและความเข้าใจ พระเจ้าทรงโปรดให้เรารู้ความล้ำลึกในพระทัยของพระองค์” (ข้อ ๙) ผมยอมรับว่าขาดแคลนสิ่งเหล่านี้มากๆ ขอจากพระเจ้า ตย. ยักษ์จินนี่, อยากเข้าใจแฟนและ, สร้างถนน / โคลง “มหาสมุทรสุดลึกล้นคณนา สายดิ่งทิ้งทอดมาหยั่ง...แต่จิตมนุษย์นี้ไซร้ยากแท้หยั่งถึง”
๖)พระพรแห่งความวางใจ :
“ในพระองค์นั้น เมื่อท่านได้ฟังสัจวาทะคือข่าวประเสริฐเรื่องความรอด และได้วางใจในพระองค์” (ข้อ ๑๓)
เปาโลบอกว่า “ความเชื่อเกิดขึ้นเพราะการได้ยิน และการได้ยินก็เพราะการประกาศพระคริสต์” (รม.๑๐.๑๗)
ผู้ที่วางใจในพระบุตรจะไม่พินาศ แต่มีชีวิตนิรันดร์
๗)พระพรแห่งการผนึกตราและมัดจำ :
“ในพระองค์นั้น...ท่านได้รับการผนึกตราไว้ด้วยพระวิญญาณบริสุทธิ์แห่งพระสัญญา เป็นการมัดจำของการรับมรดกของเรา” (ข้อ ๑๓-๑๔)
ตัวอย่าง : เมื่อไม่กี่วันมานี้มีนายแพทย์คริสเตียนคนหนึ่งทางภาคกลางของไทย ได้พยากรณ์ว่า พระเยซูจะเสด็จมาวันที่ ๒๑ พฤษภาคม ๒๐๑๑ เขากำลังบอกถึงพระสัญญาของพระเจ้าในวาระสุดท้ายกำลังจะสำเร็จ แต่น่าเสียดายที่ไม่สอดคล้องกับคำสอนของพระคัมภีร์ เพราะพระเยซูบอกว่าไม่มีใครรู้ถึงวันเวลานั้น
โปรดอ่านเรื่อง “กระแสการเสด็จกลับมาครั้งที่สองของพระเยซู” ในเว็บไซต์ www.thaisermons.com
สรุป
- พระคัมภีร์สัญญาว่า เมื่อเราเชื่อวางใจในพระเยซูคริสต์แล้ว เราจะได้รับพระพรฝ่ายโลกนี้ แต่มันขึ้นอยู่กับความตั้งใจ การเสาะแสวงหา ความอดทน เราต้องยอมรับความจริงว่า ชีวิตก็มีสองด้านเช่นเดียวกันเหรียญก็มีสองด้าน ถ้าเราอยากได้ดอกกุหลาบ ก็ต้องยอมรับหนามของมันด้วย ถ้าเราต้องการทะเล ก็ต้องยอมรับคลื่นของมันด้วย ถ้าเราต้องการความเย็นฉ่ำของฝนตก ก็ต้องยอมรับเสียงฟ้าร้องและฟ้าแลบด้วย
- พระพรฝ่ายจิตวิญญาณ ๗ ประการ (อฟ. ๑.๓-๑๔) เราคริสเตียนจะได้รับแน่นอนตามพระสัญญาของพระเจ้า (โดยไม่ต้องส่งชิ้นส่วนหรือจับฉลากหรือตอบปัญหาทางเอสเอ็มเอส).
Read More
โครงร่างคำเทศนา-ธวัช เย็นใจ
วาเลนไทน์วันแห่งความรัก
๑ คร. ๑๓.๑-๑๓
คำนำ
มีคำกล่าวว่า “ชีวิตที่ปราศจากความรัก เป็นเหมือนกับปราศจากชีวิต” (A life without love. Is no life at all)
มีโคลงโลกนิติบทหนึ่ง “ให้ท่านท่านจะให้ ตอบสนอง
นบท่านท่านจะปอง น้อมไหว้
รักท่านท่านควรครอง ความรักเรานา
สามสิ่งนี้เว้นไว้ แต่ผู้ทรชน”
หมายถึงสำหรับคนดีมีคุณธรรมมีสามสิ่งคือ การให้ การนอบน้อมถ่อมตน และความรัก แต่สำหรับคนชั่วร้ายไม่มีสิ่งเหล่านี้
พระธรรม ๑ คร. บทที่ ๑๓ เป็นสุดยอดบทเพลงแห่งความรัก ที่เปาโลได้เขียนขึ้นเพื่อคริสเตียนและทุกคนในโลกนี้ ท่านบอกว่า “แต่ท่านทั้งหลายจงแสวงหาของประทานที่ยิ่งใหญ่กว่านั้น” (๑๔.๓๑ ก.) แสดงว่ามีของประทานที่เล็ก กลางและใหญ่ใช่ไหม? ท่านบอกต่อไปว่า “และข้าพเจ้าจะแสดงทางที่ดีที่สุดแก่ท่านทั้งหลาย” (๑๔.๑๓ ข.) มีทางที่ไม่ดี ทางดีและทางที่ดีที่สุดใช่หรือไม่?
ตัวอย่าง เรื่องแรกชายคนหนึ่งชื่อเดฟ ฮอกกี้ได้พาตุ๊กตายาง(sex idol)ไปเที่ยวอังกฤษและอเมริกา โดยทิ้งภรรยาไว้ที่บ้าน เขาหมดเงินไปการนี้ถึง ๗๙๓,๖๐๐ บาท เรื่องที่สอง ชาห์จาฮานพระราชาแห่งอินเดีย ได้รักกับหญิงสาวคนหนึ่งชื่อมุมตัสมาฮัล ทั้งสองครองรักและมีลูกด้วยกัน ๑๔ คนและเธอเสียชีวิตขณะคลอดลูกคนสุดท้าย ซาห์จาฮันห์ไม่ออกมาไปพบผู้คนเป็นเวลานานสองปี พระองค์ได้สร้างปราสาท ๒๒ ปี ใช้ช่าง ๒ หมื่นคน เพื่อเป็น “อนุสาวรีย์แห่งความรัก”
สิ่งที่ดีที่สุด
๑)มนุษย์เสาะแสวงหาสิ่งที่ดี
๑ คร. ๑๓.๑-๓ บอกว่าอะไรคือสิ่งที่มนุษย์แสวงหา? สิ่งที่จะมาเติมเต็มชีวิตของเรา เช่นภาษาแปลกๆ (ประสบการณ์แปลกใหม่และน่าตื่นเต้น) การเผยพระวจนะ (รู้อย่างล้ำลึกในพระคัมภีร์) ความเชื่อแบบอัศจรรย์ ยกภูเขาได้ และการยอมเสียสละอย่างยิ่งใหญ่คือยอมเอาตัวไปเผาไฟเสีย
ตัวอย่าง : ปัจจุบันเป็นศตวรรษแห่งความเศร้า ศาสตราจารย์เจมส์ ซี โคลีแมน(James C. Coleman) แห่งมหาวิทยาลัยคาลิฟอร์เนียกล่าวว่า “ศตวรรษที่ ๑๗ เป็นศตวรรษแห่งความรุ่งเรือง ศตวรรษที่ ๑๘ เป็นศตวรรษแห่งเหตุผล ศตวรรษที่ ๑๙ เป็นศตวรรษแห่งความก้าวหน้า ศตวรรษที่ ๒๐ เป็นศตวรรษแห่งความวิตกกังวล ศตวรรษที่ ๒๑ เป็นศตวรรษแห่งความเศร้าโศก
โรคซึมเศร้า(depression) หนึ่งในสองคนเป็นโรคนี้ (ดูเรื่อง ศตวรรษแห่งความเศร้า ในหนังสือพิมพ์มติชน)
๒)ความรัก
พระคัมภีร์บทนี้กล่าวถึงความรัก ซึ่งเป็นนามธรรม ความรักไม่มีเพศ ไม่มีช่วงเวลา และความรักไม่มีอายุ ในภาษากรีกว่า agape (ซึ่งแบ่งออกเป็น ๔ ชนิดด้วยกัน) ในภาษาอังกฤษคือ love, charity คนไทยเรามักมีทัศนะคติทางลบต่อความรัก มีคำพูดว่า “ความรักเหมือนโคถึก” “ความรักทำให้ตาบอด” “คิดจะรักต้องลืมคำว่าเสียใจ”
ความรักในทางบวก
พระธรรม ๑ คร. ๑๓.๔-๗ เปาโลบอกถึงคุณสมบัติของความรัก
๑. ความรักนั้นก็อดทนนาน-ในภาษากรีกมีความหมาย “อดทนด้วยความทุกข์นาน” (ไม่สิ้นสุดเหมือนพระเยซู)
ยอมรับทั้งสิ่งที่ดีและสิ่งที่ไม่ดีของคนอื่น กุหลาบมีหนาม ทะเลสวยมีสียงคลื่น ฝนตกมีฟ้าร้องฟ้าผ่า
ตัวอย่าง : เรื่องพระราชากับศรีธนนทชัย ทรงให้ทหาร ๗ คนไปอึใส่บ้าน และถูกไล่ตีกระเจิง
๒. ความรักกระทำคุณให้-ตอบแทนในทางที่ดีอยู่เสมอ
๓. ชื่นชมยินดีเมื่อประพฤติชอบ-ชมเชยคนอื่นเมื่อเขาทำความดี “หาคำพูดที่ดีหนึ่งคำต่อหนึ่งวันที่จะบอกแก่คนอื่น”
๔.ความรักทนได้ทุกอย่าง-ไม่มีอะไรที่ความรักทนไม่ได้
๔.เชื่อในส่วนดีของเขาอยู่เสมอ-แม้ว่าส่วนเสียจะมีเยอะกว่าส่วนดี สามีคนหนึ่งพูดว่า “ภรรยามีความผิดหลายอย่าง แต่สามีมีความผิดเพียงสามอย่างคือสิ่งที่เขาคิด สิ่งที่เขาพูดและสิ่งที่เขาทำ! “
๕.ความรักมีความหวังอยู่เสมอ
๖. ความรักไม่มีวันสูญสิ้น-ทุกอย่างจะต้องจบสิ้นในโลกนี้
ข้อคิด : เราทุกคนต้องตรวจสอบชีวิตของเรา มีความรักในทางสร้างสรรค์ดังแบบที่พระคัมภีร์กล่าวถึงนี้ไหม?
ความรักทางลบ
๑)ความรักไม่อิจฉา – อาการอยากเห็นคนอื่นได้ดีกว่าตน หรือเห็นคนอื่นล้ำหน้าแล้วทนไม่ได้
๒)ความรักไม่อวดตัว-ยกตนเองขึ้นและข่มอีกฝ่ายหนึ่งลง
๓)ความรักไม่หยิ่งผยอง-คล้ายคลึงกันอวดตัว แต่มีอาการหนักกว่า
๔)ความรักไม่หยาบคาย-ตามธรรมดาไม่ค่อยแสดงออก จนกว่าจะมีอารมณ์โกรธหรือไม่พอใจ
๕)ความรักไม่เห็นแก่ตนเองฝ่ายเดียว-คิดถึงคนอื่นเสมอ
๖)ความรักไม่ฉุนเฉียว-ไม่เป็นคนอารมณ์บูดง่าย
๗)ความรักไม่ช่างจดจำความผิด-ความเลวของคนอื่นเขียนไว้บนทราย ส่วนความดีสลักไว้บนศิลา
ตัวอย่าง : ชายสองคนหลงในทะเลทราย
๘)ความรักไม่ชื่นชมยินดีเมื่อมีการประพฤติผิด-ไม่เกรงใจและปล่อยเลยตามเลย
ตัวอย่าง : ชายสามคนมาเยือนครอบครัวหนึ่ง ชื่อคุณสำเร็จ คุณสมบัติ และคุณสุดรัก ผู้เป็นพ่อให้เชิญคนแรกเพราะชีวิตการงานของตนไม่ค่อยประสบความสำเร็จ ส่วนภรรยาอยากได้เงินทองเพราะมีภาระค่าใช้จ่ายในครอบครัวเยอะเลย ส่วนลูกสาวอยากจะให้คุณสุดรัก
บทเรียน : เมื่อมีความรัก ความทรัพย์สมบัติก็ตามมา และความสำเร็จก็ห้อยท้าย
สรุป
- “รู้แต่ไม่ลงมือทำ ก็เปรียบเหมือนไม่รู้อะไรเลย”
To know but not to do, it not yet to know
- รู้เรื่องความรักและมีความรักแล้ว แต่ไม่ลงมือแสดงความรัก ก็เหมือนไม่มีความรัก
Read More
ชีวิตแบบพระเยซู
ลก. ๔.๑๔-๒๒
คำนำ
เราแต่ละคนต่างก็มี “วีรบุรุษในดวงใจ” ใครที่คุณยึดเป็นแบบอย่างในการดำเนินชีวิตชีวิต? ที่คุณยกย่องเขาขึ้นเป็นฮีโร่ในหัวใจ ชาวโลกหลายคนจะยกย่องซุปเปอร์แมน, บางคนชอบแรมโบ้ และอีกบางคนชอบคนเหล็ก(อาร์โนลด์ ชวากเนกเกอร์) ส่วนพวกเด็กจะชอบไอ้แมงมุม
สังเกตไหมว่า ตอนที่เป็นเราเป็นเด็กนั้น พ่อแม่เก่งที่สุด พอตอนเรียนหนังสือ ครูเก่งที่สุด ถึงตอนที่เราเป็นวัยรุ่น เพื่อนเก่งที่สุด เมื่อตอนทำงานแล้ว ผู้จัดการเก่งที่สุด และพอแต่งงานแล้ว ปรากฎว่าเมียเก่งที่สุด
เมื่อกลับใจใหม่เป็นคริสเตียน เรายกย่องให้พระเยซูเก่งที่สุด!
ในพระธรรมฮีบรูบทที่ ๑๑ กล่าวถึงวีรบุรุษฝ่ายจิตวิญญาณ สังเกตคำว่า “เพราะ....มีความเชื่อ” มีรายชื่อของบุคคลมากมาย เช่น อาแบล เอโนค โนอาห์ อับราฮัม อิสอัค โยเซฟ โมเสส และผู้นำอิสราเอลคนอื่นๆ แต่ในบทต่อมา (บทที่ ๑๒) กล่าวสรุปว่า “เมื่อเราพรั่งพร้อมอยู่รอบข้างเช่นนี้แล้ว ก็ขอให้เราละทิ้งทุกอย่างที่ถ่วงอยู่ และบาปที่เกาะแน่น ขอให้วิ่งแข่งด้วยความเพียงพยายาม หมายเอาพระเยซูเป็นผู้บุกเบิกความเชื่อ และผู้ทรงทำให้ความเชื่อของเราสมบูรณ์” (ข้อ ๑-๒)
เต็มด้วยฤทธิ์เดช
๑)เต็มด้วยพลังอำนาจ
“พระวิญญาณทรงนำพระเยซูเข้าไปในถิ่นทุรกันดาร” (ลก. ๔.๑) หลังจากที่มีชัยชนะต่อการทดลองของมารซาตานแล้ว “พระองค์เสด็จกลับไปด้วยฤทธิ์เดชแห่งพระวิญญาณบริสุทธิ์” (ข้อ ๑๔)
พลัง (Power) ในภาษากรีก Dunamis (ดูนามิส) เป็นพลังอำนาจที่มาจากเบื้องบน คือ “ฤทธิ์เดชของพระเจ้า” ลงมาอยู่กับมนุษย์ พระคัมภีร์ใช้สัญลักษณ์ของแผ่นดินไหว, เสียงพายุกล้า, เปลวไฟสัณฐานเหมือนลิ้น และ “ประกอบด้วยพระวิญญาณบริสุทธิ์” การพูดภาษาแปลกๆ(ที่ถูกต้องคือ พูดภาษาอื่นๆ) ประกาศข่าวประเสริฐด้วยใจร้อนรน และไม่กลัวตาย (กจ. ๒.๑-๑๒)
แต่ก่อนนั้นชีวิตของพวกสาวกเต็มไปด้วยความหวาดกลัว แอบซ่อนอยู่ในห้อง ปิดประตูอย่างแน่นหนา แต่เมื่อวันเพนเตคอสมาถึงทุกอย่างเปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิง พวกเขากลายเป็น “คริสเตียนที่มีพลังอำนาจ” อย่างน่าอัศจรรย์ใจ
๒)การเจิมด้วยพระวิญญาณ
พระเยซูตรัส “พระวิญญาณทรงอยู่เหนือข้าพเจ้า” (ข้อ ๑๘) เปาโลว่า “อย่าเมาเหล้าองุ่นซึ่งจะทำให้เสียคน แต่จงประกอบด้วยพระวิญญาณ” (อฟ. ๕.๑๘) ชีวิตที่ขาดฤทธิ์เดชเหมือนปืนที่ไม่มีลูก(ยิงถูกก็ไม่ตาย) พัดลมที่ไม่มีใบพัด มีชีวิตที่อ่อนแอ ท้อถอย พ่ายแพ้ ไม่มีความสุขและขาดไร้ซึ่งพระพร
ยังจำเรื่องของคนง่อยที่ประตูงาม (กจ. ๓)ได้ไหม? เปโตรกับยอห์นบอกแก่เขาว่า “เงินและทองเราไม่มี มีแต่พระนามของพระเยซู จงลุกขึ้น” มีการแบ่งคนในโลกนี้ออกเป็น ๓ พวกคือ พวกแรกกล่าวว่า “เงินทองเราไม่มี พระเยซูเราก็ไม่มี”นี่น่าสงสารมาก พวกที่สองกล่าวว่า “เงินทองเราไม่มี เรามีแต่พระเยซู” และพวกที่สามกล่าวว่า “มีเงินทองเรามี และมีพระเยซูเราก็มี”
คริสเตียนที่รัก ท่านล่ะอยู่ในคนจำพวกไหน?
สามัคคีธรรม
๑)นมัสการพระเจ้าร่วมกับคนอื่น
“แล้วพระองค์เสด็จมาถึงเมืองนาซาเร็ธ เป็นที่ซึ่งพระองค์เจริญวัยขึ้น พระองค์เสด็จเข้าไปในธรรมศาลาในวันสะบาโตตามเคย” (๔.๑๖) จุดประสงค์ใหญ่ของพระเยซู ประการแรก เพื่อจะร่วมประชุมนมัสการพระเจ้า ประการที่สองเพื่อจะสามัคคีธรรมกับคนอื่น ประการที่สามเพื่อรับการเสริมเรี่ยวแรงฝ่ายจิตวิญญาณ เพื่อบินขึ้นในฝ่ายจิตวิญญาณเหมือนดังนกอินทรี
๒)ความสม่ำเสมอ
ขอให้สังเกตคำว่า “ตามเคย” หมายถึงทำเป็นกิจวัตร ทำอยู่เป็นประจำ และปฏิบัติอย่างสม่ำเสมอ พระเยซูทรงแสดงตัวเป็นคริสเตียนแท้ ด้วยการไปโบสถ์ อ่านพระคัมภีร์ อธิษฐาน ร้องเพลงสรรเสริญพระเจ้า ถวายทรัพย์ และร่วมเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกับพี่น้องคริสเตียนด้วยกัน
มีคริสเตียนบางคนตลอดชีวิตของเขาไปโบสถ์แค่ ๓ ครั้งเท่านั้น ครั้งแรกอุ้มมา(พ่อแม่อุ้มไปทำพิธีถวายบุตร ขอให้ศิษยาภิบาลอธิษฐานเผื่อ) ครั้งที่สองจูงมา (คือจูงเจ้าสาวเข้าในพิธีแต่งงาน) และครั้งที่สามหามมา(ตอนที่เสียชีวิตแล้ว หามศพมาทำพิธีในโบสถ์)
ฮร. ๑๐.๒๔-๒๕ ผู้เขียนฮีบรูเตือนว่า “อย่าขาดการประชุมเหมือนอย่างที่บางคนขาดอยู่นั้น แต่จงพูดหนุนใจกันและกันให้มากยิ่งขึ้น เพราะท่านทั้งหลายก็รู้อยู่ว่า วันนั้นใกล้เข้ามาแล้ว”
แบ่งปันข่าวประเสริฐ
พระคัมภีร์บันทึกว่า “พระเยซูทรงสั่งสอนในธรรมศาลา” (ลก. ๔.๑๕) “ทรงยืนขึ้นเพื่ออ่านพระธรรม” (ข้อ ๑๖) พระเยซูทรงแบ่งปันข่าวประเสริฐแก่ผู้คน นี่เป็นธรรมชาติของคริสเตียนที่แท้จริง มันเหมือนไก่ที่มีธรรมชาติคือต้องขัน เหมือนนกต้องร้องเพลง เหมือนฟ้าต้องแลบและดอกไม้ที่ต้องบาน –ธรรมชาติของคริสเตียนคือต้องเป็นประกาศข่าวประเสริฐ!
(๑) คริสเตียนจะต้องอ่านพระวจนะและศึกษาพระคัมาภีร์ของพระเจ้า
(๒) ผู้เชื่อต้องทำตามคำสอนในพระคัมภีร์ สอนตนเองก่อน แล้วค่อยสอนคนอื่น
(๓) คริสเตียนแท้จะต้องแบ่งปันพระวจนะแก่คนอื่น
หลังจากที่พระเยซูทรงสั่งสอนแล้ว “คนทั้งปวงก็กล่าวชมเชยพระองค์ และประหลาดใจในถ้อยคำอันประกอบด้วยพระคุณ ซึ่งออกจากพระโอษฐ์ของพระองค์” (ข้อ ๒๒) แสดงว่าผู้ฟังชอบพระคัมภีร์ เข้าใจพระคัมภีร์ อิ่มอกอิ่มใจและรับพระพรจากพระวจนะของพระเจ้า
มธ. ๔.๔ พระเยซูคริสต์ตรัสว่า “มนุษย์จะบำรุงชีวิตด้วยอาหารสิ่งเดียวก็หามิได้ แต่บำรุงด้วยพระวจนะทุกคนที่ออกจากพระโอษฐ์ของพระเจ้า”
สรุป
- คริสเตียนแท้จะเข้าร่วมสามัคคีธรรมและเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกับผู้เชื่อคนอื่นๆ
- เต็มด้วยฤทธิ์เดชอำนาจแห่งพระวิญญาณบริสุทธิ์
- แบ่งปันข่าวประเสริฐแก่ผู้อื่น นำเขามาถึงความรอดในพระเยซูคริสต์
Read More
พายุพัดเรือแห่งชีวิต
มัทธิว ๘.๒๓-๒๗
“เมื่อพระองค์เสด็จลงเรือ พวกสาวกของพระองค์ก็ตามพระองค์ไป ดูเถิด เกิดพายุใหญ่ในทะเลสาบจนคลื่นซัดท่วมเรือ แต่พระองค์บรรทมหลับอยู่ และพวกสาวกได้มาปลุกพระเยซูทูลว่า ‘พระองค์เจ้าข้า ขอพระองค์ทรงโปรดช่วยเถิด พวกเรากำลังจะจมอยู่แล้ว’
พระองค์จึงตรัสกับเขาว่า ‘เหตุไฉนจึงขลาดนัก ช่างมีความศรัทธาน้อยเสียจริงๆ’ แล้วพระองค์ทรงลุกขึ้นห้ามลมและทะเล คลื่นลมก็สงบเงียบทั่วไป คนเหล่านั้นก็อัศจรรย์ใจพูดกันว่า ‘ท่านผู้นี้เป็นคนอย่างไรหนอ จนชั้นลมและทะเลก็เชื่อฟังท่าน’”
เมื่อโจเซฟ สตาลินเจ้าแห่งลัทธิมาร์กซิสร่วมมือกับเลนินทำการปฏิวัติรัสเซียเพื่อล้มระบบกษัตริย์ในปี ค.ศ. ๑๙๒๗ เขาได้ก้าวขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีและเป็นจอมพล ปกครองชาวหมีขาวอยู่เป็นเวลาเนิ่นนาน จวบจนเมื่อสตาลินอายุย่างเข้าวัย ๗๐ ปี คนรัสเซียได้ปฏิบัติต่อเขาราวเทพเจ้าก็ไม่ปาน ผู้คนกว่า ๒๕๐ ล้านคนติดตามเขาไปอย่างมืดฟ้ามัวดิน
สตาลินเสียชีวิตในปี ค.ศ. ๑๙๕๓ และมีการสร้างอนุสาวรีย์สูงใหญ่หนักกว่าสองตัน ตั้งไว้ที่เมืองสตา
ลินกราด จนกระทั่งเวลาล่วงผ่านไป ๓๗ ปีทุกสิ่งทุกอย่างกลับเปลี่ยนแปลงไป ผู้คนรุ่นใหม่พากันเกลียดชังเขาเหมือนกันมารซาตาน และแล้ววันหนึ่งอนุสาวรีย์ของสตาลินก็ถูกฝูงชนฮือเข้าโค่นล้มลงและทุบทำลายอย่างไม่มีชิ้นดี!
ตรงกันข้ามกับเรื่องราวของพระเยซูคริสต์ ซึ่งเริ่มต้นอย่างไม่มีใครรู้จัก พระองค์ทรงต่ำต้อย ยากจน ถูกดูถูกดูหมิ่น ถูกจับทรมานและตายอย่างน่าอนาถที่บนไม้กางเขน จากนั้นก็ทรงฟื้นขึ้นมาและเสด็จสู่สวรรค์ เวลาผ่านไปไม่กี่ปีผู้คนก็ยอมรับว่าพระองค์ทรงเป็นพระเจ้า มีการประกาศข่าวประเสริฐออกไปทั่วโลกและมีผู้ติดตามเป็นสาวกเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ พวกมิชชันนารีได้สร้างคริสตจักร โรงพิมพ์ โรงพยาบาล สถานสงเคราะห์ ฯลฯ
ปัจจุบันสองพันปีผ่านไปแล้ว มีผู้รับเชื่อและเป็นสาวกของพระองค์เพิ่มขึ้นมากกว่า ๒ พันล้านคนทั่วโลก!
เรือแห่งชีวิต
“เมื่อพระองค์เสด็จลงเรือ พวกสาวกของพระองค์ก็ตามพระองค์ไป” (ข้อ ๒๓)
พระธรรมมาระโกบันทึกดังนี้ “พระเยซูตรัสว่า ให้เราข้ามไปฝั่งข้างโน้นเถิด...และมีเรืออื่นๆตามไปด้วยหลายลำ” (มก. ๔.๓๕-๓๖)
บทเรียนจากเรื่องนี้คือ ประการแรก ทะเลสาบกาลิลีเปรียบเหมือนโลกใบนี้ ประการที่สอง มนุษย์เราทุกคนเป็นเหมือนเรือที่กำลังแล่นอยู่ในโลกนี้ บางคนอาจเป็นเรือพาย เรือหางยาว เรือยนต์ เรือด่วน เรือประมง หรือเป็นเรือสินค้า เรือเดินทะเล และบางคนเป็นเรือสำราญท่องไปในกว้าง
แน่นอน เรือทุกลำจะต้องมีกัปตันหรือผู้ถือหางเสือ!
ใครเป็นกัปตันเรือแห่งชีวิตของเรา?
พระเยซูคริสต์ มารซาตาน หรือตัวเราเอง?
ทะเลสาบกาลิลี[1]เป็นทะเลน้ำจืดที่มีชื่อเสียงและมีปลาชุกชุม อยู่ทางตะวันออกเฉียงเหนือของแคว้นกาลิลี มีชื่อเรียกอยู่สามชื่อคือ ทะเลกาลิลี ทะเลทิเบเรีย และทะเลสาบเกนนาซาเร็ธ อยู่ต่ำกว่าระดับน้ำทะเล ๖๘๐ ฟุต มีความกว้าง ๘ ไมล์และยาว ๑๓ ไมล์ ในสมัยของพระเยซูมีเมืองขนาดที่มีผู้คนอยู่ไม่น้อยกว่าหนึ่งหมื่นเก้าพันคน แต่ในปัจจุบันจะเป็นสถานที่แห้งแล้ง...เนื่องจากอยู่ในระหว่างหุบเขาจึงมักจะเกิดพายุที่รุนแรงเสมอ”
พายุแห่งชีวิต
ที่ทะเลสาบกาลิลีแห่งนี้ “พระเยซูคริสต์ได้แสดงฤทธิ์อำนาจเหนือธรรมชาติ ที่ทะเลสาบแห่งนี้มักจะเกิด
พายุแรงอย่างฉับพลันบ่อยๆ พวกสาวกแม้ว่าจะเป็นชาวประมงก็ไม่อาจคาดเดาได้ว่ามันจะเกิดขึ้นเมื่อใด มัทธิวใช้คำว่า “ดูเถิด เกิดพายุใหญ่ในทะเลสาบจนคลื่นซัดท่วมเรือ แต่พระองค์บรรทมหลับอยู่” (ข้อ ๒๔)
“พายุใหญ่” ในภาษากรีกคือ seismos megas (เซสมอส เมกาส) แปลได้อีกอย่างหนึ่งว่าพายุเหมือนกับเกิดแผ่นดินไหวใหญ่ยิ่งนัก มาระโกและยอห์นใช้คำนี้ด้วย (มก. ๑๓.๘,วว. ๖.๑๒) ซึ่งเป็นภาพที่น่ากลัวมาก จนพวกสาวกซึ่งเป็นชาวประมงที่ช่ำชองก็ยังคิดว่าไม่รอดแล้ว คงจะต้องเอาชีวิตมาสังเวยพายุกลางทะเลสาบแน่เลย
นี่เป็นภาพของหลายคนในปัจจุบันที่เจอเข้ากับ “พายุใหญ่แห่งชีวิต” มันเป็นพายุแห่งปัญหา ความทุกข์ โรคภัยไข้เจ็บ พายุแห่งความผิดหวัง การตกงาน หนี้สินและเงินไม่พอใช้ และพายุแห่งการทดลองของผีมารซาตาน ความผิดบาปต่างๆนานา มันซัดจนกระทั่งเรือแห่งชีวิตกำลังโคลงเคลง จนกระทั่งเอียงกระเท่เร่ และกำลังจะจมแหล่มิจมแหล่อยู่แล้ว
มีเพลงสั้นๆของคริสเตียนบทหนึ่งที่เด็กรวีวารศึกษาชอบร้องกันมาก มีเนื้อร้องตอนหนึ่งว่า “มีพระเยซูอยู่ในเรือ เราจะยิ้มต่อภัย...ยิ้มต่อภัย...เราจะพายกลับบ้าน” เพลงนี้ร้องง่ายและสนุกดี แต่ทว่าเมื่อเกิดเหตุการณ์เลวร้ายเช่นนั้นจริง ก็ยังเป็นที่สงสัยว่า เราจะร้องเพลงออกหรือไม่? เราอาจจะคิดเหมือนกับพวกสาวกว่า พระเยซูกำลัง “นอนหลับไม่รู้ นอนคู้ไม่เห็น” มิได้สนพระทัยในปัญหาของพวกสาวก และไม่อยากลุกขึ้นมาช่วย!
มีคำกล่าวว่า “เรือจะปลอดภัยเมื่อจอดไว้ที่ท่า แต่เรือไม่ได้ถูกสร้างให้มาเพื่อจอดไว้เฉยๆ” มันจะต้องถูกส่งออกออกไปแล่นในสายน้ำกว้าง แต่หลายคนอยากจะเป็นเพียงแค่ก๋วยเตี๋ยวเรือ ที่เอาเรือมาตั้งไว้บนบกและแม่ค้าก็นั่งขายอาหารจากเรือนั้น
แน่นอน ชีวิตคริสเตียนไม่ใช่เรือขายก๋วยเตี๋ยว!
ขอโปรดช่วยเถิด
“และพวกสาวกได้มาปลุกพระเยซูแล้วทูลว่า พระองค์เจ้าข้า ขอพระองค์ทรงโปรดช่วยเถิด พวกเรากำลังจะจมอยู่แล้ว” (ข้อ ๒๕) ภาษากรีก apollumi (อพอลลูมี) พระคัมภีร์แปลหลายอย่างคือกำลังจะพินาศ กำลังจะถูกประหารชีวิต ถูกทำลายให้สาบสูญไป เป็นช่วงเวลาของหน้าสิ่วหน้าขวาน
พระธรรมมาระโกบันทึกขยายความออกไปอีกว่า “เหล่าสาวกมาปลุกพระองค์แล้วทูลว่า พระอาจารย์เจ้าข้า พวกข้าพระองค์ทั้งหลายกำลังจะจมอยู่แล้ว ท่านไม่เป็นห่วงบ้างหรือ” (มก. ๔.๓๘)
ฟังน้ำเสียงของพวกเขา ดูเหมือนเป็นความรู้สึกน้อยอกน้อยใจและต่อว่าต่อขานพระเยซูอยู่ในที - อย่าไปว่าพวกสาวกเลย พวกเราคริสเตียนทุกวันนี้ก็เหมือนกันนั่นแหละ จริงไหม?
ขอให้สังเกตว่า พวกสาวกมีปฏิกิริยาอย่างไรเมื่อพายุใหญ่เกิดขึ้น มีใจสงบนิ่งเพื่อใคร่ครวญหรือหวาดกลัว พวกเขาอธิษฐานหรือโวยวาย รอคอยด้วยความหวังหรือรอคอยความตาย ขณะเดียวกันเราต้องชมเชยพวกเขาว่าเมื่อเวลามีปัญหาเกิดขึ้น พวกเขามิได้พึ่งพาอาศัยความรู้และความเชี่ยวชาญทางด้านเดินเรือของตนเอง
แต่ได้ทูลขอพระเยซูทรงช่วยทันที มันเป็นท่าทีที่ดีเหมือนกับเปโตรเมื่อครั้งที่ก้าวลงจากเรือเดินและบนน้ำทะเลไปหาพระองค์ ขณะที่มองไปรอบๆก็เห็นคลื่นใหญ่น่ากลัว แล้วตัวเขาก็จมลง ทันใดนั้น เปโตรก็ตะโกนว่า “พระองค์เจ้าข้า ขอทรงช่วยด้วย”
มีเรื่องเล่าว่า ชาวยิวคนหนึ่งโดยสารเรือข้ามมหาสมุทร และต้องเผชิญกับพายุใหญ่ ผู้โดยสารส่วนใหญ่พากันหวาดกลัวและร้องวิงวอนขอสิ่งศักดิ์สิทธิ์ช่วยให้รอด แต่ชาวยิวคนนี้กลับไม่เป็นทุกข์ กัปตันเรือจึงถามเขาด้วยความแปลกใจว่า “ทำไมคุณจึงดูสงบเงียบดีจัง?”
“จะเดือดร้อนวุ่นวายไปทำไมกัน?” ชาวยิวตอบ “ในเมื่อเรือลำนี้มิใช่เรือของผม”
กัปตัน “???!!”
ความเชื่ออยู่ไหน?
ท่ามกลางเหตุการณ์ชุลมุนวุ่นวายที่กลางทะเลสาบกาลิลีนั้น “พระองค์จึงตรัสกับเขาว่า เหตุไฉนจึงขลาดนัก ช่างมีความศรัทธาน้อยเสียจริงๆ แล้วพระองค์ก็ทรงลุกขึ้นห้ามลมและทะเล คลื่นลมก็สงบเงียบทั่วไป” (ข้อ ๒๖)
คำตรัสหนุนใจของพระเยซูสำหรับพวกสาวกในสถานการณ์พายุใหญ่(แต่นักเทศน์บางคนเข้าใจว่าเป็นคำตำหนิ) ประการแรก deilos (เดลอส) ทำไมเจ้า “กลัว” (มก.๔.๔๐) ประการที่สอง oligopistos (ออลิกอพิสตอส)
ทำไมเจ้าจึงมี “ความเชื่อน้อย” (ดู มธ. ๑๔.๓๑, ๑๖.๘, ลก. ๑๒.๒๘) คริสเตียนควรจะตระหนักว่า พระเยซูทรงสถิตอยู่กับเราในเหตุการณ์เลวร้ายทุกอย่าง
เปาโลหนุนใจผู้เชื่อชาวโรมันว่า “เรารู้ว่าพระเจ้าทรงช่วยผู้ที่รักพระองค์ให้เกิดผลอันดีในทุกสิ่ง” (รม. ๘.๒๘) “แต่ว่าในเหตุการณ์ทั้งปวงเหล่านี้ เรามีชัยเหลือล้นโดยพระองค์ผู้ทรงรักเราทั้งหลาย” (รม. ๘.๓๗)
ลูอีส[2]บอกว่า “แล้วพระองค์ทรงลุกขึ้นห้ามลมในทะเล มันก็สงบเงียบ สาวกของพระองค์เป็นชาวประมง
เคยเผชิญกับพายุในทะเลมานักต่อนัก ปกติเมื่อพายุพัดผ่านไปแล้ว จะมีคลื่นตามมาอีกระยะหนึ่ง แต่ครั้งนี้พายุหยุดกึกทันที จึงไม่น่าสงสัยที่มัทธิวบันทึกถึงความอัศจรรย์ใจของพวกเขา “ท่านผู้นี้เป็นคนอย่างไรหนอ?”
บทเรียน พายุแห่งชีวิตเกิดขึ้นกับคริสเตียน ซึ่งมาจากสาเหตุหลายอย่าง เช่น
หนึ่ง - เพราะตัวเราเป็นเหตุ มีตัวอย่างจากพระคัมภีร์ในเรื่องของโยนาห์ที่ดื้อดึงไม่เชื่อฟังคำสั่งของพระเจ้า พระองค์บอกให้ไปประกาศข่าวประเสริฐที่เมืองนีนะเวห์ แต่เขากลับหนีไปยังเมืองทารชีท จากนั้นก็ลงไปนอนหลับอยู่ในท้องเรือ โยนาห์นอนหลับสนิทแม้ว่ามีพายุใหญ่เกิดขึ้น
สอง - พายุแห่งชีวิตเกิดขึ้นเพราะเป็นการกระทำของมาซาตาน ในพระธรรมวิวรณ์ได้กล่าวถึงทะเลที่ปั่นป่วนเนื่องจากพญานาคและหญิงโสเภณี พระคัมภีร์ฉบับแปลใหม่[3] ได้อธิบายว่า “ในทะเลมีผี” (อฟ. ๖.๑๒, มธ. ๘.๓๒)
สาม - พายุใหญ่เกิดขึ้นในชีวิตคริสเตียน เพราะพระเจ้าทรงต้องการทดสอบความเชื่อของบรรดาลูกของพระองค์ เช่นกรณีของเปาโลถูกจับและพาลงเรือเดินทางไปยังกรุงโรมเพื่อถวายฎีกาต่อจักรพรรดิซีซ่าร์ เรือเจอพายุจนอับปางลง พวกเขาต้องลอยเท้งเต้งอยู่กลางทะเล ไม่เห็นเดือนเห็นตะวันมาหลายวันเต็มที ทุกคนรู้สึกสิ้นหวัง แต่เปาโลยังมีความเชื่อที่มั่นคงในพระเจ้า และท่านได้กล่าวหนุนใจลูกเรือทั้งหลายให้ลุกขึ้นรับประทานอาหาร และอ้างพระสัญญาของพระเยซูว่า แต่จะไม่มีใครเสียชีวิต จะเสียแต่เรือไปเท่านั้น (กจ. ๒๗)
สรุป
- จงตระหนักว่า พายุใหญ่แห่งชีวิตอาจเกิดขึ้นได้กับทุกคน
- แต่จงรู้เถิดว่า พระเยซูคริสต์ทรงมีฤทธิ์อำนาจเหนือพายุร้ายเหล่านั้น!
เมื่อไม่นานมานี้ หนังสือพิมพ์ได้ลงข่าวที่น่าเศร้าว่า เรือของนอร์เวย์ลำหนึ่งชื่อแทมปา ได้พบเรือของผู้อพยพชาวอาฟกานิสถาน ที่แตกอยู่กลางมหาสมุทรใกล้กับทวีปออสเตรเลีย จึงได้ช่วยเหลือคนที่อยู่ในเรือ ๔๓๘ คน จากนั้นเรือแทมปาก็มุ่งสู่ประเทศออสเตรเลีย แต่ปรากฏว่าออสเตรเลียไม่ยอมให้เข้าเทียบท่า และเสนอให้พาผู้อพยพเหล่านี้ไปปล่อยที่เกาะแห่งหนึ่ง เรื่องนี้ทำให้องค์กรสิทธิมนุษยชนออกโรงทำการประท้วงอย่างรุนแรง
เหตุการณ์นี้ทำให้เราคิดถึงเรื่องฝ่ายจิตวิญญาณ มีคนจำนวนมากที่กำลังเผชิญกับเรือแห่งชีวิตที่กำลังแตกและลอยลำอยู่ในโลกนี้ ไม่มีจุดหมายปลายทางและไม่มีใครอยากต้อนรับ แต่พระเยซูทรงอ้าพระหัตถ์ยินดีต้อนรับทุกคนโดยตรัสว่า “เราได้มาเพื่อเขาทั้งหลายจะได้ชีวิต และจะได้อย่างครบบริบูรณ์” (ยน. ๑๐.๑๐)
[1] ศัพทานุกรมพระคัมภีร์ พิษณุ อรรฆภิญญ์ หน้า ๔
[2] วิเคราะห์พระธรรมมัทธิว โดยลูอิส บาร์เบียร์รี่ หน้า ๗๒
[3] พระคัมภีร์ฉบับฟื้นฟูและอรรถาธิบาย
Read Moreศิษย์ของพระเยซู
มัทธิว ๘.๑๘-๒๒
“ครั้นพระเยซูทรงเห็นคนเป็นอันมากมาล้อมพระองค์ไว้ พระองค์จึงตรัสสั่งให้ข้ามฟากไป ขณะนั้นมี
ธรรมาจารย์คนหนึ่งมาหาพระองค์ทูลว่า ‘อาจารย์เจ้าข้า ท่านไปทางไหน ข้าพเจ้าจะตามท่านไปทางนั้น’ พระเยซูจึงตรัสว่า ‘หมาจิ้งจอกยังมีโพรง นกในอากาศยังมีรัง แต่บุตรมนุษย์ไม่มีที่จะวางศีรษะ’
อีกคนหนึ่งในพวกศิษย์ของพระองค์มาทูลพระองค์ว่า ‘พระองค์เจ้าข้า ขอโปรดให้ข้าพระองค์ไปฝังศพบิดาของข้าพระองค์ก่อน’ พระองค์จึงตรัสกับเขาว่า ‘จงตามเรามาเถิด ปล่อยให้คนตายฝังคนตายของเขาเองเถิด”
การโฆษณาเครื่องสำอางชื่อดังยี่ห้อหนึ่งในทีวี ซึ่งเป็นวิธีการแบบ “ขายตรง” หญิงสาวคนหนึ่งบอกถึงความสำเร็จของเธอว่า แต่ก่อนเธอไม่มีบ้าน ไม่มีรถยนต์และไม่มีเงินในธนาคาร แต่เมื่อเธอเข้ามาเป็นตัวแทนขายสินค้าชนิดนี้แล้วทุกอย่างเปลี่ยนแปลงไป เดี๋ยวนี้เธอมีทุกสิ่งทุกอย่าง มีที่ดิน บ้านหลังใหญ่ รถยนต์จากยุโรป ความมั่นคงจากเงินฝากในธนาคารและมีความสุขสบายอย่างเหลือล้น
แต่ในพระคัมภีร์ไม่เคยมีคำสัญญาอย่างนี้จากพระเยซูคริสต์ว่า เมื่อใครมาเป็นสาวกของพระองค์แล้วจะมีทรัพย์สิ่งของฝ่ายโลกนี้ ตรงกันข้ามพระองค์ทรงสัญญาว่า เมื่อเราเชื่อและติดตามรับใช้พระองค์แล้ว จะได้รับพระพรฝ่ายจิตวิญญาณอย่างเหลือคณนา คือชีวิตนิรันดร สันติสุขที่แท้จริง ความรัก ความรอด ชัยชนะเหนือปัญหาและเหนือความผิดบาป
อาจารย์นิกร สิทธิจริยกรณ์[1]ได้เล่าว่า เมื่อหลายปีก่อนได้พบคริสเตียนคนหนึ่งที่พูดได้สี่ห้าภาษา เทศนาสั่งสอนเก่ง เป็นที่ประทับใจผู้ฟัง จึงพูดกับเขาว่า “อย่างพี่นี่นะครับ น่าจะลองอธิษฐานขอพระเจ้าทรงนำให้ออกมารับใช้พระเจ้าเต็มเวลานะครับ เพราะพี่พูดได้สี่ห้าภาษา ยอดเลยครับ”
เมื่ออาจารย์นิกรกล่าวจบก็ได้รับคำตอบจากอาจารย์ท่านนั้นว่า “ทางคริสตจักรมีเงินเดือนให้ผมเดือนละสี่หมื่นห้าพันบาทไหมครับ?”
“คุณพี่จะเอาเงินสี่หมื่นห้าพันบาทไปทำไมครับ?” อาจารย์นิกรถาม
“บ้านผมก็ยังต้องผ่อน ลูกผมก็ต้องเรียนหนังสือ ถ้ามีสี่หมื่นห้าพันบาท ผมถึงจะออกมารับใช้พระเจ้าเต็มเวลา ไม่งั้นผมอยู่อย่างนี้ดีแล้วครับ”
“เหรอครับ” อาจารย์นิกรเสียงอ่อยๆ แล้วรำพึงกับตนเองว่า “ไม่น่าเชิญเขามาเลย เขาคิดว่ามาเชื่อพระเจ้าแล้ว หรือมารับใช้พระองค์แล้วจะได้เงินเดือนสูงๆ”
ขอเวลา
“ครั้นพระเยซูทรงเห็นประชาชนเป็นอันมากมาล้อมพระองค์ไว้ พระองค์จึงตรัสสั่งให้ข้ามฟากไป” (ข้อ ๑๘)
เมื่ออ่านพระคัมภีร์ตอนนี้แรกๆก็ไม่เข้าใจว่า ทำไมพระเยซูทรงทำอย่างนี้ เมื่อประชาชนมารุมล้อมเพื่อจะฟังพระวจนะ(คำสอน)และขอความช่วยเหลือจากพระองค์ แต่พระองค์กลับหนีพวกเขาไป ดูเหมือนจะเป็นคนใจร้ายใจดำไปหน่อยไหม?
มีข้อสังเกตประการแรกว่า พระเยซูไม่ต้องการทำงานจนกระทั่งหมดเรี่ยวหมดแรง เราคงจำเรื่องราวของผู้เผยพระวจนะเอลียาห์ได้ ที่มุ่งมุมานะทำงานๆๆ และประสบความสำเร็จอย่างใหญ่หลวง มีชัยชนะเหนือเหล่าพระบาอัล และสามารถเรียกฝนจากท้องฟ้าได้ แต่ต่อมาเขาก็หมดเรี่ยวหมดแรง จนต้องหนีเตลิดเข้าป่าและนอนสลบไสลอยู่ใต้ต้นซาก และอธิษฐานขอตาย! ทูตของพระเจ้าต้องนำขนมปังและน้ำมาให้ พร้อมกับหนุนใจให้ลุกขึ้นสู้ต่อ (๑ พกษ. ๑๘-๑๙)
ประการที่สอง พระเยซูทรงมีเวลาของตนเอง เพื่อจะเข้าเฝ้าพระเจ้าอธิษฐาน คิดใคร่ครวญพระวจนะและแสวงหาน้ำพระทัยของพระบิดา เราจะอ่านพบในพระคัมภีร์บ่อยๆว่า เมื่อพระเยซูทรงเทศนาสั่งสอนเสร็จแล้ว พระองค์มักจะพาสาวกปลีกเวลาไปบนภูเขาเงียบๆเพื่อการอธิษฐานและนมัสการพระเจ้า
ประการที่สาม เพื่อทรงทดสอบความตั้งใจจริงของประชาชนในการรอคอยและติดตามพระองค์
ชายคนแรก
“ขณะนั้นมีธรรมาจารย์คนหนึ่งมาหาพระองค์ทูลว่า อาจารย์เจ้าข้า ท่านไปทางไหนข้าพเจ้าจะตามท่านไปทางนั้น พระเยซูจึงตรัสว่า หมาจิ้งจอกยังมีโพรง นกในอากาศยังมีรัง แต่บุตรมนุษย์ไม่มีที่จะวางศีรษะ” (ข้อ ๑๙-๒๐)
พวกยิวเรียกครูผู้สอนธรรมบัญญัติว่า grammateus (แกรมมาเทอัส-ธรรมาจารย์) นอกจากนั้นมีพระคัมภีร์บางตอนแปลว่าบัณฑิต หมายถึงผู้รอบรู้และเชี่ยวชาญในหนังสือโทราห์ (๑ คร. ๑.๒๐) และมีอีกตอนหนึ่งที่แปลว่านายอำเภอ (กจ. ๑๙.๓๕)
ในขณะเดียวกันมัทธิวก็บันทึกว่า ธรรมาจารย์ชาวยิวคนนี้ก็มาพบพระเยซู และทูลยกย่องพระองค์ว่าเป็น didaskalos (ดิดาสคาสอส)หมายถึงครู อาจารย์ พระอาจารย์หรือรับบี เพราะเขาไม่เพียงแต่เขาเลื่อมใสศรัทธาในคำสอนเท่านั้น แต่ได้เห็นชีวิตและความประพฤติอันงดงามของพระองค์ด้วย เมื่อเขาเห็นผู้คนพากันมาห้อมล้อมและติดตามพระเยซู เขาก็อยากจะทำบ้าง คาดว่าเขาคงจะไม่เคยมีความอิ่มอกอิ่มใจหรือพอใจในธรรมบัญญัติที่ตนเองถือรักษาอยู่เป็นแน่แท้
พระเยซูจึงทรงยกตัวอย่างจากสัตว์สองชนิดให้ดูเป็นตัวอย่าง หมาจิ้งจอก เป็นสัตว์ป่ายังมีที่อาศัยอันอบอุ่น มีลูก มีอาหาร มีความสะดวกและความปลอดภัย นกในอากาศ ยังมีรวงรังอยู่บนต้นไม้ มีเหยื่ออย่างอุดมสมบูรณ์ตามทุ่งหญ้า และมีอิสระที่จะบินไปไหนต่อไหนได้
แต่สำหรับพระเยซูคริสต์ที่ทรงเรียกตนเองว่า “บุตรมนุษย์” [2]หรือพระบุตรของพระเจ้า พูดตามภาษาชาวบ้านว่า “ไม่มีที่จะซุกหัวนอน” เมื่อเราอ่านพระคัมภีร์จะพบว่า พระองค์ไม่มีบ้าน ที่ดิน ไม่มียานพาหนะ ไม่มีที่อยู่เป็นหลักแหล่ง ไม่มีที่ทำงานเป็นประจำ ไม่มีเครื่องอำนวยความสะดวก พัดลม แอร์คอนดิชั่น เครื่องทำน้ำอุ่นและไม่มีอาหารครบทุกมื้อ นักประวัติศาสตร์พระคัมภีร์กล่าวว่า พระเยซูไม่น่าจะมีเสื้อผ้าเกินสามชุด เดินทางไปไหนมาไหนด้วยการเดินเท้าหรือขี่ลา และคงไปในเกินรัศมีไม่เกินหนึ่งร้อยกิโลเมตร
ยังจำได้ไหม? เมื่อครั้งที่พระองค์จะเสด็จเข้ากรุงเยรูซาเล็มอย่างเอิกเกริกนั้น ก็ทรงให้สาวกไปยืมลาคนอื่นมาเพื่อขี่ แต่ผู้คนก็ยังต้อนรับพระองค์ดังกษัตริย์ เมื่อจะทรงจัดงานเลี้ยงครั้งสุดท้ายเพื่ออำลาพวกสาวกพระองค์ก็ทรงยืมห้องชั้นบนของคนอื่น จนกระทั่งเมื่อสิ้นพระชนม์บนไม้กางเขน พวกสานุศิษย์ได้ปลดร่างที่ไร้วิญญาณของพระองค์ลงมา ก็ยังต้องไปยืมอุโมงค์ฝังศพของคนอื่นเช่นกัน
สมดังที่พระเยซูได้ตรัสไว้ล่วงหน้าว่า “บุตรมนุษย์ไม่มีที่จะวางศีรษะ!”
ผู้อ่านที่รัก คุณคิดดีแล้วหรือยังก่อนที่จะตัดสินใจเป็นคริสเตียน?
พระเยซูตรัสหนุนใจว่า “เราได้บอกเรื่องนี้แก่ท่าน เพื่อท่านจะมีสันติสุขในเรา ในโลกนี้ท่านจะประสบกับความทุกข์ยากลำบาก แต่จงชื่นใจเถิด เพราะว่าเราได้ชนะโลกแล้ว” (ยน. ๑๖.๓๓)
ชายคนที่สอง
“อีกคนหนึ่งในพวกศิษย์ของพระองค์มาทูลพระองค์ว่า พระองค์เจ้าข้า ขอทรงโปรดให้ข้าพระองค์ไปฝังศพบิดาข้าพระองค์ก่อน พระเยซูจึงตรัสว่า จงตามเรามาเถิด จงปล่อยให้คนตายฝังคนตายของเขาเองเถิด” (ข้อ ๒๑-๒๒)
ในพระธรรมลูกาบันทึกว่า พระเยซูทรงเรียกชายคนนี้ให้ติดตามเป็นสาวกพระองค์ แต่เขามีข้ออ้างว่ามีความห่วงใยต่อบุคคลในครอบครัว อยากจะได้ชื่อว่าเป็นลูกที่กตัญญูกตเวที ทดแทนพระคุณของคุณพ่อก่อนที่จะมาเป็นคริสเตียน (ที่จริงตามเนื้อหาของพระคัมภีร์ตอนนี้ พ่อของชายคนนี้ยังอยู่สุขสบายดี ไม่ได้แก่เฒ่าจนช่วยตนเองไม่ได้ หรือไม่ได้เจ็บป่วยขั้นโคม่าใกล้จะเสียชีวิต)
นี่อาจจะเป็นเพียงข้อแก้ตัวเพราะไม่อยากจะตัดสินใจเพื่อติดตามพระเยซูนั่นเอง!
ลูอิสกล่าวว่า “ชายคนที่สองนี้เป็นสาวกของพระเยซูคริสต์แล้ว แต่ขออนุญาตพระองค์กลับไปเพื่อฝังศพบิดา แต่บิดาของชายคนนี้ยังไม่เสียชีวิตหรือยังไม่ใกล้เสียชีวิต สาวกคนนี้บอกว่าตนอยากจะกลับไปที่บ้านรอจนกว่าบิดาของเขาจะเสียชีวิตเสียก่อน แล้วจึงจะกลับมาติดตามพระเยซู คำขอของเขาแสดงให้เห็นว่า เขารู้สึกว่าการเป็นสาวกของพระเยซูคริสต์ เป็นเรื่องที่จะเลือกทำแล้วเลิกทำได้ตามใจปรารถนา เขากังวลเรื่องวัตถุสิ่งของมากกว่าพระเยซูคริสต์ หรือเป็นไปได้ว่า เขาอาจจะต้องการมรดกภายหลังจากเมื่อบิดาเสียชีวิตแล้วก็เป็นได้
ให้คนตายฝังคนตาย พระเยซูหมายความดังนี้ ประการแรก ให้คิดถึงว่าอะไรเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดในชีวิต น้ำพระทัยของพระเจ้าหรือชีวิตในโลกนี้? ประการที่สอง ให้คนที่ยังไม่เชื่อพระเจ้า(คนที่ตายฝ่ายจิตวิญญาณ)ก็ฝังศพคนที่ไม่เชื่อพระเจ้านั้น
ขอให้เข้าใจว่า พระเยซูสอนไม่ได้ให้คริสเตียนแสดงความอกตัญญูหรือไม่ไปจัดการหรือร่วมงานศพของพ่อแม่และญาติพี่น้อง โปรดอย่าเข้าใจผิดคิดว่า ใครที่เชื่อพระเจ้าแล้วจะต้องตัดขาดจากครอบครัวของตนเอง เพราะเปาโลได้เตือนคริสเตียนว่า “ถ้าแม้ผู้ใดไม่เลี้ยงดูวงศ์ญาติของตน และโดยเฉพาะอย่างยิ่งคนในบ้านเรือนของตน ผู้นั้นก็ได้ปฏิเสธพระศาสนาเสียแล้ว และชั่วยิ่งกว่าคนไม่เชื่อเสียอีก” (๑ ทธ. ๕.๘)
แต่ทุกคนจะต้องชั่งน้ำหนักว่า อย่างไหนมีความสำคัญมากกว่ากัน ระหว่างการเชื่อและติดตามพระเยซูแล้วไปสวรรค์ กับการติดอยู่กับญาติพี่น้องและขนบธรรมเนียมประเพณีเก่าๆแล้วพินาศในบึงไฟนรก?
มีคนจำนวนมากในปัจจุบันที่มีข้ออ้างสารพัดอย่าง เพื่อจะไม่ต้องตัดสินใจติดตามเป็นสาวกของพระเยซู เขาอ้างเรื่องของการต้องเลี้ยงดูพ่อแม่ การเรียน การทำงาน อ้างเรื่องของสามีหรือภรรยา การมีลูกและการสร้างฐานะของตนเองให้มั่นคงเสียก่อน มีชายคนหนึ่งซึ่งเป็นสมาชิกในคริสตจักรของเราได้บอกว่า เขาจะยอมรับบัพ
ติสมาต่อเมื่อคุณพ่อของเขาได้เสียชีวิตแล้ว และมีอีกคนหนึ่งบอกว่า “ขอให้ผมบวชหน้าศพของคุณพ่อก่อน หลังจากนั้นผมจึงจะมาเป็นคริสเตียน”
เราได้หนุนใจเขาจากตัวอย่างของบุคคลในอดีต พระเจ้าทรงเรียกอิสยาห์ว่า “เราจะใช้ผู้ใดไป และผู้ใดจะไปแทนเรา?”อิสยาห์คิดและใคร่ครวญ พร้อมกับตัดสินใจอย่างเด็ดขาด แล้วทูลตอบว่า “ข้าพระองค์อยู่นี่ พระเจ้าข้า ขอทรงใช้ข้าพระองค์ไปเถิด” (อสย. ๖.๘) และอีกตัวอย่างหนึ่งเมื่อพระเยซูเสด็จเลียบไปตามชายฝั่งทะเลสาบกาลิลี ทรงเห็นชาวประมงสองคนคือเปโตรกับอันดรูว์และตรัสกับพวกเขาว่า “จงตามเรามาเถิด เราจะตั้งท่านให้เป็นผู้หาคนดังหาปลา”
พระคัมภีร์บันทึกว่า “ทั้งสองคนก็ละแหและทิ้งอวน แล้วติดตามพระองค์ไปทันที” (มธ. ๔.๑๘-๒๐)
ชายคนที่สาม
“อีกคนหนึ่งทูลว่า พระองค์เจ้าข้า ข้าพระองค์จะตามพระองค์ไป แต่ขออนุญาตให้ข้าพระองค์ไปลาคนที่
อยู่ในบ้านก่อน พระเยซูตรัสแก่เขาว่า ผู้ใดเอามือจับคันไถแล้วหันหน้ากลับเสีย ผู้นั้นก็ไม่สมควรกับแผ่นดินของพระเจ้า” (ลก. ๙.๖๑-๖๒)
เนื้อความในพระคัมภีร์ตอนนี้ไม่มีบันทึกในพระธรรมมัทธิว
ข้ออ้างและเหตุผลของชายคนนี้มีน้อยกว่าสองคนแรกใช่ไหม? นักการศึกษาพระคัมภีร์บอกว่า การร่ำลาของเขาอาจจะต้องใช้เวลาอย่างเนิ่นนาน เพราะต้องไปกล่าวบอกกล่าวแก่ญาติพี่น้องทีละคนๆ เริ่มที่คุณพ่อคุณแม่ ปู่ย่า ตายาย พี่ป้าน้าอาและวงศาคณาญาติ ยิ่งญาติเยอะก็ยิ่งต้องเสียเวลามาก ในวันสุดท้ายคงจะต้องจัดงานเลี้ยงส่งด้วย แต่การออกไปประกาศเรื่องราวแผ่นดินของพระเจ้าและนำคนมาถึงความรอดนั้นเป็นเรื่องเร่งด่วน รีรอไม่ได้ เพราะมีดวงวิญญาณของคนผิดบาปตกลงไปในบึงไฟนรกและพินาศอยู่ตลอดเวลา
พระเยซูทรงยกเรื่องของชาวนามาเป็นภาพเปรียบเทียบ “ผู้ใดเอามือจับคันไถแล้วหันหน้ากลับเสีย ผู้นั้นก็ไม่สมควรกับแผ่นดินของพระเจ้า” ภาษากรีกว่า oudeis (อูเดส) euthetos (อือเธทอส) เป็นคำปฏิเสธที่ค่อนข้างรุนแรงของพระเจ้า คนที่เอามือจับคนไถแล้วหันหน้ากลับเสียเป็นเหมือนสิ่งที่ไม่มีคุณค่า และใช้การอะไรไม่ได้เลย เหมือนเกลือที่หมดรสเค็ม “จะใช้เป็นปุ๋ยใส่ดินก็ไม่ได้-oudeis euthetos” (ลก.๑๔.๓๕) คนที่หนีการทรงเรียกของพระเจ้านั้น ผลลัพธ์ช่างน่ากลัวมากจริงๆ
ผืนดินแห่งทุ่งนาจิตวิญญาณของมนุษย์อยู่ตรงหน้าเราแล้ว ฝนตกลงมา มีน้ำขังอยู่ทั่ว ดินกำลังนุ่มนิ่ม มีวัวและคันไถเตรียมพร้อมแล้ว หน้าที่ของสาวกพระเยซูคริสต์คือ ออกไปที่กลางทุ่งนา เอามือจับคันไถและเดินหน้าเพื่อประกาศข่าวประเสริฐ และนำดวงวิญญาณมาถึงความรอด
สรุป
มีเรื่องเล่าว่า ชายหนุ่มคริสเตียนคนหนึ่งกำลังไถนาอยู่กลางทุ่ง แต่ใจของเขาครุ่นคิดถึงการติดตามเป็นสาวกของพระเยซู ขณะนั้นเขามองขึ้นไปบนท้องฟ้าเห็นเมฆก่อรูปเป็นตัวอักษร อ่านได้ว่า “ปปข” เขาจึงไปปรึกษาศิษยาภิบาลที่โบสถ์
อาจารย์ตีความหมายนิมิตนั้นว่า ปปข. คือ “ไปประกาศข่าวประเสริฐ”
ชายหนุ่มจึงทิ้งทุ่งนาและไปเรียนในสถาบันพระคริสตธรรม
สามสี่ปีผ่านไป เขากลายเป็นศิษยาภิบาลในคริสตจักรเล็กๆแห่งหนึ่ง แต่การรับใช้ไม่ได้ราบรื่นและสวยงามเหมือนที่คาดไว้ เขาต้องอยู่ท่ามกลางความทุกข์ยากลำบาก ในด้านการเงินและถูกกดขี่ข่มเหงจากคนที่ไม่เชื่อพระเจ้า
ทำให้ชายหนุ่มรู้สึกท้อแท้ใจมาก เขาจึงคิดทบทวนถึงนิมิตบนท้องฟ้าเมื่อครั้งกระโน้น และเพิ่งเข้าใจอย่างกระจ่างในวันนี้เองว่า แท้จริง ปปข. นั้นหมายถึง “ไปปลูกข้าว” เขาจึงทิ้งงานของคริสตจักรและกลับไปทำนาเหมือนเดิม
ผู้ใดเอามือจับคันไถแล้วหันหน้ากลับเสีย ก็ไม่สมควรกับแผ่นดินของพระเจ้า!
[1] หนังสือโลกากำลังจะพินาศ โลกต้องการผู้ประกาศแบบโนอาห์ หน้า ๔๓
[2] คำว่าบุตรมนุษย์หมายถึงพระเยซูทรงเป็นพระมาซีฮาห์ ตามที่ดาเนียล ๗.๑๓-๑๔ ได้กล่าวทำนายไว้ คำนี้ปรากฏมัทธิว ๒๙ ครั้ง ในมาระโก ๑๔ ครั้ง ในลูกา ๒๔ ครั้ง และในยอห์น ๑๓ ครั้ง
Read Moreธวัช เย็นใจ
ชีวิตที่เลือกได้
ฟป. ๒.๕-๙
คำนำ
สิ่งหนึ่งที่ทำให้ชีวิตของเราไม่พัฒนาก้าวหน้าคือ ความหลังฝังใจ เช่น ทุกปี(๒๖ ธค.) จะมีการระลึกถึงเหตุการณ์สึนามิ แม้ว่าเวลาผ่านมาห้าปีแล้วแต่ก็ยังมีการตอกย้ำกันอยู่ ภาพของ ดญ.อิกรา อัลฟีลา อายุ ๑๐ ขวบ ที่หมู่บ้านประมงลัมปุก อาเจะห์ อินโดนีเซีย ที่เธอสูญเสียแม่ พี่น้องทรัพย์สินทั้งหมด พร้อมผู้คนที่เสียชีวิต ๑๖๘,๐๐๐ คน ทุกวันนี้เธอยังโศกเศร้าอยู่อย่างไม่สร่างซา
ในทัศนะของคริสเตียน แทนที่จะมีความขมขื่นก็ให้ขอบพระคุณพระเจ้าดีกว่า (๑ ธส. ๕.๑๘) มีคนหนึ่งได้ส่งบทความเรื่อง “ขอบคุณพระเจ้า” มาให้ดังนี้
ขอบคุณพระเจ้าสำหรับความไม่รู้ ทำให้เราขวนขวายเล่าเรียนมากขึ้น
ขอบคุณพระเจ้าสำหรับความยากจน ทำให้เราขยันขันแข็งในการทำงานมากขึ้น
ขอบคุณพระเจ้าสำหรับความล้มเหลว ทำให้เราใฝ่หาความสำเร็จ
ขอบคุณพระเจ้าสำหรับความขัดแย้งและไม่เข้าใจกัน ทำให้เราแสวงหาความเป็นหนึ่งเดียว
ขอบคุณพระเจ้าสำหรับความผิดพลาดในชีวิตและการงาน ทำให้เราต้องปรับปรุงแก้ไข
ขอบพระคุณพระเจ้าที่เราถูกอิจฉาริษยา ทำให้เรารู้ว่ากำลังเกิดผลดี
ขอบคุณพระเจ้าสำหรับคำวิพากษ์วิจารณ์ ทำให้เราต้องสำรวจตนเอง
ขอบคุณพระเจ้าความผิดหวัง ทำให้เราไม่คาดหวังเกินไป
ขอบคุณพระเจ้าสำหรับศัตรู ที่เป็นต้องระมัดระวังตนมากขึ้น
ขอบคุณพระเจ้าสำหรับความทุกข์และความเจ็บป่วย ทำให้เรารู้ว่าตนเองอ่อนแอ
ขอบคุณพระเจ้าสำหรับการสูญเสีย ทำให้เรารู้ว่าทุกอย่างเป็นอนิจจัง
ขอบคุณพระเจ้าสำหรับความผิดบาป ที่ทำให้เราต้องพึ่งพระองค์มากขึ้น
ขอบคุณพระเจ้าสำหรับความตาย ที่เป็นฉากสุดท้ายในโลกที่จบลงอย่างสมบูรณ์.
ชีวิตที่เลือกได้
“ชีวิตที่เลือกได้” เป็นหัวข้อเทศนาในวันนี้ อาจจะค้านกับความคิดและความเชื่อของคนไทย ศาสนาพุทธ อิสลามและพราหมณ์ที่เชื่อว่า “ชีวิตย่อมเป็นไปตามกรรม” อาศัยบุญนำกรรมส่ง บุพเพสันนิวาส โชควาสนา ชีวิตขึ้นอยู่กับดวง เฮงหรือซวย
โพลของสำนักดุสิตได้ถามนับพันคนว่า “ทำไมจึงยากจน?” คำตอบอันดับแรกคือ “เพราะเกิดมาจน”
ผู้คนจำนวนมากโอดครวญว่า ฉันจะมีชีวิตที่ดีกว่านี้ “ถ้า” ถ้าฉันมีเงิน ถ้าฉันร่ำรวย ถ้าฉันมีความรู้ ถ้าฉันมีอำนาจหรือถ้าฉันเหมือนคนโน้นคนนี้! ด้วยเหตุนี้จึงการหลอกลวงกันทางโทรศัพท์ ทางอินเตอร์เนท(อีเมล) ให้เงินล้าน
ข้อคิด : คนโง่ย่อมตกเป็นเหยื่อของคนฉลาด แต่คนฉลาดก็ตกเป็นเหยื่อของคนแกล้งโง่”
พระเยซูเป็นตัวอย่าง เปาโลได้บอกแก่พี่น้องคริสเตียนในเมืองฟีลิปปีถึง “ชีวิตในพระคริสต์” (ฟป. ๒.๑) ในการดำเนินชีวิตอย่างมีความสุขในโลกนี้ พระองค์ทรงเลือกเป็น “คนธรรมดาที่มีคุณค่า” อับราฮัม ลิงคอล์น อดีตประธานาธิบดีที่มีชื่อเสียงของอเมริกาเคยกล่าวว่า “พระเจ้าทรงรักคนธรรมดามากจริงๆ เพราะเราเห็นได้ว่าพระองค์ทรงสร้างเขาไว้มากมายในโลกนี้”
การเลือกของพระเยซู
๑.เลือกเป็นพระเจ้าได้ แต่กลับเลือกเกิดเป็นมนุษย์ธรรมดา
“ท่านจงมีน้ำใจต่อกันเหมือนอย่างที่มีในพระเยซูคริสต์ ผู้ทรงสภาพของพระเจ้า แต่มิได้ทรงถือว่าการเท่าเทียมกับพระเจ้านั้นเป็นสิ่งที่จะต้องยึดถือ” (ฟป.๒.๕-๖) มนุษย์เราส่วนใหญ่ถือเกียรติและศักดิ์ศรี “ฆ่าได้แต่หยามไม่ได้” ตัวอย่าง : ผู้นำในคริสตจักรเครือสยามแบ๊บติสต์เล่าให้เราฟังว่า นักศึกษาพระคริสตธรรมฝึกงานคนหนึ่งในกรุงเทพฯ ได้รับการขอให้ช่วยกวาดทำความสะอาดโบสถ์ แต่เขาตอบว่า “ผมไม่ได้มาที่นี่เพื่อกวาดโบสถ์”
๒.เลือกที่จะเป็นเจ้านายได้ - แต่กลับยอมเป็นทาส
“แต่ได้กลับทรงสละ และทรงรักสภาพทาส ทรงถือกำเนิดเป็นมนุษย์” (ฟป. ๒.๗) ในภาษากรีก doulos (ดูโลส) ทาสไม่มีสิทธิ์ไม่มีเสียง ทำทุกอย่างตามคำสั่งของนาย ไม่มีค่าจ้างและไม่ความดีใดๆตอบแทน ตัวอย่าง : ในบัตรอวยพรคริสตมาสปีหนึ่ง แผ่นแรกเป็นใบหน้าของจอมเผด็จการทั้งหลาย เช่น ฮิตเลอร์ มุสโสลินี อเล็กซานเดอร์มหาราช สตาลิน และเมาเซตุง มีข้อความเขียนว่า “มีมนุษย์มากมายที่อยากจะเป็นพระเจ้า”
ในแผ่นที่สองเป็นภาพของพระกุมารประสูติในรางหญ้า และมีข้อความว่า “แต่พระเจ้ากลับอยากมาเกิดเป็นมนุษย์”
๓.สามารถเลือกตำแหน่งสูง - แต่กลับทรงเลือกฐานะที่ต่ำต้อย
พระเยซูสามารถเลือกมาเกิดในพระราชวังของจักรพรรดิซีซาร์ออกัสตัส กษัตริย์เฮโรด หรือกษัตริย์เปอร์เซียได้ เพราะว่าพระองค์ทรงมีเชื้อสายของกษัตริย์อยู่แล้ว (มธ.๑.๑ พระเยซูคริสต์ทรงเป็นเชื้อสายของกษัตริย์ดาวิด) แต่พระองค์กลับเลือกเกิดในเป็นมนุษย์ธรรมดาที่ต่ำต้อย เกิดในรางหญ้าและยากจน
๔.สามารถเลือกใช้ชีวิตตามใจชอบ - แต่ทรงเลือกที่จะเชื่อฟังพระเจ้า
“เมื่อทรงปรากฏพระองค์ในสภาพของมนุษย์แล้ว พระองค์ก็ทรงถ่อมพระองค์ลงยอมเชื่อฟังจนถึงความมรณา กระทั่งความมรณาที่กางเขน” (ฟป. ๒.๘) เป็นสิ่งที่ยากสำหรับพระเยซูขณะอยู่บนไม้กางเขน พระองค์ทรงอธิษฐานขอ “เลื่อนจอกออกไป” แต่ก็ผลดีเกิดขึ้นขณะทรงอยู่บนกางเขน คือ โจรคนหนึ่งคนกลับใจใหม่ และนายร้อยเห็นว่าพระองค์ทรงเป็นพระบุตรของพระเจ้าอย่างแท้จริง
๕.สามารถเลือกมีความสุขแบบโลกนี้ - แต่เลือกที่จะมีชีวิตอยู่อย่างคนยากจน
พระเยซูทรงมีชีวิตอย่างสมถะ บางคนบอกว่าพระองค์ทรงมีเสื้อผ้าไม่เกิดสามชุด พระองค์ตรสกับสาวกว่า “หมาจิ้งจอกยังมีโพรง นกในอากาศยังมีรัง แต่บุตรมนุษย์ไม่มีที่จะวางศีรษะ” (มธ. ๘.๒๐) เมื่อเร็วๆนี้มีคำถามจากศิษยาภิบาลคนหนึ่งว่า “ถ้าพระเยซูมาเกิดในสมัยนี้จะใช้รถยนต์ยี่ห้ออะไร? พระองค์จะใช้เฟซบุ๊คหรือทวิทเตอร์ไหม?” พระองค์จะไปชอปปิ้งไหม? พระองค์จะนั่งกินในร้านเอ็มเคสุกี้หรือร้านซิสเลอร์ไหม?
๖.สามาถเลือกความสะดวกสบายและมีชื่อเสียง - แต่กลับเลือกความทุกข์ยากลำบาก
พระเยซูตรัสว่าใครอยากเป็นใหญ่ในสวรรค์ “ต้องเป็นผู้รับใช้ของคนทั้งหลาย ใครอยากเป็นเอกเป็นต้นต้องเป็นทาสสมัครของคนทั้งปวง” (มก. ๑๐.๔๓-๔๔) พระองค์เป็นแบบอย่างแก่เรา “เพราะว่าบุตรมนุษย์มิได้มาเพื่อปรนนิบัติ แต่ท่านมาเพื่อปรนนิบัติเขา และประทานชีวิตของท่านให้เป็นค่าไถ่ของคนเป็นอันมาก” (ข้อ ๔๕)
คำถาม : แล้วพวกเราคริสเตียนไทยทั้งหลายล่ะ เลือกเอาอะไร?
๗.สามารถเลือกตายแบบมีศักดิ์ศรี - แต่เลือกตายแบบไร้ศักดิ์ศรี
พระเยซูทรงยอมตายที่บนไม้กางเขน เครื่องมือประหารของชาวเปอร์เซีย เพราะเชื่อว่า “คนชั่วช้าไม่ควรจะตายแบบร่างกายแตะต้องดิน”
สรุป
- “ชีวิตที่เลือกได้” พระเยซูทรงเลือกแล้ว
- พวกเราเลือกแล้วหรือยัง?
- There is nothing new under the sun, But there are some thing new under the Son. ไม่มีอะไรใหม่ภายใต้ดวงอาทิตย์ แต่มีบางสิ่งใหม่ภายใต้พระบุตร
- ผลตอบแทนจากการเลือกของพระเยซู (โปรดอ่าน ฟป. ๒.๙-๑๑) ผลจากการเลือกของเราก็เช่นเดียวกัน.
Read More
การอธิษฐาน
มัทธิว ๖.๕-๑๔
“ท่านทั้งหลายจงอธิษฐานตามอย่างนี้ว่า ข้าแต่พระบิดาแห่งข้าพระองค์ทั้งหลาย ผู้ทรงสถิตในสวรรค์
ขอให้พระนามของพระองค์เป็นที่เคารพสักการะ ขอให้แผ่นดินของพระองค์มาตั้งอยู่ ขอให้เป็นไปตามพระทัยของพระองค์ ในสวรรค์เป็นอย่างไรก็ให้เป็นไปอย่างนั้นในแผ่นดินโลก
ขอทรงโปรดประทานอาหารประจำวันแก่ข้าพระองค์ทั้งหลายในกาลวันนี้ และขอทรงโปรดยกบาปผิดของข้าพระองค์ เหมือนข้าพระองค์ยกโทษผู้ที่ทำผิดต่อข้าพระองค์นั้น และขออย่านำข้าพระองค์เข้าไปในการทดลอง แต่ให้พ้นจากซึ่งชั่วร้าย (เหตุว่าราชอำนาจและฤทธิ์เดช และพระสิริเป็นของพระองค์สืบๆไปเป็นนิตย์ อาเมน)”
มธ. ๖.๙-๑๓
ดร. มาร์ติน ลอยด์โจนส์ นักเทศน์และนักเขียนคริสเตียนที่มีชื่อเสียงได้กล่าวว่า “มนุษย์จะไปถึงความยิ่งใหญ่ของพระเจ้าได้ เมื่อเขาคุกเข่าลงจำเพาะพระพักตร์พระเจ้า” รับบีผู้สอนศาสนายิวคนหนึ่งกล่าวในทำนองเดียวกันว่า “คำอธิษฐานนั้น ยิ่งใหญ่กว่าการทำงาน” และ” ผู้ใดที่อธิษฐานไปรอบๆบ้าน กำแพงบ้านของเขาจะแข็งแกร่งยิ่งกว่าปราการเหล็ก”
พระเยซูไม่ได้สอนพวกสาวกว่า “ท่านทั้งหลายจงเทศนาดังนี้” แต่ตรัสว่า “ท่านทั้งหลายจงอธิษฐานตามอย่างนี้ว่า...” (ข้อ ๕) นายแพทย์ลูกาบันทึกว่า พวกสาวกเองก็ไม่ได้มาขอให้พระองค์สอนเทคนิคการโน้มน้าว
หรือวิธีการจูงใจคน แต่พวกเขารู้สึกประทับใจในเข้าเฝ้าพระเจ้า จึงพากันมาพระเยซู “เมื่อพระเยซูทรงอธิษฐานอยู่ในที่แห่งหนึ่ง พอจบแล้วสาวกของพระองค์ทูลว่า ‘พระองค์เจ้าข้า ขอสอนพวกข้าพระองค์ให้อธิษฐาน’” (ลก.
๑๑.๑)
ชาวยิวเรียกสูตรของการอธิษฐานว่า shama (ชามา)หมายถึง “จงฟังเถิด” มาจากพระคัมภีร์ตอนที่กล่าวว่า “จงฟังเถิด โอ อิสราเอล องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงเป็นพระเจ้าองค์เดียว” (ดู ฉธบ. ๖.๔-๙, กดว. ๑๕.๓๗-๔๑) อธิษฐานในภาษากรีกคือ proseuchomai (พรอซือโคไม) หมายถึง “การทูลต่อพระเจ้า” ด้วยกล่าวคำสรรเสริญยกย่องการทูลขอและวิงวอนต่อพระองค์ถึงความจำเป็น และต้องการให้พระองค์ทรงตอบคำอธิษฐานและอวยพระพร
ชาวยิวจะอธิษฐานวันละ ๕ ครั้ง คริสเตียนในสมัยเริ่มแรกก็รับธรรมเนียมนี้มาปฏิบัติด้วย พวกเขามักจะอธิษฐานที่บนดาดฟ้า (กจ. ๓.๑) ในพระวิหาร (กจ. ๑๐.๓) และอธิษฐานในบ้าน (กจ. ๑๐.๙) พระเยซูทรงสอนว่าเมื่ออธิษฐานอย่าพูดวกวนซ้ำๆซากๆ (ข้อ ๗) การที่พระเจ้าทรงตอบคำอธิษฐานของคริสเตียนนั้น ไม่ได้เกิดขึ้นเพราะพูดเยอะๆ มีเสียงดัง ตะโกน กระโดดโลดเต้น การคุกเข่าลงหรือหมอบราบ (บางคนใช้คำที่น่ากลัวว่า “เขย่าบัลลังก์ของพระเจ้า”) แต่เกิดจากอธิษฐานด้วยความถ่อมใจ ความจริงใจและสิ่งนั้นเป็นน้ำพระทัยของพระองค์
ความจริงใจ - ผู้เชื่อในพระเยซูจะต้องอธิษฐานด้วยความจริงใจ มีความแตกต่างระหว่างคริสเตียนกับพวกนักศาสนาชาวยิว(ฟาริสีและสะดูสี) พระเยซูตรัสว่า “เมื่อท่านทั้งหลายอธิษฐาน อย่าเป็นเหมือนคนหน้าซื่อใจคด” (ข้อ ๕) ในภาษาเดิมคือ hupokrites (ฮูพอคริเทส) ในพระคัมภีร์ฉบับภาษาอังกฤษ hypocrites “หน้าซื่อใจคด” (ปากอย่างใจอย่าง) เหมือนที่คนไทยพูดว่า “หน้าเนื้อใจเสือ” หรือปากปราศรัยน้ำใจเชือดคอ คนภาคเหนือมีคำกลอน “ปากว่าแต๊ ในใจ๋ขื่นขม จุ๊เปิ้นเมาจม ผายลมออกเล้น”
พวกฟาริสีและสะดูสีซึ่งเป็นนักศาสนาชาวยิวมักชอบอธิษฐานอย่างยืดยาวในธรรมศาลา หรือไปยืนตรงที่หัวมุมถนน ที่กลางตลาด หรือสถานที่มีคนพลุ่กพล่าน เขาจะชูมือกางขึ้นไปในท้องฟ้าแล้วอธิษฐานเสียงดัง เพื่อให้คนเห็นแล้วยกย่องชมเชย คำอธิษฐานคนของพวกนี้มักจะยาวกว่าปกติถึงสิบเท่า!
พระบิดา - พระเยซูทรงสอนให้สาวกอธิษฐานว่า “ข้าแต่พระบิดาแห่งข้าพระองค์ทั้งหลาย ผู้ทรงสถิตในสวรรค์”(ข้อ ๙)
ในภาษาฮีบรู ab (อับ) ในพระคัมภีร์ใหม่ใช้ภาษาอารเมคว่า abba (อับบา) แปลว่าบิดาหรือคุณพ่อ เป็นคำที่แสดงถึงความใกล้ชิดสนิทสนมของบุคคลภายในครอบครัว เหมือนคนจีนเรียกพ่อว่า “ปาป้า” หรือฝรั่งเรียกว่า “แด็ด” หรือแด็ดดี้ (dad or daddy)
พระเยซูทรงอธิษฐานในสวนเกธเซมาเนโดยเรียกว่าพระเจ้าว่าอับบา (มก. ๑๔.๓๖) เมื่อเปาโลเขียนจดหมายไปถึงพี่น้องคริสเตียนในคริสตจักรโรมและกาลาเทีย ก็เรียกพระองค์ด้วยคำเดียวกันนี้เช่นกัน (รม. ๘.๑๕,
กท. ๔.๖) แน่นอน พระเจ้ามิได้เป็นพระเจ้าผู้อยู่ห่างไกลและน่าหวาดกลัว แต่ทรงเป็นพ่อของคริสเตียนทุกคน เราจึงอยู่ในฐานะลูกของพระองค์ (ยน. ๑.๑๒) มีผู้เชื่อบางคนอธิษฐานว่า “พระเจ้าครับ หรือพระบิดาครับ”
พระนามพระเจ้า - พระเยซูทรงสอนให้อธิษฐานว่า “ขอให้พระนามของพระองค์เป็นที่เคารพสักการะ” (ข้อ ๙)
พระนามของพระเจ้านั้นศักดิ์สิทธิ์มาก จนกระทั่งบรรดาอาลักษณ์ในสมัยโบราณไม่กล้าที่จะเอ่ยพระนามของพระองค์ เพราะบริสุทธิ์และศักดิ์สิทธิ์ยิ่งนัก จึงเลี่ยงไปใช้พระนามอื่นแทน เช่น อะโดนัย ยาเวห์ โมเสสบอกคนยิวว่า “อย่าออกพระนามของพระเจ้าอย่างไม่สมควร” (อพย. ๒๐.๗)
คนอิสลามให้ความสำคัญแก่พระนามของพระอัลล่าห์ เมื่อเดือนกรกฏาคม ปี ๑๙๙๒ บริษัทโยโกฮามาผู้ผลิตยางรถยนต์ ได้ทำรุ่นหนึ่งมีลายดอกยางคล้ายพระนามของพระอัลล่าห์ พวกมุสลิมจึงประท้วงอย่างรุนแรงและห้ามขายยางรถรุ่นนี้ในเจ็ดประเทศ คือ บรูไน คูเวต อาหรับเอมิเรทส์ กาตาร์ บาเรน ซาอุดิอาระเบียและปากีสถาน
ข้อคิด : คริสเตียนที่รัก อย่างไรที่เรียกว่าการออกพระนามของพระเจ้าอย่างไม่สมควร? เรามีท่าทีแบบไหนต่อการออกพระนามของพระเจ้าในการอธิษฐาน?
แผ่นดินของพระเจ้า - พระเยซูทรงสอนให้อธิษฐานว่า “ขอให้แผ่นดินของพระองค์มาตั้งอยู่” (ข้อ ๑๐)
เรารู้ดีว่าอาณาจักรใดๆในโลกนี้จะต้องมีผู้ครอบครอง ที่เรียกว่ากษัตริย์ ประธานาธิบดีหรือนายก รัฐมนตรี พระคัมภีร์ตอนนี้พระเยซูกล่าวถึงแผ่นดินฝ่ายจิตวิญญาณ ที่จำเป็นต้องมีกษัตริย์แห่งสวรรค์เป็นผู้ปกครอง (วว. ๕.๑๐) จำเป็นจะต้องมีการรวบรวมแว่นแคว้นต่างๆเข้ามาอยู่ด้วยกัน พระคัมภีร์เรียกว่าแผ่นดินของพระเจ้า (kingdom of God) ในภาษากรีกว่า basileia (บาซิเลอา) ที่มีพระเยซูคริสต์ทรงเป็นกษัตริย์ปกครองเป็นนิตย์ (วว. ๑.๖, ๒๐.๖)
คนยิวกล่าวว่า คำอธิษฐานที่ไม่มีการกล่าวถึงอาณาจักรของพระเจ้า ไม่ถือว่าเป็นคำอธิษฐาน เช่นเดียวกันเมื่อคริสเตียนอธิษฐานขอให้พระนามของพระองค์เป็นที่เคารพสักการะ จะต้องพ่วงด้วย “ขอให้แผ่นดินของพระองค์มาตั้งอยู่” พระเยซูทรงสั่งให้ทุกคนแสวงหาแผ่นดินของพระเจ้า (มธ. ๖.๓๓) และให้ผู้เชื่อออกไปประกาศข่าวประเสริฐแห่งแผ่นดินของพระองค์ (ลก. ๔.๔๒) ขอให้สังเกตว่าเมื่อพระเยซูทรงเป็นขึ้นมาจากความตายและทรงสถิตอยู่สนทนากับสาวกเป็นเวลาสี่สิบวันนั้น พระองค์ทรงพูดคุยกับเขาเรื่องอะไร? เรื่องแผ่นดินของพระเจ้า!
คริสเตียนทุกท่าน เวลานี้คุณกำลังเสาะแสวงหาอะไร? และทุกๆวันคุณกำลังพูดเรื่องอะไรกันอยู่?
ตามน้ำพระทัย - พระเยซูทรงสอนให้อธิษฐานว่า “ขอให้เป็นไปตามน้ำพระทัยของพระองค์ ในสวรรค์เป็นอย่างไร ก็ขอให้เป็นไปอย่างนั้นในแผ่นดินโลก” (ข้อ ๑๐)
น้ำพระทัยมาจากภาษากรีก thelama (เทเลมา) หมายถึงพระประสงค์ของพระเจ้า ผู้ที่สามารถทำตามได้จะต้องมีจิตวิญญาณที่ติดสนิทอยู่กับพระองค์ พระเยซูตรัสว่า “ผู้ที่เข้าสนิทอยู่เราและเราเข้าสนิทอยู่เขา ผู้นั้นก็เกิดผลมาก” (ยน. ๑๕.๕)
โอมาร์ คายัมนักกวีเอกของโลกได้กล่าวไว้ว่า “พระเจ้าทรงเป็นเหมือนผู้เล่นหมากรุก จะเคลื่อนย้ายเบี้ย ขุน ม้า เรือ และโคนไปยังตำแหน่งใดก็ได้ แต่ในที่สุดก็ทรงรวบรวมทุกตัวลงในกล่อง” เปาโลยืนยันครั้งแล้วครั้งเล่าว่า น้ำพระทัยของพระเจ้าคือสิ่งที่ยอดเยี่ยมที่สุด กษัตริย์ดาวิดก็บอกเช่นกัน “ยินดีที่จะทำตามน้ำพระทัยของพระเจ้า” (สดด. ๔๐.๘)
อาหาร - พระเยซูทรงสอนว่า “ขอโปรดปรานอาหารประจำวันแก่ข้าพระองค์ทั้งหลายในกาลวันนี้” (ข้อ ๑๑) พระเจ้าทรงรู้ว่ามนุษย์มีความจำเป็นต้องการปัจจัยสี่ในการดำรงชีวิตอยู่ในโลกนี้ คือ เสื้อผ้า อาหาร ที่อยู่อาศัยและยารักษาโรค (ปัจจัยที่ห้าคือโตโยต้าหรืออีซุสุ ถ้ามีก็ดี แต่ไม่มีขึ้นรถเมล์เอาก็ได้)
ในภาษากรีก artos (อาร์ทอส) แปลตรงตัวว่าขนมปัง เมื่อครั้งชนชาติอิสราเอลเดินทางอยู่ในทะเลทราย พระเจ้าทรงเลี้ยงดูพวกเขาด้วย “มานา” อาหารจากสวรรค์ แต่พวกเขาต้องขยันออกไปเก็บทุกๆเช้า และไม่สามารถกักตุนได้ กษัตริย์ดาวิดมีประสบการณ์เลี้ยงแกะ รู้ว่าแกะต้องการหญ้าเขียวสดในทุ่งนาและน้ำใสในลำธาร ท่านจึงมองตระหนักว่าพระเจ้าทรงเป็นพระผู้เลี้ยง (สดด. ๒๓)
พระเยซูทรงสอนให้เราอธิษฐานต่อพระเจ้าสำหรับอาหารในแต่ละวันและไม่โลภมาก “ถ้าเรามีอาหารและเสื้อผ้า ก็ให้เราพอใจด้วยของเหล่านั้นเถิด” (๑ ทธ. ๖.๘)
การยกโทษ - พระเยซูทรงสอนว่า “ขอโปรดยกบาปผิดของข้าพระองค์ เหมือนที่ข้าพระองค์ยกโทษผู้ที่ทำผิดต่อข้าพระองค์นั้น” (ข้อ ๑๒)
(เกี่ยวกับเรื่องนี้ ขอให้กลับไปอ่านคำอธิบายเรื่องความโกรธ การตอบแทนและรักศัตรู ในมัทธิว ๕.๒๑-๒๖, ๓๘-๔๘)
การทดลอง - พระเยซูทรงสอนว่า “ขออย่านำข้าพระองค์เข้าไปในการทดลอง แต่ขอให้พ้นซึ่งชั่วร้าย”
(ข้อ ๑๓)
(เกี่ยวกับเรื่องนี้ ขอให้อ่านเรื่อง “ศึกชิงเจ้ายุทธจักร” ในคำอธิบายมัทธิว ๔.๑-๑๑)
สรุป
ลูอิสได้อธิบายพระคัมภีร์ตอนนี้ว่า
- การนมัสการเป็นส่วนสำคัญของการอธิษฐานทั้งหมด
- การแสดงความนับถือ(hagiazo – ฮากิอาโซ หมายถึงศักดิ์สิทธิ์ เคารพสักการะและบริสุทธิ์) เป็นส่วนที่สองของคำอธิษฐาน
- ความปรารถนาในอาณาจักรของพระเจ้า มั่นใจว่าพระองค์จะทรงกระทำให้พระสัญญาทุกอย่างสำเร็จเพื่อคนของพระองค์
- คำขอสำหรับส่วนตัว เช่น อาหารประจำวันเป็นส่วนหนึ่งของคำอธิษฐาน เพียงพอสำหรับวันนี้
- คำขอเกี่ยวกับความต้องการฝ่ายวิญญาณ คือการให้อภัยผู้อื่น การที่พระเจ้าอภัยโทษบาปมิได้ตั้งอยู่บนพื้นฐานของการให้อภัยผู้อื่น การที่คริสเตียนให้อภัยเพราะเขาตระหนักว่า เขาเองได้รับการอภัยบาปแล้ว (อฟ. ๔.๓๒) มนุษย์ไม่สามารถสามัคคีธรรมกับพระเจ้าได้ ถ้าเขาไม่ยอมให้อภัยผู้อื่น
- ผู้เชื่อรู้จุดบกพร่องฝ่ายจิตวิญญาณของตนเอง เขาจึงอธิษฐานขอให้พระเจ้าทรงนำให้พ้นจากการทดลองของมารซาตาน (ยก. ๑.๑๓-๑๔)
Read Moreผีเข้าสิงดุร้าย!
มัทธิว ๘.๒๘-๓๔
พระคัมภีร์ตอนนี้บันทึกว่า พระเยซูทรงมีฤทธิ์อำนาจเหนือผีมารซาตาน!
เราอยู่ในโลกสองด้านคือโลกที่มองเห็นด้วยตา เรียกว่าโลกฝ่ายวัตถุ กับโลกที่มองไม่เห็นด้วยตา เรียกว่าโลกฝ่ายวิญญาณ มีส่วนที่สว่างซึ่งครอบครองโดยพระเจ้า และส่วนที่มืดครอบครองโดยผีมารซาตาน และมีการต่อสู้กันอย่างดุเดือดเลือดพล่านอยู่ตลอดเวลา(อฟ. .๖.๑๐-๑๘)
คนไทยรู้จักและค้นเคยกับพวกผีต่างๆ เช่น “ผีถ้วยแก้ว ผีบุญ ผีฟ้า ผีเรือน ผีอำ ผีดิบ ผีกระสือ(ผู้หญิง) ผีกระหัง(ผู้ชาย) ผีปอบ(ภาคเหนือเรียกว่าผีก๊ะ ที่ชอบเข้าสิงอยู่ในคน) เชื่อว่าผีเหล่านี้บางครั้งจะสิงอยู่ในเสือ งู แมวดำ และนกแสก
ผู้คนจำนวนมาก(ที่ไม่เชื่อในพระเยซูคริสต์)จะหวาดกลัวต่ออำนาจของผีมารซาตาน อิทธิฤทธิ์ของมันจะปรากฏทางการทรงเจ้าเข้าผี การดูฤกษ์ยาม ดูดวงชะตาราศี การแห่แหนเจ้าพ่อเจ้าแม่ทั้งหลาย มันจะสำแดงเดชด้วยการปีนบันไดมีด ตัดสิ้น(ออกมาเขียนยัณห์) แทงแก้ม อาบน้ำมันร้อนๆหรือเดินบนถ่านร้อนแดงโดยไม่เป็นอันตรายใดๆ การแห่ผีตาโขน(อีสาน) ภาพยนตร์แนวลึกลับวิญญาณและผีๆทั้งหลาย ตลอดจนถึงการฉลองเทศกาลฮาโลวีน(วันปล่อยผี)
ผีอาศัยอยู่ในโฆษณาทางทีวี เช่น น้ำมันเครื่องยี่ห้อหนึ่งที่ใช้กับรถมอเตอร์ไซด์แล้ว สามารถขับขี่หลบหนีจากผีได้ หรือนักเทนนิสชื่อดังของไทยดื่มเครื่องดื่มบำรุงกำลังแล้วสามารถเล่นชนะผีได้ หรือคนที่เครดิตดีชำระเงินตามเวลากำหนดไม่ต้องตกนรกกระทะทองแดง เป็นต้น
คนผีเข้าสิง
“ครั้นพระเยซูทรงข้ามฟากไปถึงแดนกาดาราแล้ว มีสองคนออกจากอุโมงค์ฝังศพมาพบพระองค์ เขาผีเข้าสิงดุร้ายนัก จนไม่อาจมีผู้ใดเดินทางนั้นได้” (ข้อ ๒๘)
ผีเป็นวิญญาณชั่วที่คอยรบกวนและทำลายชีวิตของมนุษย์ มันเป็นสมุนของมารซาตาน ภาษากรีกเรียกมันว่า daimonizomai (ไดมอนิโซไม) มันทำให้ผู้คนได้รับความทุกข์ทรมาน (มธ. ๔.๒๔) และมีจำนวนมากมายเป็นกองทัพ (มก. ๕.๑๕) พระคัมภีร์ตอนนี้บอกความจริงเกี่ยวกับผี ดังนี้
๑.ผีอยู่ในที่ซึ่งไม่มีพระเจ้า
สถานที่แห่งใดที่ไม่มีพระเยซูคริสต์ สถานที่แห่งนั้นย่อมมีผี เช่น ในดินแดนกาดารา ดังที่ปรากฏในสมัยของพระเยซู กาดารา(Gadarene-กาดาเรน)เป็นเมืองใหญ่ในภูมิภาคนี้ เป็นที่อยู่ของคนต่างชาติ ห่างจากทะเลสาบกาลิลีไปทางตะวันออกเฉียงใต้ราว ๘ ไมล์
๒.ผีอยู่ในที่ของคนตาย
“มีสองคนออกมาจากอุโมงค์ฝังศพ” เป็นสถานที่เปลี่ยว มืดและน่ากลัว คนที่ถูกผีเข้าสิงมักจะเป็นคนชอบที่วังเวง เก็บตัวหรือแยกตัวออกไปและไม่ยอมสุงสิงกับใคร และมักจะมีอาการตาขวางไม่เป็นมิตรกับคนอื่น
เมื่อมันเข้าสิงใครแล้วก็จะเรียกร้องของเซ่นไหว้ เช่น หัวหมู ไก่ตอน วัว และเหล้าขาว
๓.ผีมีอาการดุร้าย
“เขามีผีเข้าสิงอาการดุร้ายนัก” ดุร้ายในภาษากรีก chalepos (คาเลพอส) คำนี้แปลได้อีกอย่างหนึ่งว่า รุนแรงและเลวร้ายจนเข้าขั้นวิกฤติ เปาโลใช้คำนี้บอกถึงสมัยสุดท้ายว่าจะเกิดเหตุการณ์ “กลียุค” chalepos (๒ ทธ. ๓.๑) พระธรรมมาระโกอธิบายเพิ่มเติมถึงความดุร้ายของผีว่า “ออกมาจากอุโมงค์ฝังศพ มีผีโสโครกสิงได้มาพบพระองค์ คนนั้นอาศัยอยู่ตามอุโมงค์ฝังศพ และไม่มีผู้ใดผูกมัดเขาอีกได้ แม้จะล่ามด้วยโซ่ตรวนก็ไม่อยู่...เขาก็หักและฟาดโซ่ตรวนเสีย ไม่มีผู้ใดมีแรงพอที่จะทำให้เขาสงบลงได้” (มก. ๕.๒-๔)
ผีโสโครก akathartos (อาคาธาร์ทอส) พระคัมภีร์ใช้คำนี้เรียกส่งที่เป็นมลทิน (กจ. ๑๐.๑๔,๑๘) หรือสิ่งที่ไม่สะอาด (๒ คร. ๖.๑๗) เปาโลใช้คำนี้เรียกคนบาปว่าเป็นพวก “ทุศีล” (อฟ. ๕.๕) ที่นี่มัทธิวใช้สำหรับเรียกผีที่สกปรก(ไม่ได้หมายความว่ามีผีที่สะอาด เหมือนคนจีนที่นับถือเจ้าชั้นสูงและเจ้าชั้นต่ำ) หรือผีร้าย (มธ. ๑๐.๑๐)
๔.ผีชอบเสียงดัง
ผู้เขียนพระธรรมมาระโกบอกถึงอาการของผีว่า “เขาคลั่งร้องอึงอยู่ตามอุโมงค์ฝังศพ” (มก. ๕.๕)
ปัจจุบันผีประเภทนี้จะอยู่ในทีวี วีดิโอและหนังสือที่มีการนองเลือด ตามงานเลี้ยงสังสรรค์ ผีอยู่ในผับและบาร์ที่เสียงเพลงร็อคดังสั่นหวั่นไหวจนแก้วหูแทบแตก ผีอยู่ในละครไทยที่ไม่ต้องทำมาหากินอะไร เอาแต่ทะเลาะเบาะแว้งตบตีแย่งชิงผู้ชาย(ชู้รัก)และผัวเมียคนอื่น
เชื่อว่าหลายคนรู้จักจิม เฮนดริกส์นักร้องเพลงร็อคชื่อดัง ที่ชอบเสพยาแล้วขึ้นไปวาดลวดลายบนเวทีด้วยความเมามันคลุ้มคลั่งสะใจ จากนั้นเมื่อถึงจุดสุดขีด เขาก็จะเหวี่ยงกีต้าร์ฟาดลงบนพื้นเวทีและกระโดดเหยียบจนพังไม่มีชิ้นดี โดยผู้ฟังผู้ดูหารู้ไม่ว่านั่นเป็นการแสดงอาการคุ้มคลั่งของคนผีเข้า!
มีคนบอกผมว่า ผีมันสิงอยู่ในคนที่ชอบเปิดเพลงรบกวนชาวบ้านในงานบุญต่างๆ มันแสดงอาการชัดเจนอยู่ในรถซิ่งที่โหลดจนแทบติดพื้น เปิดกระจกหน้าต่างและแล่นไปตามถนน เปิดเครื่องเสียงซะดังสนั่นหวั่นไหวกว่าร้อยเดซิเบลขึ้นไป เพื่อเรียกร้องความสนใจจากผู้คนให้หันไปมอง ในขณะที่เจ้าตัวมันก็เอาจุกอุดหูตัวเองเสีย แต่บางคนเข้าใจว่าเป็นพวก “โรคจิต” กำเริบ!
“เขาคลั่งร้องอึงอยู่ตามอุโมงค์ฝังศพ และที่ภูเขาทั้งกลางวันและกลางคืนเสมอ และเอาหินเชือดเนื้อของตน” (มก. ๕.๕) นอกจากผีเข้าสิงและส่งเสียงดังแล้ว ตามร่างกายก็ยังมีแผลเหวอะหวะ ตามลำตัวและแขนขามีคราบเลือดติดอยู่เกรอะกรัง เสื้อผ้าปกปรกมอมแมม ผมเผ้าเป็นกระเซิงและมีหนวดเครารุงรัง
เมื่อสองสามปีก่อนมีชายหนุ่มคนหนึ่งมาพบผู้นำที่โบสถ์ของเรา ชายคนนี้ชอบอาศัยนอนที่ป่าช้าของหมู่บ้านช่างเคี่ยน (อยู่ตรงข้ามคริสตจักรแบบติสต์เชียงใหม่) มีอาการเหมือนคนดื่มเหล้าหนักและเมายาเสพติด ตามแขนมีรอยกรีดด้วยมีดเป็นแผลน่ากลัว เราได้อธิษฐานขับผีออก และให้เขาต้อนรับพระเยซูคริสต์ พร้อมกับให้พระคัมภีร์ไปอ่าน กำชับว่าให้มาร่วมนมัสการพระเจ้าที่โบสถ์ทุกวันอาทิตย์
ผีกับพระเยซู
ผีรู้จักพระเยซูดี - “ดูเถิด เขาร้องตะโกนว่า ท่านผู้เป็นพระบุตรของพระเจ้า ท่านมายุ่งกับพวกเราทำไม จะมาทรมานพวกเราก่อนเวลาหรือ” (ข้อ ๒๙) ผีรู้ว่ามีเวลาหนึ่งที่ตนเองและพรรคพวกจะต้องถึงกาลพินาศในบึงไฟนรก แต่ไม่ใช่เวลานี้ ดังนั้นมันจะต่อรองกับพระเยซู เพื่อผัดผ่อนเวลาออกไปอีก
จากพระคัมภีร์ตอนนี้บอกให้เรารู้ความจริงว่า ผีรู้ว่าใครมีอำนาจเหนือกว่า มันทราบดีอยู่แก่ใจว่าพระเยซูทรงเป็นใคร แต่น่าเสียดายที่ปัจจุบันนี้มีคริสเตียนจำนวนไม่น้อย ที่ไม่รู้ว่าพระเยซูเป็นใครและมีฤทธิ์อำนาจมากแค่ไหน! เหมือนกับเมื่อครั้งที่พวกสาวกกรรเชียงเรืออยู่ท่ามกลางพายุในทะเลสาบกาลิลี ในสถานการณ์อันเลวร้ายนั้นพระเยซูได้เสด็จเดินบนน้ำมาหา แต่พวกศิษย์กลับตาฟางมองเห็นว่าพระองค์ทรงเป็นผีและมีความหวาดกลัวยิ่งนัก จนกระทั่งพระเยซูต้องตรัสว่า “เราเองแหละ อย่ากลัวเลย”
วันนี้ขอพระเจ้าทรงช่วยเราทุกคนให้รู้จักฤทธิ์อำนาจของพระคริสต์ ที่อยู่เหนือโรคภัยไข้เจ็บ เหนือผีมารซาตาน เหนือธรรมชาติ เหนือความตายและความพินาศฝ่ายจิตวิญญาณ ที่บนไม้กางเขนนั้นพระเยซูทรงมีชัยชนะแล้ว!
“ชนะ ชนะชั่วนิตย์นิรันดร์
พระเยซูชนะ ฮาเลลูยา”[1]
คุณค่าของมนุษย์
“ไกลจากที่นั่นมีฝูงสุกรกำลังหากินอยู่ ผีเหล่านั้นได้อ้อนวอนพระองค์ว่า ‘ถ้าท่านขับพวกเราออก ก็ขอให้เข้าอยู่ในฝูงสุกรนั้นเถิด’ พระเยซูจึงตรัสกับผีเหล่านั้นว่า ‘ไปให้พ้น’ ผีเหล่านั้นก็ออกไปเข้าสิงในฝูงสุกรนั้น ดูเถิด สุกรทั้งฝูงก็วิ่งกระโดดจากหน้าผาลงไปสู่ทะเล และจมน้ำตายสิ้น” (ข้อ ๓๑-๓๒)
มาระโกบันทึกว่า “ผีโสโครกจึงไปสิงอยู่ในสุกรประมาณสองพันตัว กระโดดลงจากหน้าผาสำลักน้ำตาย” (มก. ๕.๑๓) ถ้าเราตีราคาหมูตัวละสองพันบาท ราคาหมูฝูงนั้นก็จะตกราว ๔ ล้านบาท พระเจ้าทรงเห็นว่ามนุษย์เพียงคนเดียวมีคุณค่ามากกว่าหมูทั้งฝูง!
นักวิทยาศาสตร์ได้แยกแยกชิ้นส่วนของมนุษย์ออกมาแล้ว ในร่างกายของเราประกอบด้วยน้ำ ๘๐ % ส่วนอีก ๒๐ % ก็แบ่งออกเป็นแคลเซี่ยม ๔๓.๕ % เป็นคลอรีน ๔.๓ % เป็นโปรแตส เซี่ยม ๑๐.๓ % เป็นซัลเฟต ๔.๑ % เป็นแมกนีเซี่ยม ๑.๔ % เป็นฟอสฟอรัส ๒๔.๑ % นอกนั้นเป็นธาตุเหล็ก ไอโอดิน ทองแดง ซิลิคอนและแมงกานิส
ทั้งหมดนี้ตีราคาได้ไม่เกินหนึ่งร้อยบาท
แต่พระเยซูยอมเสียสละชีวิตของพระองค์บนไม้กางเขนเพื่อมนุษย์ผู้ต่ำต้อยน้อยค่า!
ชีวิตใหม่
บทเรียนที่สำคัญยิ่งจากพระธรรมมาระโก ๕.๑๕-๒๐คือ คนผีเข้าสิงได้ประสบกับฤทธิ์อำนาจของการเปลี่ยนแปลงชีวิตใหม่
- การแต่งกายที่เรียบร้อย “นุ่งห่มผ้านั่งอยู่” (ข้อ ๑๕)
มีบางคนตั้งข้อสงสัยว่าพวก “สายเดี่ยว เอวลอย เปิดอก เป้าต่ำ โชว์สะดือ เปิดขาอ่อนหรือกางเกงในน่าจะอยู่ในข่ายของคนที่ถูกผีเข้าสิง!” คริสเตียนแท้ควรจะเป็นพวกที่แต่งกายเรียบร้อย และไม่วิ่งไล่งับแฟชั่น
- มีสติสัมปชัญญะ “นั่งสติอารมณ์ดี”
คนที่มีชีวิตใหม่ในพระคริสต์แล้ว จะมีความมั่นคงทางด้านจิตใจ อารมณ์และจิตวิญญาณ
- เป็นที่น่านับถือ “เขาจึงเกรงกลัวนัก”
คนที่ไม่ถูกผีสิงจะเป็นคนที่มีบุคลิกภาพดี น่าเชื่อถือทางด้านคำพูด ความคิดและความประพฤติในชีวิตประจำวัน
- ชอบพูดเรื่องของพระเยซูคริสต์ “เขาเริ่มประกาศในแคว้นทศบุรี(หัวเมืองทั้งสิบ) ถึงเหตุการณ์ที่พระเยซูทรงทำกับตัว” (ข้อ๒๐)
สรุป
เมื่อหลายปีก่อนผู้นำในคริสตจักรของเราคนหนึ่งเดินทางไปประกาศข่าวประเสริฐที่หมู่บ้านแม่เหล็ก จังหวัดลำพูน เขาได้พบกับหมอผีคนหนึ่งชื่อลุงเล้า ชาวบ้านถือลุงคนนี้มาก เขาจะเป็นผู้ประกอบพิธีกรรมต่างๆทั้งในเรื่องการติดต่อกับผี นำของไปเซ่นไหว้ผีและยังเคร่งครัดในศาสนาดั้งเดิม
หลังจากที่ได้ยินพระวจนะของพระเจ้าแล้ว ทำให้ลุงเล้าเข้าใจความจริงและกลับใจเสียใหม่ ต้อนรับเอาพระเยซูคริสต์เป็นพระผู้ช่วยให้รอด เขาหันหลังให้แก่พวกผีปิศาจและมุ่งหน้าเป็นพยานกับผู้คนในหมู่บ้าน นำคนมารับเชื่อจำนวนมาก ปัจจุบันลุงเล้ากลายเป็นผู้นำคนสำคัญของคริสตจักรบ้านแม่เหล็ก ซึ่งมีสมาชิกมากกว่าสามสิบคนและเพิ่มจำนวนขึ้นทุกๆวัน
วันหนึ่งผมพบลุงเล้าในการประชุมประจำปีขององค์กรคริสจักรกลุ่มสยามแบ๊บติสต์ ผมก็ถามลุงเล้าว่า “ลุงเล้า...อยากจะถามตรงๆว่า เมื่อครั้งที่ลุงยังเป็นหมอผีอยู่นั้น เวลาที่บอกชาวบ้านเจ็บป่วยที่มาหาว่า ผีอยากจะกินไก่กินหมูนั้น ผีมันอยากกินหรือว่าลุงเล้าอยากกินเอง?”
ลุงเล้ายิ้มแล้วตอบว่า “ผมอยากกินเอง”
“???!!”
[1] เพลงสั้นคริสเตียน
Read Moreธวัช เย็นใจ
อีสเตอร์ : พระเยซูทรงเป็นขึ้นแล้ว
ยอห์น ๒๐.๑-๑๘
คำนำ
เทศกาลใหญ่ของคริสเตียนคือ ระลึกถึงวันประสูติของพระเยซูคือ “คริสตมาส” และวันที่พระองค์ทรงเป็นขึ้นมาจากความตายคือ “อีสเตอร์” แต่ชาวโลกส่วนใหญ่จะรู้จักเพียงวันคริสตมาสเท่านั้น (ไม่ใช่เฉพาะชาวโลก แม้แต่คริสเตียนหลายคนก็เหมือนกัน) เพราะสนุกสนานและตื่นเต้นมากกว่า ส่วนเทศกาลอีสเตอร์เขาบอกว่า มันมีแต่ความโศกเศร้า ทุกข์ทรมานและความตาย
ที่จริง อีสเตอร์นั้นตื่นเต้นพอๆกับคริสตมาส แต่มันก็อย่างว่าแหละ คนชอบฉลองวันเกิดมากกว่าอยู่ดี!
อีสเตอร์ (Easter) ตามความหมายของพจนานุกรมคือ พิธีฉลองการเสด็จขึ้นมาจากหลุมฝังศพของพระเยซู ซึ่งมักจะจัดขึ้นในปลายเดือนของมีนาคม ต่อเนื่องไปถึงเดือนเมษายน แล้วแต่ว่าแต่ละปีจะกำหนดเป็นวันอาทิตย์ไหนเพื่อเฉลิมฉลอง
การฟื้นคืนพระชนม์
ยอห์นบทที่ ๑๙ เป็นเหตุการณ์สำคัญที่พระเยซูคริสต์ทรงถูกจับ ถูกทรมาน(มากมายหลายประการ) ถูกตรึงบนไม้กางเขนและสิ้นพระชนม์ เพื่อโทษความผิดบาปของมวลมนุษย์ พระศพของพระองค์ถูกนำไปฝังไว้ในอุโมงค์ ตั้งแต่เย็นวันศุกร์ จนกระทั่งถึงเช้าวันอาทิตย์ พระเยซูทรงเป็นขึ้นมาจากความตาย
ยอห์น ๒๐.๙ บรรดาพวกสาวกของพระเยซูไม่เข้าใจในคำทำนายที่เขียนไว้ “ข้อพระธรรมที่เขียนไว้ว่า พระองค์จะต้องฟื้นขึ้นจากความตาย” อาจจะเป็นเพราะหลงลืม หรือไม่ได้ใส่ใจต่อพระดำรัสนั้น มารีย์คิดและเข้าใจว่า พระเยซูทรงตายแล้วก็ตายลับ (ข้อ ๑๑-๑๘)
รู้ได้อย่างไรว่าเธอคิดอย่างนั้น? คำตอบก็คือ ประการแรก เธอร้องไห้ ประการต่อมา เธอก้มลงมองดูที่อุโมงค์ฝังพระศพ ด้วยหวังว่า พระเยซูนอนอยู่ในนั้น แต่เธอก็ต้องพบกับความผิดหวัง ประการที่สาม เมื่อพระองค์ตรัสกับเธอ แต่มารีย์มีสายตาฝ้าฟางและคิดไปว่า พระเยซูทรงเป็นคนทำสวน
บทเรียนอันทรงคุณค่า
(๑)เป็นขึ้นแล้ว
พระเยซูทรงเป็นขึ้นมาจากความตายและทรงพระชนม์อยู่ มิใช่เป็นพระเจ้าที่ตายแล้ว(ก็ตายลับ)และดับสูญ
(๒)พระเยซูต่างจากศาสดา
ในโลกนี้มีศาสนามากมาย และศาสนาใหญ่มีถึง ๖ ศาสนา มีคำสอนที่ดี น่ายกย่องงนับถือและควรปฏิบัติตามอย่างยิ่ง แต่ทว่าศาสดาเหล่านั้นล้วนดับชีพไปหมดแล้ว เหลือไว้แต่เพียงคำสอนเท่านั้น ซึ่งไม่มีพลังอะไรที่จะเปลี่ยนแปลงชีวิตของมนุษย์
(๓)พระเยซูผู้ช่วยให้รอด
พระองค์ทรงเป็นพระผู้ช่วยให้รอด “ผู้ที่เชื่อและไว้วางใจในพระเยซูก็มีชีวิตนิรันดร์” (ยน. ๓.๑๖) คิดอย่างง่ายๆ คนเป็นเท่านั้นที่จะช่วยคนเป็นได้ แต่คนตายไม่สามารถช่วยคนเป็นได้ ทำไมผู้คนจำนวนมากในโลกนี้จึงไปกราบไหว้นมัสการและขอความช่วยเหลือจากคนตายเล่า?
เทศกาลชื่นชมยินดี
ยอห์น ๒๐.๒๐ “เมื่อพวกสาวกเห็นองค์พระผู้เป็นเจ้าแล้ว ก็มีความยินดียิ่งนัก”
ตามปกติสิ่งที่เรามีอยู่ เราก็ไม่ค่อยมองเห็นคุณค่าของมัน จนกระทั่งวันหนึ่งได้สูญเสียสิ่งนั้นไป จึงจะตระหนักได้
พวกสาวกก็เช่นเดียว ตอนนี้พวกเขาเพิ่งจะเห็นคุณค่าของการสูญเสีย เมื่อพระเยซูคริสต์ทรงสิ้นพระชนม์และจากพวกเขาไป เห็นไหมมีการร้องไห้ โศกเศร้า หวาดกลัวและหมดหวัง
แต่เมื่อพระเยซูคริสต์ทรงเป็นขึ้นมาจากความตายแล้ว ท่าทีของพวกเขาเปลี่ยนไปจากหน้ามือเป็นหลังมือ
- เสียงร้องไห้กลับกลายเป็นเสียงหัวเรา
- ความโศกเศร้ากลับกลายเป็นความชื่นชมยินดี
- ความมืดมิดกลับกลายเป็นความสว่างไสว
- ความสิ้นหวังกลับกลายเป็นความหวัง
“ความยินดี” ในภาษากรีก chairo (ไคโร) ในฉบับ NIV ว่า overjoyed มิใช่เป็นความชื่นชมยินดีแบบธรรมดาๆ แต่เป็นความรู้สึกเป็นสุขที่ออกมาจากส่วนลึกของจิตใจ เป็นความปลาบปลื้มยินดีอย่างเหลือล้น
คำถาม : ความรู้สึกชื่นชมยินดี จะแสดงออกมาอย่างไรบ้าง? มีบางคนว่า จะรู้ได้ว่าพระเยซูทรงเป็นขึ้นมาจากความตายแล้วหรือยัง ก็ให้ดูที่ใบหน้าของพวกคริสเตียน!
ท่าทีต่ออีสเตอร์
(๑)การเสาะแสวงหา
ขอให้สังเกตท่าทีของบุคคลเหล่านี้ ที่พระคัมภีร์บันทึกไว้ “นางก็วิ่ง” (ยน. ๒๐.๒) “เขาทั้งสองก็วิ่งไป...แต่คนนั้นวิ่งไวกว่า” (ข้อ ๔) พวกเขาวิ่งไปไหนกัน? จุดประสงค์เพื่อจะพบกับพระเยซูคริสต์และนมัสการพระองค์ เพราะพระองค์ทรงเป็นขึ้นมาและทรงพระชนม์อยู่
อีสเตอร์นี้ขอให้พระเจ้าทรงช่วยเหลือเราทั้งหลาย ให้มีความกระตือรือร้นเสาะแสวงหาพระเจ้า และนมัสพระองค์
เปาโลกล่าวว่า ให้เราโน้มตัวไปข้างหน้า เพื่อจะได้พระเยซู (ฟป. ๓.๑๓) ให้เราวิ่งแข่งด้วยความเพียรพยายาม หมายเอาพระเยซูเป็นผู้บุกเบิกความเชื่อ (ฮบ. ๑๒.๑-๒)
(๒)บอกข่าวดี
“มารีย์ก็วิ่งไปบอกข่าวการฟื้นคืนพระชนม์ของพระเยซูคริสต์แก่คนอื่นๆ” (ข้อ ๑๘) นางยืนยันว่า “ข้าพเจ้าได้เห็นองค์พระผู้เป็นเจ้าแล้ว” นางได้เล่าประสบการณ์อย่างตื่นเต้น ที่ได้พบกับพระเยซูคริสต์
อีสเตอร์เป็นเทศกาลที่เราคริสเตียนจะบอกข่าวดีแก่คนอื่นๆ พระเยซูตรัสพวกสาวกว่า “พระบิดาทางใช้เรามาฉันใด เราก็จะใช้ท่านไปฉันนั้น” (ข้อ ๒๑)
สรุป
- อีสเตอร์เป็นเทศกาลฉลองการฟื้นคืนพระชนม์ของพระเยซูคริสต์
- อีสเตอร์เป็นเทศกาลแห่งความชื่นชมยินดี
- อีสเตอร์เป็นเทศกาลแห่งการเสาะแสวงหาและนมัสการพระเจ้า
- อีสเตอร์เป็นเทศกาลแห่งการประกาศข่าวประเสริฐของพระเยซูคริสต์
Read More
ธวัช เย็นใจ
อีสเตอร์ : พระเยซูทรงเป็นขึ้นแล้ว
ยอห์น ๒๐.๑-๑๘
คำนำ
เทศกาลใหญ่ของคริสเตียนคือ ระลึกถึงวันประสูติของพระเยซูคือ “คริสตมาส” และวันที่พระองค์ทรงเป็นขึ้นมาจากความตายคือ “อีสเตอร์” แต่ชาวโลกส่วนใหญ่จะรู้จักเพียงวันคริสตมาสเท่านั้น (ไม่ใช่เฉพาะชาวโลก แม้แต่คริสเตียนหลายคนก็เหมือนกัน) เพราะสนุกสนานและตื่นเต้นมากกว่า ส่วนเทศกาลอีสเตอร์เขาบอกว่า มันมีแต่ความโศกเศร้า ทุกข์ทรมานและความตาย
ที่จริง อีสเตอร์นั้นตื่นเต้นพอๆกับคริสตมาส แต่มันก็อย่างว่าแหละ คนชอบฉลองวันเกิดมากกว่าอยู่ดี!
อีสเตอร์ (Easter) ตามความหมายของพจนานุกรมคือ พิธีฉลองการเสด็จขึ้นมาจากหลุมฝังศพของพระเยซู ซึ่งมักจะจัดขึ้นในปลายเดือนของมีนาคม ต่อเนื่องไปถึงเดือนเมษายน แล้วแต่ว่าแต่ละปีจะกำหนดเป็นวันอาทิตย์ไหนเพื่อเฉลิมฉลอง
การฟื้นคืนพระชนม์
ยอห์นบทที่ ๑๙ เป็นเหตุการณ์สำคัญที่พระเยซูคริสต์ทรงถูกจับ ถูกทรมาน(มากมายหลายประการ) ถูกตรึงบนไม้กางเขนและสิ้นพระชนม์ เพื่อโทษความผิดบาปของมวลมนุษย์ พระศพของพระองค์ถูกนำไปฝังไว้ในอุโมงค์ ตั้งแต่เย็นวันศุกร์ จนกระทั่งถึงเช้าวันอาทิตย์ พระเยซูทรงเป็นขึ้นมาจากความตาย
ยอห์น ๒๐.๙ บรรดาพวกสาวกของพระเยซูไม่เข้าใจในคำทำนายที่เขียนไว้ “ข้อพระธรรมที่เขียนไว้ว่า พระองค์จะต้องฟื้นขึ้นจากความตาย” อาจจะเป็นเพราะหลงลืม หรือไม่ได้ใส่ใจต่อพระดำรัสนั้น มารีย์คิดและเข้าใจว่า พระเยซูทรงตายแล้วก็ตายลับ (ข้อ ๑๑-๑๘)
รู้ได้อย่างไรว่าเธอคิดอย่างนั้น? คำตอบก็คือ ประการแรก เธอร้องไห้ ประการต่อมา เธอก้มลงมองดูที่อุโมงค์ฝังพระศพ ด้วยหวังว่า พระเยซูนอนอยู่ในนั้น แต่เธอก็ต้องพบกับความผิดหวัง ประการที่สาม เมื่อพระองค์ตรัสกับเธอ แต่มารีย์มีสายตาฝ้าฟางและคิดไปว่า พระเยซูทรงเป็นคนทำสวน
บทเรียนอันทรงคุณค่า
(๑)เป็นขึ้นแล้ว
พระเยซูทรงเป็นขึ้นมาจากความตายและทรงพระชนม์อยู่ มิใช่เป็นพระเจ้าที่ตายแล้ว(ก็ตายลับ)และดับสูญ
(๒)พระเยซูต่างจากศาสดา
ในโลกนี้มีศาสนามากมาย และศาสนาใหญ่มีถึง ๖ ศาสนา มีคำสอนที่ดี น่ายกย่องงนับถือและควรปฏิบัติตามอย่างยิ่ง แต่ทว่าศาสดาเหล่านั้นล้วนดับชีพไปหมดแล้ว เหลือไว้แต่เพียงคำสอนเท่านั้น ซึ่งไม่มีพลังอะไรที่จะเปลี่ยนแปลงชีวิตของมนุษย์
(๓)พระเยซูผู้ช่วยให้รอด
พระองค์ทรงเป็นพระผู้ช่วยให้รอด “ผู้ที่เชื่อและไว้วางใจในพระเยซูก็มีชีวิตนิรันดร์” (ยน. ๓.๑๖) คิดอย่างง่ายๆ คนเป็นเท่านั้นที่จะช่วยคนเป็นได้ แต่คนตายไม่สามารถช่วยคนเป็นได้ ทำไมผู้คนจำนวนมากในโลกนี้จึงไปกราบไหว้นมัสการและขอความช่วยเหลือจากคนตายเล่า?
เทศกาลชื่นชมยินดี
ยอห์น ๒๐.๒๐ “เมื่อพวกสาวกเห็นองค์พระผู้เป็นเจ้าแล้ว ก็มีความยินดียิ่งนัก”
ตามปกติสิ่งที่เรามีอยู่ เราก็ไม่ค่อยมองเห็นคุณค่าของมัน จนกระทั่งวันหนึ่งได้สูญเสียสิ่งนั้นไป จึงจะตระหนักได้
พวกสาวกก็เช่นเดียว ตอนนี้พวกเขาเพิ่งจะเห็นคุณค่าของการสูญเสีย เมื่อพระเยซูคริสต์ทรงสิ้นพระชนม์และจากพวกเขาไป เห็นไหมมีการร้องไห้ โศกเศร้า หวาดกลัวและหมดหวัง
แต่เมื่อพระเยซูคริสต์ทรงเป็นขึ้นมาจากความตายแล้ว ท่าทีของพวกเขาเปลี่ยนไปจากหน้ามือเป็นหลังมือ
- เสียงร้องไห้กลับกลายเป็นเสียงหัวเรา
- ความโศกเศร้ากลับกลายเป็นความชื่นชมยินดี
- ความมืดมิดกลับกลายเป็นความสว่างไสว
- ความสิ้นหวังกลับกลายเป็นความหวัง
“ความยินดี” ในภาษากรีก chairo (ไคโร) ในฉบับ NIV ว่า overjoyed มิใช่เป็นความชื่นชมยินดีแบบธรรมดาๆ แต่เป็นความรู้สึกเป็นสุขที่ออกมาจากส่วนลึกของจิตใจ เป็นความปลาบปลื้มยินดีอย่างเหลือล้น
คำถาม : ความรู้สึกชื่นชมยินดี จะแสดงออกมาอย่างไรบ้าง? มีบางคนว่า จะรู้ได้ว่าพระเยซูทรงเป็นขึ้นมาจากความตายแล้วหรือยัง ก็ให้ดูที่ใบหน้าของพวกคริสเตียน!
ท่าทีต่ออีสเตอร์
(๑)การเสาะแสวงหา
ขอให้สังเกตท่าทีของบุคคลเหล่านี้ ที่พระคัมภีร์บันทึกไว้ “นางก็วิ่ง” (ยน. ๒๐.๒) “เขาทั้งสองก็วิ่งไป...แต่คนนั้นวิ่งไวกว่า” (ข้อ ๔) พวกเขาวิ่งไปไหนกัน? จุดประสงค์เพื่อจะพบกับพระเยซูคริสต์และนมัสการพระองค์ เพราะพระองค์ทรงเป็นขึ้นมาและทรงพระชนม์อยู่
อีสเตอร์นี้ขอให้พระเจ้าทรงช่วยเหลือเราทั้งหลาย ให้มีความกระตือรือร้นเสาะแสวงหาพระเจ้า และนมัสพระองค์
เปาโลกล่าวว่า ให้เราโน้มตัวไปข้างหน้า เพื่อจะได้พระเยซู (ฟป. ๓.๑๓) ให้เราวิ่งแข่งด้วยความเพียรพยายาม หมายเอาพระเยซูเป็นผู้บุกเบิกความเชื่อ (ฮบ. ๑๒.๑-๒)
(๒)บอกข่าวดี
“มารีย์ก็วิ่งไปบอกข่าวการฟื้นคืนพระชนม์ของพระเยซูคริสต์แก่คนอื่นๆ” (ข้อ ๑๘) นางยืนยันว่า “ข้าพเจ้าได้เห็นองค์พระผู้เป็นเจ้าแล้ว” นางได้เล่าประสบการณ์อย่างตื่นเต้น ที่ได้พบกับพระเยซูคริสต์
อีสเตอร์เป็นเทศกาลที่เราคริสเตียนจะบอกข่าวดีแก่คนอื่นๆ พระเยซูตรัสพวกสาวกว่า “พระบิดาทางใช้เรามาฉันใด เราก็จะใช้ท่านไปฉันนั้น” (ข้อ ๒๑)
สรุป
- อีสเตอร์เป็นเทศกาลฉลองการฟื้นคืนพระชนม์ของพระเยซูคริสต์
- อีสเตอร์เป็นเทศกาลแห่งความชื่นชมยินดี
- อีสเตอร์เป็นเทศกาลแห่งการเสาะแสวงหาและนมัสการพระเจ้า
- อีสเตอร์เป็นเทศกาลแห่งการประกาศข่าวประเสริฐของพระเยซูคริสต์
Read More
โครงร่างคำเทศนา Easter
โดยธวัช เย็นใจ
ถูกชุบให้เป็นขึ้นมา
๑ คร. ๑๕.๕๑-๕๗
คำนำ
ในอดีตมีหลายคนที่อ้างว่า ตายไปแล้วแต่เป็นขึ้นมาอีกครั้ง เช่น ในราว คศ. ๑๐๐ มีการอ้างว่ากษัตริย์นีโรจอมโหดแห่งอาณาจักรโรมันได้ฟื้นขึ้นมาจากความตาย เมื่อเร็วๆนี้มีคนกล่าวว่า ไมเคิล แจ็คสัน นักร้องชื่อดังของอเมริกาที่ตายไปแล้ว แต่มีผู้พบเห็นว่าเขายังมีชีวิตอยู่ และเลดี้ ไดอาน่าแห่งราชวงศ์อังกฤษซึ่งประสบอุบัติเหตุรถคว่ำเสียชีวิตที่ประเทศฝรั่งเศส แต่บางคนอ้างว่าไดอาน่ายังมีชีวิตอยู่
ความหวังของมนุษย์
การฟื้นขึ้นมาจากความตายเป็นความหวังอันยิ่งใหญ่ของมนุษยโลก มาตั้งแต่สมัยโบราณจนกระทั่งถึงปัจจุบัน เวลามีข่าวว่าคนตาย(โดยเฉพาะพวกนักบวชในศาสนา)แล้ว และศพไม่เน่าเปื่อย นั่นถือเป็นความมหัศจรรย์ และมีฤทธานุภาพ ดังนั้น พวกสานุศิษย์ทั้งหลายจะพากันไปกราบไหว้บูชา (บางคนไปขอเลขเด็ด) และหวังลึกๆในจิตใจว่า จะมีการฟื้นขึ้นจากความตาย
ชาวอียิปต์โบราณ (กษัตริย์ฟาโรห์หลายองค์) พยายามเก็บศพโดยอาบน้ำยาพิเศษไว้อย่างดีในสุสานที่อุณหภูมิพอเหมาะพอดี พร้อมกับเตรียมข้าราชบริพารและข้าวของเครื่องใช้ไว้ครบครัน ด้วยหวังว่า สักวันหนึ่งจะฟื้นคืนชีวิต และมีโอกาสกลับมาใช้ชีวิตบนโลกอีกครั้ง
ข้อคิด : คริสเตียนมีความเชื่อในเรื่องการเป็นขึ้นจากตายอย่างไร? และมีความหวังในเรื่องนี้มากน้อยแค่ไหน? ซึ่งเราศึกษาจากพระวจนะของพระเจ้าหลายตอนด้วยกัน โดยเฉพาะข้อเขียนของเปาโลใน ๑ คร. บทที่ ๑๕ กล่าวไว้ค่อนข้างชัดเจนมาก
คำยืนยัน
เมื่อเปาโลเขียนจดหมายไปถึงพี่น้องคริสเตียนในเมืองโครินธ์ ท่านได้ยืนยันโดยอุทิศตอนท้ายถึงหนึ่งบทที่กล่าวถึงความหวังในการเป็นขึ้นมาจากความตายเท่านั้น ท่านได้หนุนใจพวกเขาให้รอคอยการเสด็จกลับมาของพระเยซูคริสต์ และการเป็นขึ้นมาจากความมรณาอีกครั้ง
ขอให้สังเกตคำว่า “เป็นขึ้น” “ถูกชุบให้เป็นขึ้นมาใหม่” และ “เป็นขึ้นจากตาย” ใน ๑ โครินธ์บทที่ ๑๕ เปาโลเขียนไว้ถึง ๕๘ ข้อ และเน้นถึงการเป็นขึ้นจากความตาย ๒๒ ครั้ง เป็นการยืนยันความจริง และแสดงถึงความมั่นใจมากๆ ทำให้คริสเตียนทุกยุคทุกสมัยมีความหวังในเรื่องนี้
ฟื้นขึ้นจากตาย
เราพบว่าผู้คนมีความเชื่อในเรื่องชีวิตอยู่ ๒ แนวทาง คือ
(๑)ตายแล้วตายลับ
พวกเขาถือว่ามนุษย์เป็นเพียงสัตว์ชนิดหนึ่ง หรือเป็นวัตถุที่บังเอิญมามีชีวิตอยู่ในโลกนี้เพียงชั่วคราวเท่านั้น เมื่อตายไปแล้วก็ล่วงลับดับสูญ ไม่เหลืออะไรไว้อีก ชีวิตเป็นสิ่งอนิจจัง เหมือนคำพระที่สวดว่า ไปไม่กลับ หลับไม่ตื่น ฟื้นไม่มี และหนีไม่พ้น
(๒)ตายแล้วฟื้น
นี่เป็นแนวความเชื่อแบบคริสเตียนแท้ ตามคำสอนของพระคัมภีร์มากมายหลายตอน พระเยซูคริสต์ทรงยืนยันอย่างเป็นมั่นเป็นเหมาะ อีกทั้งพวกอัครสาวกเองก็มีความคิดเห็นในทางเดียวกันว่า ชีวิตไม่ได้จบลงที่ความตายเท่านั้น แต่วันหนึ่งเมื่อองค์พระผู้เป็นเจ้าเสด็จมา ทุกคนในโลกนี้จะเป็นขึ้นมาและมีชีวิตอีกครั้ง พวกที่เชื่อวางใจในพระคริสต์จะถูกรับเข้าสู่ชีวิตนิรันดร์ในสวรรค์ ส่วนผู้ไม่เชื่อจะฟื้นมาและถูกพิพาษาให้พินาศในบึงไฟนรก
คำถามที่น่าสนใจคือ ทำไมมนุษย์จึงต้องตาย?
พระคัมภีร์กล่าวว่า มนุษย์ตายเพราะความผิดบาปของตนเอง (๑ คร. ๑๕.๒๑) ความตายได้อุบัติขึ้นเพราะมนุษย์คนหนึ่งคืออาดัม พิษเหล็กไนของความตายคือบาปก็แพร่ลุกลามไปถึงมนุษย์ทั้งปวง “ค่าจ้างความตายคือความตาย” (รม. ๖.๒๓)
บาปเป็นนายที่ซื่อสัตย์ มันจะจ่ายค่าจ้างตรงตามเวลาเสมอ!
ความหวังของคริสเตียน
พระธรรม ๑ คร. ๑๕.๕๑-๕๒ ได้บอกว่า คริสเตียนจะเป็นขึ้นมาจากความตาย “เมื่อเสียงแตรครั้งสุดท้ายได้ดังขึ้น ในพริบตาเดียวเราจะถูกเปลี่ยนแปลงใหม่ทั้งหมด” ขอให้สังเกตข้อพระคัมภีร์ที่บอกว่า ทั้งคนที่เป็นอยู่และคนที่ตายไปแล้ว “เราจะไม่ล่วงลับไปหมดทุกคน” (ขอศึกษาเรื่องนี้ได้จากพระธรรมมัทธิว ๒๔.๔๐)
๑ คร. ๑๕.๔ เปาโลอธิบายว่า พระเยซูทรงถูกฝังไว้ และทรงเป็นขึ้นมาจากความตายในวันที่สาม ด้วยเหตุนี้เราจึงมีความหวังอย่างเต็มเปี่ยมที่จะได้เป็นขึ้นมาจากความตายกับพระองค์ด้วย ในพระคัมภีร์ใหม่ได้กล่าวถึงการฟื้นคืนพระชนม์ของพระองค์ไว้ถึง ๑๑ ตอน ทั้งยังมีหลักฐานทางด้านประวัติศาสตร์และด้านกฎหมายด้วย
พูดให้คิด : ถ้าพระเยซูไม่ได้เป็นขึ้นมาจากความตาย ก็ย่อมหมายความว่า (๑) พระเยซูทรงเป็นนักโกหกระดับโลก เพราะทำให้คนราว ๒ พันล้านคนในปัจจุบันหลงเชื่ออย่างสนิทใจ (๒) ความเชื่อคริสเตียนก็ไม่มีหลัก โลเล(ไม้หลักปักเลน) เชื่อถือไม่ได้ (๑ คร. ๑๕.๑๔) (๓) พระเจ้าของคริสเตียนตายแล้ว ใครก็ตามที่นับถือพระที่ตายแล้ว เขาเป็นคนโง่หรือคนฉลาด? (๔) คนจำนวนมากที่ยอมทนทุกข์ทรมานเพื่อพระคริสต์ และยอมพลีชีวิตเพื่อพระองค์ ย่อมเป็นการสูญเปล่าและน่าสมเพชสิ้นดี
แต่พระคัมภีร์ยืนยันว่า “ความตายถูกกลืนถึงซึ่งความปราชัยแล้ว” (๑ คร. ๑๕.๕๔) และพระเจ้าทรงประทานชัยชนะนั้นให้แก่เราทางองค์พระเยซูคริสต์ (ข้อ ๕๗)
ในอดีตมีการกล่าวหาจากผู้ต่อต้านพระเยซูว่า พระองค์ไม่ได้สิ้นพะชนม์ เพียงแค่สลบไปเท่านั้น หรือมีคนขโมยพระศพของพระเยซูไป หรือเพราะพวกสาวกโศกเศร้าร้องไห้มาก จึงเกิดภาพหลอน หรือพวกสาวกของพระเยซูไปยังอุโมงค์ผิด จึงพบแต่ความว่างเปล่า
แต่ความจริงเป็นสิ่งที่ไม่ตาย และความจริงก็ย่อมเป็นจริงวันยังค่ำ คนที่พูดความจริงไม่ต้องจดจำ เพราะพูดสักร้อยครั้งก็ยังเหมือนเดิมทุกครั้ง!
สรุป
- พระเยซูคริสต์ทรงฟื้นขึ้นมาจากความตายแล้ว และทรงพระชนม์อยู่
- การเป็นขึ้นมาจากความตายของคริสเตียนมิใช่เป็นแต่ความหวังเท่านั้น แต่เป็นความจริง
- ถ้าผู้เชื่อคนใดไม่ยอมรับเรื่องนี้ เขาควรจะเลิกเป็นคริสเตียนและเผาพระคัมภีร์ทิ้งเสียดีกว่า
- เมื่อเราจากกันในโลกนี้เป็นเพียงลาที มิใช่ลาก่อน เพราะเมื่อพระเยซูคริสต์เสด็จมาครั้งที่สอง เราจะพบกับที่เบื้องพระพักตร์ของพระเจ้า.
Read Moreพระคริสต์ที่ถูกตรึง
๑ คร. ๒.๑-๙
ในสมัยของเปาโลนั้น โครินธ์เป็นเมืองใหญ่ที่รุ่งเรือง เศรษฐกิจดี ปรัชญาและศาสนาเจริญแพร่หลาย แต่ขณะเดียวกันความผิดบาปนานาชนิดก็งอกงามเป็นเงาตามตัวด้วย เหมือนกับเมืองไทยที่บอกว่าเป็นดินแดนแห่งอารยธรรมและเคร่งครัดทางศาสนา แต่ในอีกด้านหนึ่งก็มีความชั่วร้ายแฝงอยู่ในทุกหย่อมหญ้า ไม่ว่าจะเป็นการคดโกงคอรัปชั่น โสเภณี(ในชาติและข้ามชาติ) หวยบนดินและใต้ดิน ทุกหมู่บ้านสามารถผลิตเหล้าได้ทั้งไวน์และสาโท(ทั้งของจริงและของปลอม) ซึ่งแต่ละวันน้ำหายนะนี้ได้คร่าเอาชีวิตของผู้คนไปเป็นจำนวนมาก
เปาโลเดินทางมาประกาศข่าวประเสริฐของพระเยซูคริสต์ที่เมืองโครินธ์และพำนักอยู่เป็นเวลาปีครึ่ง (กจ. ๑๘) ในขณะเดียวกันท่านก็ทำงานเย็บเต็นท์ขายเลี้ยงชีพไปด้วย มีคนเข้ามารับเชื่อพระเจ้าและมีคนต่อต้านด้วย คริสตจักรแห่งนี้ได้เจริญเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว
จุดประสงค์ของเปาโล (๒.๑-๔)
ข่าวประเสริฐไม่ใช่เรื่องของคำพูด “ดูก่อนพี่น้องทั้งหลาย เมื่อข้าพเจ้ามาหาท่าน ข้าพเจ้ามิได้มาเพื่อประกาศสักขีพยานของพระเจ้าแก่ท่านทั้งหลาย ด้วยถ้อยคำอันไพเราะ” huperoche ภาษากรีกคำนี้ความหมายว่า “ยกขึ้นอย่างสูง” รื่นหูจับใจ สละสลวย ฟังแล้วเคลิบเคลิ้มหลงใหล และมีความรู้สึกสบายใจ
แต่สิ่งเดียวที่เปาโลกล่าวซ้ำซากอยู่ตลอดเวลา คือพระเยซู “ข้าพเจ้าตั้งใจว่า จะไม่แสดงความรู้เรื่องใดๆในหมู่พวกท่านเลย เว้นแต่เรื่องพระเยซูคริสต์ และการที่พระองค์ถูกตรึงที่ไม้กางเขน” ไม่ใช่ว่าเปาโลไม่มีความรู้(ท่านเรียนจากมหาวิยาลัยทารซัส และมีตำแหน่งเป็นฟาริสี) แต่เป็นเพราะว่าเรื่องนี้สำคัญที่สุดมันเกี่ยวกับความเป็นความตายของมนุษย์ว่าจะรอดพ้นบาปและบึงไฟนรก ไปสู่สันติสุขและชีวิตนิรันดร์ในสวรรค์
ไม่ใช่จากสติปัญญา “คำพูดและคำเทศนาของข้าพเจ้า ไม่ใช่คำเกลี้ยกล่อมด้วยสติปัญญา” (ข้อ ๔) คนกรีกมีความสนใจและชื่นชอบในเรื่องปรัชญาและความรู้ใหม่ๆ เมื่อครั้งที่เปาโลไปประกาศข่าวประเสริฐของพระเยซูที่กรุงเอเธนส์ มีนักการศึกษาชาวกรีกจำนวนมากมารุมล้อมเพื่อจะฟังเรื่องราวอันอัศจรรย์และไม่เคยรู้มาก่อนจากคำเทศนาของเปาโล ผลสุดท้ายมีหลายคนรับเชื่อ บางคนอยากฟังต่อ แต่หลายคนก็หัวเราะเยาะ (กจ. ๑๗.๑๙-๒๐)
เปาโลพูดเพียงเรื่องเดียวเท่านั้น “คือเรื่องพระเยซูคริสต์และการที่พระองค์ถูกตรึงที่บนไม้กางเขน” (ข้อ ๒) ชาวโลกชอบทุกเรื่องที่เราพูด แต่ไม่ชอบเรื่องเดียวคือพระเยซู ในคริสตจักรหรือกลุ่มชนของคริสเตียนก็เช่นเดียวกัน เวลาที่ศิษยาภิบาลเชิญให้สมาชิกกล่าวคำพยานหรือแบ่งปันพระพร คนในที่ประชุมจะเงียบกริบและมองหน้ากันไปมา แต่พออธิษฐานปิดการประชุมเสร็จ เสียงจะดังเจี๊ยวจ๊าวเลยที่เดียว...ทำไมเป็นอย่างนั้น?
เมื่อไม่นานมานี้ มีคนมาเชิญผมในฐานะของประธาน สคท.ภาคเหนือ ให้ไปพูดเรื่อง “การจัดระเบียบสังคม” ในที่สาธารณะแห่งหนึ่งในจังหวัดเชียงใหม่ โดยเน้นการต่อต้านยาเสพติดเป็นหลัก ผมถามเขาว่า จะพูดเรื่องของพระเยซูคริสต์ได้ไหม? คนเชิญรู้สึกอึดอัด ผมจึงขอร้องให้รองประธานไปอภิปรายแทน เพราะไม่อยากจะเสียเวลาไปพูดเรื่องที่ดี(แต่ไม่มีประโยชน์) และทำให้คนฟังรู้สึกสบายอกสบายใจเท่านั้น
ในการประชุมเพื่อการประกาศข่าวประเสริฐระดับโลก ที่เมืองอัมสเอตร์ดัม ประเทศเนเธอร์แลนด์ (Amsterdam 2000) คลิป แบโรว์ นักร้องประจำทีมประกาศของบิลลี เกรแฮม ได้ให้นิยามของการประกาศข่าประเสริฐไว้ว่า “ไม่มีอะไรมากไปกว่าขอทานคนหนึ่งไปบอกขอทานอีกคนหนึ่งว่า จะหาอาหารได้ที่ไหน” “เมื่อคุณบอกข่าวประเสริฐของพระเยซูแก่ใครสักคน คุณไม่มีวันที่จะบอกผิดคนอย่างเด็ดขาด”
คำเทศนาของเปาโล (๑๒.๓-๕)
เป็นคนธรรมดา “เมื่อข้าพเจ้าอยู่กับท่านทั้งหลาย ข้าพเจ้าก็อ่อนกำลัง มีความกลัวและความหวาดหวั่นมาก” เราจะเห็นว่าเปาโลเป็นเพียงคนธรรมดา ในชีวิตที่ช่วงเวลาที่อ่อนแอ มีความหวาดกลัว ถูกคุกคามด้วยปัญหาและโรคภัยไข้เจ็บ
นักศาสนศาสตร์บางคนสันนิษฐานว่า เปาโลเป็นโรคสายตาสั้น แต่บางคนว่าเป็นโรคพาร์กินสัน (อาการสั่นที่ควบคุมไม่ได้) ด้วยเหตุนี้ทำให้ท่านต้องอธิษฐานและพึ่งพระเจ้าอย่างมาก แน่นอน คนที่มั่นคงแข็งแรง ก็จะมีความมั่นใจและภาคภูมิใจในตนเอง มักจะไม่พึ่งพาอาศัยพระเจ้า พระคัมภีร์เตือนว่า คนที่คิดว่าตนเองมั่นคงดีแล้ว จงระวังให้ดี เกรงว่าจะล้มลง (๑๐.๑๒)
มีเรื่องเล่าว่า ในการประชุมใหญ่แห่งหนึ่ง อาจารย์ที่เก่างกาจกำลังเมามันด้วยศิลปะการพูด เวลาผ่านไปนานและไม่มีทีท่าว่าจะจบสักที คนฟังเริ่มทยอยออกไปทีละคนสองคน จนกระทั่งเหลือเพียงคนเดียว ตอนสุดท้ายนักเทศน์ก้าวลงมาจากเวทีและตรงรี่มาทักทาย “ขอบคุณมาก ที่คุณอยู่ฟังผมจนเทศนาจบ”
“แน่นอนครับ” เขาตอบ “เพราะผมจะต้องพูดเป็นคนต่อไป”
อาศัยฤทธิ์เดชของพระเจ้า ก่อนหน้านี้เปาโลบอกว่า “พระเจ้าทรงใช้ข้าพเจ้ามาเพื่อประกาศข่าวประเสริฐ และมิใช่ด้วยชั้นเชิงอันฉลาดในการพูด เกรงว่าเรื่องกางเขนของพระคริสต์จะหมดฤทธิ์เดช” (๑.๑๗) มาตอนนี้ท่านก็กล่าวอีก “คำเทศนาของข้าพเจ้าได้แสดงพระวิญญาณและพระเดชานุภาพ เพื่อความเชื่อของท่านจะได้ไม่อาศัยสติปัญญาของมนุษย์ แต่อาศัยฤทธิ์เดชของพระเจ้า” (๒.๕)
ท่านกล่าวในจดหมายฉบับต่อมา “เราได้ละทิ้งเล่ห์เหลี่ยมต่างๆที่น่าอับอายไปหมดสิ้นแล้ว เราไม่ทำกลอุบายและไม่ได้พลิกแพลงพระกิตติคุณของพระเจ้า” และ “เราไม่ได้ประกาศตัวเราเอง แต่ประกาศพระเยซูคริสต์ว่าทรงเป็นองค์พระผู้เป็นเจ้า” (๒ คร. ๔.๒,๔)
มีคนเคยเล่าให้ฟังว่า มีนักธุรกิจหลายคนที่แฝงเข้าในร่างของผู้ประกาศข่าวประเสริฐ คนพวกนี้จะเดินทางไปตามที่ต่างๆในประเทศไทย จัดงานฟื้นฟูจิตวิญญาณ ระดมคนจำนวนมากเข้ามาฟังข่าวประเสริฐ เมื่อถึงเวลาก็จะถามโดยขอให้ยกมือขึ้น “ใครอยากมีความสุขบ้าง” หรือ “ใครอยากไปสวรรค์บ้าง?” หรือ “ใครอยากจะร่ำรวยบ้าง?” เมื่อคนยกมือก็จะถ่ายรูปหรือวีดิโอ ส่งไปยังหน่วยงานต่างประเทศ เพื่อของเงินมาสนับสนุนงานของตน โดยบอกว่า “คนจำนวนมากที่ยกมือขึ้นนี้ เป็นผู้ที่ได้ตัดสินใจรับเชื่อพระเยซูคริสต์แล้ว”
นักเทศน์เหล่านี้เป็นศัตรูต่อข่าวประเสริฐ เอาพระกิตติคุณของพระเจ้าไป(ขายกิน)แลกกับเงิน พระของเขาคือกระเพาะของตนเอง คำแช่งสาปและความพินาศรออยู่ที่ปลายทาง (ฟป. ๓.๑๙) เราคริสเตียนแท้จะต้องช่วยกันกำจัดเหลือบศาสนาเหล่านี้ออกไป
พระปัญญาและความรัก (๒.๖-๑๒)
“เรากล่าวถึงเรื่องปัญญาในหมู่คนที่เป็นผู้ใหญ่แล้วก็จริง แต่ไม่ใช่ปัญญาของคนในยุคนี้ หรือเรื่องปัญญาของอำนาจครอบครองในยุคนี้ซึ่งจะเสื่อมสูญไป แต่เรากล่าวถึงพระปัญญาของพระเจ้า ซึ่งเป็นข้อลับลึกคือพระปัญญาที่ทรงซ่อนไว้ และซึ่งพระเจ้าได้ทรงกำหนดไว้ก่อนปฐมกาล เพื่อให้เราถือศักดิ์ศรีของเรา ไม่มีอำนาจใดๆในยุคนี้ได้รู้จักพระปัญญานั้น เพราะถ้ารู้แล้วจะมิได้เอาองค์พระผู้เป็นเจ้าแห่งพระสิริตรึงไว้ที่กางเขน”
พระปัญญาที่มาจากพระเจ้า ในพระคัมภีร์ตอนนี้ เปาโลกล่าวถึงปัญญาสองอย่าง คือ อย่างแรกปัญญาที่มาจากพระเจ้าซึ่งสามารถช่วยมนุษย์ให้รอด และอย่างที่สองเป็นปัญญาที่มาจากโลกนี้ มันเป็นปัญญาชนิด “ความรู้ท่วมหัว เอาตัวไม่รอด” หรือแบบ “รู้มากยากนาน รู้น้อยพลอยรำคาญ” นั่นแหละ
ในสุภาษิต ๑.๒๐-๒๑ ได้กล่าวถึงสติปัญญาที่แท้จริง เป็นเหมือนดังสตรี(She)ที่ชาญฉลาด และเป็นภาพเล็งไปถึงองค์พระผู้เป็นเจ้าของเรา
คนที่รักพระเจ้า “ดังมีคำเขียนไว้ในพระคัมภีร์ว่า สิ่งที่ตาไม่เห็น หูไม่ได้ยิน และสิ่งที่มนุษย์คิดไม่ถึง คือ สิ่งที่พระเจ้าได้ทรงจัดเตรียมไว้สำหรับคนที่รักพระองค์” (ข้อ ๙) เปาโลอ้างข้อความตอนนี้มาจากพระคัมภีร์เดิม(อสย. ๖๔.๔) โดยปรกติแล้วคนเราจะสนใจในสิ่งที่สามารถมองเห็นได้ เช่น ชอบพระที่สามารถมองเห็น จับต้องนำมาตั้งบูชาหรือแขวนคอไว้ และชอบสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ตอบสนองความต้องการฝ่ายเนื้อหนัง เช่น ให้ร่ำรวย มีความสุขและถูกหวยลอตเตอรี่
แต่สำหรับคริสเตียนแท้สนใจในสิ่งที่เป็นฝ่ายจิตวิญญาณ และ “พระเจ้าทรงสำแดงสิ่งเหล่านี้แก่เราทางพระวิญญาณ” (ข้อ ๑๐) “เราไม่ได้รับวิญญาณของโลก แต่รับพระวิญญาณของพระเจ้า” (ข้อ ๑๒) พระคัมภีร์เน้นแก่ผู้เชื่อว่า “จงสนใจในสิ่งที่อยู่เบื้องบน(พระเยซูคริสต์ สวรรค์และความนิรันดร์) ไม่ใช่สิ่งที่อยู่แผ่นดินโลกเบื้องล่าง(ตัณหาของเนื้อหนัง สิ่งของอนิจจัง)” (คส. ๓.๑-๒)
ขอให้เราตระหนักว่า “พระเจ้าทรงช่วยผู้รักพระองค์ให้เกิดผลอันดีในทุกสิ่ง คือคนทั้งปวงที่ทรงเรียกมาตามพระประสงค์ของพระองค์” (รม.๘.๒๘)
ศจ. ดร. ธีระ เจนพิริยะประยูร ได้เล่าไว้ในวารสาร Stream of Blessing ว่า มีมหาเศรษฐีคนหนึ่งมีทรัพย์สมบัตินับเป็นมูลค่าหลายหมื่นล้าน แต่เขาไม่มีความสุขเพราะไม่มีบุตรสืบทอดมรดก อายุก็แก่ชรามากขึ้นทุกที
ในวัยอันสิ้นหวังการอัศจรรย์ก็เกิดขึ้น ภรรยาของมหาเศรษฐีก็ตั้งครรภ์โดยไม่มีใครคาดคิด แม้ลูกที่คลอดออกมาจะพิการ แต่มหาเศรษฐีก็รักสุดชีวิต เมื่อเด็กอายุได้ห้าขวบแม่ของเขาก็เสียชีวิตลง มหาเศรษฐียิ่งทุ่มเทความรักทั้งหมดให้แก่ลูกชาย จนกระทั่งลูกชายอายุได้ ๑๓ ปี ก็เสียชีวิตด้วยโรคที่ติดตัวมาแต่กำเนิด มหาเศรศฐีผิดหวังมาก มีความทุกข์เหลือล้นจนตรอมใจตายในเวลาต่อมา
ทนายความผู้รับผิดชอบดูแลมรดกก็เอาทรัพย์สมบัติทั้งหมดของเศรษฐีมาประมูลขายทอดตลาด เพราะไม่มีทายาทรับสืบทอด ทรัพย์สมบัตินับพันชิ้น โดยมีค่าตั้งแต่ล้านบาทลงไปจนถึงไมกี่บาท และมีคนมาร่วมประมูลหลายร้อยคน
สิ่งของชิ้นแรกที่ประมูลขาย คือ รูปภาพของลูกชายมหาเศรษฐีที่วางอยู่ในกรอบไม้น่ารัก แต่ไม่มีใครสนใจ คนส่วนใหญ่ต่างรอประมูลซื้อสิ่งของที่มีค่า ในที่สุดสาวใช้ที่ยากจนของมหาเศรษฐี ซึ่งเป็นผู้ช่วยเลี้ยงดูเด็กคนนี้มาตั้งแต่ยังเล็กและรักเขามาก ได้ยื่นข้อเสนอขอซื้อด้วยราคาหนึ่งร้อยบาท เธอได้รูปภาพนี้ไปครองอย่างง่ายดาย เพราะไม่มีคู่แข่ง
เมื่อสาวใช้ได้รูปไปแล้ว เธอสังเกตเห็นว่าที่ด้านหลังของกรอบรูปมีซองจดหมายติดอยู่ จึงแกะออกและเปิดซองดูก็พบว่า เป็นพินัยกรรมที่มหาเศรษฐีเขียนไว้มีข้อความว่า “ผู้ใดก็ตามที่คิดว่า ลูกชายของฉันมีค่าพอที่ซื้อรูปภาพนี้ ฉันขอยกทรัพย์สินมรดกทั้งหมดของฉันให้แก่เขา” การประมูลทรัพย์สมบัติหมื่นล้านในวันนั้นจึงสิ้นสุดลงทันที ท่ามกลางความผิดหวังและเสียดายของคนจำนวนมาก
ศจ. ดร. ธีระได้สรุปว่า “พระเยซูคริสต์ทรงมีคุณค่าพอที่เราจะสละและทุ่มเททุกอย่างเพื่อพระองค์ได้”
Read Moreคำเทศนา-ธวัช เย็นใจ
พรรคเพื่อพระคริสต์
ฟป. ๑.๒๑ , ๑ คร. ๘.๖
คำนำ
ประเทศไทยของเรากำลังจะมีการเลือกตั้งผู้แทนราษฎร (สส.) ในต้นเดือนกรกฎาคมนี้ การหาเสียงกำลังเข้มข้นดุเดือดเผ็ดมัน และอำนาจการเมืองกำลังจะเปลี่ยนขั้ว (แล้วแต่พรรคไหนจะได้ขึ้นมาเป็นรัฐบาล) มีพรรคใหญ่เพียง ๒ พรรคและนอกนั้นเป็นไม้ประดับ แต่ก็มีอำนาจในการต่อรองอยู่มากเหมือนกัน
มีเรื่องเล่าว่า บนเครื่องบินเล็กลำหนึ่ง เกิดเครื่องยนต์ขัดข้องกลางอากาศ มี ๔ คนแต่ว่ามีร่มชูชีพเพียง ๓ อัน คือคนขับเครื่องบิน นักการเมือง นักบวชและลูกเสือ คนขับไวกว่าจึงคว้าร่มชูชีพอันหนึ่งแล้วกระโดดลงไป นักการเมืองพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงวิงวอนว่า “ตอนนี้ประเทศชาติของเรามีปัญหามาก กำลังรอการแก้ไข ผมจึงต้องมีชีวิตอยู่” ว่าแล้วก็คว้าร่มชูชีพและกระโดดลงไป
เหลือร่มชูชีพอยู่เพียงอันเดียว นักบวชมองหน้าลูกเสือและพูดว่า “เวลานี้ศีลธรรมของผู้คนเสื่อมทรามเหลือเกิน จะต้องได้รับการช่วยเหลือด่วน อาตมาจะต้องมีชีวิตอยู่” ลูกเสือตอบว่า “หลวงพ่อ่ไม่ต้องเป็นห่วงหรอกครับ ยังมีร่มชูชีพ ๒ อัน พอสำหรับเราสองคน”
“เป็นไปได้ยังไง?” นักบวชถาม “ก็ท่าน สส. เอาไปแล้วอันหนึ่ง”
“เป็นไปแล้วครับ ที่ท่าน สส. คว้าไปนั้นมันเป็นเป้ของผม”” ลูกเสือตอบ
???!!
การหาเสียงในอินเตอร์เนท : มีพรรคการเมืองใจ, พรรคเพื่อแพนด้า, พรรคเพื่อกู, พรรคเพื่อธรรม, พรรคเพื่อฟ้าดิน, ที่น่าสนใจมี ๒-๓ พรรคคือ (๑) พรรคผ่อน นโยบายคือ “ไม่คิด ไม่พูด และไม่ทำ” (๒) พรรคเพื่อเธอ “คิดใหม่ ทำใหม่ เพื่อเธอคนเดียว” โปรดเลือกทั้งตัวและหัวใจ ชูนโยบาย “เพียงเธอ เพียงคนเดียว เพียงพอ” (๓) พรรคภูมิใจเธอ “ไม่หวังประชานิยม ขอเพียงเธอชมก็มีความสุข” หัวหน้าพรรคของเราคือความจริงใจ โดยมีหัวใจเป็นแกนนำ, นโยบายต่างประเทศ “ไม่ต้องแคร์โอเวอร์ซี จัสยูแอนด์มีก็โอเค.”
ทางเลือกของคนสมัยใหม่
(๑)ตัวอย่างผู้รับการทรงเลือก
ในชีวิตของมนุษย์เราทุกคนมีการเลือก ที่กล่าวมาแล้วเป็นทางเลือกฝ่ายโลก แต่วันนี้ผมจะกล่าวถึงทางเลือกในฝ่ายจิตวิญญาณที่พระคัมภีร์สอนว่าไว้ ตัวอย่าง : อับราฮัมมาถึงทางเลือกว่า จะอยู่ในเมืองเออร์ต่อไปหรือจะไปตามการทรงนำของพระเจ้า (ปฐก.๑๒) โมเสส เขาจะต้องตัดสินใจว่า จะเลี้ยงแกะของพ่อต่อไปที่ภูเขาซีนายหรือจะออกไปนำชนชาติอิสราเอล ประชากรของพระเจ้าออกจากการเป็นทาสของอียิปต์ (อพย. ๓) อิสยาห์ได้รับการท้าทายจากพระเจ้าในพระวิหาร “เราจะใช้ผู้ใดไป ผู้ใดจะไปแทนเรา” ท่านตอบว่า “ข้าพระองค์อยู่นี่พระเจ้าข้า ขอทรงใช้ข้าพระองค์ไปเถิด” (อสย. ๖) เปาโลถูกพระเยซูเรียกบนถนนไปเมืองดามัสกัส “เขาเป็นภาชนะที่เราเลือกสรรไว้แล้ว เพื่อจะนำนามของเราไปยังอิสราเอลและคนต่างชาติ (กจ. ๙) พวกสาวก ๑๒ คนถูกเรียกให้อยู่กับพระองค์ เรียนกับพระองค์ และออกไปรับใช้เพื่อพระเยซูคริสต์ (มก. ๓)
ข้อคิด : พระเจ้าทรงเรียกคุณและผมให้เลือกทางสายใหม่
(๒)พรรคเพื่อพระคริสต์
ฟป. ๑.๒๑ กล่าวว่า “เพราะว่าสำหรับข้าพเจ้านั้น การมีชีวิตอยู่ก็เพื่อพระคริสต์ (For to me is Christ) และการตายก็ได้กำไร” นี่เป็นเป้าหมายของเปาโลและของคริสเตียนทุกคน ก่อนหน้านี้ (ข้อ ๒๐)ท่านกล่าวถึง ชีวิตที่มีความชื่นชมยินดี การที่คริสเตียนได้รับการช่วยเหลือจากพระวิญญาณ มีความปรารถนาและมีความหวัง, เราจะไม่ผิดหวัง แต่มีใจกล้าหาญ และให้พระเยซูรับเกียรติในชีวิตของเราเสมอ
น่าแปลกจริงๆ ที่พระธรรมฟีลิปปีเป็นจดหมายจากคุก แต่เขียนไปถึงคน(คริสเตียน)ที่อยู่นอกคุกและพูดถึงแต่เรื่องความชื่นชมยินดี “จงชื่นชมยินดีในองค์พระผู้เป็นเจ้าทุกเวลา ข้าพเจ้าขอย้ำอีกครั้ง จงชื่นชมยินดีเถิด” (ฟป. ๔.๔)
คำถามที่สำคัญ : ประการแรก คุณมีชีวิตอยู่เพื่ออะไร?
ประการที่สอง ตายแล้วเป็นอย่างไร?
ยังไม่ต้องไปถึงคำถามที่สอง เอาแค่คำถามแรกให้ชัดเจนก่อน คริสเตียนแท้จะกล่าวเหมือนเปาโลคือ “เพื่อพระคริสต์” เราเกิดมาเพื่อพระคริสต์! เรากิน, นอน, เรียนเพื่อพระคริสต์ เราทำงาน, มีแฟน, เก็บเงิน, ถวายเพื่อพระคริสต์ เรามีครอบครัว, ไปพักผ่อน(ท่องเที่ยว)เพื่อพระคริสต์ คริสเตียนปรนนิบัติรับใช้พระเจ้า, แก่เฒ่า, เกษียณ, และตายเพื่อพระคริสต์
มีเรื่องเล่าว่า ในคริสตจักรชนบทแห่งหนึ่ง ควายของสมาชิกป่วยหนัก จึงไปขอให้ศิษยาภิบาลมารักษาโดยการอธิษฐาน อาจารย์เดินเข้าไปหาควาย(ที่นอนอยู่ในคอก อาการเหมือนใกล้จะตาย) และกระซิบเบาๆที่ข้างหู ทันใดนั้นควายก็หัวเราะออกมาดังๆ อาจารย์จึงกระซิบครั้งที่สอง ปรากฏว่าควายร้องไห้โฮออกมา และแล้วอาจารย์ก็กระซิบครั้งที่สาม ทันใดนั้นโดยไม่คาดฝัน ควายก็รีบลุกยืนขึ้นและวิ่งหนีออกจากคอกไป
พวกสมาชิกคริสตจักรพากันแปลกใจมาก จึงถามว่า “อาจารย์พูดอะไรกับควาย? ทำไมมันหายเป็นปลิดทิ้งเลย?”
ศิศยาภิบาลตอบว่า “ครั้งแรกผมก็เพียงเข้าไปแนะนำตัวว่าเป็นใครมาจากไหน พอควายได้ยินมันก็หัวเราะ ครั้งที่สองผมก็บอกมันว่าผมได้รับเงินเดือนเท่าไหร่ ควายมันได้ยินก็ร้องไห้ออกมา ครั้งที่สาม ผมก็ชวนมันให้มาทำงานที่โบสถ์ด้วยกัน ควายมันก็รีบลุกขึ้นและวิ่งหนีไปเลย”
???!!
พระองค์เท่านั้น
พระธรรม ๑ คร. ๘.๖ “แต่ว่าสำหรับพวกเรานั้น มีพระเจ้าองค์เดียว คือพระบิดา และสิ่งสารพัดทั้งปวงบังเกิดขึ้นจากพระองค์ และเราเป็นมาเพื่อพระองค์ และเรามีพระเยซูคริสตเจ้าองค์เดียว และสิ่งสารพัดก็เกิดขึ้นโดยพระองค์ และเราก็เป็นมาโดยพระองค์”
(๑)คริสตจักรโครินธ์มีปัญหา แต่ก็เจริญเติบโตขึ้น
พระคัมภีร์บทนี้เปาโลเขียนไปถึงพี่น้องคริสเตียนในเมืองคริสตจักรโครินธ์ คริสตจักรแห่งนี้มีปัญหามากมาย แต่พระเจ้าทรงอวยพระพรให้เติบโตขึ้นในฝ่ายจิตวิญญาณ (นับได้ว่าเป็นคริสตจักรที่เคลื่อนไปด้วยปัญหา) ใน ๑ โครินธ์บทที่ ๘ กล่าวถึงเรื่องที่คริสเตียนรู้ดีอยู่แล้วคือ ไม่ควรกินอาหารที่บูชาแก่รูปเคารพ ท่านบอกว่า “ความรู้ทำให้ลำพอง แต่ความรัก
เสริมสร้างขึ้น” (ข้อ ๑)
คริสตจักรของพระเจ้าเป็นเหมือนครอบครัวใหญ่ มีพ่อแม่ลูกและญาติพี่น้อง อยู่กันด้วยความรัก ความเอาใจใส่เอื้ออาทร และความเข้าใจซึ่งกันและกัน แต่ก็นั่นแหละ ไม่ได้ราบรื่นไปเสียทุกอย่าง ย่อมมีปัญหากันบ้างในบางครั้ง แต่ทุกครั้งจะจบลงด้วยความรัก การอธิษฐานและให้อภัยกัน
สามีคนหนึ่งคุยอวดว่า “การแต่งงานไม่เคยมีปัญหาเลย ผมกับภรรยาไม่เคยทะเลาะเบาะแว้งกันสักครั้งเดียว”
เพื่อนๆแปลกใจจึงถามว่า “คุณทำได้ไง?”
“อ๋อ ง่ายนิดเดียว” เขาตอบ “คือเธอไปทางของเธอ ส่วนผมก็ไปทางของเธอ”
???!!
(๒)นโยบายของพรรคเพื่อพระคริสต์
“มีพระองค์ เพื่อพระองค์ และโดยพระองค์” หมายความว่า “อะไรอะไรก็เพื่อพระเยซู!”
พระธรรม ยน.๑.๑-๕ “ในปฐมกาลพระวาทะ(พระเยซู)ดำรงอยู่ และพระเยซูสถิตอยู่กับพระเจ้า และพระเยซูทรงเป็นพระเจ้า ..พระเจ้าทรงสร้างทุกสิ่งขึ้นมาโดยทางพระเยซู ในบรรดาสิ่งที่เป็นมานั้น ไม่มีสักสิ่งเดียวที่ได้เป็นมานอกเหนือพระเยซู พระเยซูทรงเป็นแหล่งชีวิต และชีวิตนั้นเป็นความสว่างของมนุษย์ ความสว่างได้ส่องเข้ามาในความมืด แต่ความมืดหาได้ชนะความสว่างไม่”
นโยบายคริสตจักรของพระเจ้า 5 ประการ : มีชีวิตบริสุทธิ์ ไม่หยุดนมัสการ เชี่ยวชาญพระวจนะ มุมานะอธิษฐาน เป็นพยานและสร้างสาวก
ข้อแรก มีชีวิตบริสุทธิ์ พระเจ้าตรัสว่า “ท่านทั้งหลายจงเป็นคนบริสุทธิ์ เพราะเราบริสุทธิ์”(๑ ปต. ๑.๑๖)
ข้อสอง ไม่หยุดนมัสการ พระเยซูตรัสว่า “พระเจ้าทรงเป็นพระวิญญาณ ผู้ที่จะนมัสการจะต้องนมัสการด้วยจิตวิญญาณและความจริง” (ยน. ๔.๒๔) “อย่าขาดการประชุมเหมือนอย่างที่บางคนขาดอยู่นั้น แต่จงพูดหนุนใจกันและกันให้มากยิ่งขึ้น” (ฮบ. ๑๐.๒๕)
ข้อสาม เชี่ยวชาญพระวจนะ “จงอุตส่าห์สำแดงตนว่า ได้ทรงพิสูจน์แล้ว เป็นคนงานที่ไม่ต้องอาย ใช้พระวจนะแห่งความจริงอย่างถูกต้อง” (๒ ทธ. ๒.๑๕)
ข้อสี่ มุมานะอธิษฐาน พระวจนะของพระเจ้าบอกว่า “จงขะมักเขม้นอธิษฐาน” (รม. ๑๒.๑๒)
ข้อห้า เป็นพยานและสร้างสาวก “ท่านทั้งหลายจะเป็นพยานฝ่ายเรา ในกรุงเยรูซาเล็ม ทั่วแคว้นยูเดีย แคว้นสะมาเรีย และจนถึงที่สุดปลายเป็นดินโลก” (กจ. ๑.๘, มธ. ๒๘.๑๙-๒๐)
พรรคการเมืองในโลกนี้อยู่ด้วยการชักจูง(ด้วยอามิสสินจ้าง) การปลุกเร้าทางอารมณ์ และโน้มน้าวจิตใจหรือการล้างสมอง ไม่ได้ดำเนินด้วยสติปัญญา เหตุผลและความจริง
มีเรื่องเล่าว่า นักการเมืองคนหนึ่ง เป็นโรคสมองเสื่อม มีอันต้องไปรับผ่าตัดสมองที่โรงพยาบาล เมื่อหมอผู้เชี่ยวชาญผ่าตัดเอาสมองออกแล้ว ขณะที่กำลังรอเปลี่ยนเอาสมองใหม่ใส่ลงไป ปรากฏว่าคนไข้รายนี้ก็หายไปจากโรงพยาบาล จนกระทั่งสามเดือนต่อมา คนไข้โผล่มาที่โรงพยาบาลอีกครั้ง
“คุณหายไปไหนมา? พวกเราเตรียมสมองใหม่จะใส่ให้คุณอยู่” หมอถามด้วยความแปลกใจ
“ผมไปเป็นที่ปรึกษาให้กับรัฐบาลมาครับ” คนไข้ตอบด้วยความภาคภูมิใจ
หมอ “???!!”
สรุป
-พรรคเพื่อพระเยซู เป็นทางเหลือใหม่ “มีชีวิตอยู่เพื่อพระคริสต์” (ฟป. ๑.๒๑)
-คำเตือนสติคือ “เสียอะไรก็เสียได้ แต่อย่าเสียใจ(หรืออย่าใจเสีย) เชื่ออะไรก็เชื่อได้ แต่อย่าเชื่อไปเสียทุกอย่าง(จงพิจารณาตามหลักของพระคัมภีร์), น้อยอะไรก็น้อยได้ แต่อย่าน้อยใจ(หรือน้อยน้ำใจ) หายอะไรก็หายได้ แต่อย่าหายใจ(หรืออย่าใจหาย) หรืออย่าหายไปจากโบสถ์!”
เวลาที่ขับรถไปตามถนนในช่วงหาเสียงเลือกตั้ง จะเห็นคัทเอ้าท์ขนาดใหญ่มีข้อความว่า “อย่าปล่อยสัตว์เข้าสภา” ภาพของควาย เสือ สุนัข ตัวเงินตัวทอง และลิง แต่ในคริสตจักรของพระเจ้าจะไม่มีสิ่งเหล่านี้ คือ ความโง่เขลา ความดุร้าย ความไม่ซื่อสัตย์(คดโกงคอรัปชั่น) ความชั่วร้ายต่างๆ และหน้าไหว้หลังหลอก
-พระสัญญาอันมั่นคงของพระเยซู “เราจะอยู่กับเจ้าทั้งหลายเสมอไปจนกว่าจะสิ้นยุค” (มธ. ๒๘.๒๐)
-คริสเตียนควรมีหลักการดังนี้ คือ “ไม่บ้าศักดิ์ศรี ไม่หนีความจริง ไม่ทิ้งความหวัง ไม่ฝังใจโกรธ ไม่โทษคนอื่นและตนเอง ไม่เกรงมอบไมตรีก่อน ไม่บั่นทอนกำลังใจ และไม่ทำลายสุขภาพ”
สิ่งเหล่านี้จะเป็นไปได้อย่างไร?
ก็โดยพระเยซูคริสต์ “มีพระองค์ จากพระองค์ เพื่อพระองค์ และโดยพระองค์” เท่านั้น
Read Moreโครงร่างคำเทศนา-ธวัช เย็นใจ
ผู้เผยพระวจนะ:ของจริงหรือปลอม?
มธ. ๗.๑๕-๒๐
คำนำ
เรื่องเล่าว่า ชายหนุ่มคนหนึ่งเพิ่งจบจากมหาวิทยาลัย หางานทำไม่ได้ เห็นสวนสัตว์แห่งหนึ่งประกาศรับเจ้าหน้าที่ตำแหน่งใหม่จึงไปสมัคร ผู้จัดการสวนสัตว์บอกว่า “เนื่องจากลิงตัวดาวเด่นของเราได้ตายไปเมื่อวานนี้ ดังนั้น เราจะขอให้คุณสวมชุดลิงและเข้าไปอยู่ในกรง และห้อยโหนไปมา”
ชายหนุ่มเห็นว่าไม่ยากและเลยรับหน้าที่เป็นลิงปลอม ท่ามกลางคนดูจำนวนมาก ขณะที่ชายหนุ่มกำลังห้อยโหนอยู่นั้นมือก็คว้าพลาด จึงพลัดตกลงไปในกรงสิงโต เขารู้สึกตกใจมากที่เห็นสิงโตย่างสามขุมเข้ามาหา เขาจึงตะโกนขับไล่ “ไปนะ อย่าเข้ามา” พร้อมเหลียวซ้ายและขวาและร้องขึ้นว่า “ช่วยด้วย ช่วยด้วย”
ทันใดนั้น สิงโตจึงตรงรี่เข้ามาตะปบปากของลิงปลอม และพูดกรอกที่หูว่า “อย่าเอะอะไป เดี๋ยวตกงานทั้งคู่หรอก”
???!!
ทุกวันนี้ เราอยู่ในยุคของคำสอนเท็จที่แพร่ระบาดไปทั่ว บางทีดูคล้ายกันมากจนแยะแยะไม่ออกว่า อันไหนของจริงและอันไหนของปลอม มีคริสตจักรบางแห่งสอนเรื่องพระกิตติคุณแห่งความมั่งคั่ง (Prosperity Gospel) เชื่อพระเจ้าแล้วสุขสบาย ร่ำรวย และไม่เจ็บไข้ได้ป่วย
นักเทศน์บางคนเน้นการอัศจรรย์แอบอิงกับไสยศาสตร์ (ซาตานและวิญญาณชั่ว) มีสมาชิกในคริสตจักรของเราคนหนึ่งได้รับการชักชวนให้เข้าร่วมประชุมฟื้นฟู และเห็นบางคนหัวเราะไม่หยุด(เขาอ้างว่าหัวเราะในพระวิญญาณ) บางคนพูดภาษาแปลกๆ(การรัวลิ้นที่ฟังไม่ได้ศัพท์) บางคนร้องไห้เป็นวักเป็นเวร และหลายคนถูกนักเทศน์ใช้ฝ่ามือ(พิฆาต)ล้มลงไปนอนนิ่ง เขาก็กลับมาถามผมว่า “นี่มันหมายความว่าอย่างไร?” ผมตอบว่า “ศึกษาพระคัมภีร์ดู แล้วจะรู้ว่าเป็นคำสอนเท็จหรือไม่”
มีคริสเตียนบางพวกเน้นเกี่ยวกับวิทยาศาสตร์ คือทุกอย่างต้องพิสูจน์ได้เท่านั้นจึงจะสามารถเชื่อได้ มีพวกหนึ่งที่เรียกว่า “นิวเอจ” (New Age) คือได้รวมข้อดีของทุกศาสนาเข้าด้วยกัน สอนไปสอนมากลายเป็นว่า มนุษย์สามารถเป็นพระเจ้าได้
คริสตจักรบางแห่งเน้นความเชื่อแบบตกขอบ เน้นสิทธิอำนาจของผู้นำสูงสุด แบบเผด็จการ ไม่มีใครสามารถแตะต้อง(ให้คำแนะนำ ตักเตือน ว่ากล่าว)ผู้รับใช้(ศิษยาภิบาลและอาจารย์)ของพระเจ้าได้ เพราะบุคคลเหล่านี้ได้รับการเจิมไว้แล้ว
มีคริสเตียนบางกลุ่มก็เน้นไปวันสิ้นสุดโลก เช่นกรณีที่เกิดขึ้นเมื่อเร็วๆนี้ ฮาโรลด์ แคมปิง ศิษยาภิบาลชาวอเมริกันวัย ๘๖ ปี ทำนายว่าพระเยซูจะเสด็จมาในวันที่ ๒๑ พฤษภาคม ๒๐๑๑ พวกลูกศิษย์ลูกหาพากันเตรียมตัวพร้อม และประกาศไปทั่วโลกทางทีวี วิทยุและสิ่งพิมพ์ว่า โลกจะสิ้นสุดลงอย่างแน่นอน แต่เมื่อถึงเวลานั้นจริงๆกลับไม่มีอะไรเกิดขึ้น เหตุการณ์นี้ทำให้ชาวโลกหัวเราะ เยาะเย้ยคริสเตียนอย่างมาก แต่นายฮาโรลด์ แคมปิงแก้เกี้ยวและพยากรณ์ใหม่ว่า โลกจะสิ้นสุดลงในปี ๒๐๑๓
นอกจากนั้น เคยมีลิทธิจิมโจนส์ เมื่อปี ๑๙๗๘ ได้พาพวกสาวกราว ๑๐๐๐ คนไปฆ่าตัวตายที่ประเทศกายอานา ลัทธิเดวิด เดียนส์ ปี ๑๙๙๓ ก็ได้เผาสาวกตายไป ๘๓ คนที่รัฐเท็กซัส ลัทธิโซลาร์ เทมเปิ้ล ปี ๑๙๙๔ ยิงตัวตายไป ๗๓ คนที่ประเทศคานาดา ลัทธิของพวกแอปเปิ้ล ไวท์ได้ฆ่าตัวตาย ปี ๑๙๙๗ พบศพ ๓๙ คน พวกเขาเรียกตนเองว่า พวกเฮฟเว่นเกต (ประตูสวรรค์) เพราะเชื่อว่าพระเจ้าจะส่งยานอาวกาศมารับพวกเขาไปสวรรค์
ยังลัทธิมูน (ยัง เมียง มูน) ลัทธิลูกของพระเจ้า(หนุ่มสาวก้าวสวย) ลัทธิมอร์มอน(สิทธิชนยุคสุดท้าย) ลัทธิพยานพระเยโฮวาห์ ลัทธิเซ่เว่นเดย์และคำสอนเท็จอื่นๆ
เบื้องหลัง
พระคัมภีร์ตอนนี้เป็นคำเทศนาบนภูเขาของพระเยซูคริสต์ มีทั้งหมดประมาณ ๒๑ เรื่อง พระองค์อาจจะทรงสอนในคราวเดียวหรือติดต่อกันหลายครั้งก็เป็นได้ ณ ภูเขาซึ่งอยู่ใกล้เมืองคาร์เปอร์นาอุม ทางตอนเหนือของทะเลสาบกาลิลีชื่ออีเรมอส และคาร์นฮาทิน (Mt. Eremos & Karn Hattin) มีผู้คนติดตามรับฟังคำเทศนาของพระเยซูครั้งละประมาณ ๕๐๐๐ คนถ้านับรวมทั้งผู้หญิงและเด็กด้วยก็ตกราว ๑๐,๐๐๐-๑๕,๐๐๐ คน
มาร์ติน ลูเธอร์(ผู้ปฏิรูปจากคาทอลิคมาเป็นโปรเตสแตนทฺ)กล่าวว่า “คำเทศนาบนภูเขาเป็นอุดมคติอันสูงส่ง เพื่อให้มนุษย์ตระหนักถึงบาปและกลับมาหาพระคริสต์” เซนต์ออกัสติน นักศาสนศาสตร์ที่มีชื่อเสียงกล่าวว่า “คำเทศนาบนภูเขาเป็นมาตรฐานที่ยอดเยี่ยมสำหรับชีวิตคริสเตียน” ส่วนจอห์น แมคอาเธอร์ นักศาสนศาสตร์ นักเขียนและนักเทศน์กล่าวว่า “คำเทศนาบนภูเขาเป็นเป็นมาตรฐานของพระเจ้า เพื่อการดำเนินชีวิตของมนุษย์ทั้งในอดีต ปัจจุบันและอนาคต ถ้าเราประพฤติตามคำสอนนี้ เราจะเขย่าหัวใจของคนทั้งโลก”
ผู้เผยพระวจนะเท็จ
พระเยซูคริสต์ตรัสว่า “ท่านทั้งหลายจงระวัง ผู้เผยพระวจนะเท็จที่มาหาท่านนุ่งห่มดุจแกะ แต่ภายในเขาร้ายกาจดุจหมาป่า” (ข้อ ๑๕)
(๑)ผู้เผยพระวจนะแท้
พระเยซูคริสต์ตรัสถึง “ผู้เผยพระวจนะ” ในพระคัมภีร์ตอนนี้หมายถึงผู้พยากรณ์ในพระคัมภีร์เดิมและใหม่ ในสมัยปัจจุบันก็คืออัครสาวก สาวก ผู้สอนพระคัมภีร์ นักเทศน์ ศิษยาภิบาล อาจารย์ ครูรวีฯ ผู้นำคริสตจักร ผู้ปกครอง และสมาชิกในคริสตจักร เขาจะต้องได้รับการเปิดเผย(ดลใจ)จากพระเจ้าทางพระวจนะโดยตรง (๒ ทธ. ๓.๑๖)
มีลัทธิเทียมเท็จใหม่ล่าสุดที่เข้ามาในไทยคือ ลัทธิที่สอนว่า พระเยซูไม่ได้เป็นพระเจ้า แต่พระองค์เป็นเพียงแค่พระบุตรของพระเจ้าเท่านั้น!
หลักการลำคัญ : จะรู้สิ่งเท็จได้จะต้องรู้จักของจริง ดังนั้นคริสเตียนต้อง “เรียนพระคัมภีร์ รู้พระคัมภีร์และเข้าใจพระคัมภีร์ ” ตัวอย่างจากชาวเมืองเบโรอาที่ค้นดูพระคัมภีร์ทุกวัน หวังจะรู้ว่าเป็นความจริงหรือไม่ (กจ. ๑๗.๑๑) เพราะว่าของปลอมกับของจริงนั้น “คล้ายกันแต่ไม่เหมือนกัน”
(๒)ผู้เผยพระวจนะเทียม
เมื่อดูคนเหล่านี้จากภายนอกจะไม่มีความแตกต่างกัน และพวกเขาก็จะอ้างทำนองเดียวกันว่า ตนเองได้รับการดลใจจากพระเจ้า หรือการสำแดงพิเศษ มีอิทธิฤทธิ์ต่างๆ เสกผงลอยลงมา และกล่าวคำพยากรณ์เป็นตุเป็นตะ แต่ไม่เป็นจริง พระคัมภีร์เรียกคนเหล่านี้ว่า “อัครทูตเทียมเท็จ” (๒ คร. ๑๑.๑๓) และครูสอนเท็จ (๒ ปต. ๒.๑)
(๓)จงระวัง
พระเยซูเตือนคริสเตียนในสมัยแรก(และในสมัยปัจจุบัน)ว่า “ท่านทั้งหลายจงระวังผู้เผยพระวจนะเท็จที่มาหาท่าน” (ข้อ ๑๕) คำว่า “ระวังหมายถึงให้ความสนใจ เอาใจใส่เป็นพิเศษ เปาโลบอกผู้นำคริสเตียนเอเฟซัส “ให้ระวังดูแลฝูงแกะของพระเจ้า เพราะจะมีฝูงหมาป่าอันร้ายจากเข้ากัดทำลายแกะ บางคนจะกล่าวผันแปรความจริง (กจ. ๒๐.๒๘-๒๙)
เปาโลเรียกว่า “วิญญาณที่หลอกลวง ห้ามบริโภคอาหารบางชนิด” (๑ ทธ. ๔.๑-๕) มักจะให้ความหวังแบบลมๆแล้งๆ( ยรม. ๒๓.๑๖-๑๗) เหมือนพวก สส. ก่อนเลือกตั้งที่สัญญาสารพัดว่า ถ้าได้เป็น สส. แล้วจะให้โน่นให้นี่ แต่พอได้เป็นเจ้าจริงๆกลับหายต๋อม
อย่ามองดูคนที่ภายนอก แต่จงมองที่ภายในจิตใจและจิตวิญญาณ อย่าฟังที่คำพูดเท่านั้น แต่ดูที่กระทำด้วยว่า สอดคล้องกับพระวจนะของพระเจ้าหรือไม่
คุณรู้จักแก้วหน้าม้าใช่ไหม? เธอเป็นชาวเมืองมิลถิลลา เก็บได้ว่าวของเจ้าชายปิ่นทอง เมื่อเจ้าของมาตาม ตอนแรกไม่ยอมคืนให้ ต่อมายอมคืนว่าวให้แต่ต้องพาเธอเข้าวังเป็นพระชายา พระบิดาและพระมารดาคือท้าวภูวดาและพระนางนันทา เห็นเข้าก็ไม่ชอบแก้วหน้าม้า จึงแกล้งให้ไปยกเขาพระสุเมรุมาตั้งไว้ในเมือง เธอได้ฤาษีมาช่วยยก และถอดหน้าออกเป็นสาวแสนสวย และได้อภิเษกสมรสกับเจ้าชายปิ่นทอง
บทเรียนจากเรื่องนี้คือ คนเรานั้นภายนอกกับภายในอาจไม่เหมือนกัน บางคนภายในเป็นหมาป่า แต่ภายนอกเป็นลูกแกะ แต่บางคนตรงกันข้ามภายนอกดูดุดัน ขึงขัง เด็ดขาด จริงจัง พูดแบบขวานผ่าซาก ยึดถือพระวจนะอย่างเข้มงวด แต่ภายในของเขาเป็นคนของพระเจ้า
แกะหรือหมาป่า
(๑)แกะ
ในพระคัมภีร์กล่าวถึง “แกะ” เป็นภาพของคริสเตียนหรือผู้ที่เชื่อในพระเจ้า (๑ ปต. ๕.๑-๔) เปาโลบอกให้ผู้นำคริสตจักรเมืองเฟซัส รักษาฝูงแกะของพระเจ้าไว้ให้ดี เพราะจะมีหมาป่าแอบเข้ามาลักขโมยและฆ่าแกะ (กจ. ๒๐.๒๘) และพระเยซูได้ตรัสว่า พระองค์ทรงเป็นผู้เลี้ยง(แกะ)ที่ดี (ยน. ๑๐.๑-๑๖) แกะมีความน่ารัก อ่อนโยน ไร้เดียงสา และเชื่อฟัง ง่าย ยอมเดินตามผู้นำตลอดเวลา กษัตริย์ดาวิดได้ร้องเพลง “พระเจ้าทรงเป็นผู้เลี้ยงที่ดี” (สดด. ๒๓)
มีนักท่องเที่ยวคนหนึ่งไปเยี่ยมเยือนประเทศอิสราเอล เขาเห็นคนกำลังไล่ต้อนฝูงแกะ จึงถามไกด์ว่า “ผมอ่านพบในพระคัมภีร์ว่า แกะเดินตามผู้เลี้ยง แต่นี่ผู้เลี้ยงต้อนแกะ มันหมายความว่าอย่างไร?” ไกด์ตอบว่า “อ๋อ นี่เป็นแกะที่จะนำไปยังโรงฆ่าสัตว์ครับ คนนั้นไม่ใช่ผู้เลี้ยงแกะ แต่เป็นนักฆ่าแกะ”
“???!!”
(๒)หมาป่า
หมาป่าเป็นสัตว์ที่มีความดุร้ายมาก เมื่อพระคัมภีร์พูดถึงความร้ายกาจของหมาป่า ภาษาเดิมคือ “ฉกฉวย ฉวยโอกาส หรือเข้าครอบงำจิตใจและจับกุมเอา” มันเหมือนคนสอนเท็จนั่นแหละที่ชอบขโมย ฉกฉวยโอกาส แย่งชิงสมาชิกคนอื่นอย่างไร้จริยธรรม เราไม่รู้สึกแปลกใจที่มีบางคนสอนว่า “พระเจ้าทรงใจดี ทำบาปไปเถอะ ไม่ทำให้ตกนรกหรอก” และบางคนสอนว่า “ทุกศาสนาเหมือนกันหมด”
ใน มธ. ๒๔.๒๔ พระเยซูทรงเตือนในเรื่องนี้ “ด้วยว่าจะมีพระคริสต์เทียมเท็จ และผู้ทำนายเทียมเท็จหลายคนเกิดขึ้น ทำหมายสำคัญอันใหญ่และการอัศจรรย์ล่อลวง ผู้ที่พระเจ้าทรงเลือกสรรไว้ให้หลงไป”
ผู้สอนเท็จมักเต็มด้วยเหตุผลดีๆสารพัด มีเล่ห์เหลี่ยมแพรวพราว จับไม่ได้ไล่ไม่ทัน เคยอ่านนิทานเรื่อง “หมาป่ากับลูกแกะ” ไหม? ที่ลูกแกะตัวหนึ่งลงไปกินน้ำที่ลำธาร หมาป่ามาเจอเข้าจึงอยากจะกินแกะ จึงอ้างเหตุผลต่างๆนานาที่ดูสมจริง เพื่อลูกแกะจะยอมจำนนและเป็นอาหารอันโอชะของมัน
รู้จักด้วยผลของเขา
“ท่านจะรู้จักเขาด้วยผลของเขา ผลองุ่นนั้นเก็บได้จากต้นไม้ที่มีหนามหรือ หรือว่าผลมะเดื่อเก็บได้จากต้นไม้มีหนามหรือ หรือว่าผลมะเดื่อนั้นเก็บได้จากพืชหนาม” (ข้อ ๑๖)
พระเยซูคริสต์กำลังสอนเรื่องการ “ดูผลที่เกิดขึ้นในชีวิต”
(ก) ดูพฤติกรรมที่แสดงออกในชีวิต
(ข) คำสอนที่มาจากพระคัมภีร์หรือไม่
(ค) เขาทำเพื่อพระเจ้าหรือเพื่อตนเอง
(๑)องุ่นกับมะเดื่อ
เป็นผลไม้ที่มีชื่อเสียงในประเทศอิสราเอล สามารถกินสด ตากแห้งหรือเอาไปทำขนมต่างๆ มีรสชาติหวาน หอมและอร่อย (๑ ซมอ. ๒๕.๑๘, ๑ พศด. ๑๒.๔๐, นฮม. ๓.๑๒) บางทีคนยิวก็จะเอาองุ่นและมะเดื่อไปรักษาโรคได้ด้วย (อสย. ๓๘.๒๑)
(๒)ต้นไม้ที่มีหนาม
เป็นวัชพืชที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ งอกเร็วและปกคลุมพืชดีๆหมด ที่สวนของเรามีต้นหนามไก่ขึ้นดกมาก ถอนเท่าไหร่ก็ไม่หมดสักที เคยมีเรื่องเล่าว่า ชายคนหนึ่งเห็นต้นวัชพืชขึ้นที่แปลงดอกไม้ จึงจะถอนออก พอดีภรรยามาเห็นเข้าจึงพูดว่า “ปล่อยหญ้าไว้อย่างนั้นแหละดีแล้ว”
“ทำไมล่ะ?” สามีถาม
“เพื่อเป็นตัวอย่างแก่พวกต้นดอกไม้” เธอตอบ
“???!!”
(๓)ต้นไม้ดีกับต้นไม้เลว
“ต้นไม้ดีย่อมให้แต่ผลดี ต้นไม้เลวก็ย่อมให้ผลเลว ต้นไม้ดีจะเกิดผลเลวไม่ได้ หรือต้นไม้เลวจะเกิดผลดีไม่ได้ ต้นไม้ซึ่งไม่เกิดผลดีย่อมต้องถูกฟันลงและทิ้งเสียในเตาไฟ เพราะฉะนั้น ท่านจะรู้จักเขาได้เพราะผลของเขา” (ข้อ ๑๗-๒๐)
พระเยซูตรัสว่า ต้นองุ่นต้องมีเกิดผลเป็นองุ่น ต้นมะเดื่อก็เป็นมะเดื่อ (ผลดีในภาษากรีกคือ agathos) ต้นหนามก็จะมีลูกเป็นหนาม จะมีลักษณะผสมผสานกันไม่ได้ บางปีดีบางปีเลวไม่ได้
สรุป
-ผลที่ดี(คริสเตียนแท้)จะถูกเก็บเข้าในยุ้งฉางของพระเจ้า
-ผลเลว(ผู้เผยพระวจนะเท็จ)ย่อมถูกฟันทิ้งในเตาไฟ คือบึงไฟนรก (มธ. ๓.๑๐, ๕.๓๐, ลก. ๓.๙, ๑๓.๗, ๙ รม. ๑๑.๒๒)
-เราจะรู้ว่าอะไรจริงและอะไรไม่จริง ก็โดยการศึกษาพระวจนะของพระเจ้าเท่านั้น.
Read More
ระวังจะล้มลง
๑คร. ๑๐.๑-๑๓
คำนำ
พระคัมภีร์ตอนนี้ (ข้อ ๑๒) เตือนคริสเตียนในการดำเนินชีวิต “กลัวว่าจะล้มลง” คือถูกมารซาตานล่อลวงให้ทำความผิดบาป อ่อนแอในความเชื่อ หันหนีจากพระเจ้าและกลับไปทางเก่า(ถอยหลังเข้าคลอง)
พ่อแม่มักจะเตือนลูกๆเมื่อเวลาฝนตก (เพราะลูกชอบวิ่งเล่นกลางสายฝน) “ระวังจะลื่นหกล้มหัวแตก” แต่เด็กมักไม่เชื่อฟังเพราะกำลังสนุกสนาน แต่เมื่อพลาดขึ้นมาก็ย่อมเจ็บตัวทั้งสองฝ่าย ลูกเจ็บเพราะไม่ระมัดระวัง พ่อแม่เจ็บเพราะลูกไม่ยอมเชื่อฟัง
บทเรียนจากเรื่องนี้ พ่อแม่กับลูกเป็นฉันใด พระเจ้ากับคริสเตียนก็เป็นฉันนั้น
อสย. ๕๙.๑-๒ อิสยาห์ได้บอกว่าอะไรเป็นสาเหตุที่ทำให้พระเจ้าช่วยไม่ได้ และไม่ได้ยินคำอธิษฐานของคริสเตียน? คำตอบคือ “เพราะบาปชั่วของเจ้าทั้งหลาย”
ตัวอย่างจากอิสราเอล (ข้อ ๑-๑๐)
๑) ชีวิตที่เริ่มต้นด้วยพระพร (ข้อ ๑-๔)
ในพระคัมภีร์ตอนนี้เปาโลบอกความจริงแก่เรา ๕ ประการว่า ชนชาติอิสราเอลซึ่งเป็นบรรพบุรุษของเราได้รับพระพรจากพระเจ้าอย่างไรบ้าง คือ
อยู่ใต้เมฆ : มีความร่มเย็นเป็นสุข
ผ่านทะเล : ผ่านพ้นความทุกข์ยากและความตาย
ได้รับบัพติสมา : ติดสนิทกับพระเยซูคริสต์ และเกิดผลฝ่ายจิตวิญญาณ
รับประทานอาหารทิพย์ : ได้รับพระวจนะของพระเจ้าหล่อเลี้ยงจิตใจ
ได้ดื่มน้ำแห่งชีวิต : มีชีวิตใหม่และรับชีวิตนิรันดร์
๒) ลงท้ายด้วยพระเพลิง คือพระพิโรธของพระเจ้า (ข้อ ๕-๑๐)
เมื่อประชากรของพระเจ้าทรงเกลียดชังและสะอิดสะเอียน “รูปเคารพ คบหญิงชั่ว ยั่วพระเจ้า เอาแต่ได้ใคร่แต่บ่น”
-พวกเขาหลงผิดไปกราบไหว้รูปเคารพ มนัสการวัวทองคำ (ข่อ๗) ดู อพย. ๓๒.๖
-คบหญิงชั่ว (ข้อ ๘) พวกชนชาติอิสราเอลพากันหลงเจิ่นจากทางของพระเจ้า ไปล่วงประเวณีกับหญิงชาวโมอับ (กดว. ๒๕.๑-๑๘)
-ยั่วพระเจ้า “ลองดีพระเจ้า” (ข้อ ๙) พวกเขากล่าวหาว่าพระเจ้าไม่ให้อาหารและน้ำตามที่อยากได้ มีแต่มานาที่น่าเบื่อ ลงท้ายพวกเขาถูกลงโทษจนตายด้วยงูพิษ (กดว. ๒๑.๕-๖)
-เอาแต่ได้ (ข้อ ๖๕) พระคัมภีร์บอกว่าคนของพระเจ้ามีใจโลภปรารถนาในสิ่งชั่ว “ละโมบมาก” (กดว. ๑๑.๔) อยากกินเนื้อ ได้แล้วไม่รู้จักพอ “ตาใหญ่กว่าท้อง” และไม่พอใจในสิ่งที่ตนเองได้รับ เห็นของคนอื่นดีกว่าของตนเองเสมอ
-ใคร่แต่บ่น (ข้อ ๑๐) เปาโลเตือนคริสเตียนว่า “อย่าให้เราบ่นเหมือนอย่างที่บางคนชอบบ่น” คนอิสราเองบ่นหาว่าผู้นำใช้อำนาจเผด็จการ และทำรุนแรงเกินกว่าเหตุ พวกเขาจึงล้มตายในวันเดียวถึงหมื่นสี่พันคน (กดว. ๑๖.๔๑-๔๙)
ขอพระเจ้าทรงช่วยคริสเตียนทุกคนไม่ให้เมือนคนยิว ที่เริ่มต้นด้วยพระพร แต่ลงท้ายด้วยพระเพลิงแต่ขอพระองค์ทรงช่วยพวกเราที่จะเริ่มต้นด้วยพระพร และลงท้ายด้วยพระพรเป็นนิตย์
คำเตือนให้ระวัง (ข้อ ๑๒-๑๓)
พระวจนะตอนนี้สอนความจริงแก่เราเกี่ยวกับการทดลองให้ทำบาปและล้มลง
๑) การทดลองเกิดขึ้นกับใครและเมื่อใด?
พระคัมภีร์บอกประการแรกว่า การทดลองให้ทำบาปนั้นเกิดขึ้นได้กับคริสเตียนทุกคน (ไม่เว้นแม้แต่พระเยซูคริสต์) ประการที่สอง การทดลองทุกอย่างไม่ใช่ของใหม่ คือมันเคยเกิดขึ้นกับคนอื่นๆก่อนหน้าเราแล้ว เช่น บาปแห่งการโกหกและโลภ เคยเกิดขึ้นกับคริสเตียนที่ร้อนรนอย่างอนาเนียกับสัฟฟีรา “มุสาต่อพระวิญญาณบริสุทธิ์” จนถึงกับล้มลงตายทันที
๒) เราสามารถเอาชนะต่อการทดลองได้ไหม?
แน่นอน คริสเตียนสามารถมีชัยชนะได้ โดยการอธิษฐานพึ่งพาในฤทธิ์อำนาจของพระเจ้า พระองค์จะทรงประทานให้เรามีกำลังทนได้ และเมื่อถึงจุดแตกหักพระองค์จะทรงให้เรามีหนทางที่จะหลีกเลี่ยงได้ด้วย ดังเช่น กรณีของโยเซฟที่เจ้าไปทำงานในบ้านของโปทิฟาร์ เขาถูกภรรยาของโปทิฟาร์ชักชวนให้ล่วงประเวณี แต่โยเซฟตอบว่า “ข้าพเจ้าไม่สามารถทำผิดใหญ่หลวงนี้ต่อพระเจ้าได้” (ความชั่วทุกอย่างไม่เพียงเป็นการทำผิดต่อมนุษย์เท่านั้น แต่ได้ทำผิดต่อพระเจ้าโดยตรง)
๓) ทำไมคนจึงล้มลงในความบาปและละทิ้งความเชื่อ?
เปาโลได้ตอบคำถามนี้ประการแรกว่า เพราะมนุษย์คิดว่าตนเองมั่นคงดีแล้ว ประการที่สอง เพราะคนไม่คิดว่าจะทำบาป
ตัวอย่าง : เมื่อครั้งที่ข้าพเจ้าเป็นอาจารย์สอนในศูนย์อบรมพระคริสตธรรมแห่งหนึ่ง เห็นว่าอาจารย์ระดับผู้บริหารและนักเทศน์ชื่อดังคนหนึ่ง ชอบไปไหนมาไหนกับม่ายสาวพราวเสน่ห์คนหนึ่ง โดยทิ้งภรรยาของตนให้อยู่บ้านตามลำพัง ข้าพเจ้าจึงเตือนด้วยความหวังดี แต่นักเทศน์ได้ตอบอย่างแข็งกร้าวว่า “ผมสร้างชื่อเสียงในการรับใช้พระเจ้ามาเป็นเวลาหลายปี ไม่มีวันเสียหรอกที่ผมจะเอาเกียรติไปแลกกับผู้หญิงเพียงคนเดียว” – คำตอบแบบนี้ถึงกับทำให้ข้าพเจ้าขนลุก ด้วยความประหวั่นพรั่นพรึง!
สรุป
พี่น้องคริสเตียนที่รัก ท่านจะรุ่งหรือจะร่วง ท่านจะล้มลงหรือจะลุกขึ้น ขึ้นอยู่กับ ๕ G
Gold – เงินทอง
Garment – สิ่งของฟุ่มเฟือย
Girl – ผู้หญิงหรือเพศตรงข้าม
Glory – เกียรติยศและชื่อเสียง
God – พระเจ้า
Read Moreโครงร่างคำเทศนา – ธวัช เย็นใจ
กระวนกระวายใจ(จริงๆ)
มธ. ๖.๒๕-๓๔
คำนำ
มีเรื่องเล่าว่าในสมัยบุกเบิกอเมริกานั้น วิลเลียม เพนท์เป็นเคารพนับถือของพวกอินเดียนแดงอย่างมาก เจ้าของพื้นที่ถึงสัญญาว่าถ้าเพนท์อยากจะได้ที่ดินเท่าไหร่ก็ให้เดินเอา กล่าวคือเดินไปถึงไหนในเวลาหนึ่งวัน เขาจะได้ที่ดินนั้นเป็นกรรมสิทธิ์ทันที แต่พอมาถึงรุ่นลูกๆของเพนท์กลับใช้เล่ห์เหลี่ยมโดยว่าจ้างนักเดินสามคน ให้เดินตลอดทั้งวันโดยไม่หยุดและได้ที่ดินของพวกอินเดียแดงไปเป็นจำนวนมาก
ความวิตกกังวล บวกกับความโลภ(อยากได้โดยไม่รู้จักพอ)ทำให้เกิดการคดโกงคอรัปชั่น!
คำเทศนาบนภูเขาของพระเยซูในพระคัมภีร์ตอนนี้คือ เรื่อง “ความกระวนกระวาย” ในชีวิตของมนุษย์เรา นับว่าตรงประเด็นและเข้าถึงจิตใจของผู้มากที่สุด มาจากภาษาเดิม(กรีก)คือ “เมริมนาโอ” (merimnao)[1] หมายถึงความวิตกกังวล, การสาละวน, พะวง, เอาใจใส่และมีความทุกข์ร้อนเกี่ยวกับปัจจัยฝ่ายร่างกาย(soma)การมีชีวิตอยู่ในโลกนี้
“เหตุฉะนั้น” พระเยซูทรงเริ่มต้นด้วยการให้ผู้ฟังคิดถึงสิ่งที่พระองค์ตรัสสอนมาแล้ว คือ เรื่องทรัพย์สมบัติของท่าน “อยู่ที่ไหน ใจของท่านก็อยู่ที่นั่น” (ข้อ ๑๙-๒๑) เรื่องต่อมาที่ทรงสอนคือ “พระเจ้าและเงินทอง” คริสเตียนมาถึงทางเลือก “ท่านจะปฏิบัติรับใช้พระเจ้าและเงินทองพร้อมกันไม่ได้” (ข้อ ๒๔) จะต้องเลือกเอาอย่างใดอย่างหนึ่ง ภาษิตไทยบอกว่าอย่า “เหยียบเรือสองแคม” หรืออย่า “รักพี่เสียดายน้อง”
ในการ์ตูนเรื่องความวิตกกังวลของกิ้งกือตัวหนึ่ง ในตอนกลางคืนมันนอนคิดไม่ตกว่าวันพรุ่งนี้เช้าจะก้าวขาไหนออกก่อน (เพราะมันมีขามากถึง ๑๐๐ คู่) จนกระทั่งม่อยหลับไป พอถึงรุ่งเช้าเมื่อแสงสีทองของดวงอาทิตย์สาดส่องจับที่ขอบฟ้า กิ้งกือตื่นขึ้นมาด้วยความตื่นเต้น ดีใจและวิ่งออกไปที่เนินเขา เพื่อชมความงามของอาทิตย์ยามรุ่งอรุณ และมันลืมความวิตกกังวลเรื่องการก้าวขาไปเสียสิ้น
ชีวิตสำคัญกว่า
พระเยซูตรัสว่า “เราบอกท่านทั้งหลายว่า อย่ากระวนกระวายถึงชีวิตของตนว่า จะเอาอะไรกิน หรือจะเอาอะไรดื่ม อย่ากระวนกระวายว่าจะเอาอะไรนุ่งห่ม ชีวิตสำคัญยิ่งกว่าอาหารและเครื่องนุ่มห่มมิใช่หรือ” (ข้อ ๒๕)
(๑)ชีวิตคืออะไร
“ชีวิต” ของมนุษย์ประกอบขึ้นด้วยอะไรบ้าง? (๑) ส่วนที่เป็นร่างกายภายนอก เช่น ความสวย หล่อ ดำขาว สูงต่ำ ใหญ่หรือเล็ก (๒) ชีวิตส่วนที่เป็นจิตใจ อารมณ์และสติปัญญา ที่อยู่ภายในสมองของมนุษย์ วัดกันด้วยไอคิว อีคิว เอ็มคิว (๓) ชีวิตส่วนที่เป็นจิตวิญญาณ มีความสำคัญมาก ที่สามารถติดต่อกับพระเจ้าได้ เป็นส่วนที่ดำรงอยู่เป็นนิตย์ เป็นตัวกำหนดจุดประสงค์เป้าหมาย และความอนาคตของมนุษย์ทุกคน
(๒)ชีวิตฝ่ายจิตวิญญาณ
คนทั่วไปจะคิดแต่เรื่อง “การกิน อยู่ เครื่องนุ่ม” คือปัจจัยสี่ เสื้อผ้า อาหาร ยารักษาโรคและที่อยู่อาศัย พอมีครบแล้วจะคิดถึงความสะดวกสบายและความปลอดภัย (มีรถยนต์ มีบ้าน มีสระว่ายน้ำ และเครื่องมือสื่อสารรุ่นล่าสุด) จากนั้นก็เริ่มสะสมไว้สำหรับอนาคต
เมื่อเร็วๆนี้มีสมาชิกในคริสตจักรของเราคนหนึ่งมาบอกว่า “ตอนนี้มีหญิงสาวคนหนึ่งประกาศขายพรหมจรรย์ในอินเตอร์เนท เพื่อแลกกับไอโฟนรุ่นใหม่”
ในพระคัมภีร์ตอนนี้ พระเยซูทรงเน้นถึงชีวิตฝ่ายจิตวิญญาณ ลองคิดดูว่า “บางคนมีอาหารกินแต่ไม่มีชีวิต บางคนมีเสื้อผ้าแต่ไม่ร่างกาย” พระองค์ตรัสว่า “ถ้าจะได้สิ่งของสิ้นทั้งโลก แต่ต้องเสียชีวิตของตน ผู้นั้นจะได้ประโยชน์อะไร” และตรัสอีกว่า “ผู้นั้นจะเอาอะไรไปแลกชีวิตของตนกลับคืนมา” (มธ. ๑๖.๒๖)
ในภาพยนตร์สารคดีทางทีวีในตอนเย็น เป็นเรื่องของสุนัขจิ้งจอกบนเกาะแห่งหนึ่ง ที่ชอบขโมยคาบไข่นกไปซ่อน ไว้ในดิน มันทำอย่างนั้นตลอดทั้งวัน จนลืมไปว่าซ่อนไว้ที่ไหนบ้าง จนกระทั่งไข่เหล่านั้นเน่าเสีย ทำให้คิดถึงชีวิตของมนุษย์
เราหลายคน ช่างไม่แตกต่างจากเรื่องนี้เท่าไหร่ใช่ไหม?
นกเป็นตัวอย่างที่ดี
พระเยซูคริสต์ตรัสว่า “จงดูนกในอากาศ มันมิได้หว่าน มิได้เกี่ยว มิได้ส่ำสมไว้ยุ้งฉาง แต่พระบิดาของท่านทั้งหลายทรงเลี้ยงนกไว้ ท่านทั้งหลายมิได้ประเสริฐกว่านกหรือ” (มธ. ๖.๒๖)
(๑)นกไม่กระวนกระวายใจ
พระเยซูกำลังชี้ให้พวกสาวกดูนกที่บินไปมา นกเหล่านี้มีชีวิตอยู่ได้อย่างไร ถึงเวลานอนก็นอน ถึงเวลากินก็กิน
มันไม่ต้องวิตกกังวล เพราะพระเจ้าทรงเลี้ยงดูมัน
(๒)พระเจ้าทรงเลี้ยงดู
“พระบิดาในสวรรค์” (แน่นอน ไม่เหมือนพ่อในโลกนี้บางคน) คือพระเจ้ายิ่งใหญ่ พระผู้สร้างและดูแลรักษา พระคัมภีร์ใช้คำที่มีความหมายที่ดีมาก เหมือนกับที่ “พ่อแม่ที่เลี้ยงดูลูก” ในพระธรรม สดด. ๒๓ ดาวิดบอกว่า “พระเจ้าทรงเป็นผู้เลี้ยงที่ดี” ในพระธรรม ยน. ๑๐.๑๑ พระเยซูตรัสเราเป็นผู้เลี้ยงที่ดี พระองค์เคยตรัสว่า ถ้าบุตรขอปลา พ่อจะให้งูหรือ ถ้าขอไข่จะให้แมงป่องหรือ?
คำถาม : คุณเคยเห็นนกกลุ้มใจ ร้องไห้ และนกฆ่าตัวตายไหม?
พระเยซูได้ตรัสคำอุปมาเรื่อง เศรษฐีคนหนึ่ง ที่ได้สะสมทรัพย์บัติไว้มากมาย และนอนตีพุงพร้อมกับพูดว่า “จิตใจเอ๋ย สุขสบายแล้ว กินดื่มและรื่นเริงเถิด” แต่พระองค์ตรัสว่า “คนโง่เอ๋ย คืนนี้ชีวิตของเจ้าจะต้องถูกพรากไปจากเจ้า และเงินทองที่มีอยู่จะตกเป็นของใครเล่า?” (ลก. ๑๒.๑๓-๒๑)
คุณประเสริฐยิ่งกว่า
(๑)มนุษย์คือสุดยอดแห่งการทรงสร้างของพระเจ้า
พระเยซูตรัสว่า “ท่านทั้งหลายประเสริฐยิ่งกว่า” (ข้อ ๒๖) “พระองค์จะไม่ตกแต่งท่านยิ่งกว่านั้นหรือ” (ข้อ ๓๐) พระเจ้าทรงมองดูคริสเตียนอย่างไร? คุณเป็น “คนประเสริฐ” (คนไทยพูดว่า “มนุษย์เป็นสัตว์ประเสริฐ” นี่ไม่ถูกต้อง เพราะคนก็คือคน สัตว์ก็คือสัตว์) ภาษากรีกคำแรก “เดียเฟะโร” (diaphero) คือมีความสำคัญ, แตกต่างกว่า, และดีที่สุด คำที่สอง “มาล์ลอน” (mallon)คือ ดีกว่า, มากกว่านั้น, จำเริญยิ่งๆขึ้น คำถามสำคัญ : พระเจ้าทรงรู้ไหมว่า เรามีความต้องการอะไร? (ข้อ ๓๒) แล้วคุณต้องการอะไรล่ะ? อธิษฐานสิ!
ทุกครั้งที่เครื่องบินขึ้นได้ในระดับแล้ว แอร์โฮสเตสจะเดินมาถามว่า “ต้องการรับประทานอะไร?” เพราะมีอาหารให้เลือกหลาย แต่ต้องเลือกในสิ่งที่มีเท่านั้น
ให้เราขอบพระคุณพระเจ้า ที่พระองค์ทรงเห็นว่า มนุษย์ประเสริฐกว่านก และประเสริฐกว่าดอกไม้ในทุ่งนา (ในประเทศอิสราเอลมีดอกไม้มากมายหลายอย่าง ราว ๑๒๐ ชนิดเห็นจะได้) พระเยซูตรัสว่า แม้เครื่องทรงของกษัตริย์ซาโลมอนจะวิเลิศมาหรา แต่ดอกไม้เหล่านี้ก็สวยกว่าเสียอีก
(๒)สิ่งสำคัญอันดับแรก
พระเยซูตรัสว่า “แต่ท่านทั้งหลายจงแสวงหาแผ่นดินของพระเจ้าและความชอบธรรมของพระองค์ก่อน (ข้อ ๓๓) การแสวงหาคือการเอาพระเจ้าเป็นอันดับแรก (แสวงหามาตรฐานของพระเจ้า, เสาะหาน้ำพระทัยด้วยการอธิษฐาน, อ่านพระคัมภีร์, นมัสการ, ทุ่มเทถวาย มอบกาย ชีวิต จิตใจและจิตวิญญาณ)
พระธรรม ฉธบ. ๔.๒๙ โมเสสได้บอกพวกอิสราเอลอย่างชัดเจนว่า “ถ้าพวกท่านค้นหาพระองค์ด้วยสุดจิตสุดใจ ท่านจะพบพระองค์”
คำถาม : พวกเราคริสเตียนได้แสวงหาพระเจ้าเช่นนี้แล้วหรือยัง?
(๓)ได้รับจากพระเจ้า
พระเยซูทรงยืนยันว่า “แล้วพระองค์จะทรงเพิ่มเติมสิ่งที่ปวงเหล่านี้ให้” (ข้อ ๓๓) ในภาษาเดิมมีความหมายว่า “หามาวางไว้ให้ข้างๆ” ขอให้เราทุกคนอ่านพระสัญญาในพระธรรม รม. ๘.๓๒ ด้วยกันเดี๋ยวนี้เลย
สรุป
-ปัญหาและความวิตกกังวลของมนุษย์ 40 % เป็นเรื่องที่ไม่เคยเกิดขึ้นเลย
30 % สิ่งที่เกิดขึ้นและไม่อาจเปลี่ยนแปลงได้
12 % วิตกกังวลต่อเสียงวิพากษ์วิจารณ์ของคนอื่น
10 % กระวนกระวายถึงสุขภาพ และเครียด
8 % เป็นปัญหาที่เราต้องต่อสู้กับมันจริงๆ
-มีเรื่องเล่าว่า ชาวยิวโดยสารเรือเดินสมุทร และเกิดพายุพัดกระหน่ำอย่างรุนแรง เรือโคลงเคลงทำท่าจะล่ม ผู้โดยสารต่างพากันแตกตื่น และหวาดกลัวเป็นที่สุด แต่ชาวยิวคนนี้ไม่แสดงอาการวิตกกังวลหรือหวาดกลัวเลย เพื่อนร่วมเดินทางจึงถามด้วยความแปลกใจว่า “คุณไม่รู้สึกกระวนกระวายใจบ้างหรือ?”
เขาตอบว่า “ผมจะวิตกกังวลไปทำไม ในเมืองเรือลำนี้ไม่ใช่ของผม”
ข้อคิด : โลกนี้เป็นโลกของพระเจ้า อะไรมันจะเกิดมันจะเกิด พระองค์จะเป็นผู้รับผิดชอบเอง ไม่ว่าชีวิต, ความเป็นอยู่ ทรัพย์สมบัติและอนาคตของเรา.
[1] กังวล (มธ. ๑๐.๑๙) สาละวน (๑ คร. ๗.๓๒) พะวง (๑ คร. ๑๒.๑๕) เอาใจใส่ (ฟป. ๒.๒๐) ทุกข์ร้อน (ฟป. ๔.๖)
Read Moreคริสตจักรของพระเจ้า
๑ คร. ๑.๑-๓
ในราวปี คศ. ๕๓ เปาโลได้เดินทางไปประกาศข่าวประเสริฐของพระเยซูคริสต์เป็นเที่ยวที่สอง ท่านไปถึงเมืองเธสะโลนิกา เปโรอา เอเธนส์และไปถึงเมืองโครินธ์ ที่เมืองนี้เองท่านได้พบกับคริสเตียนครอบครัวหนึ่ง คืออควิลลากับปริศสิลลา มีอาชีพเป็นช่างทำหนัง ซึ่งลี้ภัยมาจากกรุงโรมเพราะถูกข่มเหงทางด้านศาสนา ทั้งสองมีใจรักพระเจ้าและร้อนรนในการประกาศข่าวแห่งความรอด เปาโลจึงได้อาศัยอยู่กับครอบครัวนี้เป็นเวลานานถึง ๑๘ เดือน และได้ทำการเผยแพร่พระวจขนะของพระเจ้า “เปาโลได้สนทนาธรรมในธรรมศาลาทุกวันสะบาโต ได้ชักชวนพวกยิวและพวกกรีกให้เชื่อ” (กจ. ๑๘.๔)
เวลาผ่านไปสามปีมีผู้คนรับเชื่อเพิ่มขึ้น และคริสตจักรโครินธ์ก็ได้เจริญเติบโตอย่างรวดเร็วเป็นลำดับ สิ่งหนึ่งที่มาพร้อมกันคือปัญหาและความขัดแย้งในกลุ่มพี่น้องคริสเตียน จนบางคนต้องเขียนจดหมายไปถึงเปาโลเพื่อขอคำแนะนำ และท่านก็ได้ตอบจดหมายฉบับนั้น (๑ คร. ๕.๙) เป็นจดหมายก่อนหน้าฉบับนี้ ซึ่งคาดว่าได้สูญหายไปแล้ว
พระธรรม ๑ โครินธ์ เป็นภาพคริสตจักรของพระเจ้า ที่อยู่ในโลกนี้ตามความเป็นจริง ซึ่งยังไม่บริสุทธิ์ร้อยเปอร์เซ็นต์ และตกอยู่ในวังวนของความขัดแย้งและความผิดบาปบางประการ เช่น
ปัญหาความแตกแยกเป็นก๊กเป็นเหล่า
ปัญหาทางด้านผิดศีลธรรม(ล่วงประเวณี)
ปัญหาที่คริสเตียนเป็นคดีความกันจนต้องฟ้องร้องถึงโรงถึงศาล
ปัญหาการรับประทานอาหารที่ถวายบูชาแก่รูปเคารพ
ปัญหาการถือพิธีมหาสนิทอย่างไม่ถวายเกียรติแด่พระเจ้า
ปัญหาอัครสาวกจริงหรือปลอม
ปัญหาการสมรสหรืออยู่เป็นโสด
ปัญหาการใช้ของพระทานอย่างฟุ่มเฟือย เช่น การพูดภาษาแปลกๆ
ความไร้ระเบียบของที่ประชุมนมัสการพระเจ้า
ปัญหาสตรีในคริสตจักร
และปัญหาในวาระสุดท้ายเมื่อคริสเตียนถูกชุบให้เป็นขึ้นมาจากความตาย
วิลเลี่ยม บาร์เล่ย์ นักศาสนศาสตร์ที่มีชื่อเสียงได้กล่าวถึงคริสตจักรโครินธ์ไว้ในหนังสือชื่อ “หันมาหาพระเจ้า” ว่า “ยากที่จะหาเมืองใดในโลกนี้ที่เลวร้ายกว่าเมืองโครินธ์ มีคำกล่าวว่า korinthiazesthai ที่บ่งบอกถึงความขี้เหล้าเมายาและเสื่อมทรามทางด้านศีลธรรมอย่างสุดขีด”
ชีวิตของอัครทูตเปาโล
“เปาโล (ซึ่งพระเจ้าทรงเรียกให้เป็นอัครทูตของพระคริสต์ ตามน้ำพระทัยของพระองค์ และโสสเธเนสผู้เป็นพี่น้องของเรา” (ข้อ ๑) นี่เป็นการเริ่มต้นจดหมายแบบฉบับของชาวกรีกสมัยนั้น โดยเปาโลเริ่มต้นแนะนำตนเองและทีมงานแก่ผู้รับจดหมาย (คริสเตียนโครินธ์) เป็นอันดับแรก
เปาโล (Paul ภาษากรีกว่า Paulus – พอลลัส) ชื่อนี้แปลว่า เล็กน้อย หรือต่ำต้อย อาจเป็นไปได้ว่าท่านเป็นคนตัวเล็ก หรือเป็นการแสดงถึงความถ่อมใจ และมีความรู้สึกเหมือนกับยอห์น(ผู้ให้บัพติสมา)ที่บอกว่า “พระเยซูคริสต์ต้องยิ่งใหญ่ขึ้น ส่วนข้าพเจ้าต้องด้อยลง” (ยน. ๓.๓๐)
ยิ่งเปาโลเป็นคริสเตียนนานเท่าใด ก็ยิ่งถ่อมตนลงมากเท่านั้น ท่านกล่าวเมื่อคราวเขียนจดหมายไปถึงชาวเอเฟซัสว่า “ข้าพเจ้าเป็นคนเล็กน้อยกว่าคนเล็กน้อยที่สุดในพวกธรรมิกชน” (อฟ. ๓.๘) แต่พวกเราหลายคนตรงกันข้าม ยิ่งเป็นคริสเตียนนานเท่าใด ก็ยิ่งใหญ่มากขึ้นเท่านั้น
ผมรู้สึกเป็นห่วงเป็นใยอย่างยิ่งเมื่อได้ยินข่าวบ่อยๆว่า ผู้นำคริสตจักรไทยบางคนติดอยู่กับชื่อและตำแหน่ง หากใครไม่เรียกเขาด้วยคำนำหน้าว่าท่านอาจารย์หรือศาสนาจารย์ หรือดอกเตอร์ ก็จะรู้สึกไม่พอใจและแทบจะไม่มองหน้าด้วยซ้ำ
ผู้ซึ่งพระเจ้าทรงเรียก (kletos) คำนี้แปลอีกอย่างหนึ่งว่า “ได้รับการเชื้อเชิญมาให้ทำบางสิ่งบางอย่างเป็นพิเศษ” ประการแรก พระเจ้าทรงเรียกเปาโล(และพวกเราทุกคน)มาเพื่อให้รับความรอด ประการที่สอง ทรงเรียกมาเพื่อสำหรับพระกิตติคุณ “ทรงเรียกให้เป็นธรรมิกชนด้วยกันกับคนทั้งปวงในทุกตำบล” (ข้อ ๒) ประการที่สาม ทรงเรียกมาเพื่อให้เป็นอัครทูต (รม. ๑.๑)
ในพระคัมภีร์เราพบว่า พระเจ้าทรงเรียกบางคนให้เป็นผู้รับใช้ของพระองค์ เช่น อับราฮัม โมเสส ดาวิด กิเดโอน เปาโล เปโตร และคนอื่นๆมีคำถามที่น่าสนใจว่า พระเจ้าทรงเรียกทุกคนไหม? แน่นอน แต่มีคนไม่มากนักที่ตอบสนองพระประสงค์ของพระองค์ ดังที่พระเยซูคริสต์ได้ตรัสคำอุปมาเรื่อง “งานเลี้ยงใหญ่” มีหลายคนได้รับบัตรเชิญ แต่พวกเขาปฏิเสธเนื่องจากเห็นว่ามีสิ่งอื่นที่สำคัญกว่า ตอนท้ายพระองค์ตรัสว่า “ด้วยผู้รับเชิญก็มาก แต่ผู้ทรงเลือกก็น้อย” (มธ. ๒๒.๑๔)
จำเรื่องราวของอิสยาห์ได้ไหม? หลังจากที่ท่านได้รับการชำระชีวิตให้บริสุทธิ์แล้ว พระเจ้าตรัสถามว่า เราจะใช้ผู้ใดไป และใครจะไปแทนเรา?” อิสยาห์ทูลตอบโดยไม่รอช้าว่า “ข้าพระองค์อยู่ที่นี่ ขอทรงใช้ข้าพระองค์ไปเถิด” (ดู อสย. ๖.๑-๘) วันนี้พระเจ้าเรียกคุณเช่นเดียวกัน และคุณจะตอบพระองค์ว่าอย่างไร?
เป็นอัครทูต (apostolos – อพอสโตลอส) พระคัมภีร์บางฉบับแปลว่า “อัครสาวก” หมายถึงเป็นตัวแทนหรือผู้สื่อสาร ผู้ที่ถูกส่งออกไปประกาศข่าวประเสริฐของพระเยซู คนที่จะเป็นอัครทูตได้จะต้องมีคุณสมบัติดังต่อไปนี้
ประการแรก ต้องเป็นคนที่เคยเห็นพระเยซูคริสต์
ประการที่สอง ต้องยืนยันการฟื้นคืนพระชนม์ของพระองค์
เปาโลมีคุณสมบัติเป็นอัครทูต เพราะท่านได้พบกับพระเยซูชนิดหน้าต่อหน้าบนถนนไปยังเมืองดามัสกัส (กจ. ๙) และท่านได้ยืนยันถึงการทรงพระชนม์อยู่ของพระองค์ตลอดมา
ตามน้ำพระทัย (thelema – เทาเลม่า : ตามพระประสงค์) ใครจะเข้ามา รับหน้าที่ปรนนิบัติรับใช้ ไม่ใช่ขึ้นอยู่กับความสมัครใจของตนเอง เปาโลยืนยันว่าท่านมาเป็นอัครทูตตามน้ำพระทัยของพระเจ้า พระเยซูคริสต์ว่ามนุษย์ไม่ได้เลือกพระเจ้า แต่พระเจ้าทรงเป็นฝ่ายเลือกมนุษย์ และได้แต่งตั้งไว้เพื่อให้ไปเกิดผลอย่างเต็มที่ และเป็นการเกิดผลที่ยั่งยืน (ยน. ๑๕.๑๖)
พระเจ้าทรงเลือกตามน้ำพระทัย ตั้งแต่ครั้งที่เปาโลยังอยู่ในครรภ์ของมารดา (กท. ๑.๑๕) เป้าหมายคือให้ท่านออกไปประกาศข่าวประเสริฐของพระคริสต์แก่คนต่างชาติ (กจ. ๙.๑๕, ๒๒.๑๒๖.๑๘) พระเจ้าทรงเลือกพวกเราให้มาเป็นคริสเตียน ด้วยจุดประสงค์เดียวกันนี้ ดังนั้น ขอให้เราดำเนินชีวิตให้สมกับที่เป็นคนของพระองค์(อฟ. ๕.๓)
Read Moreคริสตจักรของพระคริสต์ (๑.๒)
“เรียนคริสตจักรของพระเจ้าที่เมืองโครินธ์”
คริสตจักร (Ekklesia : เอกเคลเซีย) เป็นคำที่ชาวกรีกใช้เรียกฝูงชนให้ออกมารวมตัวกันในสถานที่แห่งหนึ่ง (กจ. ๑๙.๓๙) การชุมนุมชนอิสราเอลในถิ่นทุรกันดาร (กจ. ๗.๓๘) พระคัมภีร์นำเอาคำนี้(Church)มาใช้เรียกทุกคนที่เชื่อในพระเยซูคริสต์ หลายคนเข้าใจผิดคิดว่าคริสตจักรคือสถานที่ โบสถ์ หรืออาคาร แท้จริงไม่ใช่ เปาโลยืนยันหลายครั้งว่า “ท่านทั้งหลายเป็นวิหารของพระเจ้า” (๓.๑๖)
ขอให้สังเกตคำว่า “คริสตจักรของพระเจ้า” ไม่ใช่ของคณะนิกาย ศาสนาจารย์ ศิษยาภิบาลหรือมิชชันนารี ผู้เขียนอธิบายพระคัมภีร์ฉบับ LSM บอกว่า “คริสตจักรของพระเจ้า ไม่ใช่คริสตจักรของเกฟา ไม่ใช่คริสตจักรของอะโปโล ไม่ใช่คริสตจักรของเปาโล และไม่ใช่คริสตจักรในแนวปฏิบัติหรือหลักธรรมใดๆ แต่เป็นคริสตจักรของพระเจ้า..”
ได้รับการชำระให้บริสุทธิ์(hagiazo : ผู้ที่ได้รับการแยกออกมาตั้งไว้ต่างจากโดยพระวิญญาณบริสุทธิ์)เมื่ออ่านดูในพระคัมภีร์ฉบับภาษาไทยทำให้บางคนคิดว่าเกี่ยวข้องกับการบัพติสมาในน้ำ แต่แท้จริงแล้ว “ฮากิอะโซ” คำนี้หมายถึงการชำระให้อะอาด (sanctified) คือการนำสัตว์ที่สะอาดและไม่มีมลทิน มาถวายบูชาบนแท่นแด่พระเจ้า
บทเรียน : เด็กที่เล่นโคลนสกปรกมา และคุณแม่อาบน้ำประแป้งแต่งตัวให้สะอาดแล้ว เขาไม่ควรวิ่งไปเล่นโคลนอีกต่อไปฉันใด พวกเราคริสเตียนซึ่งได้รับการชำระบาปจากพระเยซูคริสต์และเป็นผู้บริสุทธิ์แล้ว ก็ไม่ควรลงไปเกลือกกลั้วกับความผิดบาปอีกฉันนั้น
ในพระเยซูคริสต์ (Christos lesous : ผู้ถูกเจิมตั้งไว้ให้เป็นกษัตริย์หรือปุโรหิต) เยซูแปลว่าผู้ช่วยให้รอด ในภาษาฮีบรูใช้คำว่า “โยชูวา” ขอให้สังเกตว่า ในบทที่ ๑ มีพระนามของพระเยซูปรากฏอยู่กว่าสิบครั้ง แสดงถึงว่าเปาโลต้องการเน้นพระนามอันยิ่งใหญ่ขององค์พระผู้เป็นเจ้า ในขณะที่ชาวกรีกและชาวโรมันนับถือจักรพรรดิเป็นพระเจ้าของพวกเขา
ธรรมิกชน (hagios : การแยกออกมาตั้งไว้ต่างหาก, ให้เป็นผู้บริสุทธิ์) เปาโลบอกถึงฐานะทางฝ่ายจิตวิญญาณของคริสเตียนโครินธ์ว่า “ซึ่งทรงเรียกให้เป็นธรรมมิกชนด้วยกันกับคนทั้งปวง” พระคัมภีร์ใช้คำที่แตกต่างกันเช่น วิสุทธิชน, สิทธิชน (Saints)
เปโตรได้ขยายความให้ชัดเจนยิ่งขึ้นว่า คริสเตียนเป็นชนชาติที่พระเจ้าทรงเลือกสรรไว้ เป็นปุโรหิตหลวง เป็นประชาชาติบริสุทธิ์ เป็นชนชาติของพระเจ้าโดยเฉพาะ เพื่อประกาศพระบารมีของพระองค์...”(๑ ปต. ๒.๙)
คำอวยพร (๑.๓)
“ขอพระคุณและสันติสุขจากพระเจ้าพระบิดาของเรา และจากพระเยซูคริสตเจ้า จงดำรงอยู่กับท่านทั้งหลายเถิด” นี่เป็นคำอวยพรจากเปาโลที่มีไปถึงพี่น้องคริสเตียนในเมืองโครินธ์ ซึ่งเข้าบรรยากาศของคนไทยได้ดีเพราะพวกเราชอบคำอวยพร เช่น ขอให้โชคดี ของให้มั่งมีศรีสุข ขอให้อยู่ดีกินดี มีอายุมั่นขวัญยืน มีเงินทองไหลมาเทมา ยามหลับก็ให้ได้เงินหมื่น ยามตื่นก็ให้ได้เงินแสน เป็นต้น
เปาโลไม่ได้อวยพรจากตัวของตนเอง เพราะท่านก็เป็นเพียงมนุษย์คนบาป(ที่ได้รับความช่วยเหลือจากพระเยซูคริสต์)และไม่มีพรที่ดีอะไร แต่ท่านมีพรจากสวรรค์ ๒ ประการ
พระคุณ (grace-charis) คำอวยพรนี้มีความหมายว่า “ความโปรดปรานหรือของขวัญอันล้ำค่าที่ให้แก่คนที่ไม่สมควรจะได้รับ” หรือความดี ความสวยงาม ความประทับและชื่นชมยินดี นั่นคือความรอดที่มาทางพระคุณขององค์พระเยซูคริสต์ โดยการที่พระองค์ทรงสิ้นพระชนม์เพื่อไถ่บาปของเรา (อฟ. ๒.๘-๙)
จอห์น นิวตัน (กคศ. ๑๔๗๘-๑๘๐๗) เคยเป็นทหารเรือขี้เมาหยำเป และเป็นพ่อค้าทาสที่โหดร้ายทารุณ ต่อมาได้สำนึกบาปและกลับใจเป็นคริสเตียน กลายมาเป็นศิษยาภิบาลในคริสตจักร ท่านได้ประพันธ์เพลงชื่อ “พระคุณพระเจ้า” (Amazing Grace) ในวัยชราก่อนที่นิวตันจะอำลาโลกนี้ไปอยู่กับพระเจ้า ท่านกล่าวว่า “มีสองอย่างที่ข้าพเจ้าจำได้ไม่ลืม คือ หนึ่งข้าพเจ้าเป็นคนบาปหนาสาหัส สอง พระเยซูคริสต์เป็นผู้ช่วยให้รอดที่ยิ่งใหญ่ของข้าพเจ้า”
พวกเราคริสเตียนในทุกวันนี้ก็ไม่ต่างไปจากจอห์น นิวตัน ที่รอดพ้นบาปโดยพระคุณเพราะความเชื่อ!
สันติสุข (eirene) คำพรประการที่สองนี้มีความหมายถึง “ความสุข” (peace) และการพักสงบ (rest) เดิมที่ในสวนเอเดนมนุษย์รับการสร้างจากพระเจ้าและมีความสุขอยู่กับพระองค์ แต่เมื่อเชื่อฟังคำหลอกลวงของมารซาตานสันติสุขนั้นก็ได้หายไป แต่เมื่อพระเยซูคริสต์เสด็จมาไถ่บาป มนุษย์จึงกลับมีสันติสุขที่แท้จริงอีกครั้ง
พระเยซูตรัสว่า “เรามอบสันติสุขให้แก่ท่านทั้งหลาย สันติสุขที่เราให้แก่ท่านไม่เหมือนโลกให้ อย่าให้ใจของท่านวิตกและอย่ากลัวเลย” (ยน. ๑๔.๒๗) พระคัมภีร์บอกต่อไปว่า เมื่อเราเป็นคนชอบธรรมโดยความเชื่อแล้ว เราจึงมีสันติสุขในพระเจ้า (รม. ๕.๑)
มีเรื่องเล่าว่า เวลาประมาณสองทุ่มเศษ คุณยายคนหนึ่งกำลังก้มๆเงยๆอยู่บริเวณเสาไฟหน้าบ้าน หลานชายและหลานสาวกลับจากดูหนังมาเห็นเข้าก็ร้องถามว่า “นั่นคุณยายกำลังทำอะไร?” ผู้เป็นยายตอบว่า “กำลังหาเข็มเย็บผ้า” หลานทั้งสองจึงช่วยกันควานหาเข็มเย็บผ้าแต่ไม่พบ
เวลาล่วงไปผ่านไปหลายนาที หลานชายจึงถามขึ้นว่า “เข็มของคุณยายหายที่นี่แน่เหรอ?” ผู้เป็นยายตอบว่า “เปล่า มันหายที่ห้องเก็บของหลังบ้าน”
“อ้าว เข็มหายที่ในบ้าน ทำไมยายมาหาที่หน้าบ้าน?”
“เพราะที่นี่มันไฟสว่างกว่า” ยายตอบ
หลานชายกับหลานสาวหัวเราะขึ้นพร้อมกัน เพราะขบขันในความคิดสับสนของผู้อาวุโสแต่ยายกลับถามขึ้นว่า “เออ ได้ข่าวว่าเอ็งไม่ค่อยมีความสุขใช่ไม? จึงพากันออกไปดูหนัง” หลานสาวตอบว่า “ใช่จ้ะยาย เรามีเรื่องต้องใช้เงินและที่ทำงานก็ไม่ค่อยเข้าใจกัน”
“มีปัญหาเรื่องเงินและที่ทำงาน จึงพากันออกไปดูหนัง แล้วพบความสุขไหมล่ะ?” ยายถาม
“ก็งั้นๆแหละจ๊ะยาย สนุกตอนดูหนังน่ะ ตอนนี้มีความทุกข์อีกแล้ว”
ยายจึงว่า “เจ้าทั้งสองคนหาความสุขผิดที่เสียแล้วล่ะหลานเอ๋ย เหมือนเข็มเย็บผ้าของยายหายที่ในบ้านแต่มาหาที่โคนเสาไฟฟ้าที่แหละ ยายว่าต้องกลับไปแก้ที่ต้นเหตุของมันดีกว่ามั้ง”
ผู้เป็นหลาน “???!!”
คุณผู้อ่านล่ะครับ ท่านมาถูกที่และพบกับสันติสุขที่แท้จริงหรือยัง?
Read Moreร่วมกันทำงานเพื่อพระเจ้า
๑ คร. ๓.๕-๙
พระคัมภีร์เปรียบเทียบว่า คริสเตียนทุกคนเป็นอวัยวะในพระกายและพระเยซูทรงเป็นศีรษะ อวัยวะในร่างกายจะต้องร่วมมือและประสานงานซึ่งกันและกัน เช่นเดียวกับสมาชิกทุกคนในคริสตจักรจะต้องเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน นับตั้งแต่ศิษยาภิบาลลงไปถึงผู้นำ มิชชันนารี ผู้ชายผู้หญิง อนุชนวัยรุ่น และเด็กๆ
ในชั่วโมงรวีวารศึกษาตอนเช้าวันอาทิตย์ ครูปรีชาได้เล่าเรื่องของอวัยวะในร่างกายซึ่งแก่งแย่งความเป็นใหญ่กัน วันหนึ่งสมองได้ประกาศว่า “ฉันเป็นคนสำคัญที่สุด เพราะฉันเป็นคนคิดวางแผน ดังนั้นฉันจะต้องเป็นใหญ่ในร่างกาย”
แต่อวัยวะอื่นๆไม่เห็นด้วย จึงมีการประท้วงกัน ทั้งมือ เท้า หู ตา ปาก และอวัยวะภายใน
ในที่สุด ทวารหนักโมโหก็พูดขึ้นบ้าง “ถ้าไม่ให้ฉันเป็นใหญ่ ฉันจะไม่ยอมทำงาน” ว่าแล้วก้นก็ไม่ยอมขับถ่ายของเน่าเสีย เพียงสามวันผ่านไปเท่านั้น ท้องก็อืด อุณหภูมิในร่างกายสูงขึ้น อึดอัดและเกิดความปั่นป่วนไปหมด อวัยวะทุกส่วนอยู่ไม่เป็นสุข จึงยอมให้ทวารหนักเป็นใหญ่
ครูปรีชาถามเด็กๆว่า “เรื่องนี้สอนบทเรียนอะไรแก่พวกเราบ้าง?”
เด็กชายโหน่งลุกขึ้นยืนตอบว่า “เราไม่ต้องมีสมองก็ได้ ใช้ก้นคิดแทนครับ”
ครู “???”
การแบ่งพรรคแบ่งพวก
เปาโลได้กล่าวแก่ผู้เชื่อในคริสตจักรโครินธ์ว่า “เพราะเมื่อคนหนึ่งกล่าวว่า ข้าพเจ้าเป็นศิษย์เปาโล และอีกคนหนึ่งว่า ข้าพเจ้าเป็นศิษย์ของอปอลโล ท่านทั้งหลายมิได้เป็นเพียงมนุษย์สามัญดอกหรือ” (ข้อ ๔)
นี่เป็นเรื่องของมนุษย์ธรรมดา (psuchikos) ที่ยังไม่ได้รู้จักกับพระคุณของพระเจ้า และเป็นนิสัยของคริสเตียนที่อยู่ฝ่ายเนื้อหนัง (sarchikos) ที่ชอบถกเถียงกัน แบ่งสี แบ่งพรรคพวก แบ่งชนชั้นวรรณะ เหมือนคริสเตียนบางกลุ่มในปัจจุบัน วันหนึ่งหลังเลิกประชุมนมัสการแล้ว ผมได้ยินอนุชนจับกลุ่มเถียงกันว่า “ทีมฟุตบอลของใครเหนือกว่ากัน ลิเวอร์พูลหรือแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด?”
ถ้าย้อนกลับไปดูใน ๑ โครินธ์ ๑.๑๒-๑๓ จะพบว่า คริสเตียนโครินธ์มีการแบ่งแยกออกเป็นสี่กลุ่มคือ กลุ่มที่อ้างตัวเป็นศิษย์ของอปอลโล (นักพูดที่มีชื่อเสียง) กลุ่มศิษย์ของเปโตร(เคฟาส) ซึ่งเป็นคนยิว กลุ่มของเปาโล ซึ่งเป็นคนต่างชาติ และกลุ่มที่อ้างว่าเป็นศิษย์ของพระคริสต์ ซึ่งไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด
ไม่ต้องแปลกใจที่โลกของคริสเตียนทุกวันนี้ก็มีการแบ่งออกเป็นหลายพวกหลายกลุ่มเช่นกัน บางคนบอกว่ามาจากสภาคริสตจักรฯ(CCT) บ้างก็เป็นคณะแบ๊บติสต์ บ้างก็เป็นเพนเตคอส คาริสมาติค เมโธดิสต์ ลูเธอร์แรน นาซารีน พระคริสต์ ฯลฯ แต่ขอให้เข้าใจว่า พระคัมภีร์ไม่ได้ห้ามในการที่จะแบ่งเป็นคณะนิกาย แต่ห้าม “ถือพวกถือคณะ” (๑.๑๐)
เพื่อนของผมเล่าให้ฟังว่า ครั้งหนึ่งมีการประชุมใหญ่ของคณะแบ๊บติสต์ เริ่มต้นขึ้นโดยผู้นำขึ้นไปพูดปลุกใจให้ฮึกเหิมว่า “พวกเราเป็นคณะแบ๊บติสต์ใช่ไหม?” ทุกคนตะโกนตอบว่า “ใช่...ใช่” แต่เมื่อเสียงเงียบลง ก็มีผู้หญิงคนหนึ่งยืนขึ้นและพูดว่า “ดิฉันเป็นเมธอดิสท์ค่ะ”
ผู้นำประชุมรู้สึกเสียหน้า จึงพูดขึ้นว่า “ถ้าปู่ของคุณเป็นคนบ้าๆบอๆ พ่อของคุณเป็นคนไม่เต็มเต็ง และญาติพี่น้องเป็นโรคจิต แล้วคุณจะเป็นอะไร?”
เธอครุ่นคิดแล้วตอบว่า “ดิฉันก็เป็นแบ๊บติสต์ค่ะ”
คริสเตียนเป็นใคร
“อปอลโลคือผู้ใด เปาโลคือผู้ใด คือผู้รับใช้ซึ่งได้สอนพวกท่านให้เชื่อ เราแต่ละคนได้รับใช้ตามที่องค์พระผู้เป็นเจ้าได้กำหนดให้ ข้าพเจ้าปลูก อปอลโลรดน้ำ แต่พระเจ้าทรงทำให้เติบโต” (ข้อ ๕-๖)
เป็นไปได้ว่า หลายครั้งทีเดียวที่เวลาผ่านไปเนิ่นนานทำให้เราลืมว่าตนเองเป็นอะไร มีวัยรุ่นหญิงคนหนึ่งใส่เสื้อยืด มีข้อความสติกเกอร์เขียนที่หน้าอกเป็นคำถามว่า “Who am I ?” (ฉันเป็นใคร?) นับว่าเป็นเรื่องตลกไม่น้อยใช่ไหมที่เธอไม่รู้ตัวว่าตนเองเป็นใคร มีเรื่องเล่าว่า สถานีรถไฟแห่งหนึ่งในตอนเช้าตรู่ เด็กชายร่างผอมบางกระเดียดถาดใส่ของขึ้นไปเร่ขายบนโบกี้รถไฟ เมื่อเห็นชายคนหนึ่งนั่งอยู่ เด็กชายก็ร้องถามว่า “กาแฟร้อนไหมพี่..กาแฟร้อนไหมพี่?” ชายคนนั้นหันมาตอบด้วยท่าทางนักเลงว่า “กูจะไปรู้ได้ยังไงว่าร้อนหรือไม่ร้อน มึงถืออยู่แท้ๆ ยังไม่รู้เลย!”
ในฐานะที่เราเป็นคริสเตียนจะต้องถามตนเองอยู่เสมอว่า “ข้าพเจ้าเป็นใคร?” หรือ “ข้าพเจ้าอยู่ในฐานะอะไร?” เพื่อจะไม่ได้หลงไปจากประเด็นที่เป็นเป้าหมายที่แท้จริง เปาโลได้อธิบายประการแรกว่า “คริสเตียนคือผู้รับใช้” ในภาษากรีกใช้คำว่า diakoneq แปลตรงตัวว่า “ทาสรับใช้ที่โต๊ะอาหาร” หรือคนรับใช้ กรรมกร คนทำงานอย่างหนัก ซึ่งส่วนใหญ่พระคัมภีร์ใช้คำนี้ในความหมาย “ทาสที่ปรนนิบัตินาย” และเปาโลนำมาประยุกต์เป็นคนที่มอบกายถวายชีวิตแด่พระเยซูคริสต์ ไม่ว่าจะเป็นตัวท่านเอง อปอลโล เคฟาส หรือศาสนาจารย์ ศิษยาภิบาลและมิชชันนารี
ประการที่สอง “สอนคนอื่นให้เชื่อ” (ข้อ ๕) เปาโลกับทุกคนมีหน้าที่ซึ่งต้องรับผิดชอบคือ ประกาศข่าวประเสริฐของพระเยซูคริสต์ นำดวงวิญญาณของคนบาปมาถึงความรอด และช่วยเสริมสร้างชีวิตของผู้ที่เชื่อให้เจริญเติบโตขึ้น
ประการที่สาม “รับใช้ตามที่พระเจ้าทรงกำหนด” พระคัมภีร์บอกอย่างชัดเจนว่า คริสเตียนทุกคนเป็นภาชนะของพระเจ้าทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นบรรดาอัครทูต ผู้ประกาศข่าวประเสริฐทั้งในอดีตและปัจจุบัน ต่างก็ทำหน้าที่ของตนตามของประทานที่ได้รับจากพระเจ้า
เปาโลได้ยกตัวอย่างจากเรื่องของต้นไม้ คนแรกปลูก คนที่สองรดน้ำ คนที่สามพรวนดิน และคนที่สี่ใส่ปุ๋ย “คนปลูกและรดน้ำไม่สำคัญอะไร...คนปลูกและคนรดน้ำเป็นพวกเดียวกัน และจะรับค่าจ้าง(บำเหน็จ) ตามการกระทำ” (ข้อ ๘) แต่บุคคลสำคัญคือพระเจ้าผู้ทรงโปรดให้ต้นไม้นั้นเจริญเติบโต (ข้อ ๗)
ประการสุดท้าย “เราร่วมกันทำงานของพระเจ้า” พระคัมภีร์กล่าวว่า “เพราะว่าเราทั้งหลายร่วมกันทำงานเพื่อพระเจ้า ท่านทั้งหลายเป็นไร่นาของพระเจ้า และเป็นตึกของพระองค์” (ข้อ ๙) ฉบับ TAB แปลดังนี้ “เราเป็นผู้สนับสนุนโฆษณา(promoters) งานของพระเจ้า” แต่ในฉบับ LBI ใช้คำว่า We are only God’s co-Workers พระคัมภีร์อีกฉบับหนึ่งแปลว่า “เราทำงานและพระเจ้าทรงร่วมงานกับเรา”
วิลเลี่ยม บาร์คเลย์ได้เล่าในหนังสือของท่านว่า ในปี คศ. ๑๖๖๖ ได้เกิดไฟไหม้ครั้งใหญ่ในกรุงลอนดอน วิหารอันสวยงามได้ถูกเผาเสียหายเกือบหมด ต่อมาได้มีการว่าจ้างสถาปนิกชื่อดังชาวอังกฤษ คือ คริสโตเฟอร์เรน มาทำการซ่อมแซม
วันหนึ่งมีคนมาถามพวกช่างว่า “พวกคุณกำลังทำอะไรกัน?”
ช่างตอบว่า “พวกเรากำลังร่วมมือกับคริสโตเฟอร์ เรน ก่อสร้างวิหารอันสวยงามครับ”
คริสเตียนที่รัก เรากำลังร่วมมือกับพระเจ้า เพื่อก่อสร้างอาณาจักรฝ่ายจิตวิญญาณ.
Read Moreคำเทศนา – ธวัช เย็นใจ
เพื่อนแท้
ยอห์น ๑๕.๑๒-๑๕
คำนำ
ต้นแอปเปิ้ลกับเด็กน้อยเป็นเพื่อนรักกัน ทั้งสองพูดว่า “ให้เรามาเล่นด้วยกัน” ทุกๆวันตอนเย็นเด็กชายจะมาวิ่งเล่นรอบๆ ปีนป่ายขึ้นไปเก็บผลแอปเปิ้ลและเอาลงมานั่งกินที่ใต้ต้น แล้วก็ผล็อยหลับไปอย่างมีความสุข หลายปีผ่านไปเด็กน้อยเติบใหญ่ขึ้น วันหนึ่งต้นแอปเปิ้ลก็ชวนว่า “ให้เรามาเล่นด้วยกันนะ”
“ไม่ล่ะ ฉันไม่ใช่เด็กเล็กแล้วนะ ฉันอยากจะมีของเล่นอย่างอื่นมากกว่า แต่ไม่มีเงินซื้อ”
“เสียใจด้วยนะ ฉันก็ไม่มีเงิน” ต้นแอปเปิ้ลตอบ “แต่เธอสามารถเก็บเอาผลของฉันไปขายและซื้อของเล่นก็ได้นี่”
เพื่อนผู้เป็นมนุษย์ดีใจมากจึงเก็บผลแอปเปิ้ลจนเกลี้ยงต้น และหายหน้าไปเลย และแล้ววันหนึ่งเขาก็กลับมา ต้นแอปเปิ้ลตื่นเต้นมากจึงชวนให้เล่นด้วยกัน “ฉันไม่มีเวลาเล่นอีกต่อไปแล้ว ฉันต้องทำงานเพื่อเลี้ยงดูภรรยาและลูกๆ ฉันอยากจะสร้างบ้านสักหลัง เธอช่วยหน่อยได้ไหม?”
“ได้สิ” ต้นแอปเปิ้ลตอบ “ฉันไม่มีบ้านให้เธอหรอก แต่ฉันมีกิ่งก้านที่เธอสามารถตัดเอาไปใช้ได้”
ชายหนุ่มตัดกิ่งก้านของแอปเปิ้ลจนเหี้ยนต้น และจากไปอย่างมีความสุข หลายปีผ่านไป วันหนึ่งเขาก็กลับมาที่เดิมอีกครั้ง ต้นไม้ชักชวน “มาเล่นด้วยกันเถอะ” เพื่อนผู้เป็นมนุษย์ตอบว่า “ตอนนี้ฉันแก่แล้ว อยากจะพักผ่อนโดยการแล่นเรือไปตามเกาะแก่งต่างๆ เธอมีเรือให้ฉันยืมบ้างไหม?”
“ใช้ลำต้นของฉันสร้างเป็นเรือสิ” ต้นแอปเปิ้ลแนะนำ เขาจึงใช้ขวานโค่นต้นไม้เพื่อนรักลง และสร้างเป็นเรือและแล่นออกไป หลายปีผ่านไปเขาปรากฏตัวอีกครั้งหนึ่ง ต้นไม้พูดว่า “เสียใจด้วยที่ฉันไม่มีอะไรเหลือให้เธออีกแล้ว” ต้นแอป เปิ้ลน้ำตาไหลบอก “ฉันเหลือแต่รากเน่าๆที่รอวันผุพังไป”
“ฉันก็แก่มากแล้วเหมือนกัน” ชายชราพูดเสียงสั่นเครือ “ฉันไม่ต้องการอะไรอีกแล้ว นอกจากเอนกายอันเหนื่อยล้าของฉันลงพักผ่อนเสียที”
“ดีเลย รากผุๆของฉันนี่แหละ เป็นที่ดีที่สุดซึ่งเธอจะเอนกายลง นั่งลงสิ พักผ่อนให้เป็นสุขเถิด” ตอนแอปเปิ้ลยิ้มทั้งน้ำตา
ความหมายของเพื่อน
เพื่อน : มิตร, สหาย, คนใกล้ชิด (เพื่อนซี้) ภาษาเหนือและอีสานว่า “เสี่ยว” ทุกคนล้วนแต่มีเพื่อนทั้งสิ้น มีมากหรือน้อยก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง บางคนมีเพื่อนเป็นพันๆคนทางเฟซบุ๊ค(ที่จริงบางคนไม่รู้จักกันเลย) มีคำกล่าวที่น่าคิดว่า“ถ้าเรามีเพื่อนแท้เพียงคนเดียวก็นับว่าเกินพอแล้ว”
“เพื่อนที่ดี มีเพียงหนึ่ง ถึงจะน้อย
ก็ดีกว่าร้อย เพื่อนผู้คิด ริษยา
เกลือเม็ดหนึ่ง ถึงจะน้อย ด้อยราคา
ยังมีค่า กว่าน้ำเค็ม เต็มทะเล”
(จากอินเตอร์เนท)
เพื่อนที่ไม่ใช่เพื่อน
คำพูดนี้แปลกมาก มีด้วยหรือที่เป็นเพื่อนกับเรา แต่ไม่ใช่เพื่อนเรา มีบางคนที่เราคุยด้วย กินด้วย เที่ยวด้วย เรียน
ด้วย และทำกิจกรรมด้วยกัน เป็นคริสเตียนก็อยู่โบสถ์เดียวกันและนมัสการร่วมกันทุกวันอาทิตย์ เขาเป็นเหมือนเพื่อนแต่ไม่ใช่เพื่อนแท้
พระเยซูทรงมีเพื่อน ๑๒ คน แต่มีคนหนึ่งที่ชื่อยูดาส ได้ทรยศโดยขายพระองค์ในราคาเพียง ๓๐ เหรียญ
สุภาษิต ๑๘.๒๔ บอกว่า “มีเพื่อนที่แสร้งทำเป็นเพื่อน แต่มีมิตรบางคนใกล้ชิดยิ่งกว่าพี่น้อง” แสร้ง : แกล้ง, ทำท่าทีให้เข้าใจผิดคิดว่าเป็นจริง, ตบตา หลอกลวง ฉบับประชานิยมแปลว่า “ผู้ที่มีเพื่อนกินจะถึงหายนะ” เพื่อนประเภทนี้มีมากมาย คนไทยพูดว่า “เพื่อนกินหาง่าย เพื่อตายหายาก”
โยบ บทที่ ๔ มีตัวอย่างจากเพื่อนของโยบ ชื่อ เอลีฟัส บิลดัด โศฟาร์ และเอลีฮู เมื่อพวกเขารู้ว่าโยบต้องประสบภัยหายนะ สิ้นเนื้อประดาตัว ทรัพย์สมบัติหมดสิ้น และลูกเต้าตายหมด (ที่จริงภรรยาควรจะตายด้วย) ทุกคนเข้าใจผิดคิดว่า เพราะโยบทำความผิดบาป จึงถูกพระเจ้าลงโทษ
คริสเตียนจำนวนมากคิดว่า เมื่อเกิดความทุกข์ยากลำบาก เพราะว่าพระเจ้าทรงลงโทษตีสอน! ซึ่งความเข้าใจแบบนี้ อาจจะไม่เป็นความจริงก็ได้
แทนที่จะร่วมทุกข์ พวกเขากลับทำให้โยบทุกข์มากขึ้น แทนการหนุนใจเขากลับซ้ำเติมให้มดกำลังใจ เหมือนกับ “ราดน้ำส้มลงไปบนบาดแผล” พวกเขามองเห็นพระเจ้าเหมือนตำรวจ ที่คอยจับผิดอยู่ตลอดเวลา หรือพระเจ้าเป็นเหมือนนักตีแมลงวัน รอคอยให้มนุษย์อยู่นิ่งๆแล้วตบ “ป๊าบ”
ข้อคิด : สาเหตุแห่งความทุกข์ ๔ ประการ หนึ่ง ตัวเราเป็นต้นเหตุแห่งความทุกข์ สอง คนอื่นเป็นต้นเหตุ สาม มารซาตานเป็นต้นเหตุ และสี่ พระเจ้าทรงต้องการทดสอบชีวิตของเรา เพื่อให้เรามีจิตวิญญาณที่แข็งแรงมากขึ้น
เพื่อนแท้
พระคัมภีร์กล่าวถึงเพื่อนแท้ มีลักษณะดังต่อไปนี้
๑.เพื่อนแท้มีความรักกันอยู่ตลอดเวลา (สภษ. ๑๗.๑๗)
๒.เพื่อนแท้ใกล้ชิดยิ่งกว่าพี่น้อง (สภษ. ๑๘.๒๔)
(๓)เพื่อนแท้ไม่ทำชั่วต่อเพื่อน (สดด. ๑๕.๓)
(๔)เพื่อนแท้จะช่วยเพื่อนให้ดีขึ้น “เหล็กลับเหล็กได้ เพื่อนก็ลับเพื่อนได้” (สภษ. ๒๗.๑๗) “บาดแผลที่มิตรสหายทำก็สุจริต” (สภษ. ๒๗.๖) เป็นการติเพื่อก่อ, ขัดเกลาเพื่อให้ดีขึ้น, ตักเตือนเพื่อเสริมสร้าง, ดัดแปลงเพื่อให้เข้ารูปทรง
โคลงโลกนิติบทหนึ่งว่า
“ยามดีมีเพื่อนพ้อง พรูตาม
ยืนนั่งไต่ตอมถาม ถี่ถ้อย
ยามทุกข์ฉุก เฉินความ
เพื่อนเล่นเจรจา หนึ่งน้อย ฤามี”
ตัวอย่าง : นักท่องเที่ยวคนหนึ่งถามคนแกะสลักว่า “คุณแกะสลักช้างอย่างไร?” ช่างตอบว่า “ง่ายนิดเดียว คือแกะเอาส่วนที่ไม่ใช่ช้างออก” บทเรียน เราจะทำให้คนเป็นคริสเตียนได้อย่างไร? คำตอบคือแกะเอาส่วนที่ไม่ใช่คริสเตียน(เนื้อหนัง และความผิดบาป) ออก
ดาวิดกับโยนาธาน มิตรภาพแท้
๑ ซมอ. ๑๘-๒๐ บันทึกถึงเรื่องชายคนหนึ่งเป็นลูกชาวบ้าน เป็นคนเลี้ยงแกะและมีฐานะที่ต่ำต้อย ชื่อว่าดาวิด อีกคนหนึ่งเป็นลูกของกษัตริย์แห่งอิสราเอล สูงศักดิ์ มีอำนาจและร่ำรวย แต่ทั้งสองคนได้ทำสัญญาไมตรีจะเป็นเพื่อนตาย คอยช่วยเหลือเกื้อกูลกัน พระคัมภีร์บอกว่า ความรักของคนทั้งสองแนบแน่นยิ่งกว่าความรักของสตรีเสียอีก
ฟป. ๒.๒๕ เปาโลได้กล่าวถึงเพื่อน(แท้)ของท่านชื่อเอปาโฟรดิทัส “เป็นเพื่อนร่วมงานและเป็นเพื่อนทหารของพระ
คริสต์” และในพระธรรม คส. ๔.๑๐ ก็กล่าวถึงเพื่อน(ตาย)อีกคนหนึ่ง “อาริทาคัสเพื่อนร่วมจองจำร่วมกับเปาโลกในคุก”
เรื่องตัวอย่าง ปีเตอร์กับจอห์นเป็นเพื่อนกันไปท่องเที่ยวในตะวันออกกลาง และเดินหลงในทะเลทราย เนื่องจากอากาศร้อนและเหนื่อยมาก ทำให้ทั้งคู่ทะเลาะกันอย่างรุนแรง ปีเตอร์จึงตบหน้าเพื่อนไปหนึ่งที จอห์นก้มลงเขียนที่พื้นทรายว่า “วันนี้เพื่อนตบหน้าเรา”
วันต่อมาทั้งสองพบโอเอซีส ด้วยความดีใจจอห์นจึงกระโดดลงไปเล่นน้ำ และเกิดเป็นตะคริว ปีเตอร์จึงลงช่วยเพื่อนให้รอดจากการจมน้ำตาย จอห์นจึงไปแกะสลักไว้ที่ก้อนหินว่า “วันนี้เพื่อนช่วยชีวิตเรา” ปีเตอร์แปลกใจมากจึงถามว่าทีถูกตบหน้าทำไมเขียนไว้ที่ทราย แต่รับการช่วยชีวิตกลับสลักไว้ที่ก้อนหิน?
จอห์นตอบว่า “ความเลวที่คนอื่นทำต่อเราอย่าจำ เหมือนกับการเขียนไว้ที่ทราย เมื่อลมพัดมาก็กลบมันเลือนหายไปเสีย แต่ความดีที่คนอื่นทำต่อเราอย่าลืม! จึงต้องสลักไว้ที่ก้อนหิน
พระเยซูคริสต์
ยอห์น ๑๕.๑๓-๑๕ พระองค์ทรงเป็นแท้และเพื่อนที่แสนดีของพวกเราทุกคน “ไม่มีผู้ใดมีความรักที่ยิ่งใหญ่ไปกว่านี้ คือการที่ผู้หนึ่งผู้ใดจะสละชีวิตของตนเพื่อมิตรสหายของตน ถ้าท่านทั้งหลายประพฤติตามที่เราสั่งท่าน ท่านก็เป็นมิตรสหายของเรา”
(๑)พระเยซูทรงรักเราทุกคน
(๒)ทรงสละชีวิตเพื่อเรา ที่บนไม้กางเขน
(๓)พระองค์ได้ทรงเลือกเรา แต่งตั้งเราให้ไปเกิดผล เพื่อให้ผลคงอยู่ (ข้อ ๑๖)
(๔)ความปรารถนาของพระเยซูคริสต์ “ให้คริสเตียนรักกันและกัน” (ข้อ ๑๒, ๑๗)
(๕)ให้เราทูลอธิษฐานต่อพระองค์ ในฐานะมิตรสหายของพระองค์
สรุป
เพื่อนแท้คือ
คอยเตือนยามเพื่อนพลั้ง คอยฟังยามเพื่อนพูด คอยรอยามเพื่อนสาย คอยพายยามเพื่อนพัก คอยทักยามเพื่อนทุกข์ คอยปลุกยามเพื่อนท้อ คอยง้อยามเพื่อนงอน คอยสอนยามเพื่อนผิด คอยสะกิดยามเพื่อนเผลอ คอยเจอยามเพื่อนหา คอยลายามเพื่อนกลับ
คอยปรับยามเพื่อนเปลี่ยน คอยเรียนยามเพื่อนเที่ยว คอยเกี่ยวยามเพื่อนเล่น คอยเย็นยามเพื่อนร้อน คอยหอนยามเพื่อนเห่า คอยเฝ้ายามเพื่อนฟุบ คอยอุบยามเพื่อนปิด คอยคิดยามเพื่อนถาม คอยปรามยามเพื่อนหลง คอยปลงยามเพื่อนแกล้ง คอยแบ่งยามเพื่อนหมด คอยอดยามเพื่อนทาน คอยคานยามเพื่อนล้ม คอยชมยามเพื่อนชนะ คอยสละยามเพื่อนชอบ
มีใครสามารถที่จะยอมเป็นเพื่อนแท้ได้อย่างนี้บ้าง? (ไม่มี) นอกจากพระเยซู!
แต่ถ้าเรามีพระคริสต์อยู่ในชีวิตของเราแล้ว เราก็จะสามารถเป็นเพื่อนแท้กับทุกคนได้อย่างพระองค์เช่นกัน
ปิดท้าย : ขอให้เราร่วมกันร้องเพลงชีวิตคริสเตียน “มีสหายเลิศคือพระเยซู” (บทที่ ๑๘๖)
Read Moreร่วมกันทำงานเพื่อพระเจ้า
๑ คร. ๓.๕-๙
พระคัมภีร์เปรียบเทียบว่า คริสเตียนทุกคนเป็นอวัยวะในพระกายและพระเยซูทรงเป็นศีรษะ อวัยวะในร่างกายจะต้องร่วมมือและประสานงานซึ่งกันและกัน เช่นเดียวกับสมาชิกทุกคนในคริสตจักรจะต้องเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน นับตั้งแต่ศิษยาภิบาลลงไปถึงผู้นำ มิชชันนารี ผู้ชายผู้หญิง อนุชนวัยรุ่น และเด็กๆ
ในชั่วโมงรวีวารศึกษาตอนเช้าวันอาทิตย์ ครูปรีชาได้เล่าเรื่องของอวัยวะในร่างกายซึ่งแก่งแย่งความเป็นใหญ่กัน วันหนึ่งสมองได้ประกาศว่า “ฉันเป็นคนสำคัญที่สุด เพราะฉันเป็นคนคิดวางแผน ดังนั้นฉันจะต้องเป็นใหญ่ในร่างกาย”
แต่อวัยวะอื่นๆไม่เห็นด้วย จึงมีการประท้วงกัน ทั้งมือ เท้า หู ตา ปาก และอวัยวะภายใน
ในที่สุด ทวารหนักโมโหก็พูดขึ้นบ้าง “ถ้าไม่ให้ฉันเป็นใหญ่ ฉันจะไม่ยอมทำงาน” ว่าแล้วก้นก็ไม่ยอมขับถ่ายของเน่าเสีย เพียงสามวันผ่านไปเท่านั้น ท้องก็อืด อุณหภูมิในร่างกายสูงขึ้น อึดอัดและเกิดความปั่นป่วนไปหมด อวัยวะทุกส่วนอยู่ไม่เป็นสุข จึงยอมให้ทวารหนักเป็นใหญ่
ครูปรีชาถามเด็กๆว่า “เรื่องนี้สอนบทเรียนอะไรแก่พวกเราบ้าง?”
เด็กชายโหน่งลุกขึ้นยืนตอบว่า “เราไม่ต้องมีสมองก็ได้ ใช้ก้นคิดแทนครับ”
ครู “???”
การแบ่งพรรคแบ่งพวก
เปาโลได้กล่าวแก่ผู้เชื่อในคริสตจักรโครินธ์ว่า “เพราะเมื่อคนหนึ่งกล่าวว่า ข้าพเจ้าเป็นศิษย์เปาโล และอีกคนหนึ่งว่า ข้าพเจ้าเป็นศิษย์ของอปอลโล ท่านทั้งหลายมิได้เป็นเพียงมนุษย์สามัญดอกหรือ” (ข้อ ๔)
นี่เป็นเรื่องของมนุษย์ธรรมดา (psuchikos) ที่ยังไม่ได้รู้จักกับพระคุณของพระเจ้า และเป็นนิสัยของคริสเตียนที่อยู่ฝ่ายเนื้อหนัง (sarchikos) ที่ชอบถกเถียงกัน แบ่งสี แบ่งพรรคพวก แบ่งชนชั้นวรรณะ เหมือนคริสเตียนบางกลุ่มในปัจจุบัน วันหนึ่งหลังเลิกประชุมนมัสการแล้ว ผมได้ยินอนุชนจับกลุ่มเถียงกันว่า “ทีมฟุตบอลของใครเหนือกว่ากัน ลิเวอร์พูลหรือแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด?”
ถ้าย้อนกลับไปดูใน ๑ โครินธ์ ๑.๑๒-๑๓ จะพบว่า คริสเตียนโครินธ์มีการแบ่งแยกออกเป็นสี่กลุ่มคือ กลุ่มที่อ้างตัวเป็นศิษย์ของอปอลโล (นักพูดที่มีชื่อเสียง) กลุ่มศิษย์ของเปโตร(เคฟาส) ซึ่งเป็นคนยิว กลุ่มของเปาโล ซึ่งเป็นคนต่างชาติ และกลุ่มที่อ้างว่าเป็นศิษย์ของพระคริสต์ ซึ่งไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด
ไม่ต้องแปลกใจที่โลกของคริสเตียนทุกวันนี้ก็มีการแบ่งออกเป็นหลายพวกหลายกลุ่มเช่นกัน บางคนบอกว่ามาจากสภาคริสตจักรฯ(CCT) บ้างก็เป็นคณะแบ๊บติสต์ บ้างก็เป็นเพนเตคอส คาริสมาติค เมโธดิสต์ ลูเธอร์แรน นาซารีน พระคริสต์ ฯลฯ แต่ขอให้เข้าใจว่า พระคัมภีร์ไม่ได้ห้ามในการที่จะแบ่งเป็นคณะนิกาย แต่ห้าม “ถือพวกถือคณะ” (๑.๑๐)
เพื่อนของผมเล่าให้ฟังว่า ครั้งหนึ่งมีการประชุมใหญ่ของคณะแบ๊บติสต์ เริ่มต้นขึ้นโดยผู้นำขึ้นไปพูดปลุกใจให้ฮึกเหิมว่า “พวกเราเป็นคณะแบ๊บติสต์ใช่ไหม?” ทุกคนตะโกนตอบว่า “ใช่...ใช่” แต่เมื่อเสียงเงียบลง ก็มีผู้หญิงคนหนึ่งยืนขึ้นและพูดว่า “ดิฉันเป็นเมธอดิสท์ค่ะ”
ผู้นำประชุมรู้สึกเสียหน้า จึงพูดขึ้นว่า “ถ้าปู่ของคุณเป็นคนบ้าๆบอๆ พ่อของคุณเป็นคนไม่เต็มเต็ง และญาติพี่น้องเป็นโรคจิต แล้วคุณจะเป็นอะไร?”
เธอครุ่นคิดแล้วตอบว่า “ดิฉันก็เป็นแบ๊บติสต์ค่ะ”
คริสเตียนเป็นใคร
“อปอลโลคือผู้ใด เปาโลคือผู้ใด คือผู้รับใช้ซึ่งได้สอนพวกท่านให้เชื่อ เราแต่ละคนได้รับใช้ตามที่องค์พระผู้เป็นเจ้าได้กำหนดให้ ข้าพเจ้าปลูก อปอลโลรดน้ำ แต่พระเจ้าทรงทำให้เติบโต” (ข้อ ๕-๖)
เป็นไปได้ว่า หลายครั้งทีเดียวที่เวลาผ่านไปเนิ่นนานทำให้เราลืมว่าตนเองเป็นอะไร มีวัยรุ่นหญิงคนหนึ่งใส่เสื้อยืด มีข้อความสติกเกอร์เขียนที่หน้าอกเป็นคำถามว่า “Who am I ?” (ฉันเป็นใคร?) นับว่าเป็นเรื่องตลกไม่น้อยใช่ไหมที่เธอไม่รู้ตัวว่าตนเองเป็นใคร มีเรื่องเล่าว่า สถานีรถไฟแห่งหนึ่งในตอนเช้าตรู่ เด็กชายร่างผอมบางกระเดียดถาดใส่ของขึ้นไปเร่ขายบนโบกี้รถไฟ เมื่อเห็นชายคนหนึ่งนั่งอยู่ เด็กชายก็ร้องถามว่า “กาแฟร้อนไหมพี่..กาแฟร้อนไหมพี่?” ชายคนนั้นหันมาตอบด้วยท่าทางนักเลงว่า “กูจะไปรู้ได้ยังไงว่าร้อนหรือไม่ร้อน มึงถืออยู่แท้ๆ ยังไม่รู้เลย!”
ในฐานะที่เราเป็นคริสเตียนจะต้องถามตนเองอยู่เสมอว่า “ข้าพเจ้าเป็นใคร?” หรือ “ข้าพเจ้าอยู่ในฐานะอะไร?” เพื่อจะไม่ได้หลงไปจากประเด็นที่เป็นเป้าหมายที่แท้จริง เปาโลได้อธิบายประการแรกว่า “คริสเตียนคือผู้รับใช้” ในภาษากรีกใช้คำว่า diakoneq แปลตรงตัวว่า “ทาสรับใช้ที่โต๊ะอาหาร” หรือคนรับใช้ กรรมกร คนทำงานอย่างหนัก ซึ่งส่วนใหญ่พระคัมภีร์ใช้คำนี้ในความหมาย “ทาสที่ปรนนิบัตินาย” และเปาโลนำมาประยุกต์เป็นคนที่มอบกายถวายชีวิตแด่พระเยซูคริสต์ ไม่ว่าจะเป็นตัวท่านเอง อปอลโล เคฟาส หรือศาสนาจารย์ ศิษยาภิบาลและมิชชันนารี
ประการที่สอง “สอนคนอื่นให้เชื่อ” (ข้อ ๕) เปาโลกับทุกคนมีหน้าที่ซึ่งต้องรับผิดชอบคือ ประกาศข่าวประเสริฐของพระเยซูคริสต์ นำดวงวิญญาณของคนบาปมาถึงความรอด และช่วยเสริมสร้างชีวิตของผู้ที่เชื่อให้เจริญเติบโตขึ้น
ประการที่สาม “รับใช้ตามที่พระเจ้าทรงกำหนด” พระคัมภีร์บอกอย่างชัดเจนว่า คริสเตียนทุกคนเป็นภาชนะของพระเจ้าทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นบรรดาอัครทูต ผู้ประกาศข่าวประเสริฐทั้งในอดีตและปัจจุบัน ต่างก็ทำหน้าที่ของตนตามของประทานที่ได้รับจากพระเจ้า
เปาโลได้ยกตัวอย่างจากเรื่องของต้นไม้ คนแรกปลูก คนที่สองรดน้ำ คนที่สามพรวนดิน และคนที่สี่ใส่ปุ๋ย “คนปลูกและรดน้ำไม่สำคัญอะไร...คนปลูกและคนรดน้ำเป็นพวกเดียวกัน และจะรับค่าจ้าง(บำเหน็จ) ตามการกระทำ” (ข้อ ๘) แต่บุคคลสำคัญคือพระเจ้าผู้ทรงโปรดให้ต้นไม้นั้นเจริญเติบโต (ข้อ ๗)
ประการสุดท้าย “เราร่วมกันทำงานของพระเจ้า” พระคัมภีร์กล่าวว่า “เพราะว่าเราทั้งหลายร่วมกันทำงานเพื่อพระเจ้า ท่านทั้งหลายเป็นไร่นาของพระเจ้า และเป็นตึกของพระองค์” (ข้อ ๙) ฉบับ TAB แปลดังนี้ “เราเป็นผู้สนับสนุนโฆษณา(promoters) งานของพระเจ้า” แต่ในฉบับ LBI ใช้คำว่า We are only God’s co-Workers พระคัมภีร์อีกฉบับหนึ่งแปลว่า “เราทำงานและพระเจ้าทรงร่วมงานกับเรา”
วิลเลี่ยม บาร์คเลย์ได้เล่าในหนังสือของท่านว่า ในปี คศ. ๑๖๖๖ ได้เกิดไฟไหม้ครั้งใหญ่ในกรุงลอนดอน วิหารอันสวยงามได้ถูกเผาเสียหายเกือบหมด ต่อมาได้มีการว่าจ้างสถาปนิกชื่อดังชาวอังกฤษ คือ คริสโตเฟอร์เรน มาทำการซ่อมแซม
วันหนึ่งมีคนมาถามพวกช่างว่า “พวกคุณกำลังทำอะไรกัน?”
ช่างตอบว่า “พวกเรากำลังร่วมมือกับคริสโตเฟอร์ เรน ก่อสร้างวิหารอันสวยงามครับ”
คริสเตียนที่รัก เรากำลังร่วมมือกับพระเจ้า เพื่อก่อสร้างอาณาจักรฝ่ายจิตวิญญาณ.
Read Moreความตั้งใจของเปาโล
โรม ๑.๘-๑๓
คำนำ
มหาอำนาจกรีกโบราณมุ่งพัฒนาทางด้านภาษาและวัฒนธรรม เพื่อให้ประเทศต่างๆที่ยึดครองได้จะใช้ภาษากรีกและมีวัฒนธรรมแบบกรีก ส่วนมหาอำนาจโรมันมุ่งนั้นไปที่การพัฒนาคน เศรษฐกิจและการคมนาคม กรุงโรมในสมัยนั้นจึงเป็นศูนย์กลางที่เจริญรุ่งเรือง มีถนนเชื่อมต่อไปยังทุกเมืองโดยรอบ ดังมีคำพูดว่า “ถนนทุกสายมุ่งไปสู่กรุงโรม”
พระคัมภีร์กล่าวถึง “ความปรารถนาของเปาโลที่จะไปเยือนกรุงโรม” เพราะท่านไม่เคยไปมาก่อน เพียงแต่ได้ยินข่าวของพี่น้องที่คริสเตียนที่นั่น จึงมีความตั้งใจที่ไปเพื่อจะแบ่งปันพระพรฝ่ายวิญญาณ ในการสอนพระคัมภีร์และประกาศข่าวประเสริฐของพระเยซูคริสต์
จากใจของเปาโล
(๑)การขอบพระคุณพระเจ้า
“ข้าพเจ้าขอบพระคุณพระเจ้าของข้าพเจ้า โดยทางพระเยซูคริสต์” (๑.๘) มีสองอย่างที่ต้องไปด้วยกันเสมอคือการอธิษฐานและการขอบพระคุณพระเจ้า เมื่อเปาโลอธิษฐานและขอบคุณพระเจ้า โดยเน้นว่า “ทางพระเยซูคริสต์” หรือผ่านทางพระองค์ เปาโลบอกว่าจงอธิษฐานอย่างสม่ำเสมอ และให้ “ขอบพระคุณพระเจ้าในทุกกรณี เพราะเป็นน้ำพระทัยของพระเจ้าซึ่งปรากฏในพระเยซูคริสต์เพื่อท่านทั้งหลาย” (๑ ธส. ๕.๑๗-๑๘)
(๒)สาเหตุที่อธิษฐานขอบพระคุณ
“เหตุด้วยท่านทั้งหลายเพราะว่าความเชื่อของพวกท่านเลื่องลือไปทั่วโลก” (๑.๘) คริสเตียนชาวโรมันเป็นตัวอย่างที่ดีแก่พวกเราในปัจจุบันเกี่ยวกับความเชื่อที่สำแดงออกในชีวิตประจำวัน เป็นความประพฤติหรือการกระทำ เลื่องลือภาษากรีก Katanggello (คาทางเกลโล) คือถูกประกาศหรือโฆษณาออกไปเป็นที่รู้กันทั่วโลกในอาณาจักรของโรม
คำถาม : สำหรับเราคริสเตียนทุกวันนี้คือ ความเชื่อของเราเลื่องลือไปทั่วไหม?
ความตั้งใจของเปาโล
ในคำอธิษฐานของเปาโล นอกจากจะอธิษฐานเผื่อพี่น้องคริสเตียนชาวโรมันแล้ว ท่านยังมีเป้าหมายอย่างอื่นอีก
(๑)ไปเยี่ยมคริสตจักรโรม
“ข้าพเจ้าทูลขอว่าถ้าเป็นที่พอพระทัยของพระเจ้าแล้ว ให้ข้าพเจ้ามีโอกาสไปเยี่ยมท่านทั้งหลายโดยทางหนึ่งทางใด” (๑.๑๐) เปาโลอธิษฐานและรอคอยการทรงนำของพระเจ้า ท่านจะไม่ตัดสินใจทำอะไรโดยพละการ จนกว่าจะได้รับการดลใจจากพระวิญญาณบริสุทธิ์ เหมือนที่ยากอบได้บอกไว้ อย่าบอกว่าวันนี้วันนั้นจะไปที่ไหน จะทำอะไร แต่ให้พูดว่า “ถ้าองค์พระผู้เป็นเจ้าทรงโปรด เราจะมีชีวิตอยู่และจะทำสิ่งนี้สิ่งนั้น” (ยก. ๔.๑๓-๑๕)
(๒)แบ่งปันของประทาน
“เพราะข้าพเจ้าปรารถนาที่จะได้พบท่านทั้งหลาย เพื่อจะได้นำของประทานฝ่ายวิญญาณจิตมาให้แก่ท่านบ้าง” (๑.๑๑) ของประทานในภาษาเดิมคือ “คาริสมา” (charisma) หมายถึงพระคุณ ความดีและสวยงาม หรือของขวัญที่มาจากพระเจ้า นอกจากนั้นยังหมายถึง “ความสามารถ”ในการรับใช้พระเจ้าด้วย เช่น ความรัก การปรนนิบัติ การเทศนาสั่งสอนและการพูดภาษาแปลกๆ เป็นต้น (มีของประทานประมาณ ๑๗ อย่างที่คริสเตียนใช้ในคริสตจักร)
(๓)เพื่อเสริมกำลัง
“เพื่อเสริมกำลังของท่านทั้งหลาย” (๑.๑๑) เปาโลใช้คำว่า “สะเทริโส” (sterizo) การมากรุงโรมก็ด้วยจุดประสงค์เพื่อชูกำลังพี่น้องคริสเตียน ทำให้มั่นคงอยู่ในพระกิตติคุณ (รม. ๑๖.๒๕) และกระตุ้นให้จิตวิญญาณเข้มแข็ง
ขึ้น” (วว. ๓.๒) พระคัมภีร์ข้อนี้มีบทเรียนว่า เมื่อเราพบกับพี่น้องคริสเตียนเมื่อไหร่ ควรจะเสริมกำลังเขาให้แข็งแรงขึ้น
(๔)หนุนใจกัน
“นั่นทำให้ข้าพเจ้าและท่านทั้งหลายได้หนุนใจกันและกันโดยความเชื่อของเราทั้งสองฝ่าย” (๑.๑๒)
พระคัมภีร์ใช้คำว่า “ซูมพาราคาเลโอ” (sumparakaleo) เมื่อมีผู้เชื่อมาร่วมประชุมกัน ณ ที่ใดที่หนึ่งจะมีการกล่าวหนุนจิตชูใจกัน มีใจเมตตาและแสดงความเห็นอกเห็นใจกันในพระนามของพระเยซูคริสต์ เปาโลต้องการหนุนใจผู้เชื่อในคริสตจักรโรม และในขณะเดียวกันก็ต้องการรับการหนุนใจจากพวกเขาด้วย
คำถาม : คุณได้กล่าวคำหนุนใจผู้รับใช้ของพระเจ้าครั้งสุดท้ายเมื่อไหร่?
การประกาศและนำวิญญาณ
“พี่น้องทั้งหลาย ข้าพเจ้าอยากให้ท่านทั้งหลายทราบว่า ข้าพเจ้าได้ตั้งใจไว้หลายครั้งแล้วว่าจะมาหาท่าน เพื่อข้าพเจ้าจะได้เก็บเกี่ยวผลในหมู่พวกท่านด้วย เช่นเดียวกับในหมู่ชาติอื่นๆ (แต่จนบัดนี้ยังขัดข้องอยู่)” (๑.๑๓)
(๑)ความตั้งใจของเปาโล
เราเชื่อว่าเปาโลอธิษฐานเรื่องนี้อย่างจริงจัง แต่พระเจ้ายังไม่เปิดประตูให้มาเยี่ยมคริสตจักรโรม ดังนั้น ท่านจึงรอคอยต่อไป พระคัมภีร์กล่าวว่า “แผนการของดวงความคิดเป็นของมนุษย์ แต่คำตอบของลิ้นมาจากพระเจ้า” (สภษ. ๑๖.๑)
ผู้เขียนสดุดีบอกให้เรารอคอยพระเจ้า จงเข็มแข็งและให้จิตใจกล้าหาญ (สดด. ๒๗.๑๔) “แต่บรรดาผู้รอคอยพระเจ้าจะได้แผ่นดินโลกเป็นมรดก” (สดด. ๓๗.๙)
ข้อคิด : การรอคอยพระเจ้าเป็นสิ่งที่ดีที่สุดและคุ้มค่าเสมอ
(๒)การเก็บเกี่ยวผล
เปาโลไม่เพียงแต่จะมาเยี่ยมเยียนหนุนจิตชูใจพี่น้องคริสเตียนโรม และรับการหนุนใจจากพวกเขาเท่านั้น แต่ท่านยังหวังว่าจะมีโอกาสเป็นพยานและประกาศข่าวประเสริฐของพระเยซูคริสต์ และนำคนมาถึงชีวิตนิรันดรด้วย หนังสืออธิบายพระธรรมโรม[1]ได้กล่าวถึงผล มีความหมาย ๓ ประการคือ ๑.ผลฝ่ายวิญญาณ ที่บรรยายไว้ในกาลาเทีย ๕.๒๒-๒๓ ๒.ผลทางจิตวิญญาณ ซึ่งเป็นสิ่งที่คริสเตียนได้รับเมื่อเขาปรนนิบัติรับใช้พระเจ้า ๓.จำนวนผู้เชื่อที่เพิ่มขึ้น
เราคริสเตียนในปัจจุบันควรจะมีเป้าหมายเช่นเดียวกับเปาโลด้วย
สรุป
- ขอให้เราเรียนรู้ในการอธิษฐานและขอบพระคุณพระเจ้าอย่างสม่ำเสมอ
- มีความสุขเมื่อเห็นมีผู้เชื่อในพระเยซูคริสต์เพิ่มขึ้น
- พร้อมอยู่เสมอในการหนุนจิตชูใจพี่น้องคริสเตียนอื่นๆ
- วางแผนการและรอคอยน้ำพระทัยของพระเจ้า.
[1] อธิบายพระธรรมโรมของสมใจ รักษาศรี สำนักพิมพ์เอฟบีซี กรุงเทพฯ หน้า ๒๙
Read More
ข่าวประเสริฐเกี่ยวกับพระบุตร
โรม ๑.๑-๗
คำนำ
ผู้เชื่อในคริสตจักรโรมสมัยโบราณได้รับจดหมายจากเปาโลมีความยาวมากที่สุดถึง ๖๐ หน้า มีทั้งหมด ๑๖ บทมนุษยโลกเคยได้รับจดหมายฉบับหนึ่งจากสวรรค์ที่มีความยาวมาก คือ ๑,๖๖๕ หน้า (พระคัมภีร์ฉบับมาตรฐาน ๒๐๑๑)โดยพระเจ้าทรงใช้ผู้เขียนจำนวน ๔๐ คน ใช้เวลาในการเขียนถึง ๑,๖๐๐ ปี พระองค์ทรงส่งมาจากเมืองที่มีแต่ความสว่าง มีเสียงเพลงและมีความสุขนิรันดร
ลักษณะการเขียนจดหมายของชาวกรีกจะเริ่มต้นด้วยชื่อผู้เขียนก่อน แนะนำว่าตนเองเป็นใครมาจากไหน และมีจุดประสงค์อะไร (ในพระคัมภีร์ฉบับประชานิยมเริ่มต้นด้วย “บรรดามิตรของข้าพเจ้าที่อยู่ในกรุงโรม” เป็นการประยุกต์ยกจากข้อ ๗ มาเป็นข้อ ๑ เพื่อให้ดูทันสมัยขึ้น)
เปาโลผู้เขียน
เปาโลผู้รับใช้ของพระเยซูคริสต์ ที่ได้รับการทรงเรียกให้เป็นอัครทูต และการตั้งให้ประกาศข่าวประเสริฐของพระเจ้า” (๑.๑)
ชื่อเดิมของผู้เขียนเป็นภาษาฮีบรูคือเซาโล แปลว่าทูลขอ เมื่อได้พบกับพระเยซูที่บนถนนไปเมืองดามัสกัส ก็ได้กลับใจใหม่และเปลี่ยนชื่อเป็นภาษาโรมันว่าเปาโล หมายถึง “ผู้เล็กน้อย” ไม่มีใครทราบเหตุผลที่ชัดเจนในการเปลี่ยนชื่อของท่าน เปาโลอาจจะเกิดความถ่อมใจ มองเห็นตัวตนของท่าน และสำนึกในพระคุณของพระเจ้า แต่ในพระคัมภีร์ตอนนี้เปาโลได้บอกถึงฐานะของท่าน ๓ ประการ
(๑)ผู้รับใช้ของพระเยซูคริสต์ :
ฐานะแรกของเปาโลคือผู้รับใช้ มาจากภาษาเดิมว่า “ทาส” (ดูโลส - doulos) คำว่าทาสปรากฏในพระคัมภีร์ ๑๒๕ครั้ง ในสมัยโบราณมีทาสหลายแบบ เช่น พวกแรกคือคนที่แพ้สงครามและถูกจับมาเป็นเชลย(ทาส) พวกที่สอง คนที่เกิดมาเป็นลูกทาส เรียกว่าทาสในเรือนเบี้ย พวกที่สาม ทาสที่ติดหนี้เงินและไม่สามารชำระหนี้ได้ จึงถูกจับตัวมาเป็นทาส
แต่เปาโลแตกต่างออกไป ท่านบอกว่าตนเองเป็นทาสที่ผูกพันนายต่อด้วยความรัก และอยู่ด้วยตลอดไปจนกว่าชีวิตจะหาไม่ (อพย. ๒๑.๒-๖)[1] ในพระคัมภีร์บางแห่งแปลคำนี้ว่า “ปรนนิบัติ” (๗.๖, ๒๕, ๙.๑๒,๑๒.๑๑,๑๔.๑๘, ๑๖.๑๘)
(๒)รับการทรงเรียกให้เป็นอัครทูต :
อัครทูต ในภาษากรีก “อะโพโทลอส” (Apostolos) เปาโลได้แนะนำตนเองต่อคริสตจักรหลายแห่งทำนองเดียวกัน (๑ คร.๑.๑, กท. ๑.๑, อฟ. ๑.๑, ๑ ทธ. ๑.๑) ในพระธรรมฟีลิปปีแปลคำนี้ว่า “ผู้รับใช้” ส่วนในพระธรรมฟีเลโมนว่า “ผู้ถูกจองจำเพื่อพระคริสต์”
ขอให้สังเกตว่ามีการกำหนดคุณสมบัติไว้ว่า (ก) ต้องเป็นคนที่อยู่กับพระเยซู (กจ. ๑.๒๑) (ข)ได้รับการทรงเรียกและรับมอบอำนาจจากพระองค์โดยตรง (มก. ๓.๑๔) (ค) เป็นผู้ที่ทำการอัศจรรย์ (มธ. ๑๐.๑) (ง) เป็นผู้ที่รู้เห็นการเป็นขึ้นจากความตายของพระเยซูคริสต์ (กจ. ๑.๒๒)
ประยุกต์ : ปัจจุบันนี้คริสเตียนเราก็อยู่ในฐานะของผู้รับใช้(ทาส) ของพระเยซูคริสต์ และพระองค์ทรงใช้เรา
ออกไปเพื่อประกาศข่าวประเสริฐแห่งความรอด และตั้งคริสตจักรขึ้น
ข่าวประเสริฐ
(๑)ทรงตั้งไว้ :
พระเจ้าทรงตั้งเปาโลไว้ ในภาษากรีก “อาฟอริโส” (aphorizo) หมายถึงแยกออกมาต่างหาก และตั้งไว้เฉพาะ
เช่น จงตั้งบารนาบัสกับเซาโลไว้เพื่อให้ออกไปเป็นมิชชันนารี (กจ. ๑๓.๒) เปาโลบอกว่า “พระเจ้าทรงแยก[2]ข้าพเจ้าไว้ตั้งแต่ครรภ์มารดา” อัครทูตคือ ผู้ที่ได้รับการแต่งตั้งจากพระเยซู ให้เป็นตัวแทนออกไปประกาศข่าวประเสริฐ นำผู้คนมารับเชื่อ สั่งสอนพระวจนะ และตั้งคริสตจักรขึ้น[3]
(๒)ข่าวประเสริฐ :
ในพระคัมภีร์ตอนนี้ เปาโลกล่าวถึง “ข่าวประเสริฐ” ๓ ครั้ง ข่าวประเสริฐของพระเจ้า (ข้อ ๑) ข่าวประเสริฐที่ทรงสัญญาไว้ล่วงหน้า (ข้อ ๒) ข่าวประเสริฐเกี่ยวกับพระบุตรของพระองค์ (ข้อ ๓) ภาษากรีกคือ “อืออางเกลิออน” (euaggelion) พบในพระคัมภีร์เกือบร้อยครั้งพระคัมภีร์บางฉบับแปลว่า “พระกิตติคุณ” หรือ “ข่าวดี” และข่าวที่ยอดเยี่ยม
ข่าวประเสริฐ : มาระโกกล่าวถึงข่าวประเสริฐแห่งแผ่นดินของพระเจ้า (มก. ๙.๓๕) เปาโลกล่าวถึงข่าวประเสริฐแห่งสันติสุข (อฟ. ๖.๑๕) และข่าวประเสริฐเรื่องพระสิริของพระเยซู ผู้เป็นพระฉายาของพระเจ้า (๒ คร. ๔.๔)
ทรงสัญญาไว้ล่วงหน้า : โดยผู้เผยพระวจนะและในพระคัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์ คำทำนายการเสด็จมาประสูติของพระเยซูพระผู้ช่วยให้รอดเริ่มที่ปฐมกาล ๓.๑๕ เผ่าพันธุ์ของหญิงกับซาตานจะเป็นศัตรูกัน พระองค์จะปฏิเสธในครรภ์ของหญิงพรหมจารี (อสย. ๗.๑๔) ประสูติที่เมืองเบธเลเฮม (มีคา. ๕.๒) การสิ้นพระชนม์และการฝังพระศพ (อสย. ๕๓.๗-๙) พระดำรัสสุดท้ายก่อสิ้นพระชนม์ (สดด. ๒๒.๑) และการฟื้นคืนพระชนม์ของพระเยซูคริสต์ (สดด. ๑๖.๑๐)
ข่าวประเสริฐประกอบด้วย (ก) เรื่องราวของพระเยซูคริสต์ผู้เป็นพระบุตรของพระเจ้า-ข้อ ๓ (ข) พระองค์เสด็จจากสวรรค์ลงมายังโลกนี้ ยอมสิ้นพระชนม์เพื่อทดแทนความบาปของมนุษย์ พระองค์ทรงฟื้นคืนพระชนม์ขึ้นมา-ข้อ ๔ (ค)ในสภาพของมนุษย์พระองค์ทรงเป็นเชื้อสายของดาวิด-ข้อ ๓ (ง) ผู้ที่เชื่อวางใจในพระองค์ ก็รอดพ้นจากบึงไฟนรกและมีชีวิตนิรันดร์ในสวรรค์ (ยน. ๓.๑๖)
คำทักทาย :
“เรียนบรรดาท่านที่อยู่ในกรุงโรม ผู้ซึ่งพระเจ้าทรงรักและทรงเรียกให้เป็นธรรมิกชน ขอพระคุณและสันติสุขซึ่งมาจากพระเจ้า พระบิดาเจ้าของเราทั้งหลาย จากพระเยซูคริสต์เจ้าจงดำรงอยู่กับท่านทั้งหลายเถิด” (๑.๗)
ในพระคัมภีร์ข้อนี้ เปาโลได้บอกถึงสิ่งสำคัญ ๓ อย่างแก่พี่น้องคริสเตียนที่อยู่ในกรุงโรม
(๑)ผู้ที่พระเจ้าทรงรัก :
คำว่า “อากาเพทอส” (agapetos) เป็นความรักที่บริสุทธิ์ ดีงามและใหญ่ยิ่งสูงสุด ที่มาจากพระเจ้าเท่านั้น เป็นความรักที่ทุ่มเทและเสียสละทุกอย่าง แม้กระทั่งชีวิตก็ยอมได้ นั่นคือพระองค์ได้ยอมส่งพระบุตรของพระองค์(พระเยซูคริสต์)ให้ลงมาตายเพื่อคนบาปทั้งปวง
(๒)ผู้ที่พระเจ้าทรงเรียก :
เปาโลใช้คำที่มีความหมายดีคือ “คเลทอส” (kletos) หมายถึงเริ่มต้นที่พระเจ้าทรงมองเห็นมนุษย์และทรงเรียก
เขา พระคัมภีร์ตอนนี้ใช้คำเดียวกันนี้ถึง ๓ ครั้งด้วยกัน (๑.๑, ๖,๗) ท่านบอกแก่คริสเตียนโครินธ์ในทำนองเดียวกัน “พระเจ้าทรงเรียกให้เป็นธรรมิกชน” (๑ คร. ๑.๒)
(๓)เป็นธรรมิกชน :
ในภาษากรีกคือ “ฮากิออส” (hagios) หมายถึง “ความบริสุทธิ์” ประเสริฐและศักดิ์สิทธิ์ คำนี้มีความพิเศษในตัว
ของมันเอง “แยกออกมาจากผู้อื่น ให้มีความบริสุทธ์ เพื่อพระเจ้าโดยเฉพาะ” มีปรากฏมากว่า ๒๐๐ ครั้งในพระคัมภีร์ เฉพาะในพระธรรมโรมบันทึกไว้ ๒๒ ครั้ง ในพระคัมภีร์เดิมจะมีการคัดเลือกสัตว์ที่ไม่มีตำหนิเพื่อถวายแด่พระเจ้า หรือมีการใช้น้ำมันมะกอกบริสุทธิ์เจิมบางคน เช่น กษัตริย์หรือปุโรหิต เพื่อแต่งตั้งไว้ให้เป็นผู้รับใช้ของพระเจ้า
๑ ปต. ๒.๙-๑๐ เปโตรได้บอกถึงการที่พระเจ้าทรงเรียกคริสเตียนอย่างไรบ้าง?
(๔)พระคุณ :
เปาโลได้กล่าวคำอวยพรแก่แก่พี่น้องคริสเตียนโรมประการแรกคือ “ขอให้พระคุณของพระเจ้าดำรงอยู่กับท่านทั้งหลายเถิด” (๑.๗) คำอวยพรของชาวโลกทั่วไปบอกว่า ขอให้โชคดี ขอให้มั่งมีเงินทอง ขอให้มีสุขภาพดี แต่คำอวยพระของคริสเตียนเกี่ยวข้องกับพระเจ้า พระคุณคือ “คาริส” (charis) แปลว่าของขวัญ, ของประทาน, สิ่งที่ดีและประเสริฐเลิศของพระองค์ ที่ทรงประทานให้แก่คนที่ไม่สมควรจะได้ มนุษย์เป็นคนบาปสมควรพินาศในบึงไฟนรก แต่พระเจ้าทรงช่วยให้เรารอดพ้นและไปสวรรค์ (อฟ. ๒.๘-๙)
(๕)สันติสุข :
เป็นธรรมเนียมของชาวยิวที่พบหน้ากันจะทักทายว่า “ชาโลม” (shalom) ขอสันติสุขของพระเจ้าทรงสถิตอยู่ด้วย
มีความหมายรวมไปถึงความมั่งคั่ง สุขภาพดีและความสำเร็จ สำหรับคริสเตียนเน้นไปที่สันติสุขทางด้านจิตวิญญาณ พระเยซูตรัสว่า “เรามอบสันติสุขให้แก่ท่านทั้งหลาย สันติสุขที่เราให้แก่ท่านไม่เหมือนโลกให้” (ยน. ๑๔.๒๗) สันติสุขที่แท้จริงจะเกิดขึ้นได้เมื่อมนุษย์ได้กลับคืนดีกับพระเจ้า (รม. ๕.๑-๒)
สรุป
ข่าวประเสริฐคือ
- การเสด็จมาของพระเยซูคริสต์ ผู้ทรงเป็นพระบุตรของพระเจ้า
- การสิ้นพระชนม์และฟื้นขึ้นมา
- การทรงช่วยมนุษย์ให้รอดพ้นจากความผิดบาป และมีชีวิตนิรันดร.
[1] พระเจ้าได้ทรงเจาะหูฝ่ายจิตวิญญาณของเราแล้ว “มอบกายถวายชีวิตแด่พระเยซูคริสต์” (รม. ๑๒.๑-๒)
[2] ฉบับ ๑๙๗๑ แปลว่า “สรรข้าพเจ้าไว้”
[3] ดังนั้น ประยุกต์มาใช้คือ พวกเราคริสเตียนทุกคนเป็นอัครทูตของพระเยซูคริสต์ (มธ. ๒๘.๑๙-๒๐)
Read Moreฤทธิ์เดชแห่งข่าวประเสริฐ
โรม ๑.๑๖-๑๗
คำนำ
พระคัมภีร์สองข้อนี้ เป็นตอนท้ายของคำนำ ที่เปาโลเขียนไปถึงพี่น้องคริสเตียนชาวโรมัน เฟลมมิ่งกล่าวว่า “เพราะเหตุข่าวประเสริฐนี้ มนุษย์ผู้เป็นคนบาปจะกลับเป็นผู้ชอบธรรมต่อพระพักตร์ของพระเจ้าได้โดยความเชื่อ สองข้อนี้เป็นหัวใจของพระธรรมโรมทั้งหมด”
ฉบับประชานิยมให้หัวข้อว่า “อำนาจของข่าวดี” ข้าพเจ้ามั่นใจเต็มที่ในพระกิตติคุณ เพราะพระกิตติคุณนี้เป็นอำนาจซึ่งมาจากพระเจ้า เพื่อช่วยทุกคนที่เลื่อมใสในพระเยซู ช่วยพวกยิวก่อนแล้วจึงถึงชนชาติที่ไม่ใช่ยิวด้วย พระกิตติคุณนี้แสดงว่า พระเจ้าได้ทรงทำให้มนุษย์กลับมาหาพระองค์ได้อย่างไร ความศรัทธาเท่านั้นที่ทำให้เป็นดังนี้ได้ สมดังที่เขียนไว้ในพระธรรมคัมภีร์ว่า ผู้ที่พระเจ้าทรงให้เขากลับคืนดีกับพระองค์ด้วยความศรัทธาจะดำรงชีวิตอยู่ได้”
นักศาสนศาสตร์บางคนให้ชื่อเรื่องตอนนี้ว่า “แก่นแท้ของข่าวประเสริฐ”
ท่าทีต่อข่าวประเสริฐ
“เพราะว่าข้าพเจ้าไม่มีความละอายในเรื่องข่าวประเสริฐ เพราะว่าข่าวประเสริฐนั้นเป็นฤทธิ์เดชของพระเจ้า เพื่อให้ทุกคนที่เชื่อได้รับความรอด พวกยิวก่อนและพวกต่างชาติด้วย” (ข้อ ๑๖)
ข่าวประเสริฐ ประกอบด้วยเนื้อหาของพระเยซูคริสต์ผู้เป็นพระบุตรของพระเจ้า เสด็จลงมายังโลกนี้ เทศนาสังสอนและถูกจับทรมาน ถูกตรึงบนไม้กางเขนและสิ้นพระชนม์ ถูกฝังไว้ในอุโมงค์ วันที่สามทรงฟื้นขึ้นมา จากนั้นได้เสด็จขึ้นสู่สวรรค์ การประทานพระวิญญาณบริสุทธิ์ให้สถิตอยู่กับผู้เชื่อทุกคน และพระเยซูจะเสด็จกลับอีกในอนาคต
ข้อคิด : ขอให้ตระหนักว่า เมื่อคริสเตียนคนหนึ่งคนใดประกาศข่าวประเสริฐ เขาควรจะพูดถึงเรื่องของพระเยซูคริสต์ให้ครบหมดทุกๆด้าน มิใช่เน้นหนักไปในเรื่องใดเรื่องหนึ่งโดยเฉพาะ เพราะมีบางกลุ่มกล่าวถึงเรื่องของประทานแห่งพระวิญญาณบริสุทธิ์ หรือบางกลุ่มเน้นเรื่องการเสด็จกลับมาของพระเยซูคริสต์เท่านั้น
ไม่มีความละอาย ในภาษาไทยหมายถึง “สำนึกในความไม่ควร, อาย” (อายคือกระดาก, ขายหน้า) เปาโลบอกว่าตนเองไม่มีความละอายในเรื่องข่าวประเสริฐ ในภาษากรีกใช้คำว่า “เอพไอสคูโนไม” (epaischunomai) ปรากฏอยู่ในพระคัมภีร์หลายตอน
(๑)พระเยซูตรัสแก่สาวกของพระองค์ว่า “ด้วยว่าผู้ใดมีความอายเพราะเราและถ้อยคำของเราในชั่วชีวิตนี้ บุตรมนุษย์ก็จะมีความอายเพราะผู้นั้น ในเวลาที่พระองค์เสด็จมาด้วยพระสิริแห่งพระบิดา” (มก. ๘.๓๘)
(๒)ในสถานการณ์อันเลวร้าย เปาโลติดคุกอยู่และท่านได้เขียนไปเตือนทิโมธีว่า “อย่าละอายที่จะเป็นพยานฝ่ายองค์พระผู้เป็นเจ้าของเรา หรือฝ่ายตัวข้าพเจ้าที่ถูกจำจองอยู่เพราะเห็นแก่พระองค์ แต่จงมีส่วนในการยากลำบากเพื่อเห็นแก่ข่าวประเสริฐ โดยอาศัยฤทธิ์เดชของพระเจ้า” (๒ ทธ. ๑.๘) และท่านกล่าวชมเชยอวยพรแก่โอเนสิโฟรัส “ที่ไม่มีความรังเกียจ(epaischunomai)ในโซ่ตรวนของข้าพเจ้าเลย” (๒ ทธ. ๑.๑๖)
(๓)คนที่กล้าหาญยืนหยัดเพื่อพระเยซูคริสต์ “พระองค์ไม่ทรงละอายที่จะเรียกคนเหล่านี้ว่าเป็นพี่น้อง” (ฮบ. ๒.๑๑) ในตอนท้ายของพระธรรมฮีบรูได้กล่าวถึงคริสเตียนจำนวนมากที่ยอมทุกข์ยากลำบากและยอมตายเพื่อความเชื่อ
“เหตุฉะนั้น พระเจ้ามิได้ทรงละอาย เมื่อเขาเรียกพระองค์ว่าเป็นองค์พระผู้เป็นเจ้า เพราะพระองค์ได้จัดเตรียมเมืองหนึ่ง(สวรรค์)ไว้สำหรับเขาแล้ว” (ฮบ. ๑๑.๑๖)
คริสเตียนที่รัก คุณเคยรู้สึกมีความละอายในเรื่องของพระเยซูคริสต์บ้างไหม? ในการยอมรับพระองค์ต่อหน้าคนอื่นๆ และเมื่อรู้ความจริงถึงผลที่จะเกิดขึ้นในอนาคตเช่นนี้แล้ว จะทำให้เราจะมีความกล้าหาญมากยิ่งขึ้นไหม?
ฤทธิ์เดชแห่งข่าวประเสริฐ
ฤทธิ์เดช : “เพราะว่าข่าวประเสริฐเป็นฤทธิ์เดชของพระเจ้า” (๑.๑๖) ในภาษากรีกคือ “ดูนาไม” (dunamai) และ “ดูนามิส” (dunamis) ปรากฏในพระคัมภีร์ใหม่ประมาณ ๓๓๐ ครั้ง หมายถึงพลัง, อำนาจ, อิทธิฤทธิ์, ความสามารถเหนือธรรมดา, การมหัศจรรย์, อานุภาพ
คำนี้เป็นรากศัพท์ที่มาของวัตถุระเบิด “ไดนาไมค์” เปาโลบอกว่าข่าวประเสริฐของพระเยซูเป็นเหมือนกับดินระเบิด เมื่อเข้าไปสู่ที่ใด ที่นั่นจะมีการเปลี่ยนแปลงต่อชีวิตของมนุษย์อย่างใหญ่หลวง ในสมัยโบราณนั้นชาวกรีกจะอวดอ้างเรื่องสติปัญญาและความรอบรู้ ชาวโรมันจะโอ้อวดในเรื่องกำลังอำนาจของทหารและกองทัพอันเกรียงไกร แต่ส่วนเปาโลนั้นได้อวดเรื่องฤทธิ์อำนาจของพระเจ้า
ความเชื่อ : “เพื่อให้ทุกคนเชื่อ” มาจากคำว่า “พิสเทโอ” (pisteo) หมายถึงคนที่ได้ยินเรื่องราวของพระเยซูคริสต์ และเกิดความเชื่อถือไว้วางใจในพระองค์ “ถ้าไม่มีความเชื่อแล้วจะเป็นที่พอพระทัยของพระองค์ไม่ได้เลย” (ฮบ. ๑๑.๖) มีพันธสัญญาผูกพันตนเองเข้ากับพระองค์ อีกยังยินยอมที่จะมอบกายถวายชีวิตแด่พระเยซูคริสต์อย่างสิ้นเชิง (รม. ๑๒.๑-๒)
ความรอด : “ได้รับความรอด” มาจากภาษากรีกว่า “โซเทเรีย” (soteria) หมายถึงการช่วยให้รอด, การช่วยกู้, (ภาพของเรือแตก ที่ผู้โดยสารต้องลอยคอยอยู่ในทะเลเผชิญกับความตาย ต้องการให้ใครมากู้ช่วยชีวิตอย่างเร่งด่วน) นอกจากนั้นคำนี้ยังหมายถึง การรอดพ้น, การดำรงชีวิต(ฝ่ายจิตวิญญาณ)อยู่ได้อย่างมั่นคง, และการนำมาถึงความปลอดภัย
พระคัมภีร์ได้แบ่งความรอดออกเป็น ๓ ระดับคือ (๑) ความรอดในอดีต คือคริสเตียนทุกคนรอดพ้นจากการพิพากษาของพระเจ้าแล้ว (อฟ. ๑.๑๓) (๒) ความรอดในปัจจุบัน คือเรารอดพ้นจากอำนาจของมารซาตานและอิทธิพลของความผิดบาป (๒ คร. ๖.๒, อฟ. ๒.๘) (๓) ความรอดในอนาคต คือผู้เชื่อพระเยซูคริสต์ทุกคน จะรอดพ้นจากความผิดบาปและเข้าสู่แผ่นดินสวรรค์ของพระเจ้า (รม. ๑๐.๑, ๒ ปต. ๒.๒)
คำถามที่น่าคิด คุณได้รับเอาข่าวประเสริฐไว้แล้วอย่างแท้จริงแล้วหรือยัง? และคุณแน่ใจกับความรอดทั้งสามประการที่กล่าวมานี้ไหม?
ความชอบธรรมโดยความเชื่อ
“เพราะว่าในข่าวประเสริฐนั้น ความชอบธรรมของพระเจ้าได้สำแดงออก โดยเริ่มต้นก็ความเชื่อ สุดท้ายก็ความเชื่อ ตามที่พระคัมภีร์เขียนไว้ว่า คนชอบธรรมจะดำรงชีวิตอยู่โดยความเชื่อ” (รม. ๑.๑๗)
พระคัมภีร์ฉบับฟื้นฟูแปลตอนนี้ว่า “ด้วยว่าในกิตติคุณนั้น ความชอบธรรมของพระเจ้าก็ได้ปรากฏในความเชื่อและมาจากความเชื่อ เหมือนมีคำเขียนไว้แล้วว่า ผู้ชอบธรรมจะได้รับชีวิตและเป็นอยู่โดยความเชื่อ”
นักศาสนศาสตร์เกือบทุกคนจะพูดถึงมาร์ติน ลูเธอร์ บาทหลวงในนิกายคาทอลิกที่รู้สึกตนเองตลอดเวลาว่า เป็นคนบาปและต้องพินาศในบึงไฟนรก ไม่ว่าจะเพียรพยายามทำความดีสักเท่าไหร่ก็ตาม แต่ก็ไม่เพียงพอที่จะช่วยให้รอดพ้นจากพระพิโรธของพระเจ้าได้ ท่านตระหนักว่าจะต้องพินาศในบึงไฟนรกเป็นแน่แท้ จนกระทั่งวันหนึ่ง ลูเธอร์ได้อ่านพระธรรมโรมบทที่ ๑.๑๗ พระเจ้าก็ทรงเปิดตาใจของท่านให้สว่างไสวขึ้นและเข้าใจได้ว่า ความชอบธรรมที่แท้จริงนั้นมาโดยทางความเชื่อ(ไว้วางใจ)ในพระเยซูคริสต์เท่านั้น มิใช่เพราะโดยการประพฤติหรือการกระทำ
หลักการของคาทอลิกคล้ายคลึงกับศาสนาพุทธ คือจะต้องทำบุญสุนทาน และสะสมบุญบารมีไว้ให้มากพอที่จะเข้าในแผ่นดินสวรรค์ได้ ต้องทุ่มเทในการทำดี ต้องถวายอย่างมากมาย แต่ก็ไม่มีมาตรฐานว่าจะต้องทำถึงขนาดไหนจึงจะเพียงพอ ดังนั้น จึงไม่มีความมั่นใจว่าจะได้รับความรอดอย่างแท้จริง
ความชอบธรรม : มาจากภาษาเดิมว่า “ดิไคออซูเน” (dikaiosune) แปลได้หลายอย่าง แต่ส่วนใหญ่แล้วมีความคล้ายคลึงกัน เช่น ความชอบธรรม, ศาสนกิจ, ความยุติธรรม, ความเที่ยงธรรม, ซึ่งเป็นของพระเจ้าโดยเฉพาะ และแตกต่างจากความชอบธรรมของมนุษย์
ความชอบธรรม (righteousness) มนุษยชาติได้ตกอยู่ในภาวะอันไม่ชอบธรรมหรือมีความผิดบาป (รม. ๓.๒๓) ซึ่งบรรพบุรุษของมนุษย์ได้ทำไว้ตั้งแต่สมัยโบราณ (รม. ๕.๑๒-๒๑) มนุษย์ไม่สามารถทำตนให้เป็นคนชอบธรรมได้เลย (รม. ๓.๑๙-๒๐) แต่มนุษย์จะเป็นคนชอบธรรมได้โดยการไถ่โทษโดยพระเยซูคริสต์เท่านั้น (อสย. ๕๔.๑๗) ความชอบธรรมเกิดขึ้นได้ ๒ ทาง คือ (๑) โดยทางความเชื่อ(justification by faith)และไว้วางใจในพระเยซูคริสต์ (๒ คร. ๕.๒๑) (๒) โดยทางการชำระ (sanctification)[1]
“ได้สำแดงออก” คำนี้ในภาษากรีก “อาพอคาลูพโท” (apokalupto) หมายถึงการเปิดเผยออก, การสำแงดให้รู้, การปรากฏแจ้ง, รวมความแล้วคือ ทำให้สิ่งที่ปิดซ่อนอยู่นั้นเปิดเผยโฉมออกมาอย่างชัดเจน เปาโลต้องการเน้นให้เห็นถึงพระลักษณะพิเศษของพระเจ้าในพระคัมภีร์เดิม แต่มาปรากฏในพระคัมภีร์ใหม่ โดยทางองค์พระเยซูคริสต์
ความเชื่อ “เริ่มต้นก็ความเชื่อและสุดท้ายก็ความเชื่อ” ศาสนาอื่นอาจเริ่มต้นด้วยการกระทำ เช่น ถ้าคุณทำดีย่อมได้ดี และถ้าทำชั่วก็ย่อมได้ชั่ว แต่สำหรับศาสนาคริสต์ตรงกันข้ามคือต้องอาศัยความเชื่อเท่านั้น โดยเริ่มต้นจากความเชื่อ ดำเนินต่อไปด้วยความเชื่อและสุดท้ายก็ลงเอยด้วยความเชื่อ เรียกว่าตลอดชีวิตขาดความเชื่อไม่ได้เลย
ความเชื่อมาจากภาษาเดิมว่า “พิสติส” (pistis) หรือพิสทือโอ (pisteuo) ปรากฏในพระคัมภีร์ใหม่มากกว่า ๕๐๐ ครั้ง แปลออกเป็นหลายอย่าง แต่มีความหมายคล้ายคลึงกันคือ ความเชื่อ (faith) ความศรัทธา เชื่อถือ (belief) ความไว้วางใจ (trust) ความหมายตรงตัวคือ “เชื่อในสิ่งที่พระเจ้าตรัสไว้ในพระคริสตธรรมคัมภีร์” หรือความคาดหวังด้วยความมั่นใจ (ฮบ. ๑๑.๑-๒)
คริสเตียนไม่เพียงเชื่อในข้อมูล ข้อเท็จจริง คำบอกเล่า ของบุคคลหรือสิ่งใดสิ่งหนึ่งเท่านั้น แต่มีความไว้วางใจมากพอที่จะมอบชีวิตจิตใจ ร่างกาย ความประสงค์ทั้งสิ้นของเราแก่สิ่งนั้น ก็คือพระเจ้านั่นเอง “จงวางใจในพระเจ้าด้วยสุดใจของเจ้า อย่าพึ่งพาความรอบรู้ของตนเอง แต่จงยอมรับรู้พระองค์ในทุกทางของเจ้า แล้วพระองค์จะทรงกระทำให้วิถีของเจ้าราบรื่น” (สภษ. ๓.๕-๖) พระเยซูคริสต์ตรัสว่า “ท่านวางใจพระเจ้าก็จงวางใจในเราด้วย” (ยน. ๑๔.๑)
เบื้องหลังจากพระคัมภีร์เดิม : พระคัมภีร์โรม ๑.๗ เปาโลได้อ้างข้อความมาจากคำพูดของผู้เผยพระวจนะฮาบากุก ซึ่งมีชีวิตรับใช้พระเจ้าในราว ๖ ร้อยปีก่อนคริสตศักราช ท่านกล่าวว่า “แต่ว่าคนชอบธรรมจะดำรงชีวิตอยู่ด้วยความเชื่อ” (ฮบก. ๒.๔) ซึ่งแปลได้อีกอย่างหนึ่งว่า “คนชอบธรรมจะดำรงอยู่ด้วยความซื่อสัตย์”
เรื่องของเรื่องก็คือผู้เผยพระวจนะฮาบากุกเกิดความสงสัยในความยุติธรรมของพระเจ้าว่า ทำไมพระองค์ทรงลงโทษชนชาติอิสราเอลให้รับความทุกข์ยากลำบากอย่างมากมาย ทั้งๆที่ชนชาติต่างๆที่อยู่ล้อมรอบๆได้ทำความผิดบาปอย่างมหันต์ และมากกว่าคนอิสราเอลเสียอีก แต่พระเจ้าตรัสตอบท่านว่า คนของพระองค์นั้นแตกต่างออกไป คือ ดำรงชีวิตอยู่ด้วยความเชื่อ
สรุป
-คริสเตียนต้องไม่อายในเรื่องของพระเยซูคริสต์
-ตระหนักว่าข่าวประเสริฐนั้นเป็นฤทธิ์เดชของพระเจ้า
-ความเชื่อเป็นสิ่งสำคัญ เพราะความเชื่อนำไปถึงความรอด
[1] ศัพทานุกรมพระคัมภีร์ ของพิษณุ อรรฆภิญญ์ หน้า ๔๒
Read More
ความจริงเรื่องบาป
โรม ๑.๑๘-๓.๒๐
คำนำ
ในพระธรรมโรมตอนนี้เปาโลได้กล่าวถึงความจริง ๓ ประการคือ (๑) เรื่องความบาปของคนต่างชาติ (โรม ๑.๑๘-๓๒) (๒) เรื่องความบาปของคนยิวหรืออิสราเอล (โรม ๒.๑-๓.๘) (๓) เรื่องความบาปของมนุษย์ทุกคน ซึ่งเริ่มต้นตั้งแต่สมัยของอาดัมกับเอวาซึ่งเป็นมนุษย์คู่แรกของโลก (โรม ๓.๙-๒๐)
ด้วยเหตุที่มนุษย์ทุกคนทำบาปนี่แหละ จึงทำให้มีความต้องการรับความช่วยเหลือและนำมาถึงความรอด อุปมาเหมือนกับคนไข้คนป่วยที่ต้องการหมอให้เยียวยารักษา พระเจ้าทรงเกลียดชังความบาปยิ่งหนัก แต่พระองค์ทรงรักคนบาป ดังที่มีคำพูดว่า พ่อแม่ที่ให้ลูกเล็กๆอาบน้ำในกะละมัง และเมื่อเห็นน้ำนั้นสกปรกแล้ว “เมื่อเทน้ำในกะละมังทิ้ง ย่อมไม่เทเด็กทิ้ง” ไปด้วย
บาปของคนต่างชาติ (รม. ๑.๑๘-๓๒)
เบื้องหลัง : พระคัมภีร์ตอนนี้เปาโลได้กล่าวพระเจ้าทรงพระพิโรธต่อความอสัตย์อธรรมของมนุษย์ พวกเขารู้จักพระองค์อยู่แล้วเพราะธรรมชาติสำแดงให้เห็นอย่างชัดเจน แต่แทนที่จะถวายเกียรติและขอบพระคุณพระองค์ กลับสร้างรูปเคารพขึ้นกราบไหว้แทน
การที่ผู้คนกราบไหว้นมัสการรูปเคารพนั้น ทำให้พวกเขารู้สึกสบายใจ เพราะรูปเคารพปราศจากความรู้สึกและไม่มีชีวิตจิตใจ ทั้งไม่สามารถลงโทษคนหนึ่งคนใดได้ (เหมือนที่คนไทยกล่าวถึงความเกินเฉยของ “พระอิฐพระปูน”) ในที่สุดพวกเขาก็ปล่อยตัวทำชั่วสารพัด มนุษย์ได้ทำบาปมากขึ้น โดยเฉพาะความผิดบาปเกี่ยวกับเรื่องเพศ ทำเองไม่พอยังชักชวนคนอื่นให้ทำด้วย
ในอาณาจักรโรมันสมัยของเปาโลนั้น เสื่อมโทรมทางด้านศีลธรรมและจริยธรรมอย่างมาก เต็มไปด้วยความผิดบาปอย่างดกดื่น ความชั่วร้าย สงครามและการฆ่าฟันกัน การเล่นชู้ หย่าร้าง และรักร่วมเพศ นักเขียนคนหนึ่งกล่าวว่า ในบรรดาจักรพรรดิของโรมนั้นมีถึง ๑๔ องค์ที่เป็นโฮโมเซ็กช่วล(วิปริตทางเพศ เป็นเกย์และกะเทย)
พระพิโรธของพระเจ้า : “เพราะพระเจ้าทรงสำแดงพระพิโรธของพระองค์จากสวรรค์ต่อความหมิ่นประมาทพระองค์ และความชั่วร้ายทั้งมวลของมนุษย์ ที่เอาความชั่วร้ายนั้นบีบคั้นความจริง” (ข้อ ๑๘)
พระพิโรธเกี่ยวข้องกับการตัดสินพิพากษา คำนี้มาจากภาษากรีกว่า “ออร์เก” (orge) บางครั้งพระคัมภีร์ไทยใช้คำว่าอาชญา, การลงพระอาชญา (รม. ๙.๒๒) ความโกรธ, โทโส, พระนิเคราะห์ของพระเจ้า (วว. ๑๑.๑๘)และพระพิโรธอันเฉียบขาดของพระเจ้า (วว. ๑๙.๑๕)
เราได้เห็นตัวอย่างจากพระคัมภีร์ ในสมัยของโนอาห์นั้นมนุษย์ทำบาปมากจนกระทั่งพระเจ้าทรงพิพากษาด้วยน้ำท่วมโลก (ปฐก. ๖-๘) ในสมัยของอับราฮัมก็เช่นกัน พระเจ้าทรงพิพากษาเมืองโสดมและโกโมราห์ด้วยไฟกำมะถันตกลงมาจากฟ้าเผาทั้งเมืองให้มอดไหม้เป็นจุล (ปฐก.๑๙) และในพระคัมภีร์ใหม่ พระพิโรธของพระเจ้าลงมาอย่างเฉียบพลันต่อกรณีสองผัวเมีย(อนาเนียกับสัปฟีรา)ที่บังอาจโกหกต่อพระวิญญาณบริสุทธิ์ ทั้งสองได้ล้มลงขาดใจตายอย่างปัจจุบันทันด่วน (กจ. ๕.๑-๑๐) ทำให้ผู้คนที่เห็นเหตุการณ์ในเวลานั้นต่างมีความเกรงกลัวพระเจ้าอย่างยิ่ง
ดูหมิ่นพระเจ้า : เปาโลได้อธิบายว่า สิ่งที่มนุษย์กระทำต่อพระเจ้าอย่างแรกคือ “หมิ่นประมาทพระองค์” ดูถูกเหยียดหยาม, พูดหรือกระทำให้พระเจ้าเสียหาย ภาษากรีกว่า “อะเสเบอา” (asebeia) หมายถึงความอธรรม (๒ ทธ. ๒.๑๖) หรือตัณหาอันชั่ว (ยด. ๑๘) รวมความแล้วไม่ว่าจะโดยความคิด คำพูดและการกระทำของเขาล้วน “ขาดความยำเกรงพระเจ้า”
ความชั่วร้าย : มนุษย์เอาความชั่วร้ายบีบคั้นความจริง ภาษาสมัยใหม่เรียกว่า “กดดัน” หรือกระชับพื้นที่ เปาโลใช้คำว่า “อาดิเคีย” (adikia) มันคือความชั่วร้าย, ความอธรรม, การผิด (กจ. ๑.๑๘) ไม่ยุติธรรม, ประพฤติผิด (๑ คร. ๑๓.๖) นักศาสนศาสตร์ได้อธิบายว่า “ความหมิ่นประมาทเป็นการทำผิดต่อพระเจ้า ส่วนความชั่วร้ายเป็นการทำผิดต่อมนุษย์ด้วยกัน”
บีบคั้นความจริง : ภาษาเดิม “คาเทเทโอ” (katecheo) หมายถึงเลื่อนไป, หน่วงเหนี่ยวไว้, ผูกมัด, ยึดถือไว้มั่นฉบับประชานิยมแปลพระคัมภีร์ข้อนี้ว่า “เพราะความชั่วร้ายของเขามากีดกันความจริงไว้ไม่ให้ใครๆรู้จักความจริงนั้น” ส่วนฉบับอมตธรรมร่วมสมัยว่า “ผู้ใช้ความชั่วร้ายของตนปิดกั้นความจริง” มนุษย์ซึ่งเป็นทาสของมารซาตานได้ต่อสู้โจมตีกักขังหน่วงเหนี่ยว และพยายามทำลายความจริงที่พระเจ้าทรงเปิดเผยไว้
รู้จักพระเจ้าได้ : “เหตุว่าเท่าที่รู้จักพระเจ้าได้ก็แจ้งอยู่กับใจของเขาทั้งหลาย” (ข้อ ๑๙) ในพระคัมภีร์ข้อนี้ เปาโลได้บอกความจริงแก่ชาวโรมันในความรู้ถึงพระเจ้า “ตั้งแต่พระเจ้าทรงสร้างโลกมาแล้ว มนุษย์ก็ได้เห็นพระลักษณะของพระเจ้าอย่างชัดเจน เป็นพระลักษณะที่มองเห็นได้ด้วยตา นั่นคือฤทธานุภาพอันถาวรของพระองค์ เขาจึงเห็นว่ามีพระเจ้าอยู่ โดยดูจากสิ่งที่พระองค์ทรงสร้างมา” (ฉบับประชานิยม)
(๑) รู้จักกับพระเจ้าได้โดยทางสรรพสิ่งที่พระองค์ทรงสร้าง
มีเพียง ๓ ศาสนาที่เชื่อว่าพระเจ้าทรงสร้างโลก คือ ศาสนายิว ศาสนาคริสต์และศาสนาอิสลาม ส่วนศาสนาพุทธไม่ได้บอกว่าโลกมาจากไหน ศาสนาพราหมณ์บอกว่าโลกนี้มีมานานแล้ว มีพระสามองค์คือพระพรหม พระวิษณุและพระศิวะ แต่ละวันของพระพรหมยาว ๔๕ ล้านปี จากนั้นพระศิวะก็จะทำลายโลกครั้งหนึ่ง แล้วพระพรหมก็จะสร้างโลกขึ้นมาใหม่ (พระพรหมเป็นผู้สร้าง พระวิษณุเป็นผู้ดูแลรักษา และพระศิวะเป็นผู้ทำลาย)
ตัวอย่าง : นักเทศน์มักจะยกเรื่องของชายสามคนที่เข้าป่าล่าสัตว์และพบบ้านสวยงามหลังหนึ่ง พวกเขาก็ถกเถียงกันว่าบ้านหลังนี้มีผู้สร้างหรือเกิดขึ้นเองหรือไม่? และยกตัวอย่างเรื่องนาฬิกาข้อมือย่อมมีผู้สร้างฉันใด โลกและจักรวาลก็มีพระเจ้าสร้างฉันนั้น
เรื่องที่นักวิทยาศาสตร์คริสเตียนคนหนึ่งชื่อจอห์น นิวตัน สร้างระบบสุริยจักรวาลจำลองไว้ในห้องรับแขก เพื่อนผู้ไม่เชื่อพระเจ้ามาเห็นเข้าก็ประหลาดใจและถามว่า “ใครเป็นผู้สร้าง?” นิวตันตอบว่า “ไม่มีผู้สร้างหรอก มันเกิดขึ้นเอง” เพื่อนของเขาเถียงว่า “เป็นไปไม่ได้ที่สิ่งประดิษฐ์อันสวยงามนี้จะเกิดขึ้นเอง ต้องมีผู้สร้างแน่ๆเลย” และนั่นเองทำให้นิวตันได้ฉวยโอกาสเป็นพยานในเรื่องพระเจ้าและนำเพื่อนมาถึงความรอดในพระคริสต์ได้
(๒)รู้จักพระเจ้าโดยทางจิตสำนึกหรือมโนธรรม
“เหตุว่าเท่าที่รู้จักพระเจ้าได้ก็แจ้งอยู่กับใจของเขาทั้งหลาย” (ข้อ ๑๙) “แจ้ง” มาจากภาษากรีกว่า “ฟาเนรอส” (phaneros) แปลว่าเปิดเผยหรือปรากฏให้เห็นชัดเจน ตั้งแต่ในปฐมกาลมาแล้วที่พระเจ้าทรงสร้างมนุษย์ให้มีสามส่วนคือ ร่างกาย จิตใจ(อารมณ์และความรู้สึก) และจิตวิญญาณ แต่พระองค์ทรงสร้างสัตว์ให้มีเพียงแค่สองส่วนแรกเท่านั้น โดยทางจิตวิญญาณนี้แหละเป็นส่วนที่มนุษย์สามารถรับรู้และติดต่อกับพระเจ้าได้
(๓)รู้จักพระเจ้าได้โดยทางพระคัมภีร์
เมื่อใครก็ตามที่อ่านพระคัมภีร์เดิมตั้งแต่บทแรกข้อแรก ก็จะพบข้อความที่เขียนไว้ว่า “ในปฐมกาลพระเจ้าทรงสร้างฟ้าสวรรค์และแผ่นดินโลก” (ปฐก. ๑.๑) และเมื่ออ่านไปเรื่อยๆก็จะพบความจริงที่พระองค์ทรงเปิดเผยให้ทราบว่า พระคัมภีร์ไม่ใช่หนังสือบันทึกทางประวัติศาสตร์เท่านั้น แต่เป็นหนังสือที่รับการดลใจจากพระเจ้า (๒ ทธ. ๓.๑๖) และพระวจนะสามารถเปลี่ยนแปลงชีวิตของมนุษย์เสียใหม่ด้วย (๒ คร. ๕.๑๗)
(๔)รู้จักกับพระเจ้าได้โดยทางพระเยซูคริสต์
ในพระคัมภีร์เราพบว่า คนแล้วคนเล่าที่ได้มีโอกาสพบกับพระเยซูคริสต์ พวกเขาต่างได้กลับใจเสียใหม่ รับการยก
โทษบาป และต้อนรับเอาพระองค์เป็นพระผู้ช่วยให้รอด (ยน. ๑.๑๒) พระเยซูคริสต์เป็นทางเดียวเท่านั้นที่จะนำมนุษย์ไปถึง
สวรรค์ (ยน. ๑๔.๖)
สิ่งที่ไม่สมควรอย่างยิ่ง : “เพราะถึงแม้ว่าเขาทั้งหลายได้รู้จักพระเจ้าแล้ว เขาก็มิได้ถวายพระเกียรติแด่พระองค์ให้สมกับที่ทรงเป็นพระเจ้า หรือหาได้ขอบพระคุณไม่ แต่เขากลับคิดในสิ่งที่ไม่เป็นสาระ และจิตใจโง่เขลาของเขาก็มืดมัวไป” (ข้อ ๒๑)
(๑)ไม่ถวายเกียรติแด่พระเจ้า เปาโลใช้คำว่า “โดซาโซ” (doxazo) หมายถึงการยกย่องสรรเสริญ, การให้เกียรติ, ให้ความมีศักดิ์ศรี, รัศมี, และความล้นพ้น ซึ่งพระกิตติคุณทั้งสี่เล่มได้บอกถึงบรรดาประชาชนที่ได้พบเห็นพระเยซูคริสต์ ได้สัมผัสกับฤทธิ์อำนาจและพระเมตตาคุณแล้ว ต่างถวายเกียรติแด่พระองค์ แต่ในพระธรรมโรม ๑.๒๑ ได้บอกว่าคนบาปไม่ได้เห็นคุณค่าของพระเจ้าเลย
(๒)ไม่ได้ขอบพระคุณ (eucharisteo) แน่นอน ใครก็ตามที่ไม่ยอมรับพระเจ้า ก็ย่อมจะไม่เห็นถึงความสำคัญและความยิ่งใหญ่ของพระองค์ เขาจะไม่ยอมขอบพระคุณพระองค์ ตรงกันข้ามกับพวกเราคริสเตียนซึ่งได้รับการไถ่บาป ความรัก สันติสุขของพระเยซูคริสต์แล้ว ย่อมมีใจที่ขอบพระคุณพระองค์เสมอ ตามที่พระคัมภีร์สอนว่า “จงขอบพระคุณในทุกกรณี เพราะนี่แหละเป็นน้ำพระทัยของพระเจ้า ที่ปรากฏในพระเยซูคริสต์เพื่อท่านทั้งหลาย” (๑ ธส. ๕.๑๗)
(๓)คิดในสิ่งที่ไร้สาระ “มาไทออโอ” (mataioo) นี่เป็นผลต่อเนื่องจากการที่คนไม่ถวายเกียรติแด่พระเจ้า ไม่ขอบพระคุณพระองค์ พวกเขาก็จะไปหมกมุ่นอยู่กับสิ่งที่ไม่มีประโยชน์ “เขากลับคิดเหลวไหลด้วยจิตใจมืดมน” (ฉบับประชานิยม) เหมือนหลายคนในปัจจุบันที่ชอบเข้าไปท่องอินเอตร์เนทและดูในเว็บไซต์ “ไร้สาระนุกรม”
(๔)จิตใจก็โง่เขลาและมืดมนไป ในพระคัมภีร์ตอนนี้เปาโลได้กล่าวถึงผลต่อเนื่องของคนที่รู้ว่ามีพระเจ้า แต่ไม่ยอมรับนับถือพระองค์ คือ “อะซูเนทอส” (asunetos) เป็นคนที่ไม่มีความเข้าใจ แม้จะได้รับการอธิบายแล้ว อีกอย่างหนึ่งคือ “ซะโคทิโซไม” (skotizomai) หมายถึงมีความมืดบอดในฝ่ายจิตใจและจิตวิญญาณ
(๕)นมัสการรูปมนุษย์และสัตว์ที่ต้องตาย แทนการนมัสการพระเจ้า เปาโลบอกว่าคนเหล่านี้ “อ้างตนว่าเป็นคนมีปัญญา แต่กลายเป็นคนโง่เขลาไป” (ข้อ ๒๒) ภาษากรีกใช้คำว่า “โมรอส” (moros) ไม่ใช่ขาดสติปัญญาฝ่ายโลก แต่หมายถึงเป็นคนที่ขาดความรู้สึกรับผิดชอบชั่วดี มีจิตสำนึกมืดบอดไป
“เอาพระสิริของพระเจ้าผู้เป็นอมตะมาแลกกับรูปมนุษย์ที่ต้องตายหรือรูปนก รูปสัตว์จตุบาท(สัตว์สี่เท้า)และรูปสัตว์เลื้อยคลาน[1]” (ข้อ ๒๓) พระคัมภีร์บอกถึงสิ่งที่ตรงกันข้ามกันและแตกต่างกัน ชนิดฟ้ากับดิน สวรรค์กับนรกเลยทีเดียวพระเจ้าผู้เป็นนิรันดรกับมนุษย์และสัตว์ที่ต้องตาย ไม่เพียงแต่ชาวโรมันเท่านั้นที่มีพฤติกรรมเช่นนี้ คนทั่วโลกก็เป็นด้วย โดยเฉพาะคนเอเชียและคนไทย
มีสิ่งศักดิ์สิทธิ์มากมายที่เรียกว่าพระ อาจเป็นศาสดา รูปเคารพที่ทำด้วยอิฐหินปูนทราย มนุษย์ที่มียศศักดิ์ เทวดาก็เป็นพระได้(พระอินทร์, พระพรหม) สัตว์ก็เป็นพระได้ (พระโค-วัว, พระเศวต-ช้าง) ธรรมชาติก็เป็นพระได้ (พระแม่คงคา-แม่น้ำ, พระแม่ธรณี-ดิน) ดวงสว่างบนท้องฟ้าก็เป็นพระได้ (พระอาทิตย์, พระจันทร์) เจ้ากรรมนายเวร พวกผีต่างๆ (ในพจนานุกรมไทยได้บอกว่ามีผีถึง ๒๘ ชนิด)[2]
(๖)ความจริงกับความเท็จ เปาโลได้บอกถึงท่าทีของคนบาปว่า “เพราะเขาได้เอาความจริงเรื่องพระเจ้ามาแลกกับความเท็จ และได้นมัสการปรนนิบัติสิ่งที่พระเจ้าได้ทรงสร้างไว้ แทนพระองค์ผู้ทรงสร้าง ผู้ซึ่งควรจะได้รับการสรรเสริญเป็นนิตย์ อาเมน” (ข้อ ๒๕)
ความจริงคือพระเจ้า ในยอห์น ๑๔.๖ พระเยซูตรัสว่า “เราเป็นความจริง” ส่วนความเท็จคือสิ่งต่างๆในโลกนี้ที่ถูกยกขึ้นเป็นพระ ซึ่งมีเบื้องหลังมาจากมารซาตานนั่นเอง พระองค์ตรัสบอกว่า “มารเป็นผู้ฆ่าคนตั้งแต่ปฐมกาล และมิได้ตั้งอยู่ในสัจจะ มันพูดเท็จตามสันดานของมัน” (ยน. ๘.๔๔)
คริสเตียนคือผู้ที่รู้จักความจริง อยู่ฝ่ายความจริง ใช้ความจริงและดำรงชีวิตอยู่ในความจริง
เรานมัสการพระผู้ทรงสร้าง (Creator) ไม่ใช่นมัสการสิ่งที่ถูกสร้าง (creature)
สรุป
-บาปมีจริง เกิดขึ้นจากการที่มนุษย์ไม่เชื่อฟังพระเจ้า
-พระเจ้าทรงพระพิโรธต่อบาปและจะพิพากษาลงโทษ
-พระเจ้าทรงเกลียดชังบาป แต่ทรงรักคนบาป และทรงต้องการช่วยให้รอด.
[1] สัตว์เลื้อยคลานอาจจะหมายถึงงูใหญ่หรือมังกร ในพระธรรมวิวรณ์เรียกมันว่าพญานาค คือมารซาตาน
[2] ชาวโรมันและชาวงอียิปต์ในสมัยของเปาโลนั้น มีการกราบไหว้นมัสการรูปเคารพกันอย่างดกดื่น ทั้งรูปคนและรูปสัตว์ บางอย่างเป็นรูปของนก สัตว์ร้ายและสัตว์เลื้อยคลาน การไหว้รูปเคารพเกิดขึ้นเมื่อมนุษย์ปฏิเสธพระเจ้า (อธิบายโรม ของสมใจ รักษาศรี หน้า ๔๒)
Read Moreยิวผู้สอนคนอื่น
โรม ๒.๑๗-๒๙
คำนำ
ศาสดาท่านหนึ่งได้กล่าวว่า “คนที่ฟังคำสอนของเราและปฏิบัติตามมีเท่ากับเขาบนหัวควาย แต่คนที่ฟังคำสอนของเราและไม่ประพฤติตามมีมากเท่ากับขนบนตัวควาย”
เมื่ออ่านพระคัมภีร์โรม ๒.๑๗-๒๙ ตอนนี้แล้วจะเห็นด้วยอย่างยิ่งกับคำกล่าวของนักศาสนา เปาโลได้ยกเรื่องสำคัญมาอภิปรายกับคริสเตียนชาวโรมัน คือเรื่อง “ยิวและธรรมบัญญัติ” ท่านกล่าวอย่างตรงประเด็นที่สุด เพราะพวกยิวถือตนว่าอยู่เหนือกว่าคนต่างชาติ แต่ทว่าการประพฤติปฏิบัติไม่ได้มีมาตรฐานที่สูงส่งกว่าเลย
อ้างว่าเป็นยิว
“แต่ถ้าท่านเรียกตนเองว่ายิวและพึ่งธรรมบัญญัติ และยกพระเจ้าขึ้นอวด และว่าท่านรู้จักพระทัยพระองค์และเห็นชอบในสิ่งประเสริฐ เพราะว่าท่านได้เรียนรู้ในธรรมบัญญัติ” (รม. ๒.๑๗-๑๘)
ยิว (Jewish) ยูเดียหรือยูดาห์ คือผู้ที่ได้รับการทรงเลือกจากพระเจ้า พวกเขาสืบเชื้อสายจากอับราฮัม ได้รับพระบัญญัติ ๑๐ ประการ ณ บนภูเขาซีนายเพื่อเป็นหลักการดำเนินชีวิต ได้รับแผ่นดินคานาอันเป็นมรดก ยิวแตกต่างจากชนชาติอื่นๆและถือว่าเป็นชนชาติที่ได้รับพระพรจากพระเจ้า ชื่อยิวปรากฏในพระคัมภีร์ใหม่มากกว่า ๒ ร้อยครั้ง
เปาโลบอกว่าสิ่งที่พวกเขาอ้างถึงความเป็นยิว คือ
(๑) พึ่งธรรมบัญญัติ “เอพานาเพาออไม” (epanapauomai) หมายถึงมีชีวิตอยู่ในพระบัญญัติของพระเจ้า ที่เรียกว่า “โทราห์” (Torah) ซึ่งพระองค์ทรงประทานแก่โมเสสที่บนภูเขาซีนาย
(๒) ยกพระเจ้าขึ้นอวด “เคาคาออไม” (kauchaomai) คือการยกย่อง, การอวดอ้าง, ความชื่นชมยินดี, และความภาคภูมิใจ นี่เป็นสิ่งเดียวที่ชาวยิวพูดอยู่ตลอดเวลาว่า พวกเรามีพระเยโฮวาห์เป็นพระเจ้าเที่ยงแท้แต่องค์เดียว ไม่เหมือนกับชนชาติต่างๆที่มีพระและเจ้าหลายองค์ และกราบไหว้นับถือรูปเคารพเหล่านั้น
(๓)รู้จักพระทัยของพระเจ้า “กินอสโค” (ginosko) รู้จักคำนี้มีความหมายมากกว่ารู้จักแบบธรรมดา แต่เป็นการรู้จักแบบลึกซึ้ง เหมือนสามีภรรยารู้จักกัน มีความหยั่งรู้หรือคาดคะเนได้ เห็นและซาบซึ้ง นี่เป็นคำอ้างของพวกยิวว่ามีความใกล้ชิดสนิทสนมกับพระเจ้าขนาดไหน
(๔)เห็นชอบในสิ่งประเสริฐ “ดอคิมาเซีย” (dokimasia) เห็นชอบหมายถึงสามารถวิจัย, พิจารณา, ชันสูตร, ทดสอบแล้ว, พวกยิวได้พบกับความประเสริฐของพระเจ้าและยอมรับแล้วว่า พระองค์ทรงสุดยอดอย่างแท้จริง
(๕)เรียนรู้ในธรรมบัญญัติ “คาเทเคโอ” (katecheo) ชาวยิวได้เรียนรู้, ได้รับการอบรมและการคำสอน, ตามธรรมเนียมเมื่อชาวยิวอายุได้ ๖ ขวบขึ้นไปจะต้องได้รับการสอนพระบัญญัติของพระเจ้าจากครอบครัว และจากการเข้าชั้นเรียนกับรับบีในธรรมศาลา แล้วจากนั้นจะเข้าสู่พิธีการรับเป็นลูกของธรรมบัญญัติ
คนยิวและคนต่างชาติ
ในโรมบทที่ ๒.๑๙-๒๐ เปาโลได้เปรียบให้เห็นคนสองพวก
คนยิว คนต่างชาติ
๑.เป็นผู้จูงคนตาบอด เป็นคนตาบอด (มธ. ๑๕.๑๔, ๒ ปต. ๑.๙, อสย. ๔๒.๑๙)
๒.เป็นความสว่าง เป็นคนที่อยู่ในความมืด (อฟ. ๕.๘-๙, ๑ยน. ๑.๗, ปญจ. ๒.๑๔)
๓.เป็นผู้สอนคนโง่ โง่เขลาเบาปัญญา (สดด.๓๙.๑๐, สภษ. ๑๓.๑๖,)
๔.เป็นคนสอนเด็ก เป็นเด็กๆที่ไร้เดียงสา (๑ คร. ๑๓.๑๑, ๑๔.๒๐, อฟ. ๔.๑๔)
คำเปรียบเทียบนี้มีส่วนถูกต้องอยู่มาก เพราะสติปัญญาและความชอบธรรมของพระเจ้านั้นได้รับการบันทึกไว้ในพระคริสตธรรมคัมภีร์ แต่ปัญหามันอยู่ตรงที่ว่า ผู้ที่อ้างตนว่าเป็นยิวและดีกว่าคนอื่นนั้น อาจจะหลงตนเอง เพราะจริงๆแล้วความประพฤติและการกระทำก็ไม่แตกต่างกันเลย
ข้อคิด : เราคริสเตียนจะต้องพิจารณาตนเองว่า มีชีวิตที่แตกต่างชาติชาวโลกหรือไม่?
ดีแต่พูด(สอน)หรือเปล่า?
“ฉะนั้น ท่านซึ่งเป็นผู้สอนคนอื่นจะไม่สอนตนเองหรือ? เมื่อท่านเทศนาว่าไม่ควรลักทรัพย์ ตัวท่านเองลักหรือเปล่า? ท่านผู้ที่สอนว่าไม่ควรล่วงประเวณี ตัวท่านเองล่วงประเวณีหรือเปล่า? ท่านผู้รังเกียจรูปเคารพ ตัวท่านเองปล้นวิหารหรือเปล่า? ท่านผู้โออวดในธรรมบัญญัติ ตัวท่านเองยังลบหลู่พระเจ้าด้วยการประพฤติผิดธรรมบัญญัติหรือเปล่า?” (๒.๒๑-๒๓)
ในพระคัมภีร์ตอนนี้เปาโลมุ่งประเด็นไปที่ชาวยิวโดยตรง เป็นคำถามที่แทงใจดำของหลายคนที่อ้างว่านับถือพระเจ้า รับการการทรงเลือกเป็นพิเศษ และมีชีวิตที่สูงส่งกว่าคนธรรมดาสามัญ(คนต่างชาติ)ทั่วไป
ผู้สอนคนอื่น ภาษากรีก “ดิดาสโค” (didasko) หมายถึงคนที่สอนพระบัญญัติของพระเจ้า อาจจะสอนเป็นส่วนตัวหรือสอนในที่ประชุมตามธรรมศาลาก็ได้ ฉบับประชานิยมบอกว่า “ท่านสอนแต่คนอื่น ก็ทำไมจึงไม่สอนตัวเองบ้างเล่า?” ข้อคิด : คริสเตียนจะต้องสอนตนเองก่อนที่จะสอนคนอื่น เพราะเมื่อเราชี้นิ้วไปที่คนอื่น อีกสามนิ้วนั้นมันชี้กลับเข้ามาหาตัวเราเอง!
ผู้เทศนา ว่าไม่ควรลักทรัพย์ มาจากคำว่า “เครูสโซ” (kerusso) หมายถึงการประกาศ, ป่าวร้อง, เทศนาสั่งสอน คำต่อมาคือ “เคลพโท” (klepto) หมายถึงการฉกฉวยเอาของคนอื่นไปโดยไม่ได้รับอนุญาต การลัก, ขโมย, หรือยักยอก ซึ่งการกระทำเช่นนี้เป็นการทำผิดต่อพระบัญญัติของพระเจ้าข้อ ๘ “อย่าลักทรัพย์” (อพย. ๒๐.๑๕)
แต่ไหนแต่ไรมาแล้ว ที่ชาวยิวมีชื่อเสียงทางด้านความเฉลียวฉลาด ในการใช้เล่ห์เหลี่ยมทางการค้า พลิกแพลงเพื่อผลประโยชน์ของตนเอง
การล่วงประเวณี มาจากคำว่า “มอยคือโอ” (moicheuo) หมายถึงการทำผิดในเรื่องเพศ, ผิดประเวณีผัวเมียคนอื่น, อาจรวมไปถึงการได้เสียกันก่อนแต่งงาน, พระเยซูทรงเคร่งครัดในเรื่องนี้มาก พระองค์ตรัสว่าเพียงแต่มองหญิงด้วยสายตากำหนัดก็ล่วงประเวณีในใจกับหญิงนั้นแล้ว (มธ. ๕.๒๗-๒๘)
ผู้(รังเกียจ)รูปเคารพ ในภาษากรีกใช้คำว่า bdelussomai หมายถึงคนที่ไม่เชื่อพระเจ้านั้นเป็นคนที่น่ารังเกียจเดียดฉันท์ พระคัมภีร์บอกว่า “น่าเกลียดน่าชัง” (วว. ๒๑.๘) คำต่อมา “เอโดลอน” (eidolon) คืออะไรก็ตามที่มนุษย์ปั้นไม่ว่าจะเป็นอิฐหินปูนทราย(หล่อด้วยเหล็ก เงินและทองคำ)ขึ้นมาและกราบไหว้นมัสการมันเป็นพระเจ้า เปาโลบอกว่า “รูปนั้นไร้สาระ” (๑ คร. ๘.๔)
“ปล้นวิหาร” คำนี้กล่าวหาค่อนข้างรุนแรง “ฮิเอรอซูเลโอ” (hierorosuleo) อาจจะหมายถึงพระวิหารในกรุงเยรูซาเล็ม ปล้นคือการกระทำเยี่ยงโจร แย่งชิงเอา ทำโดยใช้อำนาจหรือโดยพละการ ทำในสิ่งที่ตนเองไม่มีสิทธิ์ ซึ่งเราสามารถนำมาใช้คริสเตียนได้คือ การแย่งชิงเอาพระเกียรติของพระเจ้า การไม่ถวายทรัพย์ในส่วนที่ควรถวาย เช่น สิบลดเป็นต้น หรือการเอาพระเจ้า(ของโบสถ์)ไปใช้เป็นส่วนตัว อาทิ รถยนต์ กล้องถ่ายรูป เครื่องเสียง กีต้าร์ เปียโน เก้าอี้และอื่นๆ
ผู้ยกย่องธรรมบัญญัติ “ท่านผู้โอ้อวดในธรรมบัญญัติ ตัวท่านเองยังลบหลู่พระเจ้าด้วยการประพฤติผิดธรรมบัญญัติหรือเปล่า” (๒. ๒๓) ชาวยิวนั้นภาคภูมิใจนักหนาว่า ตนเป็นเพียงพวกเดียวเท่านั้นที่พระเจ้าไว้วางใจและอวยพระ
พร พระองค์ทรงมอบธรรมบัญญัติให้ แต่การปฏิบัติตามพระบัญญัตินั้นเป็นอีกเรื่องหนึ่ง นี่เองเปาโลจึงบอกว่า พวกเขาได้
“ลบหลู่” พระเจ้า “อาทิมาโซ” (atimazo) หมายถึงทำสิ่งที่น่าอัปยศ ดูถูกดูหมิ่น และลบหลู่เกียรติของพระองค์ ลบหลู่พจนานุกรมให้คำจำกัดความว่า “ดูแคลน เหยียดหยาม”
เป็นที่ดูหมิ่น เพราะเหตุที่ยิวเป็นคนที่ดีแต่พูด(ถึงพระบัญญัติของพระเจ้า) แต่ไม่ทำตามคำสั่งสอนของพระองค์ เปาโลจึงกล่าวว่า “เพราะพระคัมภีร์เขียนไว้ว่า คนต่างชาติพูดหยาบหยามต่อพระนามของพระเจ้า ก็เพราะท่านทั้ง
หลาย” (๒.๒๔) โดยอ้างมาจากคำพูดของผู้เผยพระวจนะอิสยาห์ (อสย. ๕๒.๕) “บลาสเฟเมโอ” (blasphemeo) หมายถึงพูดหมิ่นประมาทพระเจ้า (มธ. ๙.๓) การพูดจาหยาบช้าต่อพระเยซูคริสต์ (ลก. ๒๒.๖๕) และคำตำหนิติเตียน (รม.๑๔.๑๖) หรือประณาม ก้าวร้าวและสาปแช่ง พระคัมภีร์ประชานิยมแปลว่า “ชนชาติอื่นสาปแช่งพระเจ้าเพราะชาวยิว”
บทเรียน : ผู้คนจะมีทัศนะคติที่ดีและไม่ดีต่อพระเจ้า ก็ขึ้นอยู่กับการที่เราคริสเตียนจะสำแดงชีวิตให้ปรากฏออกไป มิชชันนารีคนหนึ่งถามมหาตมะคานธีว่า “ทำอย่างไรที่จะให้คนอินเดียมาเชื่อพระเยซู?” คานธีตอบสั้นๆว่า “คริสเตียนจะต้องสำแดงพระเยซูให้ชัดเจนในชีวิตของเขา”
ยิวที่แท้จริง (๒.๒๕-๒๙)
“ถ้าท่านประพฤติตามธรรมบัญญัติ พิธีเข้าสุหนัตก็เป็นประโยชน์จริง แต่ถ้าท่านละเมิดธรรมบัญญัติ การที่ท่านเข้าสุหนัตนั้นก็เหมือนกับว่าไม่ได้เข้า” (๒.๒๕)
พิธีเข้าสุหนัต (Circumcision) ในภาษากรีก “เพริทอเม” (peritome) คือเมื่อเด็กชายชาวยิวอายุได้ ๘ วันก็จะตัดหนังหุ้มปลายองคชาติ ซึ่งเป็นพิธีสำคัญยิ่งของชาวยิว ที่พระเจ้าทรงสถาปนาขึ้นเป็นพันธสัญญาว่า พวกเขาเป็นของพระองค์แล้ว (ปฐก. ๑๗.๑๐) พวกยิวจะเชื่อฟังและนมัสการพระเจ้าเท่านั้น (ลวต. ๑๒.๓, ยน. ๗.๒๒-๒๓)
แต่เปาโลบอกว่า ความสำคัญมันไม่ได้อยู่ที่พิธีสุหนัต เพราะถ้าใครเข้าพิธีนี้แล้วแต่ไม่ประพฤติปฏิบัติตามพระบัญญัติของพระเจ้า มันก็เหมือนกับว่ายังไม่ได้เข้าสุหนัตนั่นแหละ ไม่มีประโยชน์อะไรเลย ก็เป็นเพียงการเชือดเนื้อถือหนังเท่านั้น
สุหนัตแท้ “เพราะว่ายิวแท้มิใช่คนที่เป็นยิวแต่ภายนอกเท่านั้น และการเข้าสุหนัตแท้ก็ไม่ใช่การเข้าสุหนัตที่ปรากฏที่เหนื้อหนังเท่านั้น คนที่เป็นยิวแท้คือคนที่เป็นยิวภายใน และการเข้าสุหนัตแท้นั้นเป็นเรื่องของจิตใจ” (๒.๒๘.๒๙)
ข้อคิด : ความสำคัญของการเป็นคริสเตียนไม่ได้อยู่ที่เกิดมาในครอบครัวที่พ่อแม่เชื่อในพระเจ้า ไม่ได้ขึ้นอยู่กับพิธีบัพติสมา การมาโบสถ์หรือการอธิษฐาน อ่านพระคัมภีร์ ถวายทรัพย์และทำกิจกรรมแบบคริสเตียน แต่อยู่ที่ภายในจิตใจที่ได้รับการเปลี่ยนแปลงใหม่จากพระเยซูคริสต์
ปุจฉา-วิสัชนา (๓.๑-๘)
พิธีสุหนัต ในพระธรรมโรมบทที่ ๓ ตอนต้นนี้เปาโลได้ใช้วิธีการ “ปุจฉา-วิสัชนา” โดยการตั้งคำถามขึ้นและให้คำตอบตามหลักของศาสนศาสตร์ “ถ้าเช่นนั้น พวกยิวจะได้เปรียบคนอื่นอย่างไร และการเข้าสุหนัตนั้นจะมีประโยชน์อะไร” (๓.๑) ท่านตอบว่า “มีประโยชน์อย่างมากในทุกสถาน” โทรพอส (tropos) แปลว่า มีประโยชน์อยู่เหมือนกัน (ไม่ไร้สาระ) ไม่ทางหนึ่งก็ทางใด
เช่น ยิวเป็นผู้ที่รับมอบให้รักษา “พระดำรัสสัญญาของพระเจ้า” ภาษาเดิม “โลกิออน” (logion) คือพระดำรัสอันทรงชีวิต (กจ. ๗.๓๘) พระวจนะของพระเจ้า (ฮบ. ๕.๑๒) พระภาษิตของพระเจ้า (๑ ปต. ๔.๑๑) มีความหมายคือ (๑) พระธรรมโทราห์ คือ ๕ เล่มแรกในพระคัมภีร์ (๒) หมายถึงพระคริสตธรรมคัมภีร์เดิมทั้งหมด ๓๙ เล่ม (๓) พระสัญญาเกี่ยวกับพระมาซีฮาห์ที่จะเสด็จมาช่วยอิสราเอลให้รอด
ความซื่อสัตย์ คำถามประการต่อมาคือ “ถึงมีบางคนไม่ซื่อสัตย์ ความไม่ซื่อสัตย์ของเขา(ชาวยิว)นั้นจะทำให้ความสัตย์ธรรมของพระเจ้าไร้ประโยชน์หรือ” (๓.๓) ไม่ซื่อสัตย์มาจากคำ “อาพิสเทโอ” (apisteo) แปลว่าไม่เชื่อ, ไม่มีความสัตย์จริง ตรงกันข้ามกับคำว่า “พิสทิส” (pistis) คือความเชื่อ, ความศรัทธาและความซื่อสัตย์ (ของพระเจ้า)
คำตอบของเปาโลก็ออกมาว่า “หามิได้เลย ถึงทุกคนจะอสัตย์ก็ขอให้พระเจ้าทรงสัจจะเถิด”
ความบริสุทธิ์ยุติธรรมของพระเจ้า (๓.๔-๘)
พระเจ้าทรงสัตย์ธรรม “ตามที่พระคัมภีร์ เขียนไว้ว่า เพื่อพระองค์จะได้ปรากฏว่า ทรงเป็นผู้สัตย์ธรรมในพระดำรัสทั้งหลายของพระองค์ และทรงมีชัยเมื่อเขาวินิจฉัยพระองค์” (๓.๔)
เปาโลยืนยันโดยอ้างจากพระคัมภีร์เดิม (สดดง ๕๑.๔) ว่า ไม่ว่าจะมีอะไรเกิดขึ้นก็ตาม ก็ไม่สามารถทำให้พระเจ้าเปลี่ยนแปลงได้เลย ในภาษากรีก “ดิไคออโอ” (dikaioo) หมายถึงถูกต้อง, ชอบธรรม, พ้นโทษ, ยุติธรรม, ผู้ที่ได้รับการพิสูจน์แล้วว่าไม่มีความผิด คำนี้ปรากฏอยู่ราว ๔๐ ครั้ง เป็นภาพของฟ้องร้องต่อสู้คดีกันในศาล ระหว่างฝ่ายโจทก์กับจำเลย และฝ่ายจำเลยได้แก้ข้อกล่าวหาและแสดงความบริสุทธิ์ของตนเอง แล้วถูกตัดสินว่เป็นฝ่ายชนะในที่สุด
คำถามแปลกๆ “แต่ถ้าความชั่วร้ายของเราเป็นเหตุให้เห็นความชอบธรรมของพระเจ้าเราจะว่าอย่างไร จะว่าพระเจ้าทรงลงพระอาชญาโดยไม่ยุติธรรมอย่างนั้นหรือ(ข้าพเจ้าพูดอย่างมนุษย์)” (๓.๕) เปาโลได้ยกคำถามของพวกยิวมาอ้างอีก เหมือนกับการพูดว่า เพราะมีผู้ร้ายเกิดขึ้น จึงทำให้ตำรวจมีความหมายมากขึ้น หรือมีเชื้อโรคต่างๆจึงทำให้แพทย์มีความจำเป็นและได้รับการยกย่อง
ดังนั้น มีบางคนกล่าวว่า เพราะมีความชั่วร้ายของมนุษย์นั่นแหละ จึงทำให้คนมองเห็นพระสิริ(ความบริสุทธิ์, สัตย์ธรรม)ของพระเจ้าชัดเจนขึ้น นี่เป็นความคิดที่ถูกต้องตามหลักการของเป็นความจริงไหม?
คำตอบปฏิเสธ “ไม่เป็นเช่นนั้นเลย เพราะถ้าเป็นเช่นนั้นแล้วพระเจ้าจะทรงพิพากษาโลกได้อย่างไร” (๓.๖)
คิดในแง่ของมนุษย์อย่างง่ายๆว่า ถ้าผู้พิพากษาไม่มีความยุติธรรมจะเป็นผู้พิพากษาได้อย่างไร พระคัมภีร์ยินยันว่า “พระเจ้าทรงเป็นผู้พิพากษาที่ชอบธรรม และเป็นผู้ประทานคำพิพากษาทุกวัน” (สดด. ๗.๑๑) เปาโลบอกว่า “องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงเป็นผู้พิพากษาอันชอบธรรม” (๒ ทธ. ๔.๘)
แก้ข้อกล่าวหา มีบางคนแอบอ้างและบอกกันต่อๆไปว่าเปาโลสอนในทำนอง “ทำชั่วเพื่อจะให้เกิดความดี” หรือทำบาปทำชั่วเยอะๆยิ่งดีเพื่อให้พระเจ้าสำแดงพระคุณมากขึ้น (๓.๘) เหมือนในโรมบทที่ ๕.๒๐ “ที่ใดมีบาปปรากฏขึ้นมา ที่นั่นพระคุณจะไพบูลย์มากยิ่งขึ้น” (๕.๒๐)
แต่ความจริงก็คือ แม้ไม่มีมนุษย์หรือบาป พระเจ้าก็ทรงไว้ซึ่งความยุติธรรมเสมอ!
Read More
บาปของคนอิสราเอล
โรม ๒.๑-๓.๘
คำนำ
ในพระคัมภีร์ตอนนี้ เปาโลอธิบายว่าไม่ใช่คนต่างชาติเท่านั้นที่ถูกพระเจ้าพิพากษาลงโทษ แต่คนอิสราเอลก็ต้องถูกลงโทษเหมือนกัน เพราะเมื่อชาวยิวกล่าวหาคนอื่น ตนเองก็ยังทำเช่นนั้นอยู่เหมือนกัน เข้าทำนอง “ว่าแต่เขา อิเหนาเป็นเอง” หรือปากว่าตาขยิบ
การประณามคนต่างชาติว่าบาปหนาอธรรมนั้นสมควรแล้ว เพราะพวกเขาทำชั่ว โหดร้าย กราบไหว้รูปเคารพ ผิดประเวณีและรักร่วมเพศ แต่การพูดว่าคนอิสราเอลเป็นคนบาป นับว่าเป็นการกล่าวหาที่รุนแรงพอสมควร ชาวยิวส่วนใหญ่รับไม่ได้ ในสมัยพระคัมภีร์มีบรรดาผู้เผยพระวจนะของพระเจ้า ที่กล่าวหายิวในทำนองนี้ เขาจึงถูกข่มเหงและถูกประหารชีวิต เมื่อพระเยซูเสด็จมาในโลกนี้ พระองค์ก็กล่าวหาว่ายิวเป็นลูกของมารซาตาน ไม่ใช่เป็นลูกของอับราฮัม(ดังที่พวกเขากล่าวอ้างด้วยความภาคภูมิใจ) ด้วยเหตุนี้แหละทำให้พระองค์ทรงถูกจับ ถูกทรมาน และถูกตรึงตายที่บนไม้กางเขน
การพิพากษาคนอิสราเอล (รม. ๒.๑-๕)
พระคัมภีร์ตอนนี้มีชื่อว่า “การพิพากษาอันยุติธรรมของพระเจ้า” เปาโลเริ่มด้วยข้อความดังนี้ “เหตุฉะนั้น มนุษย์เอ๋ย ไม่ว่าท่านจะเป็นใคร เมื่อท่านกล่าวโทษผู้อื่นนั้น ท่านไม่มีข้อแก้ตัวเลย เพราะเมื่อท่านกล่าวโทษผู้อื่น ท่านก็ได้กล่าวโทษตัวเองด้วย เพราะว่าท่านที่กล่าวโทษเขา ก็ยังประพฤติอยู่อย่างเดียวกับเขา” (๒.๑)
มนุษย์เอ๋ย “แอนโทรพอส” (anthropos) จากเนื้อความตอนนี้และตอนต่อๆไป ทำให้เห็นชัดเจนว่า เปาโลเจาะจงไปที่พวกยิวเป็นอันดับแรก เพราะพวกเขาถือว่าตนเองเป็นลูกของอับราฮัม มีพระบัญญัติของพระเจ้า ได้เข้าพิธีสุหนัต ถือตนว่ามีเกียรติศักดิศรีของความเป็นคนมากกว่าชนชาติใดๆ รับบีบางคนถึงกับบอกว่าคนต่างชาติเป็นเหมือนสุนัข บางคนก็ยอมรับว่า พระเจ้าทรงสร้างคนต่างชาติก็จริง แต่สร้างเพื่อเป็นฟืนสำหรับเผาในบึงไฟนรก
การกล่าวโทษ “คริโน” (krino) หมายถึงการกล่าวหา, การตำหนิติเตียน, การตัดสิน, การฟ้องคนอื่น, และการพิพากษาลงโทษคนอื่น พระเยซูทรงสอนว่า “อย่ากล่าวโทษเขา เพื่อพระเจ้าจะไม่ทรงกล่าวโทษท่าน เพราะว่าท่านทั้งหลายจะกล่าวโทษเขาอย่างไร พระเจ้าจะทรงกล่าวโทษท่านอย่างนั้น” (มธ. ๗.๑-๒)
บทเรียนสำหรับคริสเตียน เราต้องระมัดระวังเมื่อเวลาไม่พอใจหรือโกรธ เรามักจะไวในการกล่าวโทษคนอื่น บางคนโกรธในความบาปของคนอื่น แต่บาปในตัวของเราเองกลับไม่รู้สึกและมองไม่เห็น พระเยซูยกตัวอย่างคนที่บอกแก่เพื่อนว่า ให้เราเขี่ยผงออกจากตาของคุณ แต่ไม้ทั้งท่อนที่อยู่ในตาตนเองนั้นกลับไม่ใส่ใจ
การพิพากษา เปาโลกล่าวว่า “การที่พระเจ้าทรงพิพากษาลงโทษคนที่ประพฤติเช่นนั้นก็สมควรจริงๆ” ภาษากรีกคือ “คริมา” (krima) หมายถึงมีโทษ, รับการตัดสิน, รับการพิพากษา, ถูกปรับโทษ เรื่องนี้ทำให้เราคิดขณะที่พระเยซูคริสต์ถูกตรึงที่บนไม้กางเขน โจรคนหนึ่งกล่าวเยาะเย้ยถากถางพระองค์ว่า “ถ้าเป็นพระเจ้าจริงก็จงช่วยตนเองสิ ลงไปจากกางเขนและช่วยข้าด้วย” แต่โจรอีกคนหนึ่งก็ปรามเขาว่าอย่าพูดอย่างนั้น “เจ้าเป็นคนที่ถูกโทษเหมือนกัน”(ลก. ๒๓.๔๐)
การยอมรับว่าเป็นตนเองคนบาปก็ง่ายกว่าต่อสู้กับความจริงจากพระวจนะของพระเจ้า!
ถึงเป็นยิวก็ไม่รอด เปาโลได้ตั้งคำถามในโรม ๒.๓-๔ คนอิสราเอลคิดหรือว่าพระเจ้าจะมองข้ามความผิดบาปของพวกเขาไป คิดหรือว่าจะรอดพ้นจากพระอาชญาของพระองค์ได้โดยใช้ระบบ “เส้นสาย” เมื่อพระเจ้าทรงพิพากษานั้นไม่ได้ดูจากหน้าตา ผิวพรรณ เชื้อชาติ แต่ทรงดูที่ชีวิตและพฤติกรรมของแต่ละคน
พระคัมภีร์ฉบับประชานิยมแปลดังนี้ “แล้วท่านเล่ายังขืนกล่าวโทษคนอื่น ทั้งๆที่ท่านเองก็ทำชั่ว ท่านคิดหรือว่า
ท่านจะหลบหลีกพ้นโทษของพระเจ้าไปได้มากกว่าเขา หรือบางทีท่านอาจจะดูหมิ่นความกรุณาและความอดทนอย่างใหญ่หลวงของพระองค์ไปกระมัง ท่านไม่รู้หรือว่า ที่พระเจ้าทรงพระเมตตาต่อท่าน ก็เพื่อจะนำท่านให้กลับใจเลิกทำบาป”
อย่างแรกชาวยิวได้ “ประมาทพระกรุณาคุณอันอุดมของพระเจ้า” ภาษากรีก “คเรสทอส” (chrestos) หมายถึงความดี, พอเหมาะ, การทรงโปรด, และพระเมตตาซึ่งมีอย่างเหลือล้น(อันอุดม) อย่างที่สองพวกเขามองไม่เห็นความสำคัญและคิดว่า “ความอดกลั้นพระทัยและความอดทนของพระองค์” เป็นสิ่งเล็กน้อย “อาโนเค” (anoche) และคำว่า “มาครอธูเมีย” (makrothumia) เป็นคำที่มีความสำคัญที่บ่งบอกถึงพระลักษณะของพระเจ้า ซึ่งทรงอดกลั้นพระทัยไว้ช้านาน (รม. ๙.๒๒, ๑ ทธ. ๑.๑๖, ๒ ปต. ๓.๑๕) บางครั้งหมายถึงความเพียร (ฮบ. ๖.๑๒)
ข้อคิด : คริสเตียนที่รัก ถ้าพระเจ้าจะทรงลงโทษตามความผิดบาปของเรา จะเป็นอย่างไร?
ใจแข็งและกลับใจ “แต่เพราะท่านใจแข็งกระด้าง ไม่ยอมกลับใจ ท่านจึงส่ำสมโทษให้ตัวเอง ในวันที่พระเจ้าทรงลงพระอาชญา ซึ่งพระองค์ทรงสำแดงการพิพากษาลงโทษที่เที่ยงธรรมให้ประจักษ์” (๒.๕) เปาโลบอกถึงพระคุณของพระเจ้าแล้ว แต่ชาวยิวมีท่าทีประการแรกคือ “ใจแข็งกระด้าง” ซะคเลรอเทส (sklerotes) คนไทยบอกว่าใจแข็งเป็นหิน หรือกระด้างกระเดื่อง, แข็งข้อ, เอาใจออกห่าง, ไม่ยอมสวามิภักดิ์ ประการต่อมาชาวยิวไม่ยอมกลับใจใหม่ ในภาษากรีกใช้สองคำคือ “อาเมทานอเอทอส” (ametanoetos) กับคำว่า “คาร์เดีย” (kardia) ปรากฏอยู่ในพระคัมภีร์ใหม่ราว
๑๖๐ ครั้ง ตามปกติเมื่อใครก็ตามที่ได้ยินพระวจนะของพระเจ้าแล้ว ย่อมจะเปลี่ยนความคิดและเปลี่ยนใจเสียใหม่ แต่เปาโลบอกว่า ชาวยิวไม่ยอมเลย
ส่ำสมโทษ มาจากคำว่า “เธเซาริโซ” (thesaurizo) ภาษากรีกคำนี้เป็นภาษาทางธุรกิจ เมื่อคนหนึ่งคนใดนำเงินของตนเองไปฝากไว้ในธนาคาร เงินนั้นก็จะเพิ่มจำนวนขึ้นเรื่อยๆ พร้อมกับดอกเบี้ยตามอัตราด้วย พระเยซูตรัสถึงการส่ำสมทรัพย์สมบัติไว้ในสวรรค์ (มธ.๖.๒๐) เปาโลบอกให้คริสเตียนโครินธ์สะสมเงินไว้บ้าง (๑ คร. ๑๖.๒)
ในกรณีของชาวยิวในที่นี่ นับว่าเป็นอันตรายต่อจิตวิญญาณเป็นอย่างมาก เพราะเขาได้สะสมโทษทัณฑ์แห่งความผิดบาปให้กับตนเอง
ข้อคิด : คริสเตียนควรจะสะสมทรัพย์สมบัติไว้ในสวรรค์ สะสมบำเหน็จรางวัล แต่อย่าสะสมความผิดบาปไว้
วันแห่งการลงโทษ “ในวันที่พระเจ้าทรงลงพระอาชญา” (ข้อ ๕) คำในภาษากรีกคือ “ออร์เก” (orge) แปลว่าพระพิโรธ, ความโกรธ, พระนิเคราะห์ ซึ่งจะเกิดขึ้นในวาระสุดท้าย เมื่อพระเยซูคริสต์เสด็จกลับมาพิพากษามวลมนุษย์ ซึ่งเรียกกันหลายอย่างเช่น วันแห่งพระเยซูเจ้า (๒ คร. ๑.๑๔) วันพิพากษาโทษ (มธ. ๑๑.๒๒) วันของพระเจ้า (๒ ปต. ๓.๑๒) และวันของพระคริสต์ (ฟป. ๒.๑๖)
บางครั้งการพิพากษาของมนุษย์เอนเอียง เพราะเห็นแก่หน้า หรือข้อมูลไม่ครบ และเป็นไปตามอารมณ์ แต่ว่าการพิพากษาของพระเยซูคริสต์นั้นบริสุทธิ์ ยุติธรรมและเที่ยงธรรมที่สุด!
คนยิวกับคนต่างชาติ (รม. ๒.๖-๑๑)
ในพระคัมภีร์ตอนนี้บอกอย่างชัดเจนว่า พระเจ้าไม่ทรงเห็นแก่หน้าผู้ใด ไม่ว่าจะเป็นคนยิวหรือต่างชาติล้วนอยู่ในมาตรฐานเดียวกันหมด “เพราะพระองค์จะประทานแก่ทุกคนตามควรแก่การกระทำของเขา” (ข้อ ๖)
เปาโลได้ย้ำให้ชาวโรมันทราบว่า พระเจ้าจะทรงพิพากษาตามกระกระทำ “อาพอดิโดมิ” (apodidomi) มีความหมายถึงคนบาปก็ต้องชดใช้หนี้(บาป), จัดการคืนให้, ให้ผลตอบแทน ดาวิดกล่าวถึงเรื่องนี้ว่า “พระเจ้าจะทรงสนองมนุษย์ตามการงานของเขา” (สดด. ๖๒.๑๒) “พระองค์จะทรงเรียกเอาจากคน ตามการกระทำของเขา” (สภษ. ๒๔.๑๒)
ในทำนองเดียวกัน พระเยซูคริสต์ตรัสถึงรางวัลว่า “พระองค์จะประทานบำเหน็จให้ทุกคนตามการกระทำของตน” (มธ. ๑๖.๒๗)
(๑)คนกลุ่มแรกกระทำ ๔ อย่าง “พากเพียรทำความดี แสวงหาศักดิ์ศรี เกียรติและความเป็นอมตะนั้น” ผลที่จะ
ได้รับจากพระเจ้า คือ “พระองค์จะประทานชีวิตนิรันดรให้” (ข้อ ๗) แสวงหามาจากคำว่า “เคเทโอ” (keteo) คือมีความ
ตั้งใจ, การเสาะหาอย่างแท้จริง “แสวงหาแผ่นดินของพระเจ้าและความชอบธรรมของพระองค์ก่อน” (มธ. ๖.๓๓) อุตส่าห์ดั้นด้นหา เหมือนคนที่เที่ยวตามหาแกะตัวหนึ่งที่หลงหายไปนั้น จนกว่าจะพบและนำกลับมาด้วยความยินดี (มธ. ๑๘.๑๒)
ความดี ศักดิ์ศรี เกียรติและอมตะ[1]เป็นเรื่องจิตวิญญาณนิรันดร ไม่ใช่สิ่งที่อยู่ในโลก!
(๒)คนกลุ่มที่สอง คือคนที่ยกตนข่มท่าน (คนที่ชอบทะเลาะทุ่มเถียงกัน ฟป. ๑.๑๗, ยก. ๓.๑๔) ไม่ประพฤติตามสัจจะ แต่ประพฤติชั่ว ผลตอบแทนคือถูกลงพระอาชญา พระคัมภีร์ใช้สองคำคือ พระพิโรธ thumos หมายถึงความโกรธของพระเจ้าต่อความผิดบาป อีกคำหนึ่งคือ orge หมายถึงการลงพระอาชญาของพระเจ้าต่อคนชั่ว ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความบริสุทธิ์ยุติธรรมของพระองค์ ฉบับประชานิยมแปลว่า “คนเหล่านี้จะต้องเผชิญความเกรี้ยวกราดและพระพิโรธของพระเจ้า”
พระเดชของพระเจ้า “ความทุกขเวทนาจะเกิดแก่ทุกคนที่ประพฤติชั่ว แก่พวกยิวก่อนและคนต่างชาติด้วย” พระคุณของพระเจ้า “ศักดิ์ศรี เกียรติและสันติสุขจะเกิดแก่ทุกคนที่ประพฤติดี แก่พวกยิวก่อนและคนต่างชาติด้วย” (๒.๙-๑๐) ดังนั้น จะเห็นว่าคนยิวกับคนไม่ใช่ยิวมีโอกาสรับความรอดหรือตกนรกพอๆกัน “เพราะพระเจ้าทรงไม่เห็นแก่หน้าผู้ใดเลย” (๒.๑๑)
มาตรฐานเดียว (รม. ๒.๑๒-๑๖)
เปาโลก็มาถึงคำถามที่ว่า ชาวยิวมีธรรมบัญญัติ ส่วนต่างชาติไม่มี แล้วพระเจ้าจะเอามาตรฐานอะไรมาพิพากษาเล่า? ท่านได้ให้คำตอบในที่นี่ว่า
(๑)คนต่างชาติ “คนทั้งหลายที่ไม่มีธรรมบัญญัติและทำบาปจะต้องพินาศโดยไม่อ้างธรรมบัญญัติ” คือพระองค์จะทรงตัดสินโทษตามการกระทำของแต่ละคน แล้วแต่จะดีหรือชั่ว (๒.๑๒) เปาโลบอกว่า คนต่างชาติแม้ไม่มีพระบัญญัติ แต่จิตสำนึกผิดชอบชั่วดีก็อยู่ในใจของมนุษย์ทุกคนอยู่แล้ว สิ่งนี้แหละจะสนับสนุนหรือกล่าวโทษเจ้าตัวคนนั้นเอง
เปาโลบอกว่า คนต่างชาติแม้ไม่มีธรรมบัญญัติแต่ก็มีหลักของธรรมบัญญัติจารึกอยู่ในใจ “และใจสำนึกผิดชอบก็เป็นพยานของเขาด้วย ความคิดขัดแย้งต่างๆนั้นแหละจะกล่าวโทษเขาหรืออาจจะแก้ตัวให้เขา” (๒.๑๕)ใจสำนึกผิดชอบ(conscious) คือความมีสติ, ตื่นตัว, ตระหนักรู้และจิตสำนึก มาจากภาษากรีก “ซุนเอเดซิส” (suneidesis) สิ่งนี้พระเจ้าทรงใส่ไว้ในชีวิตของมนุษย์ทุกคน
นักเทศน์ชอบยกตัวอย่างเรื่องสองพ่อลูกขโมยแตงโม โดยให้ลูกเฝ้าต้นทางไว้และพ่อปีนรั้วเข้าไปในไร่ ครู่เดียวลูกชายก็ร้องขึ้นว่า “พ่อ พ่อ มีคนเห็น” ผู้เป็นพ่อจึงรับปีนกลับออกมาและถามว่า “ใครเห็นล่ะลูก?” ลูกชายเอามือชี้ขึ้นไปบนฟ้าแล้วตอบว่า “พระเจ้าเห็นครับ”
(๒)คนยิว “คนทั้งหลายที่มีธรรมบัญญัติและทำบาป จะต้องมีโทษตามพระบัญญัติ” คือเอาพระบัญญัติ ๑๐ ประการของพระเจ้ามาเป็นไม้วัดกันเลย พระบัญญัติมาจากคำว่า “นอมอส” (nomos) คำนี้ปรากฏอยู่เกือบสองร้อยครั้งในพระคัมภีร์ใหม่ ที่ภูเขาซีนายนั้นพระเจ้าตรัสแก่คนอิสราเอลว่า “ผู้ใดไม่ดำรงถ้อยคำแห่งพระบัญญัตินี้โดยการกระทำตาม ให้ผู้นั้นรับคำแช่งสาป” (ฉธบ. ๒๗.๒๖)
คนชอบธรรมที่แท้จริง “ดิไคออโอ” (dikaioo) ตามหลักพระคัมภีร์ มนุษย์เป็นคนบาป(ต้องพบกับความพินาศฝ่ายจิตวิญญาณ)จะเป็นคนชอบธรรม (righteousness) ด้วยตัวเองไม่ได้ ต้องขึ้นอยู่กับพระเมตตากรุณาของพระเจ้า ที่ชำระเราให้เป็นคนบริสุทธิ์โดยพระโลหิตของพระเยซูคริสต์ (๒ คร. ๕.๒๑)
“เพราะว่าคนที่ฟังธรรมบัญญัติเท่านั้นหาใช่ผู้ชอบธรรมในสายพระเนตรของพระเจ้าไม่ คนที่ประพฤติตามพระบัญญัติต่างหากที่พระองค์ทรงถือว่าเป็นผู้ชอบธรรม” (๒.๑๓)
เปาโลได้แยกแยะให้เห็นว่ามีคนอยู่สองพวก คือ (ก) คนที่ฟังพระบัญญัติเท่านั้น (ข)คนที่ฟังและปฏิบัติตาม ยา
กอบกล่าวว่าใครก็ตามที่เพียงแต่ฟังก็เป็นคนหลอกลวงตนเอง เหมือนกับดูหน้าในกระจกเงาแล้วก็ไป “แต่คนที่ประพฤติปฏิบัติตาม ผู้นั้นก็ได้รับความสุขเพราะการกระทำของตน” (ยก. ๑.๒๒-๒๕)
ความลับถูกเปิดเผย เปาโลบอกว่า “ในวันที่พระเจ้าทรงพิพากษาความลับของมนุษย์โดยพระเยซูคริสต์ ทั้งนี้ตามข่าวประเสริฐที่ข้าพเจ้าประกาศไปนั้น” (๒.๑๖) ความลับมาจากคำว่า “ครูพทอส” (kruptos) สิ่งที่อยู่ในที่ลี้ลับ, สิ่งที่แอบเก็บเอาไว้เงียบๆ, เรื่องราวที่ปิดบังไว้, สิ่งที่ซ่อนอยู่ในภายจิตใจ, รวมความแล้วหมายถึงความบาปของมนุษย์ที่เจ้าตัวปิดบังซ่อนไว้จะต้องถูกเปิดเผยโดยการพิพากษาของพระเยซูคริสต์ สิ่งที่เราทำในที่ลับก็จะถูกเปิดเผยออกต่อสาธารณะชน
[1] ชีวิตนิรันดร์ (อมตะ) เป็นชีวิตที่ผูกพันใกล้ชิดกับพระเจ้าโดยไม่มีที่สิ้นสุด (ยน. ๑๗.๓) เป็นชีวิตที่ครบบริบูรณ์ (ยน. ๑๐.๑๐) คือมีสันติสุขแท้ ท่ามกลางความทุกข์โศกและปัญหาในปัจจุบัน เป็นชีวิตที่ไม่อาจหาได้จากที่ใด นอกจากในพระเยซูคริสต์ ผู้ใดที่เชื่อวางใจและติดตามพระองค์จะได้รับชีวิตนิรันดร์ ชีวิตนิรันดร์นี้เริ่มตั้งแต่วินาทีที่ผู้เชื่อกลับใจบังเกิดใหม่ แต่จะสมบูรณ์และปราศจากความทุกข์ทั้งสิ้นเมื่อไปอยู่กับพระเจ้า
Read Moreคำเทศนา-ธวัช เย็นใจ
เลียนแบบพระคริสต์
๑ คร. ๑๑.๑
คำนำ
“อันลิงช้างกลางป่านำมาหัด
สารพัดฝึกได้ดังใจหมาย
เกิดเป็นคนฝึกไม่ได้มันน่าอาย
หัดทำดีฝึกแพ้ควายควรอายลิง”
“ท่านทั้งหลายจงปฏิบัติตามอย่างข้าพเจ้า เหมือนอย่างที่ข้าพเจ้าปฏิบัติตามอย่างพระคริสต์” – มีคริสเตียนบางคนพูดว่า “อย่าเลียนแบบข้าพเจ้า แต่จงเลียนแบบพระเยซูคริสต์” (เพราะรู้ว่าพระเยซูดี แต่ตนเองไม่ดี) มีรถยนต์คันหนึ่งเขียนติดที่กระจกหลังว่า “อย่าตามผม เพราะผมกำลังหลงทาง” รถสิบล้อคนหนึ่งเขียนติดที่บังโตคลนหลังว่า “คนดีกว่าพี่ก็มี แต่ว่าเขาได้ตายไปแล้ว!”
เลียนแบบ : ตามความหมายของพจนานุกรม “เอาอย่าง, ทำให้เหมือนหรือคล้ายคลึงกัน (to copy) ฉบับ NIV example of Christ) สิ่งสำคัญจะต้องมีแม่แบบก่อน แล้วจึงจะสามารถเลียนแบบได้ มีคนบอกว่า คนไทยและคนจีนเป็นชาติที่เลียนแบบได้เก่งที่สุดในโลก สินค้าทุกแบรนด์เนมออกมา สามารถก๊อปปี้ได้หมด!
ยุคของการเลียนแบบ
(๑)การเลียนแบบ
“การเลียนแบบ” มาจากภาษากรีก mimetes คำนี้ปรากฏใน (๑) ๑ คร. ๔.๖ เปาโลบอกว่า “ขอให้ทำตามอย่างข้าพเจ้า” (๑) ๑ คร. ๑๑.๑ จงปฏิบัติตามอย่างข้าพเจ้า (๓) อฟ. ๕.๑ ท่านจงเลียนแบบของพระเจ้า (๔) ๑ ธส. ๑.๖ ท่านจงทำตามอย่างเรา (๕) ฮบ. ๖.๒ ให้ทำตามเยี่ยงอย่างคนเหล่านั้นที่มีความเชื่อและความเพียร
(๒)คนชอบเลียนแบบ
แค่ไหนแต่ไรคนไทยเราได้ชื่อว่า “นักเลียนแบบ” เราชอบเลียนแบบดาราหนัง, ดาราละคร, คนที่มีชื่อเสียงโด่งดัง, เลียนแบบเครื่องแต่งกาย ทรงผม ใบหน้า แต่ก่อนโน้นเราเลียนแบบฝรั่ง ต่อมาเลียนแบบญี่ปุ่น และทุกวันนี้เลียนแบบเกาหลี การเลียนมีทั้งดีและไม่ดี เลียนแบบเทป(ผีซีดีเถื่อน ซึ่งเป็นสิ่งที่ผิดกฎหมาย)
สมัยเป็นวัยรุ่นผมเลียนชอบแบบเอลวิส เพรสลีย์ คือใส่กางเกงน้อง เสื้อพ่อ ผมทรงสูง ใส่รองเท้าบูทติดสเปอร์ ร้องเพลงจีไอบลู เลิฟมีเทนเดอร์ วีวาลาสเวกัส แต่สมัยนี้พวกสาวๆอยากจะจมูกโด่ง คางเรียวและตาโตเหมือนญี่ปุ่นและเกาหลี
เลียนแบบพระคริสต์
(๑)ต้องมีแม่แบบ
การที่จะเลียนแบบอะไรสักอย่างหนึ่งนั้น ต้องมีแม่แบบ (บล็อก) ลูกศิษย์มีครูเป็นแบบ น้องมีพี่เป็นแบบ
คริสเตียนมีพระเยซูเป็นแบบ สมาชิกในคริสตจักรมีผู้ศิษยาภิบาลและผู้นำแบบ ลูกมีแม่เป็นแบบ ลูกไม้หล่นไม่ไกลต้น(ดังคำกล่าว “จะดูวันให้ดูหาง จะดูนางให้ดูแม่ จะดูให้แน่ต้องดูถึงยาย”)
(๒)ตัวอย่างจากพระคัมภีร์
โมเสสเป็นแบบอย่างแก่โยชูวาตลอดเวลา ๔๐ ปี ผู้เผยพระวจนะเอลียาห์เป็นแบบอย่างแก่เอลีชา ยายโลอีสกับแม่ยูนีสเป็นแบบอย่างแก่ทิโมธี (สืบทอดความเชื่อแก่คน ๓ รุ่น) ในวันนี้ พระเจ้าทรงเรียกคุณ ผมและทุกคนให้เป็นแบบอย่างแก่คนอื่น “ให้คนมองเห็นพระเยซูคริสต์ในชีวิตของเรา”
มธ. ๑๑.๒๘-๒๙ คำเชิญชวนของพระเยซูคริสต์ “บรรดาผู้ทำงานเหน็ดเหนื่อยและแบกภาระหนัก จงมาหาเรา และเราจะให้ท่านทั้งหลายหายเหนื่อยเป็นสุข จงเอาแอกของเราแบกไว้แล้วเรียนจากเรา เพราะว่าเราสุภาพและใจนอบน้อม และจิตใจท่านทั้งหลายจะได้พัก”
ที่พักใจคือพระเยซู แต่ก่อนที่จะมาถึงขั้นนี้จะต้อง “เรียน” (ภาษากรีก mathnano) คือการฟัง, ได้ยิน, และเลียนแบบ!
เมื่อเร็วๆนี้มีเด็กหญิงคนหนึ่งดูละคร และเห็นนางเอกผูกคอตายที่กิ่งไม้ จึงทำเลียนแบบบ้างและเสียชีวิต แต่คนที่เลียนแบบพระเยซูจะได้ชีวิต(นิรันดร์)
พระเยซูทรงเป็นอย่างไร
เปาโลได้เลียนแบบอย่างจากพระเยซูคริสต์ และให้คริสเตียนทั้งหลายเลียนแบบจากเปาโล!
พระคัมภีร์ฉบับประชานิยม “จงเลียนแบบข้าพเจ้า เหมือนที่ข้าพเจ้าเลียนแบบพระเยซู” (๑ คร. ๑๑.๑) สิ่งที่น่านำมาพิจารณาในที่นี้คือ พระเยซูคริสต์มีลักษณะเป็นอย่างไร? ฟป. ๒.๑-๑๑
(๑)ฐานะพระเยซูคริสต์
บอกอย่างชัดเจนถึงฐานะตำแหน่งของพระเยซูคือ “ทรงเป็นองค์พระผู้เป็นเจ้า” (ข้อ ๑๑) เยซู(Jesus)แปลว่าผู้ช่วยให้รอด, ช่วยให้พ้นบาป พ้นนรกและประทานชีวิตนิรันดร์ในสวรรค์ พระคริสต์(Christ)แปลว่ากษัตริย์เหนือกษัตริย์ ผู้ครอบครองเหนือจิตใจและจิตวิญญาณของมนุษย์ องค์พระผู้เป็นเจ้า(Lord)คือจอมเจ้านาย, ผู้ยิ่งใหญ่สูงสุด
(๒)แบบอย่างจากพระคริสต์
พระคัมภีร์ใช้คำว่า “ในพระคริสต์” (ฟป. ๒.๑) มีกำลังใจมากขึ้น, ความรักและการปลอบประโลมใจ, มีความกรุณาปรานี, มีความรักใคร่ปรองดองกัน, มีความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียว, มีความถ่อมใจลง, ไม่ถือตนว่าอยู่สูงส่งและเป็นพระเจ้า, เสียสละตายเพื่อช่วยเหลือคนอื่น – เราคริสเตียนควรจะมีสิ่งเหล่านี้ด้วยเช่นกัน!
“ท่านจงมีน้ำใจต่อกันเหมือนอย่างพระเยซูคริสต์” (ฟป. ๒.๕) นี่คือการเลียนแบบอย่างของพระองค์
ในช่วงสงครามโลก ประเทศอังกฤษต้องเชิญวิกฤติอย่างมากทั้งทางด้านการเมืองและเศรษฐกิจ ทหารอเมริกันเห็นเด็กชายจรจัดคนหนึ่งจ้องดูขนมโดนัทจากนอกกระจกร้าน เขาจึงได้เข้าไปซื้อขนมโดนัท ๑ กล่องและออกมายื่นให้เด็ก พอเขาจะเดินจากไป เด็กคนนั้นถามว่า “คุณเป็นพระเจ้าหรือ?”
สรุป
-ชาวอินเดียจะเลียนแบบมหาตมะคานธี, ชาวโบลีเวียจะชื่นชมเชกูวารา, คนเกาหลีเหนือบูชาคิม จอง อิล, คนจีนนับถือขงจื้อ,
-สำหรับคริสเตียนเรามีพระเยซูคริสต์ และเลียนแบบอย่างจากพระองค์
-๑ คร. ๘.๖ “สิ่งสารพัดบังเกิดขึ้นมาจากพระองค์ และเราเป็นมาเพื่อพระองค์ เรามีพระเยซูคริสต์เจ้าองค์เดียว และสิ่งสารพัดเกิดขึ้นโดยพระองค์ และเราก็เป็นมาโดยพระองค์”
Read More
พระเจ้าทรงปล่อยเขา
โรม ๑.๒๖-๓๒
คำนำ
คนที่เป็นชาวสวนรู้ดีว่า เมื่อผลไม้พันธุ์ดีได้กลายพันธุ์ไปแล้ว มันจะมีรสชาติเปลี่ยนจากดั้งเดิม เช่น มะขาม มะม่วง เงาะ ถ้าปล่อยต่อไปก็จะเปรี้ยวขึ้นเรื่อยๆ เหมือนกับชีวิตของมนุษย์คู่แรกของโลกนั้น พระเจ้าทรงสร้างมาอย่างดีเลิศและเป็นพระพร แต่ต่อมาเขาทั้งสองได้เชื่อฟังคำของมารซาตาน และหลงไปจากพระสิริของพระเจ้า ชีวิตจึงเปลี่ยนไปชั่วร้ายและถูกแช่งสาป
พระธรรมโรมตอนนี้อธิบายความจริงเรื่องความบาปของมนุษย์ ซึ่งพระเจ้าได้ทรงตักเตือนแล้วแต่เขายังดื้อรั้น ไม่ยอมเชื่อฟัง แบบนี้ไม่มีทางแก้ไขอื่นใดได้ นอกจากจะปล่อยไป เปาโลได้ใช้ถ้อยคำแบบเดียวกันถึง ๓ ครั้งใน โรมบทที่ ๑.๒๔ โรมบทที่ ๑.๒๖ และโรมบทที่ ๑.๒๘ เพื่อจะให้เห็นว่า การที่จะนำมนุษย์ให้กลับจากทางบาปมาอยู่ในทางชอบธรรมของพระเจ้านั้นเป็นสิ่งๆ จะต้องขึ้นอยู่กับความยินยอมพร้อมใจกันทั้งสองฝ่าย คือ พระเจ้าทรงตักเตือนและมนุษย์ยอมเชื่อฟังและกลับใจเสียใหม่
พระเจ้าทรงปล่อย
“เหตุฉะนั้น พระเจ้าทรงปล่อยให้เขาประพฤติอุลามกตามตัณหาในใจเขา” (๑.๒๔)
“เพราะเหตุนี้ พระเจ้าทรงปล่อยให้เขามีกิเลสตัณหาอันน่าอัปยศ” (๑.๒๖)
“พระเจ้าจึงปล่อยให้เขามีใจชั่ว์ประพฤติสิ่งที่ไม่เหมาะสม” (๑.๒๘)
ปล่อยให้เขา : ภาษาเดิมคือ “พาราดิโดมิ” (paradidomi) มีความหมายหลายอย่างเช่น ให้จองจำไว้, มอบให้, อายัด, ยกให้เป็นกรรมสิทธิ์, และให้คนอื่นครอบครองแทน คำนี้ปรากฏในพระคัมภีร์ใหม่ราว ๑๒๐ ครั้ง คนไทยเราเข้าใจเรื่องนี้ดี เมื่อเลี้ยงลูกและสั่งสอนอย่างสุดความสามารถแล้ว แต่เด็กไม่ยอมเชื่อฟัง ไม่รักดี ดื้อ เกเร กบฏ พ่อแม่ก็จะ “ตัดหางปล่อยวัด” คือไม่เอาใจใส่อีกต่อไป บางคนถึงขนาดตัดขาดความสัมพันธ์ทางสายเลือดด้วยซ้ำไป
ปล่อยให้ทำบาป : (๑)ประพฤติอุลามก คำนี้มาจากภาษากรีก “อาคาธาร์เซีย” (akathasia) หมายถึงความโสโครก (รม. ๖.๙, กท. ๕.๑๙) พจนานุกรมให้คำจำกัดความอุลามกคือ “หยาบช้า, ทราม” (๒) ตามราคะตัณหาในใจของเขา “เอพิทูเมีย” (epithumia) อาจจะเล็งถึงความโลภ, ความปรารถนาชั่ว, กิเลส, ความใคร่อยากจะได้ (๓) ทำสิ่งที่น่าอัปยศทางกายต่อกัน “อาทิมาโซ” (atimazo) ในพระคัมภีร์หมายถึงการลบหลู่เกียรติ, และดูถูกดูหมิ่น แน่นอน เมื่อมนุษย์เปลี่ยนแปลงความสัมพันธ์ทางเพศไปเป็นแบบวิปริตวิตถาร ย่อมเป็นการหลู่เกียรติของพระผู้สร้าง และดูหมิ่นศักดิ์ศรีของมนุษย์ด้วยกันเอง
เปลี่ยนความสัมพันธ์ทางธรรมชาติ
ผู้หญิง : “พวกผู้หญิงก็เปลี่ยนจากความสัมพันธ์ทางธรรมชาติให้ผิดธรรมชาติไป” (๑.๒๖)
ผู้ชาย : “ฝ่ายผู้ชายก็เลิกความสัมพันธ์กับผู้หญิงให้ถูกต้องตามธรรมชาติเช่นกัน และเร่าร้อนด้วยไฟแห่งราคะตัณหาที่มีต่อกัน ผู้ชายกับผู้ชายประกอบกิจอันชั่วช้าอย่างน่าละอาย” (๑.๒๗)
เมื่อพระเจ้าทรงสร้างมนุษย์คู่แรกของโลกขึ้นมานั้น ทรงสร้างให้เป็นชายและหญิง (ปฐก. ๑.๒๗) และให้มีความสัมพันธ์ทางเพศ เป็นสามีภรรยากัน ทั้งสองผูกพันเป็นเนื้ออันเดียวกัน (ปฐก. ๑.๒๔) พร้อมกับทรงอวยพรแก่เขาว่า “จงมีลูกดกทวีมากขึ้นจนเต็มแผ่นดิน” (ปฐก. ๑.๒๘)
ดังนั้น การมีคู่สมรสมากกว่าหนึ่งคนจึงเป็นสิ่งที่ไม่ต้องตามพระประสงค์ของพระเจ้า การหย่าร้าง ล่วง
ประเวณี ผิดผัวผิดเมีย และการร่วมเพศกับเพศเดียวกัน ยิ่งเป็นความบาปที่น่าเกลียดน่าชังสำหรับพระองค์ยิ่งขึ้น
รักร่วมเพศ : เป็นสิ่งที่ดาษดื่นในสังคมของชาวโรมัน นับตั้งแต่ระดับจักรพรรดิ ข้าราชการ ทหารและลงมาถึงพวกประชาชนคนธรรมดา และไม่แตกต่างจากสมัยของเราในปัจจุบัน ซึ่งผู้คนได้พยายามทำสิ่งเหล่านี้ให้เป็นที่ยอมรับทั้งทางกฎหมายและทางสังคม
ในทุกวันนี้มีการเรียกกลุ่มคนที่วิปริตในเรื่องเพศว่า พวกชอบไม้ป่าเดียวกัน, พวกสีม่วง, พวกหลากหลายในเรื่องเพศ, เจาะจงลงไปบางคนเป็นเกย์ (gay) คือชายรักร่วมเพศ ซึ่งแยกออกไปเป็นเกย์ตัวผู้(ทำตัวเป็นผู้ชายหรือสามี) และเกย์ตัวเมีย (ทำตัวเป็นผู้หญิงหรือภรรยา) บางคนเป็นกะเทยคือตัวเป็นชายแต่จิตใจและพฤติกรรมเป็นผู้หญิง, บางคนเป็นตุ๊ดคือมีพฤติกรรมเบี่ยงเบนทางเพศ, บางคนเป็นอีแอบ คือชายรักร่วมเพศที่ไม่เปิดเผยตัว, บางคนเป็นทอม(ทอมบอย)คือผู้หญิงที่รักร่วมเพศซึ่งทำตัวเป็นชาย, และบางคนเป็นดี้(เลดี้)คือหญิงรักร่วมเพศที่ทำตัวเป็นหญิง ซึ่งคู่กับทอม[1]
เร่าร้อนด้วยราคะตัณหา : “เร่าร้อนด้วยไฟแห่งราคะตัณหาที่มีต่อกัน ชายกับชายประกอบกิจอันช้าช้าน่าละอาย เขาจึงได้รับผลกรรมอันสมควรแก่ความผิดของเขา” (รม. ๑.๒๗) เปาโลใช้ภาษาเดิมว่า “เอคไคโอ” (ekkaio) คำนี้ปรากฎเพียงครั้งเดียว คนไทยเราใช้คำว่า เร่าๆหมายถึงสั่นระรัว, ซ้ำไปซ้ำมา, เร่าร้อนคือกระวนกระวาย, กระเหี้ยนกระหือรือ, มีความอยาก(ใคร่)มากๆจนทนไม่ไหว
ไฟไหม้ตึกยังพอดับได้ แต่ไฟแห่งราคะตัณหานั้นดับยาก!
พระคัมภีร์เดิมได้กล่าวถึงบาปของรักร่วมเพศที่มีโทษถึงตาย “อย่าสมสู่รักร่วมเพศ อันเป็นสิ่งที่น่ารังเกียจเดียดฉันท์” (ลวต. ๑๘.๒๒ อมตธรรมร่วมสมัย) ฉบับเดิมบอกว่า “เจ้าอย่าสมสู่กับผู้ชายใช้ต่างผู้หญิง” พระเจ้าทรงเคร่งครัดในเรื่องเพศอย่างมาก รักร่วมเพศมีโทษถึงประหารชีวิต “ผู้ใดสมสู่รักร่วมเพศ..จะต้องประหารทั้งคู่ ที่พวกเขาต้องตายนั้น ก็เพราะความผิดของเขาเอง” (ลวต. ๒๐.๑๓)
ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดในเรื่องนี้ คือเหตุการณ์ซึ่งเกิดขึ้นที่เมืองโสดม (ปฐก. ๑๙) ผู้ชายเกือบทั้งเมืองเบี่ยงเบนทางเพศ มีพฤติกรรมเป็นเกย์ เสียงฟ้องร้องกล่าวโทษความผิดบาปของพวกเขาดังขึ้นไปถึงสวรรค์ พระเจ้าจึงทรงส่งทูตสวรรค์ลงมาดูให้ประจักษ์แก่ตา พวกผู้ชายชาวเมืองนั้นมาล้อมบ้านของโลตไว้และเรียกให้ส่งตัวทูตของพระเจ้าออกมา เพื่อจะได้ข่มขืน แล้วทูตสวรรค์ได้พยายามจะช่วยโลตและครอบครัวให้รอด แต่ก็ช่วยได้เพียงสามคนเท่านั้น ภายหลังจากที่พระองค์ทรงเทไฟกำมะถันลงมาเผาผลาญชาวเมืองเสียสิ้น
บาปที่ติดตามมา-สรรพการอธรรม
“เพราะเขาไม่เห็นสมควรที่จะรู้จักพระเจ้า พระองค์จึงทรงปล่อยให้เขามีใจชั่วและประพฤติสิ่งที่ไม่เหมาะสม พวกเขาเต็มไปด้วยสรรพการอธรรม...” (๑.๒๘-๒๙)
เขาไม่เห็นสมควรที่จะรู้จักพระเจ้า คำในภาษาเดิมหมายความว่า เขาไม่ยอมรับพระเจ้า เขาไม่เห็นคือไม่ชอบ คำนี้ใช้เกี่ยวกับการทดสอบถลุงเงินหรือทอง ดูว่าดีหรือไม่ดี ที่นี่เขาได้ตัดสินใจแล้วว่า จะไม่มีพระเจ้าในใจของเขา เขาเห็นว่าพระเจ้าไม่มีคุณค่าพอที่จะทำความรู้จักกับพระองค์ เนื่องจากเขาทิ้งพระเจ้าไป พระองค์จึงทรงทิ้งเขา(เช่นเดียวกัน)ให้จมอยู่ในความอธรรม[2]
สรรพการอธรรม มาจากคำว่า “พาส อาดิเคีย” (pass adikia) หมายถึงความชั่วร้ายและความผิดบาปทุกอย่างที่มนุษย์ทำลงไป การปล้นเอาสิทธิอันชอบธรรมทั้งของพระเจ้าและมนุษย์ไป เขาก่อแท่นบูชาขึ้นสำหรับตนเอง บูชาตนเอลและไม่เกี่ยวข้องกับพระเจ้าและคนอื่น
ความชั่วร้าย “พอเนเรีย” (poneria) หมายถึงเจตนาร้าย, ความอธรรม, ความบาปและความเลวทราม, ทำให้คนอื่นตกต่ำและบาดเจ็บ ทำให้คนบริสุทธิ์ต้องเสียไป คนกรีกเมื่อเรียกชายหญิงคนใดว่าชั่วร้าย หมายถึงคนที่หลอกลวงคนอื่น และมีพฤติกรรมของมารซาตาน
ความโลภ “พะเลออเนคเซีย” (pleonexia) หมายถึงการละโมบ, ความฝืนใจ, และความต้องการที่หยุดยั้งไม่ได้, บังคับจิตใจไม่อยู่ ชอบและฉกฉวยที่จะได้อย่างเดียว ด้านวัตถุคืออยากจะครอบครองเป็นเจ้าของ ด้านจริยธรรมคือมีความักใหญ่ใฝ่สูง อยากได้เกียรติหรือตำแหน่งที่ไม่คู่ควรแก่ตน ด้านศีลธรรมคือมีราคะตัณหาที่ไม่สามารถยับยั้งได้
ความมุ่งร้าย “คาเคีย” (kakia) หมายถึงความทุกข์, ความชั่วร้าย, และคิดปองร้าย คนที่มีจิตใจเอนเอียงไปในทางต่ำ เป็นภาพของตราชั่งที่เอียงไปข้างหนึ่ง
ความอิจฉาริษยา “ฟะทอนออส” (phthonos) หมายถึงความรู้สึกเห็นคนอื่นได้ดีกว่าไม่ได้
การฆ่าฟัน “โฟนอส” (phonos) หมายถึงการฆ่าคน พระเยซูทรงเน้นที่ความคิดในใจ “มนุษย์ถือที่การกระทำ แต่พระเจ้าทรงถือที่เจตนา” (โธมัส อไควนัส)
การวิวาท “เอริส” (eris) หมายถึงการทุ่มเถียงกัน, ขัดเคืองใจกัน, ทะเยอทะยาน การแข่งขันอย่างเห็นแก่ตัว
ปรารถนาในเกียรติตำแหน่งและความมีชื่อเสียง
การล่อลวง “โดลอส” (dolos) หมายถึงการวางอุบาย, การใช้กุสโลบายเอารัดเอาเปรียบคนอื่น, คำพูดเท็จ ในภาษากรีกหมายถึงทรยศ ไม่ชื่อตรง ใช้เล่ห์เหลี่ยม คดโกงเพื่อผลประโยชน์ของตนเอง เช่น การทำให้ทองคำมีเปอร์เซนต์ต่ำลง หรือการปลอมปนเหล้าองุ่น
การคิดร้าย “คาคอเอเธอา” (kakoetheia) หมายถึงความคิดในใจที่มีแต่สิ่งชั่วร้าย ภาษากรีกคือมีธรรมชาติในทางร้าย แง่ลบ ต้องการให้สิ่งเลวร้ายเกิดขึ้นกับคนอื่นอยู่เสมอ
การพูดนินทา “พะสิธูริสเทส” (psithuristes) หมายถึงการกล่าวให้ร้ายป้ายสีแก่คนอื่นท การกระซิบกระซาบ กล่าวหาคนอื่นโดยไม่ให้โอกาสแก่เขาในการแก้ตัว
ส่อเสียด “คาทาลาลอส” (katalalos) หมายถึงพูดในทำนองกระแนะกระแหน, ทำให้คนอื่นรู้สึกไม่สบายใจและเจ็บใจ
เกลียดชังพระเจ้า “เธออสทูเกส” (theostuges) หมายถึงไม่ให้ความเคารพนับถือและไม่เชื่อฟังพระเจ้าเลย เป็นคนอวดดีและเยาะเย้ยพระเจ้า เพราะพระองค์ไปขัดขวางความสำราญของพวกเขา ไม่ได้ทำตามอำเภอใจ
เย่อหยิ่ง “ฮูบริสเทส” (hubristes) หมายถึงยะโสโอหังและทำการหมิ่นประมาทพระเจ้า(๑ ทธ. ๑.๑๓) และคิดว่าตนเองสามารถอยู่ได้โดยลำพัง ไม่ต้องการพึ่งพระเจ้าและมนุษย์ใดๆ
จองหอง “ฮูเพอร์เอฟานอส” (huperephanos) หมายถึงเย่อหยิ่ง ยะโส, อวดตัว, จองหองพองขน คำนี้ปรากฎในพระคัมภีร์ ๓ ครั้ง เขาดูถูกดูหมิ่นทุกๆคน นอกจากตนเอง รู้สึกสบายใจเมื่อเห็นคนอื่นด้อยกว่า (ยก. ๔.๖, ๑ ปต. ๕.๕, สภษ. ๓.๓๔)
อวดตัว “อะลาโซน” (alazon) หมายถึงยกย่องตัวเองตลอดเวลา ในทำนองฉันเก่ง ฉันดีและฉันยอดเยี่ยมที่สุด ในภาษากรีกหมายถึง คนที่เที่ยวไปขายของอวดสรรพคุณของสินค้า ของเทียมบอกว่าเป็นของจริง คือ “จิตใจที่แสร้งทำเป็นว่ามี ในสิ่งที่ตนเองไม่มี”
ริทำชั่วแปลกๆ “เอฟือเรเทส” (epheuretes) หมายถึงรู้สึกเบื่อหน่ายในบาปเก่าๆเดิมๆ และชอบทำความบาปแบบแปลกๆใหม่ๆอยู่เสมอ จิตใจที่ตายด้านต่อความผิดบาป
ไม่เชื่อฟังบิดามารดา “อาเพเทส” (apeites koneus) หมายถึงลูกที่ดื้อด้านและอกตัญญู (๒ ทธ. ๓.๒) ชาวโรมันถือว่าการเชื่อฟังพ่อแม่เป็นคุณธรรมชั้นสูง พระเจ้าทรงกำหนดเรื่องนี้ไว้ในพระบัญญัติ ๑๐ ประการด้วย
โง่เขลา “อาซูเนทอส” (asunetos) หมายถึงเป็นคนที่ไม่มีความเข้าใจอะไร ครั้งหนึ่ง พระเยซูได้ทรงถามพวกสาวกด้วยคำถามนี้ (มธ. ๑๕.๑๖) ทื่อ ขาดความเข้าใจ ไม่ยอมใช้ความคิด และยอมไม่เรียนรู้
กลับสัตย์ “อะซูนเททอส” (asunthetos) หมายถึงคนที่ตลบตะแลง, พลิกลิ้นอยู่เสมอ, หน้าซื่อใจคด และไม่อยู่ในทางแห่งความจริง ในเรื่องความซื่อสัตย์ชาวโรมันถือว่า คำพูดเป็นเหมือนใบสัญญา จะต้องเป็นไปตามนั้นทุกอย่าง
ไม่มีความรัก “อสโทรกอส” (astorgos) แปลได้อีกอย่างหนึ่งว่า ไร้มนุษยธรรม (๒ ทธ. ๓.๓) ในสมัยโบราณเมื่อเด็กคลอดออกมา จะนำมาวางไว้ที่เท้าของบิดา ถ้าเขายกเด็กขึ้นอุ้มแสดงว่ายอมรับเป็นลูก แต่ถ้าบิดาหันไปทางอื่น เด็กนั้นจะต้องถูกนำไปโยนทิ้ง
ไร้ความปรานี “อาเนเอเลโมน” (aneleemon) หมายถึงคนที่ใจไม้ไส้ระกำ ไม่มีความเมตตากรุณาต่อผู้อื่น ในสมัยนั้นชีวิตของบางคนไร้ค่า ผู้เป็นนายจะสามารถฆ่าทาสโดยการประหารชีวิต หรือมัดนำไปโยนลงในบ่อเลี้ยงปลาปิรันย่า หรือเอาไปปล่อยในสนามสู้กับสิงโต
สรุป
-เมื่อมนุษย์ขาดความสัมพันธ์กับพระเจ้า เขาก็กลายเป็นคนบาป
-ความไม่เชื่อฟัง ได้ชักนำให้ทำผิดบาปในเรื่อง “รักร่วมเพศ” ซึ่งต้องรับการพิพากษา
-ถ้ากลับใจเสียใหม่จะได้รับความรอด ชีวิตใหม่และชีวิตนิรันดร
-หากขืนดื้อดึงก็ “สมควรที่จะตาย” คือพินาศในบึงไฟนรก (รม. ๑.๓๒)
[1] พจนานุกรม ฉบับมติชน
[2] อธิบายพระธรรมโรม ของสมใจ รักษาศรี หน้า ๔๕
Read Moreวางรากบนพระเยซู
๑ คร. ๓.๑๐-๒๓
ปัญหาที่เกิดขึ้นในคริสตจักรโครินธ์ ส่วนใหญ่เป็นเรื่องของสมาชิกที่ยังไม่เจริญเติบโตฝ่ายจิตวิญญาณในตอนที่ผ่านมาเปาโลเรียกคนพวกนี้ “ทารกในพระคริสต์” (๓.๑) ซึ่งลักษณะเด่นที่บ่งบอกถึงความเป็นเด็กก็คือมีความเห็นแก่ตัว ชอบเอาแต่ใจตนเอง แบ่งพรรคแบ่งพวก เดี๋ยวเล่นด้วยกัน เดี๋ยวก็ทะเลาะกัน แล้วก็ร้องไห้ขี้มูกโป่งไปฟ้องแม่
สมัยเมื่อผมเป็นเด็ก มีเพื่อนวิ่งเล่นด้วยกันเยอะ หากวันไหนเด็กสองคนมีปัญหาขัดแย้งกัน ผมอยากมีเรื่องสนุกตื่นเต้นก็จะเอาไม้ขีดลงบนพื้นเป็นเส้นวงกลมสองวงให้ห่างกันพอสมควร แล้วประกาศว่าแต่ละวงสมมุติเป็นหัวพ่อของอีกฝ่ายหนึ่ง ใครแน่จริงเหยียบวงกลมก่อน เดี๋ยวเดียวเท่านั้นแหละ ทุกคนก็จะมีโอกาสได้ชมมวยคู่พิเศษ มารซาตานก็ใช้วิธีการแบบนี้กับคริสเตียนเช่นเดียวกัน เพราะฉะนั้น จงระวังให้อย่าหลงกลอุบายของมันโดยกระโดดเข้าทำร้าย(จิตใจและจิตวิญญาณ)ของพี่น้องเราเอง
รากฐานของชีวิต
ในพระคัมภีร์ตอนนี้ เปาโลกำลังอธิบายว่า ชีวิตของคริสเตียนหรือคริสจักรเป็นเหมือนบ้านหรืออาคารหลังหนึ่ง “โดยพระคุณของพระเจ้าซึ่งได้ทรงโปรดประทานแก่ข้าพเจ้า ข้าพเจ้าได้วางรากลงแล้วเหมือนนายช่างผู้ชำนาญ และอีกคนหนึ่งมาก่อขึ้น ขอทุกคนจงระวังให้ดีว่า เขาจะก่อขึ้นมาอย่างไร”(ข้อ ๑๐)
“นายช่างผู้ชำนาญ” ในภาษากรีกคือ architekton หมายถึงสถาปนิก หรือผู้เชี่ยวชาญในการควบคุมการก่อสร้าง (architect) อาคารจะออกมาดีหรือไม่ดีนั้นขึ้นอยู่กับการออกแบบและควบคุมการก่อสร้างของสถาปนิก เวลาที่มีพายุหรือแผ่นดินไหว ตึกเกิดความเสียหายอาจจะร้าวหรือถล่มลงมา สถาปนิกจะต้องรับผิดชอบในด้านกฎหมาย มีคนเล่าให้ฟังว่า ในประเทศญี่ปุ่นซึ่งเต็มไปด้วยเกาะและมีแผ่นดินไหวบ่อยมาก สถาปนิกที่เก่งมากๆ จะออกแบบให้ตึกสูงๆสามารถที่จะโอนเอนไปมาได้หลายเมตรโดยไม่มีการถล่มลงมา
เปาโลกำลังกล่าวเปรียบเทียบว่า คริสเตียนเป็นเหมือนอาคารหลังหนึ่ง ประการแรก จะต้องวางรากฐานที่มั่นคงแข็งแรงด้วยสิ่งที่มีค่า คือ “ทองคำ เงินและเพชรพลอย” (ข้อ ๑๒) แต่ในขณะเดียวกันท่านก็กล่าวถึงชีวิตของบางคนที่วางรากฐานด้วยสิ่งที่ไม่มีค่าและเสื่อมสลายได้ คือ ไม้ หญ้าแห้งและฟาง” สิ่งเหล่านี้จะมีการพิสูจน์ด้วยไฟ พระคัมภีร์กล่าวอย่างชัดเจนว่า ไฟนั้นจะพิสูจน์การงานของแต่ละคนว่าเป็นอย่างไร ของบางคนจะถูกเผาไหม้(ขาดค่าตอบแทน) แต่ของบางคนจะถาวรอยู่ (ดูข้อ ๑๓-๑๔)
มีการตีความหมาย “ขาดค่าตอบแทน” ในพระคัมภีร์ตอนนี้ อย่างแรกเล็งถึงการพิพากษาของพระเจ้า และสูญเสียความรอด อย่างที่สองเล็งถึงการพิสูจน์ด้านคุณภาพและประสิทธิภาพ ซึ่งจะทำให้ขาดค่าบำเหน็จนักศาสนศาสตร์ส่วนใหญ่เห็นด้วยในอย่างที่สองนี้ คือ หากใครที่วางรากฐานแห่งความเชื่อไว้บนมนุษย์หรือสิ่งของย่อมถูกเผาไหม้ไป แต่ถ้าวางรากฐานไว้บนพระเยซูคริสต์ก็จะถาวรคงทนเป็นนิตย์
สำหรับคนที่ขาดบำเหน็จนั้น เปาโลบอกว่า “ตัวเขาเองจะรอด แต่เหมือนดังรอดจากไฟ” (ข้อ ๑๕) คุณเคยเห็นเหตุการณ์ไฟไหม้ใช่ไหม? ผู้คนจะพากันเอาน้ำวิ่งไปช่วยดับไฟ บางคนขนข้าวของวิ่งหนีอย่างสับสนอลหม่าน แต่บางคนเพิ่งตื่นนอนขึ้นมาและรู้ตัวเมื่อไฟโหมกระหน่ำจนไม่มีเวลาที่จะเก็บข้าวของอะไร จึงวิ่งหนีออกมาแบบแทบจะล่อนจ้อน
เราคงยังจำกันได้ว่า พระเยซูคริสต์ได้ตรัสทำนองเดียวกันนี้ในมัทธิว ๗.๒๔-๒๗ มีช่างก่อสร้างสองคนคนหนึ่งโง่และอีกคนฉลาด คนแรกสร้างบ้านไว้บนทราย อีกคนสร้างบนศิลา แล้วการพิสูจน์ความคงทนของบ้านก็มาถึงเมื่อมีฝนตกลงมา พายุกระหน่ำและน้ำที่ไหลเชี่ยวกราก อนิจจา บ้านหลังแรกพังทลายลง แต่ทว่าบ้านหลังที่สองนั้นสามารถตั้งมั่งคงอยู่
เราต้องถามตนเองว่า ข้าพเจ้าวางฐานของชีวิตไว้บนอะไร? บนสิ่งที่มีค่าหรือสิ่งที่ไร้ค่า?
วิหารของพระเจ้า
ประการแรก คริสเตียนทุกคนเป็นวิหารของพระเจ้า เปาโลบอกว่า “ท่านไม่รู้หรือว่า ท่านเป็นวิหารของพระเจ้าและพระวิญญาณบริสุทธิ์สถิตอยู่ในท่าน” (ข้อ๑๖) เปาโลกล่าวถ้อยคำแบบนี้หลายครั้ง ดู ๑ คร. ๖.๑๙, ๒ คร.๖.๑๖ “วิหาร” ในภาษากรีกคือ naos หมายถึงสถานที่ซึ่งบริสุทธิ์ที่สุด อยู่ในบริเวณด้านในสุดของวิหาร
ประการที่สอง ความเป็นเอกภาพของคริสเตียน “ถ้าผู้ใดทำลายวิหารของพระเจ้า พระเจ้าจะทรงทำลายผู้นั้น เพราะวิหารของพระเจ้าเป็นที่บริสุทธิ์ศักดิ์สิทธิ์ และท่านทั้งหลายเป็นวิหารนั้น” (ข้อ ๑๗) ขอให้เรานึกถึงภาพของวิหารที่มีรากฐาน เสา ผนัง ประตูหน้าต่าง โครงหลังคา กระเบื้อง ฯลฯ ทุกอย่างจะประกอบกันเข้าอย่างลงตัวพอดี อาคารจึงจะอยู่อย่างมั่นคง และสวยงาม แต่ถ้าหากวัสดุชิ้นใดชิ้นหนึ่งไม่ลงรอยกัน วิหารก็จะโยกเยกและพังลง เมื่ออ่านต่อไปใน ๑ โครินธ์บทที่ ๑๒-๑๔ เปาโลได้เปรียบเทียบร่างกายของผู้เชื่อเป็นเหมือนอวัยวะในร่างของมนุษย์
สิ่งที่จะทำลายวิหารของพระเจ้า (คริสเตียน) อย่างแรกก็คือ ความคิดที่แตกแยกกัน แบ่งพรรคแบ่งพวก ยึดถือผู้นำเป็นหลักแทนที่จะยึดถือพระเยซูคริสต์ อย่างที่สอง การทำลายร่างกายของเราด้วยสิ่งเสพติด เช่น เหล้า บุหรี่ กัญชา ยาบ้า และอหารที่เป็นพิษ อันได้แก่ผงชูรส ยาฆ่าแมลงที่ติดมากับผัก สารปรอท บอแรกซ์ในลูกชิ้น น้ำยาอาบศพที่ผสมมากับอาหารทะเล หรือกินยาลดน้ำหนัก รวมไปถึงการทำงานมากเกินไปจนไม่มีเวลาพักผ่อนหรือขี้เกียจหลังยาวเอาแต่กินกับนอน ก็ถือว่าได้ทำลายวิหารของพระเจ้าด้วย
เราจะต้องรู้จักการควบคุมตนเอง และระลึกอยู่เสมอว่า พระวิญญาณบริสุทธิ์สถิตอยู่กับเรา ฉะนั้น”อย่าทำให้พระวิญญาณบริสุทธิ์เสียพระทัย” (อฟ. ๔.๓๐)
ท่านทั้งหลายเป็นของพระคริสต์
เปาโลบอกถึงผลดีและผลเสีย ๓ ประการดังนี้
หนึ่ง คนที่หลอกลวงตนเอง “อย่าให้ผู้ใดหลอกลวงตนเอง” (ข้อ ๑๘) มีคำพูดว่า คนที่หลอกลวงได้ง่ายที่สุดคือตนเอง เพราะเราพร้อมี่จะเชื่ออยู่แล้ว เปาโลบอกว่าในพระคัมภีร์ว่า ใครก็ตามที่คิดว่าตนเองฉลาด ที่แท้เขาเป็นคนโง่ (เพราะเขาไม่ต้องการเรียนรู้อะไรอีก) แต่คนที่คิดว่าตนเองโง่ นั่นแหละเป็นคนฉลาด (เพราะเขาเปิดใจที่จะเรียนรู้ในสิ่งใหม่ๆมากขึ้น)
มีเรื่องเล่าว่า ครูคนหนึ่งถามนักเรียนในชั้นว่า “ใครคิดว่าตนเองเป็นคนโง่ ขอให้ยืนขึ้น” ห้องเรียนเงียบกริบ นักเรียนตัวน้อยๆต่างมองหน้ากันไปมา สักครูก็มีเด็กชายที่นั่งข้างหลังยืนขึ้น ครูจึงถามว่า “เด็กชายแดง ทำไมเธอจึงคิดว่าตัวเองเป็นคนโง่?”
เด็กชายแดงตอบว่า “ที่จริงผมไม่ใช่คนโง่หรอกครับ แต่เห็นครูยืนคนเดียว ผมจึงยืนขึ้นเป็นเพื่อนของครู”
ครู “???!!”
สอง คนที่ยกมนุษย์ขึ้นอวด “เหตุฉะนั้น อย่าให้มนุษย์คนใดยกมนุษย์ขึ้นอวด” (ข้อ ๒๑) พระคัมภีร์ตอนนี้แปลได้อีกอย่างหนึ่งว่า “อย่ายกมนุษย์ขึ้นให้เท่าเทียมกับพระเจ้า” ไม่ว่าคนนั้นเป็นเปาโล อปอลโล เคฟาส หรือ นักบุญต่างๆ
สาม พระคริสต์ทรงเป็นเจ้าของ “และท่านทั้งหลายเป็นของพระคริสต์ และพระคริสต์ทรงเป็นพระเจ้า” (ข้อ ๒๓) เปาโลได้ยืนยันความจริงข้อนี้ “ข้าพเจ้ามีชีวิตอยู่ก็เพื่อพระคริสต์ ส่วนการตายก็ได้กำไร” (ฟป. ๑.๒๑) ไม่ว่าท่านจะมีชีวิตอยู่ก็อยู่เพื่อพระเจ้า หรือถ้าตายไปก็ตายเพื่อพระองค์ (รม. ๑๔.๘)
ในสมัยโบราณพวกคนชั้นสูงจะออกไล่ล่าจับคนมาบังคับให้เป็นทาสรับใช้ ส่วนคนที่มีเงินมักจะซื้อทาสมาไว้ในบ้าน จะมีการแสดงควมเป็นเจ้าของโดยการตีตราทาสด้วยเหล็กที่เผาไฟร้อนแดงนาบลงไปที่แขนและคนนั้นจะเป็นทาสของนายตลอดชีวิต
วันหนึ่ง จักพรรดิโรมันเสด็จผ่านชาวนาคนหนึ่ง จึงสั่งให้ทหารเข้าจับกุมนำตัวมา จักรพรรดิถามว่า “เมื่อเจ้าเห็นเราผ่านมา ทำไมไม่แสดงความเคารพ เราจะลงโทษด้วยการจับตัวเจ้าไปเป็นทาส” ว่าแล้วก็สั่งให้ทหารเอาเหล็กตราประทับ เผาไฟแล้วนาบลงไปบนแขนซ้ายของชาวนา
ชาวนาร้องโอดโอยด้วยความเจ็บปวดอย่างแสนสาหัส แต่เมื่อทุเลาแล้วชาวนาจึงทูลจักรพรรดิว่า “แขนนี้เป็นของท่าน ท่านก็จงเอาไปเถิด ส่วนร่างกายเป็นของข้า ท่านเอาไปไม่ได้เด็ดขาด” ว่าแล้วชาวนาก็ใช้เคียวตัดแขนซ้ายของตนจนขาดกระเด็น
จากเรื่องนี้ทำให้คิดถึงชีวิตของพวกเรา เมื่อพระเยซูคริสต์เสด็จมาพบและพระองค์ทรงประทับตราการไถ่บาปด้วยไม้กางเขน เป็นการประกาศว่า เราพ้นจากการเป็นทาสของมารซาตานและความผิดบาปแล้ว เดี๋ยวเป็นทาสแห่งความชอบธรรมของพระเจ้า
เราจะมีท่าทีอย่างไรต่อพระเยซูคริสต์?
Read Moreข้อคิดคริสตมาส-ธวัช เย็นใจ
บุตรนั้นชื่อเยซู ลูกา ๑.๒๖-๓๕
คำนำ
นักเทศน์และผู้สอนส่วนใหญ่มักจะใช้พระคัมภีร์ตอนนี้ในช่วงเทศกาลคริสตมาสเท่านั้น (ปีละครั้งเดียว) แต่แท้จริงเรื่องการประสูติของพระเยซูควรจะเป็นเรื่องที่เราต้องระลึกถึง อ่าน คิด ใคร่ครวญและไตร่ตรองอยู่ตลอดเวลา ให้พระเยซูประสูติในชีวิตของเราทุกๆวัน
พอเข้าสู่ช่วงปลายปี หนังสือพิมพ์และทีวีจะรายงาน “ข่าวใหญ่” และสำคัญที่สุด (Top Ten News) แต่สำหรับพระคัมภีร์ตอนนี้เป็นเรื่องราวที่สำคัญที่สุดในโลกและในสวรรค์ ในหัวข้อว่า “ทำนายเรื่องพระกำเนิดของพระเยซู” ในห้องประชุมนี้มีใครบ้างที่มีการทำนายการเกิดล่วงหน้าบ้าง? หากพ่อแม่ของผมยังอยู่อยากจะถามท่านว่า ก่อนผมเกิดมานั้นมีคำทำนายทายทักอะไรบ้าง?
ทูตสวรรค์กาเบรียล
“เมื่อถึงเดือนที่หกพระเจ้าทรงใช้ทูตสวรรค์กาเบรียล ให้มายังเมืองหนึ่งในแคว้นกาลิลี ชื่อนาซาเร็ธ” (ข้อ ๒๖)
Gabriel ภาษาฮีบรูแปลว่า “คนของพระเจ้า” (man of God) หรือผู้รับใช้ของพระองค์ พระเจ้าเคยใช้กาเบรียลไปติดต่อกันดาเนียล (ดนล. ๘.๑๖, ๙.๒๑) กาเบรียลยืนต่อหน้าพักตร์พระเจ้า (ลก. ๑.๑๙) พระคัมภีร์สอนว่า พระเจ้ามีทูตสวรรค์มากมาย แต่ละองค์ทำหน้าที่ต่างกัน สำหรับกาเบรียลมีหน้าที่ในการ “ส่งข่าวดี”
ข้อสังเกต โลกทุกวันนี้มีแต่ข่าวร้ายทั้งสิ้น “ข่าวดีมาเหมือนเต่าคลาน ข่าวร้ายแพร่ไปเร็วเหมือนไวรัส”
พระคัมภีร์สอนว่า พวกเราคริสเตียนเป็นทูตสวรรค์ที่ออกไปบอกข่าวดีของพระเจ้า ข่าวแห่งความรอดพ้นบาป และข่าวแห่งความรักและสันติสุขของพระเยซูคริสต์ (มธ. ๒๐.๑๘-๒๐) ข้อคิด : จากการร้องเพลงแคลรอลิ่งของคริสเตียนตามโบสถ์ต่างๆในเทศกาลคริสตมาส ทำกันเพื่อจุดประสงค์อะไร?
หญิงสาวชื่อมารีย์
“มาถึงหญิงพรหมจารีคนหนึ่ง ที่ได้หมั้นไว้กับชายคนหนึ่งที่ชื่อโยเซฟ เป็นคนในเชื้อวงศ์ของกษัตริย์ดาวิด หญิงพรหมจารีนั้นคือมารีย์” (ข้อ ๒๗) ส่วนชื่อของมารีย์ (Mary) มาจากภาษาฮีบรูว่ามีเรียม (Miryam) ในพระธรรมอพยพมีคนหนึ่งที่เป็นพี่สาวของโมเสส
(๑)มารีย์มีคู่หมั้นคือโยเซฟ
ส่วนชื่อของโยเซฟ (Joseph) แปลว่าพระเจ้าทรงเสริมหรือเพิ่มเติม (My God add) เป็นเชื้อวงศ์ของกษัตริย์ดาวิด (มธ. ๑.๒๐) เราคงจำได้ว่ายาโคบมีบุตรคนหนึ่งที่ชื่อโยเซฟ และเป็นคนที่ได้รับความทุกข์ยากลำบากมากมาย ถูกทดลอง ใส่ร้าย ถูกขังคุก แต่เขาอดทนและให้อภัยแก่ศัตรู และในที่สุดเขาได้รับพระพรจากพระเจ้าอย่างเหลือล้น
มารีย์น่าจะมีอายุราว ๑๖ ปี เป็นเชื้อวงศ์ของดาวิดด้วย (ลก. ๑.๓๒) ส่วนโยเซฟคงจะราว ๑๗ ปี ตามธรรมเนียมของชาวยิวในสมัยนั้น ซึ่งแต่งงานเร็วและตั้งครอบครัวเป็นหลักเป็นฐาน การหมั้นของคนยิวถือเป็นเหมือนกับการแต่งงาน แต่ไม่ได้อยู่กินด้วยกันเป็นสามีภรรยา
(๒)ผู้ที่พระเจ้าพอพระทัย
ทูตสวรรค์ได้แจ้งแก่มารีย์ประการแรกว่า “เธอเป็นผู้ที่พระเจ้าทรงโปรดปรานมาก จงจำเริญเถิด” (ข้อ ๒๘)ประการที่สอง “พระเป็นเจ้าทรงสถิตกับเธอ” (ข้อ ๒๘) คำถาม : ทำไมพระเจ้าจึงทรงโปรดปรานและสถิตอยู่กับมารีย์? เราคริสเตียนจะเป็นเหมือนกับเธอได้ไหม?
พระสัญญาของพระเจ้า
(๑)คำสัญญาของทูตสวรรค์
กาเบรียลได้แจ้งแก่มารีย์ว่า “ดูเถิด เธอจะตั้งครรภ์และคลอดบุตรชาย จงตั้งชื่อบุตรนั้นว่าเยซู” (ข้อ ๓๑) เยซู(Jesus)มาจากภาษาฮีบรูว่าโยชูวา แปลว่า “ผู้ช่วยให้รอด” (ช่วยมนุษย์ให้รอดพ้นจากความผิดบาป)
(๒)ลักษณะของผู้ที่จะเสด็จมาประสูติ
หนึ่ง บุตรนั้นจะเป็นใหญ่ (ข้อ ๓๒) สอง จะเรียกว่าเป็นบุตรของพระเจ้าผู้สูงสุด (ข้อ ๓๒) สาม จะทรงครอบครองอิสราเอล “ประทับบนพระที่นั่งของกษัตริย์ดาวิด” และครอบครองพงศ์พันธุ์ของยาโคบ (ข้อ ๓๒-๓๓) และสี่ จะทรงเป็นกษัตริย์นิรันดร “แผ่นดินของท่านจะไม่รู้สิ้นสุดเลย” (ข้อ ๓๓)
-พระเยซูทรงยิ่งใหญ่ในตัวของพระองค์เอง สำคัญกว่าใครๆทั้งสิ้น (อสย. ๙.๖, ยน. ๑.๑, ๑๔.๙) - พระเยซูทรงยิ่งใหญ่ในผลงานคือ การช่วยมนุษย์ให้รอดพ้นจากความผิดบาปและบึงไฟนรก แล้วไปสู่ชีวิตนิรันดรในสวรรค์ (ลก. ๑.๓๑, มธ. ๑.๒๑) สถิติ : ปัจจุบันมีผู้เชื่อ(เป็นคริสเตียน)ในโลกประมาณ ๒,๐๐๐ ล้านคน – พระเยซูทรงยิ่งใหญ่ในความรัก (รม.๕.๖-๘, ยน. ๑๕.๑๓, ๑ ยน. ๓.๑๖) – พระเยซูทรงยิ่งใหญ่ในการทนทุกข์และการเสียสละเพื่อมนุษย์ (๒ คร. ๘.๙, ลก. ๙.๕๘, ๒ คร. ๕.๑๕, ฟป. ๒.๕-๘) - พระเยซูทรงยิ่งใหญ่ในตำแหน่งและสิทธิอำนาจ เป็นพระมหากษัตริย์สูงสุด (ข้อ ๓๒-๓๓, ๑ ทธ. ๖.๑๕, วว. ๑.๕, ๑๗.๑๔)
การตัดสินใจของมารีย์
ตอนแรกมารีย์มีข้อโต้แย้งกับทูตสวรรค์ เพราะว่าเธอยังเป็นโสด จะตั้งท้องได้อย่างไร? และกาเบรียลตอบว่า สิ่งนี้จะเกิดขึ้นโดยฤทธิ์เดชแห่งพระวิญญาณบริสุทธิ์ (ข้อ ๓๕)
(๑)ทุกอย่างเกิดขึ้นจากพระเจ้า “เพราะว่าไม่มีสิ่งหนึ่งสิ่งใดที่พระเจ้าทรงกระทำไม่ได้” (ข้อ ๓๗) หมายถึงพระเจ้าทรงมีฤทธิ์อำนาจที่จะดลบันดาลให้ทุกสิ่งเกิดขึ้น เพื่อให้สำเร็จตามพระประสงค์ของพระองค์
(๑)มารีย์เชื่อในพระสัญญาของพระเจ้า “ดูเถิด ข้าพเจ้าเป็นทาสีของพระเป็นเจ้า ข้าพเจ้าพร้อมที่จะเป็นไปตามคำของท่าน” (ข้อ ๓๘) การตัดสินใจของมารีย์อาจจะนำมาถึงความอับอายขายหน้า ความทุกข์ลำบากและความตาย แต่เธอก็ยกย่องสรรเสริญพระเจ้า (ข้อ ๔๖-๕๕)
สรุป
-เราเป็นเหมือนกับทูตของพระเจ้า
-ขอให้เรามีท่าทีและความเชื่อเหมือนกับมารีย์
-ขอให้ทุกสิ่งเป็นไปตามน้ำพระทัยของพระเจ้า
Read More
ไม่มีใครช่วยข้าพเจ้า
ขอให้สังเกตว่า ในพระธรรมยอห์นประกอบด้วยเลข ๗ เช่น พระเยซูตรัสว่า “เราเป็น” ทั้งหมด ๗ ครั้ง และมีการอัศจรรย์เกิดขึ้น ๗ อย่าง สิ่งเหล่านี้แสดงให้เห็นถึงความเป็นพระเจ้าและครบบริบูรณ์ของพระองค์
ในพระคัมภีร์ตอนนี้ มีคำเล่าลือเรื่องสระเบธซาธา ทูตสวรรค์ลงมากวนน้ำในสระ พอน้ำกระเพื่อมคนป่วยคนไหนที่ลงไปในสระเป็นคนแรกจะหายจากโรค ด้วยเหตุนี้จึงมีคนป่วยจำนวนมากมารออยุ่รอบบริเวณสระเพื่อจ้องจะกระโดดลงไปเป็นคนแรก
เรื่องนี้เข้ากันได้กับความเชื่อแบบไทยๆ เรา ในเรื่องสิ่งศักดิ์สิทธิ์และการอัศจรรย์ งูเทพเจ้า ต้นกล้วยสองปลี หมูมีงวงเหมือนช้าง เป็นต้น
คำถามของพระเยซู
พระเยซูตรัสถามคนป่วยว่า “เจ้าปรารถนาจะหายโรคหรือ?” (ข้อ ๖)
ดูเหมือนว่าเขาได้ได้ตอบคำถามของพระองค์ หรือตอบไม่ตรงประเด็น โดยตอบว่า “ไม่มีผู้ใดเอาตัวข้าพเจ้าลงไปในสระเมื่อน้ำกระเพื่อม และคนอื่นก็ชิงลงไปก่อนแล้ว” – บทเรียนจากพระคัมภีร์ตอนนี้ คือ
๑) ความหวังของเขาอยู่ที่สิ่งของในโลกนี้
คนป่วยนี้คิดว่าสระน้ำสามารถช่วยเขาได้ นอนรอคอยมาเป็นเวลา ๓๘ ปี แต่ตอนนี้ความหวังกำลังริบหรี่หรือหมดไปแล้ว “ไม่มีใครช่วยข้าพเจ้า”
บทเรียน : ความหวังของเราอยู่ที่ไหน? คริสเตียนหลายคนวางใจสิ่งของโลกนี้ บางคนวางใจในพระคัมภีร์และการอธิษฐานแทนที่จะวางใจในพระเจ้า บางคนวางใจในการนมัสการและศิษยาภิบาล บางคนหวังใจในการช่วยเหลือของมิชชันนารี – เขาเหล่านี้จึงไม่ต่างไปจากคนง่อยที่สระน้ำเบธซาธา จงตระหนักว่า “พระเยซูทรงยืนอยู่ใกล้ๆ และตรัสถามว่า เจ้าปรารถนาอะไร”
๒) เขามองดูตนเองแล้วเกิดความท้อใจ
เขาพูดกับตนเองว่า ฉันเป็นง่อย เคราะห์ร้าย โชคไม่ดี เป็นคนที่ไร้ประโยชน์ ยากจน ไม่มีความสามารถ มีการศึกษาน้อย ร่ายกายไม่สมประกอบ ขี้เหร่ มีปมด้อย และมีอดีตอันขมขื่น โอ...ไม่มีใครช่วยฉันได้หรอก!
พระเยซูทรงยืนอยู่ใกล้ๆ และตรัสถามว่า “เจ้าปรารถนาอะไร”
๓) เขาโทษคนอื่น
ชายง่อยพูดด้วยความน้อยใจว่า “เมื่อข้าพกำลังจะลงไปในน้ำ ก็มีคนอื่นลงไปก่อนข้าพเจ้าทุกที” เขาพูดเหมือนกับว่า ข้าพเจ้าไม่ก้าวหน้าเพราะถูกคนอื่นเอารัดเอาเปรียบ ข้าพเจ้าถูกคนอื่นกีดกันและไม่ให้โอกาส เพราะสังคมไม่ยุติธรรมข้าพเจ้าจึงเป็นอย่างนี้ ดังนั้น จึงไม่มีใครสามารถช่วยข้าพเจ้าได้
จงระลึกว่า พระเยซูทรงยืนอยู่ใกล้ๆ และตรัสถามว่า “เจ้าปรารถนาอะไร”
จงลุกขึ้นและเดินไป
พระเยซูตรัสแก่ชายง่อยว่า “จงลุกขึ้นและยกแคร่ของเจ้าเดินไปเถิด” (ข้อ ๘)
พระเจ้าทรงต้องการอวยพระพรแก่ทุกคน เพราะนุษย์เป็นพระฉายาของพระองค์ (ปฐก. ๑.๒๖-๒๗, ๒.๗) พระคัมภีร์ยังบอกต่อไปว่า เราเป็นแก้วพระเนตร(แก้วตาดวงใจ)ของพระเจ้า
๑) พระเยซูทรงรักคุณ (ยน.๓.๑๖)
๒) พระองค์ทรงเข้าใจทุกอย่างในชีวิตของคุณ
ข้าพเจ้าเคยอ่านเรื่องของเด็กชายคนหนึ่ง เดินผ่านหน้าบ้านหลังหนึ่ง ที่เขียนป้ายติดไว้ว่า “มีลูกสุนัขให้ฟรี” เขาจึงเข้าไปเคาะประตู เจ้าของบ้านจึงปล่อยลูกสุนัขหลายตัวออกมาให้เลือก มีตัวหนึ่งขาพิการ และเด็กชายยืนยันว่าอยากจะได้สุนัขพิการตัวนั้น
“เอาตัวที่ปกติไปดีกว่า” เจ้าของบ้านบอก “ถ้าหนูเอาตัวที่พิการไป สักวันหนึ่งก็จะเบื่อและทอดทิ้งมัน”
“ผมขอหมาตัวที่พิการครับ” เด็กชายยืนยัน “ผมคิดว่าผมเข้าใจมันมากว่าคนอื่น”
ว่าแล้วเด็กชายก็เลิกขากางเกงของตนให้เจ้าของบ้านดู ขาของเขาพิการต้องดามเหล็กไว้ตลอด เจ้าของสุนัขเห็นแล้วไม่พูดสักคำ แต่ยอมให้สุนัขพิการแก่เด็กชายไปโดยดี
๓) พระเจ้าต้องการให้เรามีสันติสุข (ยาน ง ๑๔.๒๗)
๔) พระองค์ต้องการรักษาเราให้หายจากโรค
พี่น้องคริสเตียนที่รัก ท่านเป็นโรคบางอย่าง ที่ต้องการสัมผัสกับฤทธิ์เดชอำนาจแห่งการรักษาของพระเจ้าใช่ไหม? จงอธิษฐานทูลขอจากพระองค์เดี๋ยวนี้เถิด หรือท่านอาจจะเป็นโรคทางด้านจิตใจ อารมณ์และจิตวิญญาณ เช่น โรคสงสารตนเอง โรคปมด้อย โรคแห่งความเห็นแก่ตัวและโรคแห่งความผิดบาป
มธ. ๙.๑๒ พระเยซูตรัสว่า “คนเจ็บต้องการหมอ คนสบายดีไม่ต้องการ” จงรู้ว่า ความไม่สมบูรณ์ของเรานั้น ทำให้เราแสวงหาพระเจ้าและพึ่งพาอาศํยฤทธิ์อำนาจของพระองค์
ข้อคิด : โรคบางอย่างไม่ได้รับการรักษาให้หาย ก็เพราะพระคุณของพระเจ้า ใน ๒ คธ. ๑๒.๗-๑๐ เปาโลเป็นโรค ท่านต้องอธิษฐานขอการทรงรักษาถึงสามครั้ง แต่พระเจ้าตรัสว่า คุณของเราก็มีเพียงพอสำหรับเจ้าแล้วแต่ท่านรู้ว่า สักวันหนึ่งเราทุกคนจะเข้าสู่ความสมบูรณ์ในแผ่นดินสวรรค์ (วว.๒๑.๔)
สรุป
บทเรียนจากเรื่องที่เกิดขึ้น ณ สระน้ำเบธซาธา คือ ทุกวันนี้เราอยู่ในโลกที่เลวร้ายและเต็มไปด้วยความผิดบาปนานาชนิด ไม่มีความยุติธรรม และเราเปลี่ยนแปลงสถานการณ์ไม่ได้ แต่พระเยซูคริสต์มีฤทธิ์อำนาจ สามารถเปลี่ยนแปลงโลกนี้ได้
- อยาให้คริสเตียนมองดูสถานการณ์ และพึ่งวางใจในสิ่งของแห่งโลกนี้ เพราะพระคัมภีร์บอกว่า สักวันหนึ่งโลกนี้ก็จะล่วงลับดับสูญไป
- อย่าให้เรามัวแต่โทษคนอื่น หรือคิดถึงแต่เรื่องบุญมาวาสนาส่ง เลยสงสารตนเองและมีปมด้อย โดยการเปรียบเทียบกับคนอื่น
- วันนี้พระเยซูตรัสแก่ท่านว่า “เจ้าปรารถนาอะไร” ให้เราทูลกับพระองค์ตามตรงเถิด
- บางครั้งเราเป็นง่อยฝ่ายจิตวิญญาณ เวลานี้ให้เราลุกขึ้นและเดินไปด้วยฤทธิ์อำนาจของพระเจ้า โดยตระหนักว่า “ข้าพเจ้าเผชิญทุกสิ่งได้ โดยพระองค์เป็นผู้ทรงเสริมกำลังข้าพเจ้า” (ฟป ๔.๑๓)
Read Moreบทวิพากษ์ เรื่องสั้น ข่าว อื่นๆ
|
ข้าไม่ใช่หมาโง่ๆ ข้าไม่ใช่หมาโง่ๆ
ธวัช เย็นใจ
สมัยเมื่อเป็นเด็ก หลายคนชอบอ่านนิทานอีสป โดยเฉพาะเรื่องสุนัขตัวหนึ่งที่ไปคาบเนื้อมาจากตลาด และเดินข้ามสะพานแห่งหนึ่ง มันมองลงไปในคลองก็เห็นเงาของมันที่อยู่ในน้ำนั้นคาบเนื้อก้อนที่โตกว่า ก็เกิดความโลภอยากจะได้จึงปล่อยเนื้อในปากของตนทิ้งไป เพื่อจะไปชิงเอาก้อนเนื้อที่ใหญ่กว่า ทันใดนั้น เนื้อทั้งสองก้อนก็หายวับไปกับตา
นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า “โลภมาก ลาภหาย”
บางคนได้แต่งนิทานล้อเรื่องนี้ โดยให้สุนัขตัวหนึ่ง(อาจจะเป็นตัวเดียวกันกับนิทานอีสปก็ได้) คาบเนื้อเดินข้ามสะพานแห่งหนึ่ง เมื่อมันมองลงไปในคลองก็เห็นเงานั้นคาบเนื้อก้อนที่ใหญ่กว่า มันจึงคิดในใจว่า “อย่ามาหลอกเสียให้ยากเลย ข้าไม่ใช่หมาโง่ๆแบบในนิทานอีสปนะ ไม่มีวันเสียหรอกที่จะยอมเสียรู้ ข้านี่ฉลาดกว่าเจ้ามากนะโว้ย”
คิดแล้วมันหัวเราะขึ้นมาอย่างสุดเสียงว่า “ฮ่า ฮ่า ฮ่า”
???!!
มีคำกล่าวไว้ว่า “คนโง่ย่อมตกเป็นเหยื่อของคนฉลาด” ... บทความ เกี่ยวกับคริสเตียน | อ.ธวัช เย็นใจ | จันทร์, 14 มีนาคม 2011 READMORE |
สมอแห่งความหวัง www.thaisermons.com
บทความเพื่อชีวิต
สมอแห่งความหวัง
ธวัช เย็นใจ
เมื่อครั้งที่มีการประชุมระดับผู้นำขององค์กรฯที่ชุมพร
เจ้าภาพได้เช่าเรือลำหนึ่งออกไปตกปลาที่กลางทะเล
เพื่อให้เราได้ผ่อนคลาย เมื่อไปถึงตรงจุดที่มีปลา เจ้าของ
ได้ทิ้งสมออันเล็กๆลงไปในน้ำ ทำให้เรือไม่เคลื่อนไป
เราแปลกใจว่าทำไมสมอเหล็กอันนี้จึงสามารถหยุดเรือ
ให้อยู่กับที่ได้...
ในสมัยโบราณครั้งกระโน้น ตั้งแต่ปี กคศ. ๖๕๐ มนุษย์เราก็รู้จักประดิษฐ์สมอเรือทำขึ้นใช้แล้ว โดยทำจากไม้ ต่อมาคนทางภาคตะวันออกของทะเลเมดิเตอร์เรเนียน ได้ทำสมอจากหินขนาดใหญ่และมีน้ำหนักมาก เป็นเครื่องมือที่ทำให้เรือไม่เคลื่อนไปในขณะที่จอด โดยเอาเชือกผูกกับสมอเรือแล้วโยนลงไปให้ถึงก้นทะเล
ในสมัยพระคัมภีร์ใหม่ผู้คนรู้จักสมอของเรือ ผู้เขียนพระธรรมฮีบรูได้กล่าวถึงความหวังของคริสเตียน โดยเปรียบเทียบกับสมอเรือ “ความหวังที่เรายึดไว้นั้น เป็นสมอที่แน่และมั่นคงของจิตใจ ความหวังนั้นนำไปสู่อภิสุทธิสถานข้างหลังม่าน ที่พระเยซูผู้ทรงนำหน้าเสด็จเข้าไปก่อนเพื่อเราแล้ว” (ฮบ. ... บทความ เกี่ยวกับคริสเตียน | อ.ธวัช เย็นใจ | อังคาร, 6 ธันวาคม 2011 READMORE |
|
ก้นหม้อไม่ทันดำ www.thaisermons.com
คิดแบบไทย โดยธวัช เย็นใจ
ก้นหม้อไม่ทันดำ
“ก้นหม้อไม่ทันดำ”
พูดแบบนี้กับคนสมัยใหม่คงจะไม่ค่อยเข้าใจเท่าใดนัก เพราะสมัยนี้ใช้เตาแก็สกับหมดแล้ว จึงมีโอกาสที่จะเห็นก้นหม้อดำยาก แต่สมัยก่อนโน้นไม่ต้องอธิบายอะไรมาก เพราะทุกบ้านจะใช้ฟืนหุงข้าว หม้อที่เพิ่งซื้อมาใหม่ๆเอาขึ้นตั้งเตาไฟไม่นานก้นหม้อก็ดำปี๋แล้ว
“ก้อหม้อไม่ทันดำ” หมายความว่า “คู่ครองที่เลิกร้างกันอย่างง่ายดาย อยู่กินกันก้นหม้อข้าวยังไม่ทันดำเลยก็เลิกกันแล้ว” พวกฝรั่งมักจะพูดว่า Oh Love It so soon : รักที่ผ่านไปอย่างรวดเร็ว บางคู่รักเหมือนโคถึก(ที่คึกพิโรธ) ร้อนพล่านเหมือนหม้อที่ตั้งอยู่บนเตาไฟ แต่เวลาผ่านไปไม่นานไฟก็มอด และความรักก็ค่อยๆเย็นลง และสูญหายไปในที่สุด
เราเห็นตัวอย่างจะจะจากพวกดารา นักร้อง นักกีฬาชื่อดังจำนวนมาก ที่จัดงานวิวาห์อย่างเอิกเกริกในโรงแรมระดับแพงระยับ ... บทความ เกี่ยวกับคริสเตียน | อ.ธวัช เย็นใจ | พุธ, 28 กันยายน 2011 READMORE |
SIMSIMI แอพของคนขี้เหงา ![]() www.thaisermons.com
บทความเพื่อจิตวิญญาณ
Simsimi แอพของคนขี้เหงา
ธวัช เย็นใจ
เหงา เศร้าใจ ขาดเพื่อน ไม่ต้องหาใครหรอก
เพียงแต่คุณเข้าไปแอพ Simsimi เท่านั้นแหละ
ชีวิตของคุณก็จะสดชื่น รื่นเริงขึ้นมาทันที
เจ้าซิมซิมินี่ดังระเบิดขึ้นมาภายในเวลา
เพียงสองสัปดาห์เท่านั้น
มันจึงถูกเรียกว่า “แอพของคนขี้เหงา”
Simsimi เป็นแอพพลิเคชั่นจากประเทศเกาหลี เป็นตัวการ์ตูนตัวกลมๆสีเหลือง เป็นโปรแกรมคลายเหงาสำหรับคนไร้เพื่อน (ภาษาเหนือว่า “คนขี้ง่อม”) ปฏิบัติการบน iOS ไอแพด ไอโฟน Android ... บทความ เกี่ยวกับคริสเตียน | อ.ธวัช เย็นใจ | อาทิตย์, 5 กุมภาพันธ์ 2012 READMORE |
|
พ่อที่ 100,000 D www.thaisermons.com
โครงร่างคำเทศนา
พ่อที่ 100,000 D
ธวัช เย็นใจ
คำนำ
*เพื่อนของเราเป็นอาจารย์ใหญ่โรงเรียนแห่งหนึ่งในจังหวัดอุทัยธานี เล่าเรื่องฟังว่า วันเปิดเทอมครูได้ถามนักเรียนถึงเรื่องของบิดามารดา นักเรียนหลายคนที่มาจากชายขอบไม่รู้จักสองคำนี้ ครูจึงให้ทำเป็นการบ้าน เย็นวันนั้นเด็กชายจุ่นกลับจากโรงเรียนเห็นพ่อกำลังจูงควายไปกินน้ำก็ตรงรี่ไปถามทันที “พ่อครับ บิดานี่มันหมายถึงอะไร?” พ่อของเขาหันมามองหน้าแล้วใช้มือชี้ที่หน้าอกและพูดว่า “กูนี่ไง” จุ่นถามอีกว่า “แล้วมารดาล่ะ?” พ่อเขาชี้มือไปที่ห้องครัวและตอบว่า “ก็แม่มึงไง?”
รุ่งขึ้นครูประจำชั้นเรียกเด็กชายจุ่นมาหน้าชั้นเป็นคนแรก “อ้าว เด็กชายจุ่น การบ้านที่ครูให้ไปเมื่อวาน ไหนบอกว่าซิว่า “บิดาหมายความว่าอะไร?” จุ่นชี้ที่อกของตนแล้วพูดว่า “กูนี่ไง” ครูจึงถามอีกว่า “แล้วคำว่ามารดาล่ะ?” จุ่นชี้มือไปที่ครูแล้วตอบว่า “ก็แม่มึงไง?”
... บทความ เกี่ยวกับคริสเตียน | อ.ธวัช เย็นใจ | อังคาร, 29 พฤศจิกายน 2011 READMORE |
ศิษยาภิบาลกับภาวะหมดไฟ www.thaisermons.com
พระคริสตธรรมไทยเชียงใหม่
ศิษยาภิบาลกับภาวะหมดไฟ
Burn-out
ธวัช เย็นใจ
คำนำ
ครั้งหนึ่งมีผู้รับใช้ของพระเจ้าคนหนึ่งมาพบผม หลังจากที่เราทักทายถามทุกข์สุกดิบกันแล้ว ผมก็ถามถึงจุดประสงค์ว่า “อาจารย์มาวันนี้มีอะไรหรือ?”
ดูเหมือนว่าเขาเงียบไปสักครู่แล้วเริ่มต้นด้วยเสียงสั่นเครือ
“ผมอยากจะลาออกจากผู้อำนวยการ...และอยากจะให้อาจารย์ธวัชช่วยรับตำแหน่งแทน”
“ทำไมอาจารย์จะลาออกเสียล่ะ ในเมื่อทำงานมาตั้งหลายปีแล้ว และเกิดผลดีพอสมควร?”
เขาตอบอย่างตรงไปตรงมาว่า “หมดไฟครับ!”
๑.ศิษยาภิบาลหมดไฟ
ในห้วงเวลาที่ผ่านมาเราพบว่ามีศิษยาภิบาลจำนวนมากที่ละทิ้งงานรับใช้พระเจ้าไป เนื่องจากเขาเกิดท้อแท้ หมดกำลัง เหนื่อยอ่อน สูญเสียความตั้งใจครั้งแรกเริ่ม เบื่อหน่าย งานไม่เกิดผล เซ็ง หดหู่ อยู่ไปก็ไม่มีความหมาย ไม่ก้าวหน้า(มีแต่จะถอยหลัง) ถูกวิพากษ์วิจารณ์ในทางลบ จึง อยากจะลาออก อยากจะหยุดและอยู่เฉยๆ หรือบางคนอยากจะหนีจากหน้าที่ความรับผิดชอบ ภาวะเช่นนี้เรียกว่าอาการ ... บทความ เกี่ยวกับคริสเตียน | อ.ธวัช เย็นใจ | ศุกร์, 6 มกราคม 2012 READMORE |
|
คนล๊วก คนง่าว www.thaisermons.com
ข้อคิดจากภาษิตล้านนา
คนล๊วก คนง่าว
ธวัช เย็นใจ
“ก้านบัวบอกลึกตื้น ชลธาร
มารยาทส่อสันดาน ชาติเชื้อ
โฉดฉลาดเพราะคำขาน ควรทราบ
หย่อมหญ้าเหี่ยวแห้งเรื้อ บอกร้าย ดินแสลง”
มีคนเล่าให้ฟังเรื่องเมืองงาวและเมืองน่าน
จริงเท็จแค่ไหนลองฟังดูนะครับ เขาว่าแต่เดิมเมืองงาว (อยู่ในเขตจังหวัดลำปาง)มีชื่อว่าเมืองง่าว (ภาษาเหนือแปลว่าโง่) และเมืองน่านมีชื่อว่าเมืองนาน (ไกลมาก กว่าจะเดินทางถึงต้องใช้เวลานาน) แต่เนื่องจากเป็นชื่อที่ไม่ค่อยเป็นมงคล ต่อมาทางเมืองนานจึงขอยืมไม้เอกไปใส่ ทั้งสองเมืองก็เลยมีชื่ออย่างที่เห็นเป็นอยู่ในทุกวันนี้
อยู่กั๊บคนไบ้เหมือนผ่าไม้ตั๊ดต๋า อยู่กั๊บคนมีผะหยาเหมือนผ่าไม้โล่งป้อง :
... บทความ เกี่ยวกับคริสเตียน | อ.ธวัช เย็นใจ | ศุกร์, 29 กรกฏาคม 2011 READMORE |
คนธรรมดาที่ถูกเรียกว่าอาจารย์ ผู้รับใช้พระเจ้า...ก็คือคนธรรมดาที่ถูกเรียกว่าอาจารย์
ตั้งแต่เราเริ่มเชื่อพระเจ้าใหม่ๆ หลายๆคนอาจจะได้รับสอน ปลูกฝังตั้งแต่เริ่มแรกเลยเกี่ยวกับเรื่องของ "สิทธิอำนาจ"ของผู้นำ หรือที่เราเรียกว่าผู้รับใช้พระเจ้า ซึ่งผู้สอนอาจจะมีเหตุผลที่ดี แรงจูงใจที่ดีที่จะให้ผู้เชื่อใหม่เหล่านี้รู้ว่า โดยพระเจ้าทรงเจิมแต่งตั้งผู้นำใดไว้ในงานของพระองค์ เราจะแตะต้องไม่ได้
“อย่าแตะต้องบรรดาผู้ที่เราเจิมไว้ อย่าทำอันตรายแก่ผู้เผยพระวจนะทั้งหลายของ เรา” 1พศว.16:22
ซึ่งก็เป็นสิ่งที่ดี แต่ผมพบว่า ภายใต้แรงจูงใจที่ดี บางครั้ง หรือหลายครั้งก็เป็นการปรามไว้ แต่เนิ่นๆว่า ผู้นำเหล่านี้ "แตะต้องไม่ได้จริงๆ" หรือ "อย่าหือกับผู้รับใช้" ..... เอาเป็นว่า ผมตั้งใจว่าเขียนบทความ "สิ่งมีชีวิตที่เรียกว่าคริสเตียน"จะไม่เขียนในเชิงสอน หรือเชิงคติธรรมอะไรมากมายให้เคร่งเครียด แต่ผมจะเขียนในมุมเชิงประสบการณ์ และสิ่งที่เกิดขึ้นในวงการคริสเตียนมาเล่าให้ฟัง
ในภาพของความเป็นมนุษย์ หรือ คนนั้น ถ้าเรามองผ่านหมวกสถานะภาพ ที่แต่ละคนสวมเอาไว้เช่น คนบางคนสวมหมวกหลายใบ เช่นหมวกของเจ้าของธุรกิจ ,หมวกอาจารย์สอนพระคัมภีร์, หมวกกรรมการศิษย์เก่าสถาบันฯ, หมวกสามี ... บทความ เกี่ยวกับคริสเตียน | Administrator | อังคาร, 5 เมษายน 2011 READMORE |
|
หมดเวลาของสตีฟ จอบส์ www.thaisermons.com
บทความเสริมสร้างจิตวิญญาณ
หมดเวลาของสตีฟ จอบส์
ธวัช เย็นใจ
มือของเจ้าจับการงานอะไร
จงกระทำการนั้นด้วยความเต็มกำลังของเจ้า
เพราะว่าในแดนคนตายที่เจ้าจะไปนั้น
ไม่มีการงานหรือแนวความคิด ความรู้หรือสติปัญญา
(ปญจ. ๙.๑๐)
ผมไม่แน่ใจว่าสตีฟ จอบส์ เป็นคริสเตียนและได้อ่านพระคัมภีร์ข้อนี้หรือเปล่า? แต่สังเกตเห็นว่าชีวิตของเขาเป็นไปอย่างนั้นจริงๆ!
เขามีชื่อจริงว่า สตีเฟน พอล จอบส์ เกิดในปี ๒๔๙๘ ที่เมืองซานฟรานซิสโก รัฐคาลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา สตีฟเป็นลูกครึ่งมีแม่ชื่อโจแอนน์ แคโรล ซีเบิ้ล หญิงชาวอเมริกัน ... บทความ เกี่ยวกับคริสเตียน | อ.ธวัช เย็นใจ | ศุกร์, 21 ตุลาคม 2011 READMORE |
คริสตมาส คริสตมาส
คำถามที่คาใจ
ธวัช เย็นใจ
๑)ชื่อของคริสตมาสมาจากอะไร?
: คริสตมาสมาจากคำว่า “แมส” หรือ “มิซซา” (Mass or Missa) เป็นพิธีกรรมของคาทอลิกที่ทำกันในคืนวันที่ ๒๔ ธันวาคม ซึ่งถือว่าเป็นเป็นคืนศักดิ์สิทธิ์
แต่ความจริงจากพระคัมภีร์มัทธิวและลูกา คือ คริสตมาสหมายถึงวันที่พระเจ้าทรงสำแดงความรักต่อมนุษยโลก
“พระเจ้าทรงรักโลกดังนี้ คือได้ประทานพระบุตรองค์เดียวของพระองค์ เพื่อทุกคนที่วางใจในพระบุตรนั้นจะไม่พินาศ แต่มีชีวิตนิรันดร์” (ยน. ๓.๑๖)
๒)พระเยซูเกิดเมื่อไหร่?
: ไม่มีใครแน่ใจว่า พระเยซูทรงเกิดวันที่เท่าไหร่ เดือนอะไร เพราะไม่มีการบันทึกไว้ในพระคัมภีร์ หลายคนคำนวณว่า น่าจะเป็นเดือนธันวาคมหรือมกราคม นักประวัติศาสตร์มีความเห็นพ้องต้องกันว่า ... บทความ เกี่ยวกับคริสเตียน | อ.ธวัช เย็นใจ | ศุกร์, 23 ธันวาคม 2011 READMORE |
|
เปรียบเทียบพระคัมภีร์โรม๘.๒๘ www.thaisermons.com
ธวัช เย็นใจ-บรรณาธิการ
เปรียบเทียบพระคัมภีร์โรม๘.๒๘
๑)พระคัมภีร์ไทยฉบับเดิม ปี ๑๙๘๓ (สมาคมพระคริสตธรรมไทย)
“ฝ่ายเราทั้งหลายรู้แล้วว่า พระเจ้าทรงร่วมมือกับคนทั้งหลายที่รักพระองค์ คือคนทั้งปวงที่พระองค์ได้ทรงเลือกไว้ตามพระดำริของพระองค์ ให้บังเกิดผลอันดีในทุกสิ่ง”
๒)พระคัมภีร์ไทยฉบับคิงเจมส์ ปี ๒๐๐๓ (แบ๊บติสต์ อินเตอร์เนชันแนล มิชชั่น)
“เรารู้ว่า พระเจ้าทรงร่วมมือกับคนทั้งหลายที่รักพระองค์ให้เกิดผลอันดีในทุกสิ่ง คือคนทั้งปวงที่พระองค์ได้ทรงเรียกตามพระประสงค์ของพระองค์”
๓)พระคัมภีร์ไทยฉบับอมตธรรมร่วมสมัย ปี ๒๐๑๐ (แปลจากฉบับ NIV)
“และเรารู้ว่าในทุกๆสิ่ง พระเจ้าทรงทำให้เกิดผลดีแก่บรรดาผู้ที่รักพระองค์ คือผู้ที่ได้ทรงเรียกตามพระประสงค์ของพระองค์”
๔)พระคัมภีร์ไทยฉบับแปลใหม่ ปี ๑๙๙๘ (ของ JCC)
“และเราทราบว่า พระเจ้าทรงช่วยทุกสิ่งให้เป็นไปด้วยดีกับบรรดาผู้ที่รักพระเจ้า ... บทความ เกี่ยวกับคริสเตียน | อ.ธวัช เย็นใจ | พฤหัสบดี, 3 กุมภาพันธ์ 2011 READMORE |
คริสตจักรแบบ ข้าวละมาน ![]() www.thaisermons.com
บทความเสริมสร้างจิตวิญญาณ
คริสตจักรแบบ “ข้าวละมาน”
ธวัช เย็นใจ
คนยุคปัจจุบันต้องการคริสตจักรแบบไหน?
คริสตจักรแบบเพรสไบทีเรียน เมโธดิสท์ เพนเตคอส
แบ๊บติสต์ ลูเธอร์แรน หรือคาริสมาติค
ทุกคนสามารถเลือกคริสตจักรได้ตามใจชอบ
มันก็เหมือนกับการซื้อหมวกนั่นแหละ ต้องเลือก
เอาหมวกใบที่สวมเข้าพอดีกับหัวที่สุด
แต่ในพระคัมภีร์ตอนนี้ เป็นเรื่องคริสตจักรข้าวละมาน!
มัทธิว ๑๓.๒๔-๓๐ พระเยซูคริสต์ได้ตรัสคำอุปมาเรื่อง “ข้าวละมานท่ามกลางต้นข้าวสาลี”
“การที่พระเจ้าทรงครอบครอง เป็นเหมือนชายที่ออกไปหว่านพืชในนา คืนหนึ่งเมื่อทุกคนนอนหลับกันหมดแล้ว ศัตรูก็มาหว่านข้าวละมานไว้แล้วก็ไป เมื่อพืชนั้นงอกเติบโตขึ้น ข้าวสาลีก็เริ่มออกรวง ข้าวละมานก็งอกขึ้นด้วย บ่าวของชายคนนั้นมาหานายพูดว่า
“นายครับ ... บทความ เกี่ยวกับคริสเตียน | อ.ธวัช เย็นใจ | จันทร์, 23 มกราคม 2012 READMORE |
|
เมโสโปเตเมีย www.thaisermons.com
ประวัติศาสตร์-ธวัช เย็นใจ
เมโสโปเตเมีย
“ดูก่อนพี่น้อง และท่านผู้ใหญ่ทั้งหลาย ขอฟังเถิด พระเจ้าผู้กอปรด้วยพระสิริ
ได้ปรากฏแก่อับราฮัมบิดาของเรา เมื่อท่านยังอยู่ในประเทศเมโสโปเตเมีย
ก่อนที่จะไปอาศัยอยู่ในเมืองฮาราน” (กจ. ๗.๒)
พระคัมภีร์ตอนนี้เป็นคำกล่าวของสเทเฟน(ต่อหน้าบรรดาศัตรูของข่าวประเสริฐ)ถึงที่มาที่ไปของชนชาติอิสราเอล ซึ่งน่าสนใจมาก และมีรายละเอียดปรากฏอยู่ในตลอดทั้งบทแล้ว
เมโสโปเตเมีย (Mesopotamia)[1] มาจากภาษากรีก ๒ คำคือ mesos แปลว่า ตรงกลางหรือส่วนกลาง และคำ potamia หมายถึงแม่น้ำ รวมความแล้วก็คือเมืองที่อยู่ตรงส่วนกลางของแม่น้ำ หรืออยู่ระหว่างแม่น้ำทั้งสอง พระคัมภีร์เดิมและใหม่ได้กล่าวถึงเมืองนี้ไว้เพียง ... บทความ เกี่ยวกับคริสเตียน | อ.ธวัช เย็นใจ | ศุกร์, 30 กันยายน 2011 READMORE |
ข้อคิดปีใหม่ ข้อคิดปีใหม่
“ที่สุดในชีวิต”
๑.ศัตรูที่น่ากลัวที่สุดในชีวิตคือ ตัวของเราเอง
๒.ความล้มเหลวที่ยิ่งใหญ่ที่สุดคือความอวดดื้อถือดี
๓.การกระทำที่โง่เขลาที่สุดคือการหลอกลวง
๔.สิ่งที่แสนสาหัสที่สุดในชีวิตคือ ความอิจฉาริษยา
๕.ความผิดพลาดที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิตคือ การยอมแพ้ต่ออุปสรรคปัญหา
๖.สิ่งที่น่าสังเวชที่สุดในชีวิตคือ การท้อถอยของตนเอง
๗.สิ่งที่เป็นอกุศลที่สุดในชีวิตคือ การโกหกตนเอง
๘.สิ่งที่น่าสรรเสริญมากที่สุดในชีวิตคือ ความอดทน (อุตสาหะวิริยะ)
๙.ความล้มละลายที่สุดในชีวิตคือ ความสิ้นหวัง
๑๐.หนี้ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิตคือ หนี้พระคุณของพระเจ้า
๑๑.ของขวัญที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิตคือ การให้อภัยต่อบาป และความเมตตากรุณา
๑๒.ทรัพย์สมบัติที่มีค่าที่สุดในชีวิตคือความรอดชีวิตนิรันดร์
๑๓.สิ่งที่มีคุณค่าที่สุดในโลกนี้คือ ครอบครัวและสุขภาพที่ดี
๑๔.ข้อบกพร่องที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิตคือ ... บทความ เกี่ยวกับคริสเตียน | อ.ธวัช เย็นใจ | พฤหัสบดี, 13 มกราคม 2011 READMORE |
|
พลังอำนาจแห่งรัก ![]() www.thaisermons.com
บทความวาเลนไทน์
พลังอำนาจแห่งรัก
ธวัช เย็นใจ
Set me as a seal upon your heart,
as a seal upon your arm;
for love is strong as death,
jealousy as cruel as the grave;
its flames ... บทความ เกี่ยวกับคริสเตียน | อ.ธวัช เย็นใจ | พุธ, 11 มกราคม 2012 READMORE |
|
|
MORE_IN: บทความ เกี่ยวกับคริสเตียน |
|
- + 4 |
|
|
|




“การฟื้นฟูในรูปแบบใหม่! เชิญรับการสัมผัสจากพระเจ้า














