| Trendy: |
| Webmaster | ||||||||
|
เว็บมาสเตอร์ Thai Sermons |
||||||||
|
||||||||
|
|
||||||||
Archive |
22 February 2012
รักแค่สามวันก็พอ “ความรักนั้นก็อดทนนานและกระทำคุณให้ ความรักไม่อิจฉา ไม่อวดตัว ไม่หยิ่งผยอง ไม่หยาบคาย ไม่คิดเห็นแก่ตนเองฝ่ายเดียว ไม่ฉุนเฉียว ไม่ช่างจดจำความผิด ไม่ชื่นชมยินดีเมื่อมีการประพฤติผิด แต่ชื่นชมยินดีเมื่อมีการประพฤติชอบ ความรักทนได้ทุกอย่างแม้ความผิดของคนอื่น...
- 22 February 2012 ตกปลาในกระชัง
- 22 February 2012 ต้องตายแน่
- 21 February 2012 คริสตจักรหายไปไหน
- 20 February 2012 ผมมาจากไหน
- 20 February 2012 เงินมันก็แค่กระดาษเปื้อนหมึก
- 18 February 2012 คริสตจักรสเมอร์นา-Smyrna
- 18 February 2012 พระเจ้าช่วยเหรอ
- 16 February 2012 เกียรติที่แท้จริงหรือ
- 16 February 2012 ขอตายตามสุนัข
- 15 February 2012 โอ้ ภาราตี
- 14 February 2012 อาลัยวิทนีย์ ฮุสตัน
- 13 February 2012 วางใจในพระเจ้าก็เป็นสุข
ลับ : ที่อยู่พ้นสายตา, มองไม่เห็น, ที่ปกปิดไว้
ลวง : ทำให้หลงว่าเป็นจริง, หลอกให้คนจำนวนมากหลงเชื่อ
หลอก : ลวง, ทำให้หลงเชื่อ, ทำให้กลัว, ไม่แท้จริง
อำพราง : ปิดบัง, ปกปิด, ปิดบังโดยลวงให้เข้าใจผิด[1]
ครั้งหนึ่ง นักรบชาวกรีกในเทพนิยายกรีกชื่อเฮอร์คิวลิส (Hercules) ออกไปล่าหมูป่าที่ภูเขาอีไลแมนซัส และได้พบกับพวกเซนทอร์ (centaur)[2] และเกิดทะเลาะวิวาทกันอย่างรุนแรง พวกเซนทอร์รุมเล่นงาน จนเฮอร์คิวลิสต้องใช้ธนูอาบยาพิษด้วยเลือดของไฮดรายิงใส่ ปรากฏว่าพวกเซนทอร์ล้มตายเป็นเบือ
มีเรื่องเล่าว่า เซนทอร์ตนหนึ่งชื่อเนสซูส ซึ่งมัวเมาในกามสุขและเจ้าเล่ห์เพทุบาย ได้อาสาพาเจ้าสาวของเฮอร์คิวลิสข้ามแม่น้ำสายหนึ่ง โดยมีเฮอร์คิวลิสว่ายตามหลังมา แต่พอขึ้นถึงฝั่งได้เนสซูสกลับพาเจ้าสาวหนี เมื่อเฮอร์คิวลิสร้องบอกให้หยุดก็ไม่ยอมไม่หยุด
จนเฮอร์คิวลิสต้องใช้ธนูยิง เนสซูสเลือดท่วมตัวขณะที่กำลังจะตายก็ได้ฝากเสื้อเปื้อนเลือดไว้กับฝ่ายหญิง โดยลวงว่าเป็นเสื้อที่มีมนต์เสน่ห์ เมื่อใดก็ตามเธอรู้สึกว่าสามีไม่รัก ก็พยายามให้เขาสวมเสื้อตัวนี้ แล้วความรักก็จะกลับคืนมาเหมือนเดิม นี่เป็น “ลับ ลวง พราง” ของเนสซูส แม้ว่าตนเองจะต้องถึงความพินาศแล้ว แต่ก็ไม่วายที่จะ “แค้นนี้ต้องชำระ”
ด้วยเล่ห์กลมนต์ดำของเนสซูส วันหนึ่ง เฮอร์คิวลิสก็ถูกเสื้อรัดร่างจนถึงแก่ความตาย!
เรื่องราวทำนองนี้ก็ปรากฏในพระคริสตธรรมคัมภีร์เดิมด้วยเช่นกัน ในโยชูวาบทที่ ๙ กล่าวถึง “เล่ห์ลวงของชาวกิเบโอน”
วันหนึ่ง เมื่อโยชูวาพาชนชาติอิสราเอลยกทัพข้ามแม่น้ำจอร์แดนและตีได้เมืองเยริโคและดินแดนต่างๆได้แล้ว ข่าวนี้ทำให้คนเผ่าต่างๆที่อยู่แถบนั้นพากันหวาดกลัว บางพวกรวบรวมกำลังเพื่อต่อสู้ แต่บางคนพวกแสร้งทำเป็นมิตร
โดยเฉพาะเผ่ากิเบโอนทำเหมือนว่าเดินทางมาจากแดนไกลเพื่อสวามิภักดิ์ต่ออิสราเอล “เอากระสอบเก่าขาดๆบรรทุกหลังลา กับถุงหนังที่เก่าขาดและปะไว้บรรจุเหล้าองุ่น สวมรองเท้าเก่าและปะไว้ และสวมเสื้อผ้าเก่า ส่วนเสบียงอาหารก็แห้งและขึ้นรา
พวกเขามาหาโยชูวาที่ค่ายเมืองกิลกาลและบอกว่า “พวกข้าพเจ้ามาจากประเทศที่ห่างไกล ขอทำพันธสัญญา กับพวกข้าพเจ้าเถิด” (ข้อ ๔-๗) ผู้นำคนอิสราเอลจึงทำสัญญาไมตรีด้วย แต่ล่วงไปแค่สามวันเท่านั้นเอง โยชูวาก็ทราบว่า คนกิเบโอนอยู่แค่ปลายจมูกนี้เอง จึงรู้ว่าพลาดท่าเสียทีแล้ว แต่ก็ไม่สามารถแก้ไขอะไรได้ จึงปล่อยเลยตามเลยไป
เรื่อง “ลับ ลวง หลอก อำพราง” แบบนี้ก็ปรากฏในพระคัมภีร์ใหม่ด้วย
ในพระธรรมกิจการบทที่ ๒-๕ หลังจากที่พระวิญญาณบริสุทธิ์เสด็จลงมา ก็มีการฟื้นฟูจิตวิญญาณครั้งใหญ่ พวกสาวกได้ประกาศเทศนาข่าวประเสริฐของพระเยซูคริสต์ด้วยใจกล้าหาญ ปรากฏว่ามีผู้คนเข้ามารับความรอดกันอย่างล้น
หลาม คนเหล่านี้ได้รับการเปลี่ยนแปลงชีวิตเสียใหม่อย่างแท้จริง พวกเขาเอาจริงเอาจัง ร่วมประชุมนมัสการพระเจ้าอย่าง
สม่ำเสมอ อีกทั้งมีการขายสิ่งของต่างๆแล้วเอาเงินมาถวายเป็นกองกลาง เพื่อแจกจ่ายให้แก่คนยากจน
พระคัมภีร์บอกว่ามีสามีภรรยาขี้งกคู่หนึ่งชื่ออนาเนียกับสัปฟีราอยากจะหน้าบ้าง จึงขายที่ดินและแบ่งเงินไว้ครึ่งหนึ่ง แล้วเอาส่วนที่เหลือไปมอบให้แก่พวกอัครทูต เปโตรซึ่งมีเซนส์ในฝ่ายวิญญาณรู้ทันทีว่า หมอนี่มัน “ลับ ลวง อำพราง” แน่ จึงถามอนาเนียว่า เจ้าขายที่ดินได้เท่านี้หรือ เขาตอบว่า ครับ ได้เท่านี้แหละ เปโตรจึงกล่าวแก่เขาว่า เป็นคนโกหกหลอกลวง ไม่ใช่หลอลวงมนุษย์ แต่บังอาจหลอกลวงพระเจ้า
ทันใดนั้น อนาเนียก็ล้มลงขาดใจตาย และพวกเขาก็หามศพออกไป!
พอสักครู่สัปฟีราลอยหน้าลอยตาเดินทางถึง เปโตรก็ถามเหมือนเดิม เธอก็ตอบเหมือนสามี (คงจะมีการเตี๊ยมกันไว้แล้ว) แล้วนางก็ไม่อาจรอดชีวิตไปได้ คงจะไปนั่งอยู่กับอนาเนียที่แดนคนตาย และนึกเสียดายว่า เราไม่น่าวางแผนหลอกลวงคนของพระเจ้าเลย มันไม่คุ้มจริงๆ
เข้าประเด็น : สหกิจคริสเตียนแห่งประเทศไทย ซึ่งเป็นองค์การทางศาสนาที่ใหญ่อันดับสามของไทยเรา
เรื่องที่เล่ามาข้างต้นนั้น ทำให้คิดถึงเรื่องการบริหารงานของสหกิจคริสเตียนแห่งประเทศไทย ของคณะกรรมการชุด N ที่ต้องพบกับความยากลำบากนานัปการ ตั้งแต่เริ่มแรกเข้ามารับงานสานต่อจากคณะกรรมการชุด O ซึ่งหมดวาระลง กรรมการไก่อ่อนต้องมาเจอกับสภาพ “ลับ ลวง หลอก อำพราง” การปกปิด สารพัดรูปแบบ ทำให้หลงคิดว่าเป็นจริง ทำให้หลงเชื่อ และลวงให้เข้าใจผิด
ไล่ไปไล่มาก็พบว่ามีสาเหตุ(อันเชื่อได้ว่า)มาจากหลายประการ คือ
๑)กรรมการชุด N ถูกกล่าวหาว่า มาโดยไม่ชอบธรรมและโปร่งใส ในการเลือกตั้งมีการหาเสียง “ลอบบี้” และแจกโพยรายชื่อผู้ที่สมควรที่ได้รับการเลือกตั้งเป็นกรรมชุดใหม่
ถ้าจะพูดอย่างตรงไปตรงมา เรื่องแบบนี้มันมีมาทุกยุคทุกสมัย เพียงแต่ว่าจะทำแบบมิดเมี้ยนหรือโจ่งแจ้งเท่านั้น
เมื่อการเลือกตั้งสมัยโน้น(ประชุมกันที่ภาคใต้) ท่าน Si กำลังจะอำลาจากตำแหน่งประธาน และมีสองท่านที่ลงแข่งขันลงรับเลือกตั้งเป็นประธาน สคท. คือ ท่าน M กับท่าน W ตอนนั้นผมยังเป็นประธานของ สคท. เขตภาคเหนืออยู่ ผมก็เรียนท่าน M ตรงๆว่า ทางภาคเหนือมีสมาชิกที่มีสิทธิ์ออกเสียงจำนวนมาก พวกเราจะเทคะแนนให้ท่านได้เป็นประธาน สคท. ครั้งนั้นท่าน M ก็ตั้งให้ผมเป็นประธาน กกต.(กรรมการเลือกตั้ง) มีอำนาจตัดสินชี้ขาดว่า ใครมีสิทธิ์จะลงสมัครรับเลือกตั้งได้บ้าง
และแล้วอะไรเกิดขึ้น หลังจากขับเคี่ยวกันอย่างถึงพริกถึงขิง ท่าน M ก็ได้เป็นประธาน สคท.จริงๆ สมความภาคภูมิ สานฝันอันบรรเจิดของท่านให้สำเร็จ (นี่ไม่ใช่การทวงบุญคุณอะไรนะครับ – ฮา!)
ท่าน W ซึ่งเป็นคู่แข่งขันได้แค่ตำแหน่งรองประธานฯเท่านั้น แต่น่าเสียดายและเสียใจที่ต่อมาท่านก็ตัดช่องน้อยแต่พอตัว แทนที่ท่านจะลาออกไปเลย แต่กลับไม่ยอมเข้าร่วมประชุม กก.อำนวยการติดต่อกันถึงสามครั้ง ตามธรรมนูญของ สคท. ท่าน W จึงพ้นจากตำแหน่งรองประธานฯและกรรมการไปโดยปริยาย (หมายเหตุ : มีรายงานว่า ทุกวันนี้ท่านไม่มีตำแหน่งแห่งหนอะไรในคณะกรรมการ แต่แอบเข้ามาป้วนเปี้ยนที่ สคท.บ่อยๆเพื่อชี้นำบางอย่างแก่ประธานคนใหม่ แปลกแต่จริง!ระวังจะเป็นแบบ “ผู้มีบารมีเหนือ สคท.” เพราะภาพจะออกมาไปสวยนะเออ)
๒)ความเบื่อหน่ายต่อการใช้อำนาจอย่างฟุ่มเฟือยของท่าน “M”
ตลอดระยะเวลานับสิบๆปีที่ผ่านมาท่าน “M” ดำรงตำแหน่งเป็นเลขานุการ แต่ท่านได้กุมอำนาจเบ็ดเสร็จไว้ในมือ องค์กรคริสตจักร องค์การและมิชชันนารีหือไม่ได้เลย ท่าน “จะบีบก็ตาย จะคลายก็รอด” บริหารแบบชี้นำทุกอย่าง มีอำนาจมากกว่าประธานฯเสียอีก(ประธานตัวจริงก็เลยกลายเป็นเพียงแค่หุ่นเชิดเท่านั้น) แม้ว่าขณะนั้นจะไม่มีตำแหน่งเลขาธิการ แต่ก็มันก็เหมือนมีนั่นแหละ เพราะอำนาจของท่าน “M” นั้นล้นฟ้าจริงๆ
พอได้มาดำรงตำแหน่งประธาน สคท. ท่านก็เลยรวบสองตำแหน่งเข้าด้วยกันเสียเลยคือ ประธานฯและเลขาฯ ส่วนเลขาฯตัวจริงก็ได้แต่แบ๊ะๆ ในการบริหารแบบนี้ชาวโลกเขาเรียกว่า “ตำแหน่งประธานฯ แต่นิสัยเป็นเลขาฯ” ทุกครั้งที่มีการประชุมคณะกรรมการอำนวยการ ท่านเป็นเผด็จการโดยพูดและเสนออยู่คนเดียว เรื่องต่างๆจะบงการให้ผู้จัดการ P ทำพิมพ์เขียวมาเรียบร้อยแล้ว จากนั้นท่านก็จัดการเสร็จสรรพ “ชงเองและกินเอง”
มีหลายคนอดเป็นห่วงและแสดงความวิตกวิจารณ์ว่า ระวังไว้ให้ดีเถอะ “ว่าแต่เขา อิเหนาเป็นเอง” ประธานคนปัจจุบันจะมาอีหรอบเดียวกัน อำนาจมันทำให้คนเหลิงได้ เรื่องนี้เราจะไปพูดกันอย่างรายละเอียดในบทความตอนต่อไปเรื่อง “ผู้มีบารมีเหนือ สคท.”
ศจ. “S” ได้เดินมาพบผมที่เชียงใหม่ และยอมรับกับผมว่า “อาจารย์ “M” เป็นคนเก่ง แต่เสียเพราะพูดมากและชอบใช้อำนาจข่มคนอื่น โดยเฉพาะกับคนที่ไม่เห็นด้วยและพวกมิชชันนารีที่ไม่ค่อยให้ความร่วมมือ อาจารย์ “M” มักขู่ว่าจะไล่ออกจาก สคท.”
ผมเอง(นายธวัช เย็นใจ)ก็บอก ศจ. “S”ว่า ท่าน “M” ก็เคยขู่ไล่ผมออกจากสหกิจคริสเตียนฯมาแล้วเหมือนกัน
ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ประธานกรรมการ สคท. ที่มาจากภาคต่างๆ (๖ ภาค)ก็เลยกลายเป็นแค่ “ตรายาง” เท่านั้น! เสนออะไรมายกมือให้ ประชุมเสร็จรับเบี้ยประชุมและค่าเดินทางกลับบ้าน อีกสามเดือนค่อยมาว่ากันใหม่ นี่ไงทำให้ สคท.ตกอยู่ในกำมือของคนเพียงสี่ห้าคน งานของ สคท. มันจะจึงไม่เจริญก้าวหน้าไปสักที
๓)การเสพติดอำนาจ ความจริงที่ต้องยอมรับ เหมือนเด็กเล็กๆเมื่อไม่ได้ดังใจก็ล้มตัวลงกลิ้งชักดิ้นชักงอ คือ จะเอาให้ได้ว่างั้นเหอะ!
บรรดาสมาชิกที่เข้าร่วมประชุมใหญ่ของ สคท.ที่พัทยาครั้งที่ผ่านมาก็คงจะประจักษ์แก่ตาแล้วว่า มีการเสนอชื่อของสองทีมเพื่อแข่งขันเป็นกรรมการ นั่นยังไม่เท่าไหร่ แต่ไฮไลน์เข้มข้นอยู่ในวันปิดประชุม เรียกว่า “ฟางเส้นสุดท้ายที่ทำ
ให้ม้าหลังหัก” อยู่ตรงที่การเลือกตั้งประธาน สคท. เมื่อการเสนอชื่อ(ม้ามืด) ดร.ปรีชา เจ็งเจริญลงแข่งขันกับ ศจ. ยุทธศักดิ์ ศิริกุล ผู้คร่ำหวอดอยู่ มันเหมือนกับการเอาไม้ซีกไปงัดไม้ซุง หรือตั๊กแตนไปหาญสู้กับช้างสาร ยังไงยังงั้นแหละ มองตามสายตาเราๆท่านก็บอกว่า คนเก่ากางมุ้งรออยู่ก่อนแล้ว ส่วนคนใหม่ก็กระไรเลย ช่างไม่เจียมบอดี้
ชาวบ้านเขาบอกว่า อิทธิพลของท่าน “M” ไม่มีมนต์ขลังพอ เมื่อผลออกมาพลิกความคาดหมาย ดร.PR ชนะแค่คะแนนเดียว (ผมมักเรียกท่านว่า “อาจารย์คะแนนเดียว” เพราะครั้งก่อนมีการเลือกตั้งประธานภาคเหนือ ท่านก็ชนะ ศจ. K แค่คะแนนเดียวเหมือนกัน) นั่นหมายถึงแผนการอะไรๆในอนาคตที่วางไว้อย่างสวยหรู ก็พลอยล่มสลายไปด้วย เช่น การเปลี่ยนแปลงธรรมนูญ สคท.เสียใหม่ ให้มีการเลือกตั้งเลขาธิการเข้ามาบริหาร (คือท่าน “M” นั่นแหละจะเข้ามานั่งในตำแหน่งนี้ เพราะถ้าจะพูดไปตามความจริง ในยุคนี้ทั่วใต้หล้าไม่มีใครเหมาะสมเท่ากับท่านอีกแล้ว) ถ้าเป็นไปดังนี้ก็จะเปลี่ยนโฉมหน้าของ สคท.ไปทั้งหมดเลย
๓)ลับ ลวง หลอก อำพราง
คณะกรรมการสหกิจคริสเตียนฯชุดนี้มีความแตกต่างออกไป กรรมการชุดอื่นๆที่ผ่านมามักจะมีการผสมผสานกันระหว่างกรรมการรุ่นใหม่กับรุ่นเก่า ไม่ว่าจะเป็นกรรมการบริหาร กรรมการมูลนิธิ และกรรมการอื่นๆ แต่ส่วนมากอำนาจจะตกอยู่ในมือกรรมการรุ่นเก่า(อย่างเหนียวแน่น) จะเห็นว่ากรรมการจากภูธร(ภาคต่างๆ)ไม่มีโอกาสได้นั่งในตำแหน่งบริหาร
มาประชุมเพื่อยกมือเท่านั้น
แต่คณะกรรมการ สคท. ชุดนี้มีการปฏิรูปเสียใหม่ เรียกว่า “กลับ ๑๘๐ องศา” กันเลยทีเดียว ชนิดเรี่ยมเร้เรไร กรรมการจากภาคต่างๆมานั่งกันพรึบพรับเพื่อบริหาร ส่วนคนกรุงเทพฯให้ไปนั่งตบยุงกันก่อน(ก็แล้วกัน) นี่เองอาจจะเป็นชนวนทำให้เกิดความไม่พออกพอใจ มีการวางแผน วางยา ขุดหลุมพราง และกับดัก โดยหวังว่า กรรมการพวกนี้จะพลาดท่าเสียทีตกลงไปบาดเจ็บและล้มตายกัน(บ้างล่ะ)
อย่างแรก “สมอ้าง” ทั้งๆที่รู้ว่าตนเองหมดวาระการเป็นกรรมการไปแล้ว แต่เมื่อทางต่างประเทศติดต่องาน สคท.มา ก็ยังทำเป็นว่าไขสือให้เข้าใจไปในทำนองว่า ตนเองยังนั่งเก้าอี้กรรมการอยู่นะ เท่านั้นไม่พอยังดำเนินการจัดประชุมตามปกติ เหมือนกับว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น จนประธานตัวจริงต้องทำหนังสือแจ้งไปยังต่างประเทศว่า มีการเปลี่ยนแปลงหน้าที่ตำแหน่งกันแล้วนะ
อย่างที่สอง ได้มีความพยายามการดำเนินงานบางอย่าง ทำนองลักลั่นและลองของ โดยไม่ผ่านการอนุมัติหรือเห็นชอบของคณะกรรมการบริหารชุดใหม่ เพื่อจะชิมลางดูว่า กรรมการ สคท. ชุดนี้มีวอเตอร์เมดิซีน(น้ำยา)ไหม หรือเป็นเพียงแค่ “เสือกระดาษ” เท่านั้นเอง? นอกจากนั้น ท่าน “M” ยังได้มีการเชิญคณะกรรมการ สคท.ทางภาคเหนือ และผู้นำคริสตจักรราว ๔๐๐-๕๐๐ คนไปกินเลี้ยงที่โรงแรมแห่งหนึ่งในเชียงใหม่ เพื่อเช็คฐานเสียงสำหรับการหวนกลับมาเป็นประธานฯ ในสมัยหน้า(ชัวร์!)
อย่างที่สาม ภาษาสมัยใหม่เรียกว่า “ดิสเครดิต” กันชนิดอย่างหนาตราช้างเลย ท่าน “M” ได้จัดงานมงคลโดยเชิญแขกเหรื่อมาจนเกือบล้นห้องประชุม แต่คณะกรรมการ สคท. ชุดใหม่ไม่มีใครได้รับบัตรเชิญ (นอกจากสามสี่คนที่โยงใยอยู่กับท่าน “M”) สายรายงานมาทางทรูมูฟว่า โต๊ะแขกเหรื่ออื่นๆค่อนข้างเต็มหมด แต่โต๊ะของคณะ กรรมการ สคท. กลับโหรงเหรงบางตา ทำให้ผู้คนคิดไปว่า เหตุที่พวกกรรมการฯไม่มาก็เพราะมีความขัดแย้งและไม่เหยียบหัวแม่เท้ากันอยู่กระมัง
โอ้โฮ ลับ ลวง หลอกและอำพรางได้เนียนจริงๆ
ที่น่าตกใจไปมากกว่านั้นก็คือ เมื่อถึงเวลาถ่ายรูปร่วมกัน มีเสียงประกาศว่า ขอเชิญคณะกรรมการสหกิจคริสเตียนฯ ขึ้นมาเป็นเกียรติถ่ายรูปร่วมกันหน่อย ก็เลยมีแต่พวกเจ้าหน้าที่ของสำนักงาน สคท. และกรรมการบางคนขึ้นไป ดูหรอมแรมและน่าสมเพชเหลือเกิน ทำให้ผู้ร่วมงานเลี้ยงเห็นว่า เออ ไอ้กรรมการพวกนั้นไม่ชอบท่าน “M” จริงๆแฮะ ขนาดงานมงคลอย่างนี้ยังไม่ยอมเยื้องกรายมาให้เกียรติกันสักนิด
นี่วางแผนเก่งพอๆกับเซนทอร์ เนสซูส และอนาเนียกับสัปฟีราเลยนะเนี่ยะ
ถ้าโปร่งใสและไม่มีเลศนัยจริง ทำไมไม่ประกาศว่า “ขอเชิญกรรมการ สคท.ที่เจ้าภาพส่งการ์ดเชิญขึ้นมาแสดงความยินดีกับ... และกรรมการส่วนใหญ่ที่เจ้าภาพไม่ได้ส่งบัตรเชิญนั้น เจ้าภาพต้องขออภัยด้วย ถือว่าเป็นความบกพร่องของเจ้าภาพอย่างแท้จริง”
ถ้าอย่างนี้ก็ถือว่ารักกันจริง.
- โดยพละการของกรรมการบางคน) ซึ่งอยู่เบื้องหลังมีเงาทะมึน เพื่อจะผลักดันให้ สคท.ผ่านร่าง พรบ.โปรเตสแตนท์ให้สำเร็จจงได้ (ซีน่า)
- การอำนาจโดยพละการ และการล้วงลูกของกรรมการชุดใหม่บางคน
- และอีกหลายหลายความคิด ที่ไม่มีใครกล้าพูดมาก่อน
- ไม่อ่านไม่ได้แล้ว!
[1] พจนานุกรมฉบับมติชน ๒๕๔๗
[2] แซนทอร์เป็นอมนุษย์ประเภทสัตว์ (creature) สืบเชื้อสายมาจากเทพอพอลโล อันมีแซนทอร์ แซทร์ หรือแซทเทอร์ (satyr) มีลักษณะเป็นครึ่งคนครึ่งม้า มีถิ่นฐานอยู่บริเวณเทือกเขาเปลิออน แคว้นเทสซาลี อยู่ทางภาคกลางค่อนทางเหนือของประเทศกรีก อมนุษย์พวกนี้มักมีอารมณ์รุนแรง เป็นจอมวางแผน ชอบต่อสู้ แย่งชิงและกบฏ หมกมุ่นอยู่กับเรื่องเพศและอำนาจ
Read Moreเรื่อง ขอแสดงความคิดเห็น
"รักเธอเสมอสคท."
พวกเราบางคนได้รับจดหมาย
เรื่อง มีกลุ่มบุคคลแยกตัวออกไปตั้งสำนักงาน สคท.แห่งใหม่
บางองค์การ-บางองค์กร-บางสถาบันก็ได้รับจดหมายของผู้ที่อ้างตนว่าเป็นประธาน สคท.
สงสัยเลือกปฎิบัติ และไม่ทราบจริงๆว่าเป็นท่านประธานแท้หรือเทียม!
ไม่ได้ด้วยเล่ห์ก็เอาด้วยกลลวง หรือมนต์คาถาอาคม
สมัยก่อนก็ไม่มีลูกเล่นอะไรมากเรียกมาสำนักงานและยัดเยียดการเป็นศัตรูของ
สคท.ให้อย่างสวยงามถ้าเป็นมิชชันนารีก็จะไล่ออกจากไทย เดี๋ยวนี้มีลูกเล่นแพรวพราว
ทำเป็นจดหมายลวงโลกที่ส่งออกมาข่มขู่มิชชั่นนารี
อีกไม่นานก็จะมีจดหมายออกมาข่มขู่สมาชิก สคท.คนไทย
เขาคงคิดว่าไม่มีใครรู้หรือไล่ไม่ทัน เหมือนการยกร่างแก้ไข ยัดใส้
ยัดทะนานที่พยายามทำธรรมนูญ สคท.ที่เรียกว่า ธรรมนูญ คศ.2012
เขาคิดว่าเป็นเซียนเหยียบหัวมังกรอยู่เหนือเมฆ เหล่าสมาชิก สคท. คงโง่เป็นไอ้งั่ง
ไม่ทันเกมส์ มีแต่เขาและพลพรรคเท่านั้นฉลาดหลักแหลม
อย่าลืมว่าเหนือเมฆยังมีฟ้าและสวรรค์!
สำนักงานสคท.ที่ทางราชการรับรองนั้นถูกต้องแล้วครับแต่จดทะเบียนในนามมูลนิธิเป็นนิติบุคคล
ใครจะเข้าจะออกต้องได้รับอนุญาตท่านประธานมูลนิธิ(ความจริงท่านก็ต้องพ้นหน้าที่ไปแล้วแต่ไม่ยอมมอบหน้าที่ยังกั้กไว้)ท่านสมาชิก
สคท.ต้องระวังนะครับมิใช่สุ่มสี่สุมห้าเข้าไปมิเช่นนั้นจะถูกแจ้งจับข้อหาบุกรุก
เป็นคดีอาญาและแพ่ง ท่านอาจติดคุกและเรียกค่าเสียหายนะจะบอกให้
ตัวอย่าง
ทางภาคอีสานตอนล่างคริสตจักรหนึ่งเหล่าสมาชิกเชิญอาจารย์ผ้เล็กน้อยเข้าไปรับใช้แต่ด้วยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ก็เข้าไปรับใช้ปรากฎถูกท่านประธานองค์กรมูลนิธิและท่านนิติกรซึ่งคริสตจักรสังกัดอยู่นั้นฟ้องต้องเข้าไปอยู่ในสังเต
ข้อหาบุกรุกและเรียกค่าเสีหายทางแพ่งด้วย
ท่านประธานกับนิติกรก็เป็นถึงผู้ทรงคุณวุฒิ อย่างนี้ต้องเรียกว่าผู้ทรงคุณวุธ โหด
เหลือเกิน (คริสเตียนด้วยกันน่าจะคุยกันได้ใช่หรือไม่!)แจ้งจับอย่างเดียวครับ แต่
พระเจ้าทรงช่วยผู้รับใช้คนนั้นให้รอดคุกเพราะมีเอกสารที่ผู้ถวายที่ดินและสร้างอาคารให้ประกอบกิจทางศาสนา
แต่ท่านประธานองค์กรมูลนิธิต้องการขายคริสตจักรและที่ดิน
ทางตำรวจและศาลถามว่าฟ้องเขาอย่างนี้แล้วพวกเขาจะไปนมัสการพระเจ้าของท่านที่ไหน?
วันตัดสินฝ่ายโจทก์ไม่ได้ไปศาล
ชาวบ้าน ผู้ใหญ่บ้าน กำนันและคริสเตียนช่วยกันเป็นพยาน
ทางศาลก็เมตตาให้ปล่อยเป็นอิสระ
ยังไม่จบผู้นำท่านหนึ่งภาคอีสานแถบนั้นของมูลนิธิดังกล่าวขู่จะฟ้องคดีอาญาคริสตจักรเล็กในหมู่บ้านและเรียกค่าสมาชิกที่ค้องอยู่
ความจริงคริสตจักรเล็กๆนั้นได้ลาออกจากองค์กรมูลนิธิ สังกัด
สคท.มาห้าปีแล้วแต่ด้วยความกลัวของคุณป้าที่อยู่คริสตจักรก็ต้องบากหน้าไปพบผู้นำท่านนั้นและขอต่อลองเหลือ๓ปี
๑๕๐๐บาท จ่ายให้ตั้งแต่เดือน พ.ย ๒๕๕๔ ไม่ทราบจนป่านนี้เงินนั้นได้ส่งเข้า
สคท.แล้วหรือยังหรือเข้ากระเป๋า?
เหล่าผู้นำคริสเตียนทั้งหลายสอนให้รักกันเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวตามหลักพระคัมภีร์อันศักดิ์สิทธิ์แต่ท่านทำไม่ได้ดั่งที่ท่านสอนหรือว่าสอนได้ทำไม่ได้
ถ้าเช่นนั้นพวกเรากลุ่มรักสคท.ในกรุงเทพเสนอให้ลาออกไปทำธุรกิจอื่นๆดีกว่าเช่นขายฉาวก่้วย
เต่าหวย ถ้าทำธุรกิจไม่เป็นก็ไปขอทานเพราะรายได้ดีไม่ต้องลงทุนแค่ลงแรงเท่านั้น
ขอให้ร่ำรวย ร่ำรวย เทอญ อาเมน ไปที่ชอบที่ชอบเถิดอย่ามาหลอนกันเลยสาธุ
555555555555555
Chicks held too tightly in one's fist will die. Open the fist and
they will live.
By Acharn Tawat Yenjai
About twenty years ago, bandits in the southern part of Thailand
captured two female OMF missionaries and imprisoned them on a tall
mountain.
They sent a ransom letter asking for a huge sum of money in return for
the safe release of the missionaries. The OMF mission board decided
not to pay the ransom.
After the dead line for the payment passed, the bandits realized they
weren't going to receive any money, so they murdered the two ladies
and threw their bodies into the jungle. By the time someone
discovered the bodies, all that remained were their bones.
A situation similar to this happened just a few days ago. This time
it wasn't the bandits in the jungle, but people of the city who are
respected in the Christian community. They have used the
unsuspecting missionaries as their 'victims', catching them in their
vicious nets regardless of the fact that the missionaries have
selflessly given themselves to work for the Lord in Thailand.
There is a story told of a little boy who wanted a new bicycle for
Christmas very badly. His parents couldn't afford to buy him the
bike, so they told him to pray and ask the Lord for it.
That morning he took up a scrap of paper and begin to write, "Dear
Jesus, I am a good boy. Please give me a new bicycle." Immediately
his conscience began to bother him as he felt the letter wasn't
totally honest. He got out a new piece of paper and began again. "
Dear Jesus, please give me a new bicycle. I think I'm a pretty good
boy".
But he didn't dare send the letter because it still didn't sound quite
right. Later that day, he was thinking the matter over as he walked
along the road. As he passed a Catholic church, he noticed a statue
of the Mother Mary and her baby Jesus. He carefully sneeked up and
snatched the statue of Mary before running home as fast as he could.
Once safe in his room at home, he began another letter . "Dear Jesus,
I want to inform you that at this time your mother is in my hands. If
you would like to ensure the safety of your mother, then send me a
new bicycle within the next 24 hours. Signed by a bad boy.
Yesterday (25 January, 2012) I received two letters (from Dr.
Preecha). The first was a letter from the government endorsing EFT as
being a legal organization under the Thai religious department . At
first I thought it was a recent document. But when I read the date
and the signature of the person in charge at the time, I realized that
it was actually a few years old. The date read 8 June, 2010, way back
then! I would like to inform you that times have changed. Positions
have changed. Situations have changed.
The second letter came from the same person. This person feels he has
the administrative authority in EFT. In the letter he was referring
to another group of people (Dr. Suchart) who have set up a new EFT
office. Along with his letter which was sent to all the EFT members,
was a calendar with the picture of his group on it. One line in his
letter threatened, " The Evangelical Fellowship of Thailand would like
to inform you that all actions of the other group (Dr. Suchart) are
illegal and are having an ill effect on the image of the Evangelical
Fellowship."
So I was puzzled. If they know the other group is doing something
illegal, why do they allow this illegal group to continue working?
There should be some definite measures that can be taken to clear this
situation. Either kick them out of EFT or prosecute them so the
image of EFT won't be tarnished.
Also, in this same letter, it said that their group had a meeting to
consult with the government department on January 10,2010 and that the
government officials were concerned with the situation. They said
they were told that the conflict must be resolved by March, 2012,
"Otherwise the Religious Department might find it necessary to
interject government policies to help solve the conflict more quickly.
For instance, the visas of all the missionaries may be suspended
temporarily until we can solve the problems internally by ourselves."
We have no way of knowing if this is truly the Religious Department's
words or not.
Along with a third threat - We don't want any EFT member to associate
with the group who has set up a new EFT office (Dr. Suchart). He
firmly emphasized that EFT wouldn't be responsible for any losses to
ministries who associated with the other group.
Wow, that is strong language, sirs.
Now the EFT members are really confused. They don't know which group
is the right group according to the EFT constitution, and which one is
the outlaw.
This is like sending a signal directly to all the missionaries saying,
don't associate with the group comprised of the majority of the EFT
elected committee (who have been unconstitutionally removed from their
posts), or else there will be big problems for you. I won't sign the
letter to endorse you as our missionary, and without that letter, you
can pack your bags and go home.
What does this conflict in EFT have to do with the missionaries?
Isn't the administration of EFT and the visas of the missionaries a
different issue all together?
Or are they trying to connect it somehow?
Or are they separate related issues?
It seems that amid the present conflict in EFT, the missionaries are
the ones to receive the ill consequences (I don't want to use the
phrase, " the ministers of the Lord have become the scape goat"). The
question arises in the minds of many EFT members, "Is this right that
the missionaries have become 'hostages' ?"
In order to solve the conflict, the missionaries must recognize this
group. If not, they are finished in Thailand.
I believe that everyone who hears of this situation will feel sympathy
for the missionaries.
As the Thai saying goes, " Do merit but receive punishment. Merciful
to animals but it results in sin"
I know many hundred missionaries and I have seen they all have these 4
things in common.
1. They love the Lord.
2. They are concerned for the souls which are perishing.
3. They have dedicated themselves to serving the Lord in Thailand.
4. They have much grace and love and are harmless to anyone.
When missionaries are threatened and cut off from the opportunity to
serve the Lord , what should we do?
Some people have suggested some interesting solutions:
Full Support. That is to sound the trumpet and call all missionaries
everywhere out to vote at the EFT annual meeting. Then bandage their
mouth closed (bandage their eyes and ears as well, but not their nose.
If they can't breathe they won't be able to stay in Thailand). Then
have them raise their hands and vote for the tigers, ox and
rhinoceroses to become the new EFT committee. That's all that will
need to be done for the conflict to be resolved. As for virtue and
righteousness, well just don't mention them.
Register under a different Organization. Have all the missionaries
leave EFT and apply to other organizations which are more open minded.
(Just see - if there weren't any missionaries in EFT, what work would
EFT do?)
1. Return home as is threatened. In this EFT conflict, the
missionaries are the hostages and they will be executed (meaning their
ministry in Thailand will cease) for sure. From the way things are
going, it doesn't look like this conflict will be solved very easily,
so have the missionaries go home first and find another way to return
at a later date. There are many other ways of ministering in Thailand
(which don't require EFT membership) which I will suggest in a later
letter. Some may ask, "What if they can't come back?"
Well, then let the Thai Christian be responsible for the souls of
their own Thai people!
This is what happened in China and Burma many years ago.
So to the 700 - 1,000 foreign missionaries presently registered under
EFT now, I say that for certain you are Sthe 'victims' and the
'hostages' . You must prepare yourself for the terrible circumstances
you which will soon happen. For the group of people whose ears are
ringing and eyes are dizzy with the lust for power must hold onto your
position at all costs through means
My dear missionary friends, whether or not you fight them, they will
cull you....unless their threats are empty.
“การฟื้นฟูในรูปแบบใหม่! เชิญรับการสัมผัสจากพระเจ้า
การเปลี่ยนแปลงในชีวิตคริสเตียนของท่าน
โดยทีมงานของคริสตจักรที่มีการฟื้นฟูทุกคนอย่างต่อเนื่องมาเป็นเวลานานับปี
และเป็นสื่อของการฟื้นฟูไปทั่วโลก”
นี่เป็นคำโฆษณาเชิญชวนให้คริสเตียนไปร่วมประชุมฟื้นฟูเพื่อ “ล้มในพระวิญญาณ!”
ระหว่างที่มีการฟื้นฟู คนก็นิ่งไปและไหลลงไปนอนราบกับพื้น บางคนกระตุก บางคนส่งเสียงแปลกๆ...คนที่ได้รับการอธิษฐานส่วนมากจะล้มลงไปนอนกับพื้น การล้มลงไปนอนแบบนี้เรียกว่า การพักในพระวิญญาณ
คนที่มาอธิษฐานให้นั้นจะมีผู้ช่วยอีกคนหนึ่งมายืนด้านหลัง เพื่อรับคนที่มักจะล้มลงเมื่อรับการอธิษฐาน คนที่รับการอธิษฐานจะมีบางคนที่ยืนเฉยๆ หรือยืนสั่น แต่ส่วนใหญ่จะล้มลงไปนอนสงบ จะมีบางคนนอนหัวเราะ บางคนก็ไม่มีแรงลุกขึ้นจากพื้น เป็นเวลานานหลายชั่วโมง
การฟื้นฟูแบบนี้มาจากพระเจ้าหรือจากผีมารซาตาน?
มีคำถามว่า การประชุมแบบนี้ถูกต้องตามหลักคำสอนของพระคัมภีร์หรือไม่? เพราะในโลกทุกวันนี้มีวิญญาณเท็จจำนวนมากที่เร่ร่อนไปทำการอัศจรรย์ต่างๆ โดยแอบอ้างพระนามของพระเยซูคริสต์ หรือเป็นเพียงการชักจูงหรือเร้าอารมณ์ เป็นการอาศัยวิชาทางด้านจิตวิทยาไหม? หรือว่ามีการตรียมการมาเพื่อแสดงละครฉากหนึ่งเท่านั้น โดยมีการจัด “หน้าม้า” มาทำให้มันดูเหมือนจริงและน่าเชื่อถือ!
กลุ่มฟื้นฟูฯอ้างว่า เมื่อมีการสำแดงจากพระเจ้าจะมีการล้มลง สาเหตุแห่งการล้มลงได้แก่
- พวกเขากลัวในความบริสุทธิ์ของพระเจ้า
- เพื่อเป็นการบังคับให้นอน อันเนื่องมาจากความเย่อหยิ่งและกบฏของมนุษย์
- เพื่อให้พักผ่อนหรือรับการรักษา
- การล้มไปข้างหลังอันเนื่องมาจากน้ำหนักพระสิริของพระเจ้า
คำกล่าวอ้างเหล่านี้ฟังเข้าทีดี แต่ว่าเราต้องหาหลักฐานที่สอดคล้องกับพระคัมภีร์ มีบ้างไหมที่พระวจนะของพระเจ้ากล่าวถึงเรื่องเหล่านี้?
ข้อสังเกต : กลุ่มฟื้นฟูฯ(ผงทองคำ)เหล่านี้มักจะอ้างพระคัมภีร์ตอนหนึ่งว่า “มีอีกหลายสิ่งที่พระเยซูทรงกระทำ ถ้าจะเขียนไว้ให้หมดทุกสิ่ง ข้าพเจ้าคาดว่า แม้หมดทั้งโลกก็น่าจะไม่พอไว้หนังสือที่เขียนนั้น” (ยน. ๒๑.๒๕) พวกเขาก็เลยตีความว่า การอัศจรรย์บางสิ่งบางอย่างเกิดขึ้นในปัจจุบันนี้ เกิดขึ้นในสมัยพระคัมภีร์ แต่ไม่ได้บันทึกไว้!
ถ้าเป็นซะอย่างนี้แล้ว ก็เท่ากับพูดว่า พระคัมภีร์ยังไม่ครบถ้วนสมบูรณ์นะซิ?
โอ...ชักจะเลอะเทอะไปกันใหญ่แล้ว พี่น้องเอ๋ย!
ข้ออ้างว่า เอเสเคียลล้มลง
ผู้นำกลุ่มการฟื้นฟูจิตวิญญาณแบบที่กล่าวมาแล้วนี้ ได้อ้างพระคัมภีร์เดิมบางตอน ซึ่งก็ไม่ชัดเจนพอว่ามีการล้มในพระวิญญาณ แต่อธิบายแบบเอา “สีข้างเข้าถู” โดยอ้างจากเอเสเคียล ๔๔.๔ ที่เอเสเคียลได้สัมผัสกับพระสิริของพระเจ้าในพระวิหารแล้วท่านก็กล่าวว่า “ข้าพเจ้าก็ซบหน้าลงถึงดิน”
พระคัมภีร์ตอนนี้บอกชัดเจนว่า
(๑) เอเสเคียลได้พบกับพระสิริของพระเจ้า แล้วท่านก็ซบหน้าลงถึงพื้น มิใช่เป็นการล้มหงายไปข้างหลัง
(๒) เอเสเคียลล้มลงไปเอง โดยไม่ต้องมีใครมาอธิษฐานวางมือที่หัวหรือไหล่ (หรือผลักหน้าผาก ผลักอก หรือคนรอรับเข้ามาใช้เข่าดันที่ข้อพับขาด้านหลัง) เป็นการซบหน้าลงด้วยความยำเกรงพระเจ้า
(๓) เอเสเคียลล้มลงไปโดยที่ไม่ต้องมีใครคอยมาอุ้มหรือรองรับ ต่างจากกลุ่มฟื้นฟูจิตวิญญาณในสมัยปัจจุบันที่จะต้องจัดเตรียมคนมาคอยรับ ด้านหลัง เพราะเกรงว่าศีรษะของผู้ถูกวางมือจะกระแทกกับพื้น และเปฌนอันตรายต่อสมอง
การพักผ่อนในพระวิญญาณ
ผู้นำของกลุ่มการฟื้นฟูฯอ้างว่า “การที่คนของพระเจ้าล้มลงนั้น เป็นการตอบสนองทางด้านร่างกายต่อการสำแดงหรือการสถิตอยู่ของพระ เจ้า...ปรากฏการณ์ที่ชัดเจนมากที่สุดในการประชุมของพวกเขา คือการล้มลง มักจะเรียกว่า การพักผ่อนในพระวิญญาณ จะยังคงมีสติ แต่ติดต่อกับพระเจ้า พวกเขาจะรู้สึกหมดเรี่ยวแรงและไม่สามารถทำอะไรได้ นอกจากพักผ่อนกับพระเจ้า เมื่อพวกเขาได้นอกพักในพระเจ้าแล้ว ชีวิตของพวกเขาจะมีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก”
อ้างอับราฮัม มีการอ้างพระคัมภีร์(แบบน้ำขุ่นๆ)จากประสบการณ์ของอับราฮัม “อับราฮัมก็หลับสนิท” (ปฐก. ๑๕.๑๒) โดยอธิบายจากภาษาฮีบรูว่า เป็นการหลับสนิทอย่างแท้จริง เหมือนเมื่อพระเจ้าทรงบันดาลให้อาดัมหลับสนิท (ปฐก. ๒.๒๑)
ทำให้เกิดความสงสัยว่า ตอนแรกเขาบอกว่าการล้มลงเป็นการพักผ่อนในพระวิญญาณ จะยังคงมีสติ แต่น่าแปลกใจว่า คนหลับสนิทจะมีสติได้อย่างไร? มีใครบ้างที่หลับสนิทแต่ยังมีสติอยู่? คำพูดนี้มันขัดแย้งในตัวมันเองอย่างชัดเจน
อ้างทหารยาม ผู้นำกลุ่มกาฟื้นฟูฯได้ยกพระคัมภีร์มัทธิวบทสุดท้าย “ยามที่เฝ้าอุโมงค์(พระศพของพระเยซู)กลัวทูตสวรรค์องค์นั้นจนตัวสั่น และเป็นเหมือนคนตาย” (มธ. ๒๘.๔)
ถ้าอ่านให้ดีจะพบว่า นี่เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับคนที่ไม่เชื่อพระเจ้า(พวกทหารโรมัน) พวกเขาเป็นศัตรูกับพระเยซูคริสต์ ท่าทีต่างจากอาการสั่นของผู้เชื่อในขณะที่นมัสการพระเจ้า!
อ้างเปาโล กลุ่มการฟื้นฟูฯได้เรื่องของเซาโลมาเป็นตัวอย่าง “เซาโลก็ล้มลงถึงดิน และได้ยินพระสุร เสียงตรัสมาว่า เซาโล เซาโลเอ๋ย เจ้าข่มเหงเราทำไม?” (กจ. ๙.๔) นี่ก็มาอีหรอบเดียวกัน เนื่องจากเวลานั้นเปาโลเป็นฟาริสีและเกลียดชังพระเยซูยิ่งนัก จึงพยายามข่มเหงผู้เชื่อและไล่จับคริสเตียนมาขังคุก หากมีการต่อต้านขัดขืนก็จะฆ่าให้ตาย พดง่ายๆก็คือต้องการทำลายคริสเตียนให้สิ้นซาก!
แต่ขอให้ผู้อ่านสังเกตว่า เปาโลไม่ได้ล้มลงในขณะอธิษฐาน นมัสการและสรรเสริญพระเจ้า ดังนั้น เราจะเอาเรื่องของเปาโลมาเทียบกับเรื่องล้มในพระวิญญาณไม่ได้หรอก มันคนละกรณีกัน พวกกลุ่มฟื้นฟูไม่มีความมารู้ในพระคัมภีร์อย่างแท้จริง จึงพยายามโยงใยและจับแพะชนแกะ
อ้างซาอูล กลุ่มฟื้นฟูฯได้ยกเอาเรื่องที่ของซาอูลเผยพระวจนะและบรรทมเปลือยกายอยู่ตลอด คืน (๑ ซมอ. ๑๙) ว่านั่นเป็นภาพเดียวกับการล้มลงในพระวิญญาณ ฟังดูแล้วมันน่าขบขันนะ จะว่าน่าเกลียดน่าชังด้วยซ้ำไปก็ว่าได้ แค่ถูกวางมือและล้มลงไปคนเขาก็หาว่าคริสเตียนบ้า(หรือถูกผีเข้า)พออยู่แล้ว นี่ถ้าคริสเตียนเลียนแบบซาอูลโดยเปลื้องผ้าเปลื้องผ่อนและนอนลง พวกเราไทยซึ่งเป็นลูกของพระเจ้าก็ไม่รู้ว่าจะเอาหน้าไปไว้ที่ไหนกันแล้ว!
.................................................
ในฐานะที่เราเป็นคริสเตียนไทย มีเบื้องหลังจากขนบธรรมประเพณีที่ดีและงดงาม มีความสุภาพอ่อนน้อม สงบเสงี่ยม สุขุมคัมภีร์ภาพ เรื่องของศาสนาถือว่าเป็นเรื่องละเอียดอ่อน ล้ำลึก สงบเงียบ เยือกเย็น สุขใจ และมีคุณค่าทางด้านจิตวิญญาณ
เราต้องระมัดระวัง ของประทานฝ่ายวิญญาณที่ถูกใช้อย่างเดินขอบเขตนั้น ย่อมส่งผลเสียต่อตนเองและต่อส่วนรวม!
การที่เราจะมานมัสการพระเจ้าแบบต้องกระโดดโลดเต้น ร้องตะโกน โวยวายโหวกเหวก กรีดเสียง โหยหวน ร้องไห้ หัวเราะ ตบมือ ล้มลง ฯลฯ นั้นเป็นการสมควรหรือไม่ เพราะพระคัมภีร์บอกอย่างชัดเจนว่า “เพราะว่าพระเจ้าไม่ใช่พระเจ้าแห่งความวุ่นวาย แต่ทรงเป็นพระเจ้าแห่งสันติสุข” และบอกอีกว่า “แต่จงปฏิบัติทุกสิ่งตามระเบียบวินัยเถิด” (๑ คร. ๑๔.๓๓, ๔๐)
บทความเพื่อเสริมสร้างจิตวิญญาณ
การฟ้องร้องคริสต์ศาสนิกชนด้วยกัน[1]
เป็นสิ่งที่ถูกต้องหลักพระคัมภีร์หรือไม่?
ธวัช เย็นใจ
มีเพื่อนคนหนึ่งได้ส่งมติของกรรมการประสานงาน
สหกิจคริสเตียนฯเขตภาคเหนือ ลงวันที่ ๔ กพ.๑๒ มาให้อ่าน
หัวข้อบอกว่า “มติจุดยืนในการแก้ไขธรรมนูญฯ”
แต่มติอันดับแรกเลยกลับกลายเป็น “ไม่เห็นด้วยกับสถานการณ์
ที่กำลังเกิดขึ้นใน สคท. ที่มีการแตกแยกอย่างรุนแรง
ถึงขนาดมีการฟ้องร้องกันถึงขั้นศาล ขอให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง
ยุติสถานการณ์ดังกล่าวและกลับมาช่วยกันแก้ไขตามแนว
ทางของพระเจ้า (คืนดีกัน)”
ในพระคัมภีร์ ๑ คร. ๖.๑-๑๑ เปาโลได้กล่าวถึงกรณีการที่คริสเตียนมีความขัดแย้งกันและไม่สามารถตกลงกันได้ จึงต้องวิ่งโร่ไปพึ่งชาวโลก(คนที่ไม่เชื่อพระเจ้า) ให้ช่วยตัดสินพิพากษา ในปัจจุบันตีความว่า เป็นทนายความ ผู้พิพากษา อัยการและทนายความ แทนที่จะมีแต่สองฝ่ายที่เป็นคริสเตียนเท่านั้น คือทั้งโจทก์และจำเลย
บางฉบับแปลว่า “ว่าความกันต่อหน้าผู้ไม่เชื่อ”[2] อีกฉบับว่า “การจัดการต่อคดีความระหว่างผู้ไม่เชื่อ”[3] หรืออีกฉบับว่า “คดีความในหมู่ผู้เชื่อ”[4]
การที่จะเข้าใจพระคัมภีร์ตอนใดตอนหนึ่ง นักศาสนศาสตร์รู้ดีว่า จะต้องศึกษาเบื้องหน้า(คืออ่านย้อนกลับไป)และเบื้องหลัง (อ่านต่อจากเรื่องนั้นไป) แล้วอ่านพระคัมภีร์หลายๆฉบับเพื่อเปรียบเทียบเนื้อความกัน พร้อมกับค้นคว้าหาตำรับตำราที่ว่าด้วยเรื่องนั้นๆโดยเฉพาะ
ต่อกรณีการฟ้องเป็นความกันในศาลนี้ คริสเตียนส่วนใหญ่มีความเห็นว่า เป็นสิ่งที่ไม่ควรทำและ “ต้องไม่ทำ” หากเป็นคนที่อยู่ฝ่ายจิตวิญญาณ เพราะยึดในหลักการที่ว่า “เมื่อผู้ใดในพวกท่านเป็นความกัน ท่านจะกล้าไปว่าความกันต่อหน้าคนอธรรมหรือ” (๑ คร. ๖.๑ ฉบับ ๑๙๗๑) หรือ “หากใครในพวกท่านเป็นความกัน เขากล้าไปสู้ความกันต่อหน้าคนอธรรม แทนที่จะชำระความกันต่อหน้าประชากรของพระเจ้าหรือ?”
ส่วนฉบับประชานิยมบอกว่า “ถ้าพวกท่านคนใดมีเรื่องโต้แย้งกับเพื่อนคริสตชน ที่จะต้องฟ้องร้องต่อผู้พิพากษาที่ไม่เป็นคริสตศาสนิกชน แทนที่จะให้คนของพระเจ้าจัดการกับคดีนั้น” ฉบับแปลใหม่ว่า “เมื่อผู้ใดในพวกท่านเป็นความกัน ท่านกล้าที่จะไปชำระความกันต่อหน้าคนอธรรม แต่ไม่ไปชำระความกันต่อหน้าวิสุทธิชนทั้งหลายหรือ?”
เบื้องหลังเรื่องนี้
ในพระธรรม ๑ คร. บทที่ ๑ พวกคริสเตียนชาวโครินธ์มีปัญหาแตกแยกกัน พวกเขายึดผู้นำแทนที่จะยึดพระเยซูคริสต์ มีจิตใจโอนเอียงไปในแนวทางปรัชญา พึ่งพาอาศัยความรู้ความสามารถของตนเอง แทนที่จะพึ่งพึงในฤทธิ์อำนาจแห่งไม้กางเขนของพระเยซูคริสต์
ในบทที่ ๒ เปาโลได้อธิบายความจริงเกี่ยวกับจิตวิญญาณกับเนื้อหนังให้ผู้เชื่อได้เข้าใจ พอขึ้นบทที่ ๓ เป็นเรื่องรากฐานที่แท้จริงของคริสตจักร มิใช่เป็นของมนุษย์หนึ่งคนใด แต่เป็นของพระเยซูคริสต์ บทที่ ๔ เป็นเรื่องภาระหน้าที่ของผู้รับใช้ของพระเจ้า บทที่ ๕ เป็นเรื่องเพศสัมพันธ์ และความผิดบาปแห่งการการล่วงประเวณี
พอเริ่มบทที่ ๖ เปาโลได้เปลี่ยนเรื่องมาเป็นปัญหาระหว่างคริสเตียนกับคริสเตียนด้วยกัน “เมื่อพวกผู้ในพวกท่านเป็นความกัน...” เรื่องนี้มิได้ถือว่าเป็นความผิดบาป แต่มันมีผลกระทบต่อจิตวิญญาณของผู้เชื่อด้วยกัน แท้จริงแล้วไม่มีใครอยากจะให้เกิดขึ้น เพราะมันก่อให้เกิดความเสียหายขึ้นในวงกว้าง
ในสมัยนั้นพวกรับบี(อาจารย์สอนศาสนายิว)จะเป็นผู้ตัดสินคดีความต่างๆ แต่บางครั้งเป็นไปได้ที่พวกรับบีเองก็มีความไม่เที่ยงตรง เลือกที่รักมักที่ชัง เอนเอียงเข้าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ด้วยเหตุนี้พระคัมภีร์จึงกำชับนักหนาว่า อย่าตัดสินความเข้าข้างคนรวยหรือคนจน เป็นสิ่งที่ไม่พอพระทัยของพระเจ้า
โดยปกติแล้วเมื่อชาวยิวมีเรื่องบาดหมางเป็นความกันขึ้น พวกเขาจะไม่ไปหาผู้พิพากษาชาวกรีกหรือโรมัน แต่เขาจะมีคณะผู้พิพากษาภายในของตนเอง เพื่อไกล่เกลี่ยตกลงและตัดสินคดีความต่างๆ เปาโลซึ่งมีพื้นฐานมาจากคนยิว จึงใคร่ที่จะเห็นภาพอย่างนี้เกิดขึ้นในคริสตจักรโครินธ์ด้วย เพื่อจะไม่เสียภาพพจน์และเป็นที่ถวายเกียรติแด่พระเจ้า โดยกล่าวแก่พี่น้องคริสเตียนที่นั่นว่า “ท่านกล้าที่จะไปว่าความกันต่อหน้าคนอธรรม” ในฉบับประชานิยมแปลว่า “เหตุไฉนพวกท่านจึงต้องดำเนินคดียังโรงศาล ให้ชาวโลกที่ไม่ได้เป็นคริสเตียนตัดสินความ”
นักศาสนศาสตร์บางคนอธิบายว่า ที่เปาโลสั่งเช่นนี้ก็เพราะว่า บรรดาผู้พิพากษาในศาลที่เมืองโครินธ์นั้นไม่มีความยุติธรรม (ซึ่งก็เหมือนกับศาลต่างๆในโลกปัจจุบัน ซึ่งคู่ความคนไหนมีเงินและมีอิทธิพลมากกว่าก็จะกลายเป็นผู้ชนะ เช่น ครั้งหนึ่งผมต้องตกเป็นจำเลย ทนายความได้กระซิบบอกผมว่า “ที่นี่เราเรียกว่าศาลาโกหก คือใครสามารถโป้ปดมดเท็จได้เก่งกว่าก็เป็นผู้ชนะ”)
แต่บางคนได้อธิบายว่า เปาโลได้แยกออกเป็นสองเขต คือนอกคริสตจักรเป็นเขตแห่งความชั่วร้าย เป็นสถานที่ซึ่งคนบาปได้อาศัยอยู่ คนเหล่านี้ไม่คำนึงถึงความถูกต้อง (adikos-ไม่ชอบธรรม ๑ ปต. ๓.๑๘, ๒ ปต. ๒.๙) และดำเนินชีวิตโดยปราศจากพระบัญญัติของพระเจ้า เปาโลบอกให้พี่น้องคริสเตียนว่าเมื่อมีปัญหาความขัดแย้งเกิดขึ้น และไม่สามารถตกลงกันได้ คริสเตียนจะต้องเสาะหาคนกลางเพื่อเป็นผู้ตัดสิน และคนเหล่านี้จะต้องเป็นคริสเตียนฝ่ายวิญญาณ “ไปว่าความกันต่อหน้าต่อหน้าธรรมิกชน” (hagios-ผู้ชอบธรรม)
ปัญหาเรื่องเล็กๆน้อย พระคัมภีร์บอกถึงอนาคตของพวกคริสเตียนว่าจะพิพากษาโลก แต่ปัจจุบัน “ท่านไม่มีสมรรถภาพจะพิพากษาตัดสินเรื่องเล็กๆน้อยๆหรือ?” (๑ คร. ๖.๒) ฉบับเดิมแปลว่า “เรื่องมโนสาเร่” คือเรื่องเบ็ดเตล็ด, คดีเล็กน้อย[5] สมัยนี้เรียกว่าคดีตีนโรงตีนศาล
ที่นี้มีผู้เสนอความคิดในเรื่องนี้ว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นในสหกิจคริสเตียนฯนั้น
(๑)ปัญหาของ สคท. เป็นปัญหาใหญ่
ไม่ใช่ปัญหาระหว่างพี่น้องคริสเตียนในคริสตจักร ไม่ใช่สิ่งเล็กน้อย(เรื่องหยุมๆหยิมๆ)ที่เกิดขึ้นในกลุ่มพี่น้อง
คริสเตียนในคริสตจักร ระหว่างบุคคลต่อบุคคล แต่เป็นปัญหาที่เกิดขึ้นในองค์การใหญ่ระดับประเทศชาติ และองค์การนี้ขึ้นสังกัดอยู่กับกรมการศาสนา กระทรวงวัฒนธรรม ซึ่งมีรัฐบาลเป็นผู้ควบคุมอยู่อย่างเข้มงวด
(๒)หาคนกลางที่มีวุฒิภาวะไม่ได้
ปัญหาความขัดแย้งที่เกิดขึ้นใน สคท. เป็นปัญหาใหญ่ที่ไม่สามารถหาคนกลางมาเป็นผู้ตัดสินไกล่เกลี่ยได้ ตอนที่ขัดแย้งกันใหม่ๆเคยมีความพยายามที่จะหาคนกลางมาเป็นผู้ปรองดอง แต่ผู้ถูกเชิญมาไกล่เกลี่ยกลับไปเข้าข้างอีกฝ่ายหนึ่ง ทำให้ความยุติธรรมไขว้เขวไป ประเด็นต่อมา เมื่อฝ่ายแรก(คณะกรรมการ สคท.เสียงข้างมาก)ได้ขอร้องท่านประธานที่ถูกปลดจากตำแหน่ง ให้ยกเลิกการเรียกชุมนุมใหญ่ แต่ไม่ได้รับการยินยอม กลายเป็นการอ้างว่าเป็นประชุมวิสามัญและมีการปลดกรรมการกันวุ่นวาย ซึ่งไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์ของธรรมนูญการปกครอง สคท.
[ในเรื่องนี้ผมได้ทำหนังสือขอโทษทั้งส่วนตัวและต่อหน้าสาธารณะชนเพื่อ “ขอปรองดอง” แต่กลับเงียบกริบ คำขอให้อภัยต่อกันนั้นมันหายไปกับสายลมและแสงแดด แต่ตอนนี้คณะกรรมการ สคท.เขตภาคเหนือกลับมีเสียงเรียกร้องอึงคะนึงขึ้นมาอีกว่าขอ “กลับมาแก้ไขตามแนวทางของพระเจ้าตามหลักแห่งพระวจนะของพระเจ้า(คืนดีกัน)” ก็ต้องถามกลับไปว่า “ท่านพูดออกมาจากใจจริงหรือเปล่า?” หากท่านพูดด้วยการทรงนำของพระวิญญาณบริสุทธิ์ ใครจะขัดขืนพระ
สุรเสียงได้เล่า เราทุกคนยินดีและตอบสนองอยู่แล้ว]
ก็เป็นที่ทราบกันดีแล้วว่า เมื่อหาที่พึ่งในกลุ่มคริสเตียนระดับผู้หลักผู้ใหญ่ในองค์การและองค์กรไม่ได้ จึงต้องมีการไปขอพึ่งอำนาจศาลช่วยตัดสิน ซึ่งโดยพฤตินัยนั้นเป็นมาตามสายการปกครองอยู่แล้ว เพราะสหกิจคริสเตียนฯอยู่ภายใต้การปกครองของกรมศาสนา และกรมศาสนาอยู่ภายใต้การปกครองของกระทรวงวัฒนธรรม เมื่อมีปัญหาที่ตัดสินกันเองไม่ได้ ก็จำเป็นอยู่เองที่จะต้องไปถึงผู้ที่จะตัดสินชี้ขาดในขั้นตอนสุดท้าย นั่นก็คือศาลสถิตยุติธรรมนั่นเอง
แน่นอน เรื่องนี้ทำให้ทุกๆฝ่ายมีความรู้สึกแย่ ก็เป็นเหมือนกับดังที่พระคัมภีร์บอกไว้ คือ
ประการแรก “เราไม่มีสมรรถภาพ” เพียงพอที่จะตัดสินคดีความด้วยตนเอง (๑ คร. ๖.๒)
ประการที่สอง “เรารู้สึกละอายใจ” (ข้อ ๕) ที่ปัญหาความขัดแย้งเกิดขึ้นและไม่สามารถตกลงกันได้
ประการที่สาม เราไม่มี “คนที่มีสติปัญญาพอ” ที่จะชำระความระหว่างพี่น้องกันได้ (ข้อ ๕)
ประการที่สี่ เรา “ตกจากระดับฝ่ายจิตวิญญาณ” (ข้อ ๗) เมื่อคริสเตียนทุกฝ่ายยอมให้แก่กันและกันไม่ได้ มีทิฐิ มานะ ต้องการเอาชนะคะคานกัน และต่อสู้กันเอง “ทำร้ายกันและโกงกันในระหว่างพวกพี่น้องของท่านเอง” (ข้อ ๘)
ดังนั้น เราเปโลจึงวินิจฉัยว่า เราได้ตกไปอยู่ในข่ายเดียวกันกับชาวโลกคนอธรรม คนล่วงประเวณี คนถือรูปเคารพ คนผิดผัวผิดเมียเขา โสเภณีชาย ชายรักร่วมเพศ คนขโมย คนโลภ คนขี้เมา คนปากร้าย คนฉ้อโกง (ข้อ ๙-๑๐)
เว้นเสียแต่ว่า เราจะสำนึกตัวและกลับใจเสียใหม่
ดังนั้น จึงเห็นด้วยกับคณะกรรมการ สคท.เขตภาคเหนือ ที่เรียกร้องให้ “คืนดีกันตามแนวทางของพระเจ้า”
ในขณะเดียวกันเราเห็นต่อไปว่า การแก้ไขธรรมธรรมนูญ สคท.ไม่ใช่ทางแก้ (เพราะปัญหามันอยู่ที่คน ไม่ใช่อยู่ที่ตัวอักษรซึ่งตราไว้) การเรียกประชุมวิสามัญในเดือนมีนาคมนี้เพื่อจัดการเลือกตั้งใหม่ ก็ไม่ใช่หนทางแก้ไข การเลือกตั้งคณะกรรมการ สคท.ชุดใหม่ขึ้นมา ก็ไม่ใช่ทางแก้ แต่ยิ่งจะทำให้ปัญหามันบานปลายใหญ่โตขึ้น
สุดท้ายนี้ ขอเสนอทางเลือกอีกทางหนึ่ง ที่มีความเป็นไปได้คือ การจัดตั้ง “ศาลคริสเตียน สคท” เฉพาะกิจขึ้นมา
โดยคัดเลือกผู้ทรงคุณวุฒิจากฝ่ายต่างๆ จำนวน ๗ คน (อาจจะเป็น ๙ คน ๑๑ คน หรือ ๑๕ คนก็ได้ตามความเหมาะสม)
สำหรับหลักการจัดตั้งศาลคริสเตียน สคท.นี้ จะเสนอในฉบับหน้า
หากพี่น้องคริสเตียนท่านใดมีเห็นด้วยกับหลักการนี้ ก็เสนอมาได้ที่ tawatyenjai@yahoo.com
ขอบคุณมากครับ.
[1] พระคัมภีร์ฉบับประชานิยม (ปี ๑๙๗๑) กิจการ ๖.๑-๑๑
[2] พระคัมภีร์ฉบับปี ๑๙๗๑)
[3] พระคัมภีร์ฉบับฟื้นฟู โดยห้องสมุดกิตติคุณ ของวิสเนส ลี ปี ๒๐๐๒
[4] พระคัมภีร์ฉบับอมตธรรมร่วมสมัย
[5] พจนานุกรม ฉบับมติชน
Read More
ขอพูดด้วยคน สำหรับเรื่องที่เกิดขึ้นกับ ส.ค.ท.
แรกเริ่มเดิมที ผมก็ไม่ได้รู้เรื่องอะไรกับท่านผู้หลักผู้ใหญ่ทั้งหลายใน ส.ค.ท.ซึ่งถือได้ว่าเป็นหัวหอก-เป็นหน้าเป็นตาของ ส.ค.ท.ระดับประเทศไทย จวบจนมีข่าวกลิ่นตุๆไม่สง่างามของคณะกรรมการฯที่ร่วม มือกันเลื่อยขาเก้าอี้ท่านประธานฯศจ.ดร.ปรีชา เจ็งเจริญ โดยชิงตัดหน้าเรียกประชุมคณะกรรมการฯทั้งๆ ที่ไม่ใช่สิทธิ์ของรองประธานฯที่จะทำเช่นนี้ได้เลย (ไปอ่านธรรมนูญฯดูก็ได้ หรือจะดูแถลงการณ์ของผมในเรื่องการยึดอำนาจโดย ดร.สุชาติ กับ พวกพ้อง ๗-๘ คนโดยมิชอบ กับ เรื่องขอแสดงความคิดเห็น เพื่อแก้ ปัญหาใน ส.ค.ท. ซึ่งผมได้ให้เหตุผล-รายละเอียดมากพอ มากพอที่จะช่วยคนที่ไม่รู้อะไรเลย สามารถจะเข้าใจได้ไม่ยากครับ...ถ้าหาไม่เจอ ก็โทรมาขอได้ ผมยินดีถ่ายเอกสารแจกให้ฟรี และส่งตรงให้ถึงที่บ้าน)
เมื่อประธานฯศจ.ดร.ปรีชา เจ็งเจริญเรียกประชุมคณะกรรมการฯเพื่อหารือคุยกันแบบผู้รับใช้พระ-เจ้าด้วยกัน ทำไมตอนนั้นกลุ่มที่เลื้อยเก้าอี้ท่านประธานฯจึงไม่นำกฎแห่งความรักมาพูดกันละครับ? แต่กลับลงดาบปลดประธานฯศจ.ดร.ปรีชา เจ็งเจริญ ด้วยคน ๗-๘ คนทันที...แล้วมาตอนนี้ มาถามหาความ รักกันทำไม?....ถ้าจะว่ากันไปตามเนื้อผ้า-ลายผ้าแล้ว วันที่ท่านประธานฯและคณะกรรมการฯประชุมกันซึ่งมีมติเห็นด้วยกับประธานฯที่เรียกประชุมคณะกรรมการฯในวันที่ ๒๒ สิงหาคม ก่อนแล้ว...ถ้ากลุ่มที่ยึดอำนาจไม่ใจร้อนชิงเรียกประชุมตัดหน้า ก็คงจะสวยงาม..แต่นี่เล่นเรียกประชุมตัดหน้า แถมยังมีการกระ- ทำที่ (...อย่างสุดๆ) กล่าวคือ วันที่ท่านประธานฯจะมาประชุมที่สำนักงาน ส.ค.ท.(๒๒ ก.ค.๑๑) ซึ่งมีท่าน ศจ.ดร.ศิลเวช กาญจนมุกดา ศจ.ดร.วีระชัย โกแวร์ ศจ.ดร.อานุภาพ วิชิตนันท์ ศจ.ดร.โยฮัน คิม ดร.มา ร์ค เลย์ตัน ศจ.สัมพันธ์ ตั้งชวลิตและทนายประสิทธิ์ มังคลา กลุ่มที่ยึดอำนาจซึ่งมีการกระทำดังกล่าวนั้น ได้สร้างความวุ่นวายต่อ ส.ค.ท.โดยรวม ทำให้ ส.ค.ท.เกิดความไม่สงบขึ้น จนต้องมีการเรียกประชุมใหญ่...ไม่เช่นนั้น ขืนปล่อยไปตามน้ำ พวกที่ยึดอำนาจก็จะยิ่งเหริมเกริมมากขึ้นอีก(ขนาดท่านประธานฯมีการโทรศัพท์เป็นส่วนตัวไปถึงหลายๆท่านที่เข้ายึดอำนาจ พวกเขาก็ไม่เคยที่จะสน ใจฟังเลย กลับมีจดหมายแถลงการณ์ มีการแต่งตั้งประธานฯคนใหม่ในชั่วอึดใจเดียว ยิ่งกว่าฟ้าผ่าซะอีก)แล้วอย่างนี้หรือครับที่จะมาจับเข่าคุยกันได้ (ตอนที่สามารถทำได้ กลับไม่ทำ..แล้วเมื่อผ่านการลงมติจากที่ประชุมใหญ่เมื่อวันที่ ๒๒ แล้ว จะมาขอเจรจา..ฟังไม่ขึ้นครับ) เราซึ่งเป็นสมาชิกใน ส.ค.ท.เมื่อรู้และเห็น พฤติการณ์ของกลุ่มยึดอำนาจแล้ว บอกได้เลยว่า เราไว้วางใจและเชื่อถือพวกเขาไม่ได้ ทั้งไม่เห็นควรเลยที่พวกเขาจะมาเป็นผู้นำใน ส.ค.ท.อีกต่อไป!! รับไม่ได้ครับ ...ที่ทำให้ ส.ค.ท.ปั่นป่วนไปทั่วประเทศ แม้ใน กรมการศาสนา พวกยึดอำนาจก็ทำหนังสือแจ้งไปว่ามีการเปลี่ยนประธานฯคนใหม่ ทั้งๆที่ยังไม่ครบวาระในการทำงาน จนเป็นคำถามคาใจในผู้ใหญ่ของกรมการศาสนาว่า มีอะไรเกิดขึ้นกับผู้นำ ส.ค.ท. ซึ่งไม่ใช่เด็กๆกันแล้ว! ทำให้เกิดความขายหน้าต่อภาพรวมของ ส.ค.ท. ฉะนั้นตอนนี้ไม่ว่าใครจะมาพูดอะไรหรืออย่างไรเพื่อเห็นแก่คนกลุ่มนี้ เพื่อช่วยเหลือคนกลุ่มนี้ เพื่อสงสารคนกลุ่มนี้ ผมขอบอกว่า “มันเลยขั้นตอนนั้นมาแล้วครับ” มันไม่ใช่ช่วงเวลาที่จะประนีประนอมกันแล้วครับ! ถ้าต้องการจะจับเข่าคุยกันจริงๆ วันนั้นที่มีประชุมที่คริสตจักรใต้ร่มพระคุณ ทำไมไม่มา ทั้งๆที่ก็มีการเชิญมาร่วมประชุมด้วยกัน.. วันนั้นสมาชิกของ ส.ค.ท.ทั่วประเทศกว่า ๑๑๑ องค์กร องค์การ และสถาบัน ก็มากันอย่างมากมายเพื่อจะทราบความจริงที่เกิดขึ้น ถ้ากลุ่มที่ยึดอำนาจมีความบริสุทธิ์ใจจริงๆ ได้กระทำการยึดอำนาจอย่างถูกต้องจริงๆตามที่อ้าง แล้วทำไมวันนั้นจึงไม่มา ไม่มาเพื่อทำความจริงให้ปรากฏแก่สมาชิก! เพื่อสมาชิกจะรู้แจ้งเห็นกันทั้งประเทศ..(สมาชิกใน ส.ค.ท.ที่มากันในวันนั้น ไม่ใช่ยักษ์ไม่ใช่มาร ไม่ใช่โจรผู้ร้าย ที่จะมาฆ่าแกงอะไรใครทั้งสิ้น พวกเขามาเพื่อถามหาความถูกต้อง ความจริง ความยุติธรรม ไม่ใช่เกณฑ์ๆกันมาอย่างที่มีบางคนเข้าใจ เราไม่ได้เห็นแก่พวกของใครๆทั้งนั้น..เราต้องการทราบข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นทั้งหมด เพื่อนำความจริงกลับคืนมาสู่ ส.ค.ท.)
การมาประชุมกันในวันที่ ๒๒ สิงหาคม ๒๐๑๑ ที่คริสตจักรใต้ร่มพระคุณกรุงเทพฯ ซึ่งมีสมาชิกในส.ค.ท.กว่า ๑๑๑ แห่ง ถือได้ว่าเป็นการชุมนุมใหญ่ของ ส.ค.ท. ซึ่งเป็นสิทธิ์เป็นเสียงที่ชอบธรรมของเขา ที่น่าเชื่อถือมากกว่าการประชุมแบบลับๆล่อๆของ ๗-๘ คนที่ปลดประธานฯ คนเหล่านี้คือพี่น้องตัวจริงที่อยู่ใต้ร่มชายคา ส.ค.ท.เมื่อมีความไม่สง่างามบังเกิดขึ้น พวกเขาก็ต้องถามหาความจริง-ความถูกต้องเพราะ ว่ามีจดหมายที่ออกจาก ส.ค.ท. ภายใต้ชื่อใหม่ (ยิ่งกว่าขอมดำดินมาโผล่) ซึ่งทำให้สับสน-คลางแคลงใจดังนั้นในวันที่ ๒๒ นั้น ทุกคนที่ปรารถนาฟังความจริง จึงยอมจ่ายราคาที่จะมากัน และเมื่อทราบถึงเรื่อง ราวที่เกิดขึ้นตามที่แจ้งให้ทราบเป็นขั้นเป็นตอน คนที่มีเหตุผลจึงยอมรับท่านประธานฯ ศจ.ดร.ปรีชา เจ็ง-เจริญเป็นประธานฯเหมือนเดิม ด้วยเสียงข้างมาก ๗-๘ คน..โอ้ย ขอโทษครับ...ด้วยเสียงท่วมท้นอย่างที่หลายๆท่านได้เห็นกันนั้น (น่าจะถ่ายวีดีโอเก็บไว้ด้วย) ซึ่งแต่ละท่าน แต่ละคะแนนเสียง เป็นความสง่า...งามจริงๆ และคิดว่า ส.ค.ท.คงจะกลับคืนสู่สภาพดีได้แล้ว...สมาชิกทั่วประเทศต่างพากันเห็นชอบให้ ศจ.ดร.ปรีชาฯเป็นประธานฯด้วยเสียงที่ท่วมท้นแล้ว..ถ้าเป็นเช่นนี้ ผมเห็นว่า(หลายคนด้วย ไม่ใช่ผมคนเดียว) พวกนี้ที่ยังไม่ยอมจำนน ก็ให้ออกไปพ้นๆจาก ส.ค.ท.เลย
ก็เขียนแสดงความเห็นมายืดยาวพอควรแล้ว “คนที่มีความเข้าใจ ก็คงไม่ต้องไปอธิบายมากกว่านี้”...ผมเชื่อว่า แม้แต่เด็กประถม เมื่ออ่านแล้ว ก็เข้าใจกันได้ง่ายๆ ไม่ต้องรอไปจนถึงได้เป็น ด๊อกเตอร์ กันนะครับ.......
โดย ภูริวัฒน์
Read Moreกลุ่มสมาชิกผู้รัก สคท.ในกรุงเทพ
วันที่ 13 ม.ค. 2012
เรื่อง: ขอแสดงความคิดเห็นด้วย
เรียนท่านธวัช เย็นใจ
พวกกระผมได้อ่านบทความของหลายท่านผ่านทาง www ของท่านก็อยากขอแสดงความคิดเห็นด้วยคนอาจเป็นที่สามหรือคนที่เท่าไรแล้วก็ไม่เป็นไร! พวกเราเป็นสมาชิกใน สคท. และก็รักสคท.เช่นสมาชิกท่านอื่นๆ เมื่ออ่านบทความของผู้แสดงความคิดเห็นท่านที่สองกล่าวถึงกลุ่มอำนาจเก่าที่ทรงอิทธิพลกับกลุ่มอำนาจใหม่ ความจริงผมและอีกหลายท่าน(พวกเรา)เฝ้าจับตามอง สคท. มาหลายสิบปีก็เห็นด้วยกับท่านที่สองที่เขียนแสดงความคิดเห็น เราว่าไม่ใช่แค่อำนาจเก่าหรือผู้ทรงอิทธิพลเท่านั้นแต่น่าจะเป็นมาเฟียใช่หรือไม่? หลายปีที่ผ่านมาถ้าผู้ใดกล้าเผยเรื่องไม่ดีใน สคท. ก็จะถูกเรียกเข้าพบและเสนอแต่งตั้งให้เป็นศัตรูขอ สคท. ถ้าเป็นมิสชั่นนารีก็จะขับไล่ออกนอกประเทศไทย นี่เป็นการข่มขู่หรือไม่? ระดับ ดร. ท่านหนึ่งได้เวียนจดหมายออกมาว่าภายใน สคท. มีการเล่นการเมืองใต้ดิน บุคคล คนนั้นไม่เคยเห็นหน้าเข้ามาใน สคท. อีกเลย ถูกเฉดหัวไปแล้ว หัวเดียวกระเทียมรีบอย่ามาซ่านะ! พวกกูเยอะกว่าถ้าซ่ากูเล่นหมาหมู่นะเฟ่ย! ไม่มีผู้ใดอาจหาญกล้าสู้รบตบมือ
ที่ผ่านมาเรามี เลขาฯ สคท. คนแล้วคนเล่ามีปัญหามาตลอด เช่นทำผิดศีลธรรม ถูกเลื่อยขาเก้าอี้-ส่งจดหมายใส่อาจม ถูกร้องเรียนว่าไปเรียกร้องปัจจัยจากสมาชิก สคท.สิ่งที่เกิดขึ้นนี้เป็นความจริงหรือไม่!
มาคราวนี้
(ยกร่างแก้ไขยัดใส้ธรรมนูญใหม่ คศ.2012 จากเลขาฯ เราก็ถูกยัดเยียดให้มี เลขาธิการ อำนาจล้นเหลือ) เรารู้สึกเกรงใจและห่วงใยว่าขนานเรามีเลขาฯยังขนาดนี้แต่ถ้าเรามีเลขาธิการจะขนาดไหน ไม่ยิ่งกว่าที่ผ่านมาหรือครับ? ท่านจะได้รับเงินเดือนแพงลิ่วอำนาจก็สูงลิ่ว พวกเราเหล่าสมาชิกก็ต้องจ่ายแพงลิ่ว และจะกลายเป็นผู้เล็กน้อยลงจริงมะ! ต่อไปเวลาพูดสิ่งใดต้องระวัง ถ้าพูดผิดหรือพูดไม่เพราะพูดไม่เหมาะอาจถูกไล่ออกหรือลงวินัยหรือถูกสอบจริยธรรมไม่เช่นนั้นอาจถูกกล่าวหาว่าเพี้ยน
เมื่อเร็วๆนี้ผมได้รับจดหมายพร้อมเอกสาร “ ธรรมนูญ สคท. ฉบับยกร่าง ปี 2012 ใจความจดหมายให้สมาชิกองค์การ องค์กรคริสตจักร และสถาบันของ สคท. ได้อ่านพิจารณาดูก่อนที่จะนำเสนอต่อที่ประชุมใหญ่วิสามัญประจำปีในเดือน มีนาคม 2012 ต่อไป
คณะอนุกรรมการยกร่างและแก้ไขธรรมนูญ สคท. จะติดต่อกับท่านเพื่อกำหนดวันที่จะเดินทางไปพบปะเพื่อชี้แจงและรับฟังความคิดเห็นจากท่าน ในระหว่างนี้จะขอให้ท่านช่วยอ่านและทำความเข้าใจกับธรรมนนูญฉบับร่างนี้ไปก่อน
(อนุกรรมการมีอำนาจตรงไหนที่จะติดต่อกับเหล่าสมาชิกเพื่อกำหนดวันที่จะเดินทางไปพบกับท่าน!!) ช่วยบอกเราหน่อยได้ไม้?
ผมได้อ่านบ้างแล้วและรู้สึกว่าไม่ธรรมดาถ้าเพียงยกร่างแก้ไขเท่านั้นแต่มีรายการยัดไส้ไว้ด้วยใช่หรือไม่?
ข้อคิดเห็นของเราที่มีความรู้น้อย:
ไม่มีธรรมนูญหรือกฎหมายฉบับใดในโลกสมบูรณ์แบบ มีช่องโหว่เสมอ ถ้าจะมีการการยกร่างและแก้ไขธรรมนูญ สคท. เวลานี้ ผมขอเสนอให้แก้นิสัยคนเสียก่อนดีกว่า ถ้าคนเรามีจริยธรรม มีคุณธรรม ศีลธรรมที่ดีงามและมีพระเจ้า มีพระคัมภีร์อยู่ในสมองหรืออยู่ในใจ ก็ไม่ต้องไปแก้อะไรให้ยุ่งยากและเสียเวลา เพราะธรรมนูญที่มีอยู่แล้วก๊ดีแล้วครับ หรือถ้าพระคำของพระเจ้าไม่อยู่ในสมองไม่ได้อยู่ในใจก็ลองไปอ่านหนังสือ”หนังสือสมบัติผู้ดี” ฉบับปรับปรุงใหม่ หาซื้อได้ที่องค์การค้าของคุรุสภา หรือถ้าไม่มีเงินกลุ่มพวกเรายินดีบริจาก
ท่านบอกว่าเขาตั้งท่านให้เป็นอนุกรรมกาท่านก็ตั้งหน้าตั้งตายกร่างและแก้ไขธรรมนูญ สคท อยู่นั้น รู้หรือไม่ว่าน้ำกำลังท่วมเข้ากรุงเทพและกำลังท่วมหัวอยู่แล้ว ท่านไม่กลัวน้ำท่วมมิดหัวท่านหรือ? ผมเป็นคนกรุงเทพก็ไมเคยเห็นมหาอุทกภัยเช่นนี้มาก่อนในชีวิต นี่เป็นครั้งแรกจริงๆ ผมแนะนำพี่น้องคริสเตียนหลายคนหนีน้องน้ำบางคนก็ขับรถตามผมหนี บางคนขับรถไม่เป็นแต่มีรถก็วานให้คนขับรถเป็นช่วยขับหนีตามผมไป และผมก็ได้เอารถช่วยขนพี่น้องหนีด้วย หลายคนเชื่อฟังและไว้วางใจผม สุดท้ายพวกเรารอดไม่ถูกน้ำท่วมมิดหัว ขอบคุณพระเจ้าที่พวกเราไม่ประมาท และวิเคราะห์เป็น รู้ว่าน้องน้ำจะมาถึงพวกเราเมื่อไร! พวกเราก็ออกไปโดยปลอดภัย
ผมรู้สึกแปลกใจมากที่ อนุ... กรรมการยกร่างและแก้ไขแต่ละท่านไม่กลัวน้ำท่วมมิดหัว บางท่านต้องเดินทางจากจังหวัดที่ห่างไกลกรุงเทพมากๆ น้ำจะท่วมหัวช่างมันฉันไม่กลัวหรอก(ถึงแม้จะต้องแก้ผ้าว่ายน้ำก็ไม่เคยกลัว 555555! ขอให้ได้ยกร่างและแก้ไขธรรมนูญให้แล้วเสร็จก็แล้วกัน จริงหรือไม่?
เมื่อวันที่ 3 ม.ค. 2012 ผมได้โทรคุยกับท่านอนุกรรมการท่านหนึ่งเกือบไม่เชื่อหูตนเอง “ท่านพูดว่าท่านไม่ปรารถนาตำแหน่งใดๆแต่ต้องรับเป็นอนุกรรมการยกร่างแก้ไขธรรมนูญ สคท. เพราะถูกขู่บังคับ) ผมหันไปทางภรรยาย้ำคำพูดของท่านต่อหน้าภรรยาของผมอีกครั้ง ภรรยาผมยิ้มหวานให้ เราได้คุยทางโทรศัพท์ราว20นาทีและท่านต้องไปในงานสำคัญเราจึงไม่ได้คุยต่อแต่ท่านก็อยากให้โทรคุยกับท่านอีกแต่ผมก็ไม่ได้โทรคุยอีกเลย รู้เพียงเท่านี้ก็ซึ้งใจอย่างมากแล้วครับท่านเป็นคนตรงและจริงใจไม่มีเล่ห์เหลี่ยม เพียงแต่ไม่ทันเกมส์ ไม่ทันคน ยังดีที่ท่านเป็นคนทันสมัย
ตามจดหมายที่แนบมากับ”ธรรมนูญยกร่างและแก้ไขใหม่ คศ.2012” ท่านบอกว่าสืบเนื่องจากตามทที่ที่ประชุมใหญ่วิสามัญ สคท. ซึ่งประชุมกันเมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2011 ได้มีมติให้คณะกรรมการอำนวยการ สคท. ทำการแก้ไขยกร่างธรรมนูญ สคท. 2012 ขึ้นใหม่ และให้เสร็จทันการเลือกตั้งกรรมการ สคท ครั้งใหม่ในการประชุมใหญ่วิสามัญประจำปี ในเดือนมีนาคม 2012 ท่านอนุกรรมการที่ผมคุยด้วยท่านบอกว่าถูกขู่บังคับให้รับหน้าที่ก็เลยไม่ทราบว่าไปขู่บังคับเขาทำไม
แล้วท่านอื่นๆละถูกขู่บังคับด้วยหรือไม่! ในแวดวงคริสเตียนเราในปัจจุบันมีผู้นำหลายท่านพยายามไต่เต้าสร้างชื่อเสียงเกียรติให้กับตนเองเราเรียนว่าพยายามแต่งตั้งตนเอง (บางคนก็ถึงฝั่งบางคนก็ไม่ถึงฝั่ง) ถ้ายังไม่ถึงฝั่ง(ตามจุดประสงค์ตนเอง) ก็ต้องพยายามหาคนมีตำแหน่งมีอำนาจหน่อยมาแต่งตั้งให้ ท่านเหล่านั้นก็ยินดีเพราะจะได้แนบไว้เป็นบุญคุณ สามารถทวงเอาภายหลังได้ ทุกวันนี้หลายคนตกกระไดพลอยโจน ต้องตกเป็นพรรคพวกเพราะคำว่าบุญคุณ ขอถามหน่อยมีสักกี่ท่านที่พระเจ้าเป็นผู้แต่งตั้ง! มีครับแต่น่อย
ท่านธวัชครับ เราไม่แน่ใจว่าจะมีเหตุการณ์เช่นที่เกิดขึ้นเหมือนเมื่อวันที่ 22 ส.ค 2011 อีกหรือไม่ เวลานั้นเราไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์แต่ก็ได้ยินได้ฟังจากหลายท่านและได้อ่านบทความจากหลายท่านผ่านหลาย www ต่างๆก็พยายามวิเคราะห์และก็เชื่อว่าไม่ใช่เป็นเวลาแห่งพระวิญญาณบริสุทธิ์เคลื่อนไหวทำงานแต่เป็นการปลุกเร้าอารมย์อันสูงส่งเพื่อให้เกลียดชังซึ่งกันและกัน! หน้าขึ้นเลือดจนลืมพระคำของพระเจ้าที่เคยพร่ำสอนคนอื่น แต่พระคำไม่ได้สอนตนเองเลยสักนิด ความรักของพระเจ้าหายไปไหนหมด? (1 คร.13: 4-10 ความรักที่มาจากพระเจ้า) ( กท. 5:22-26 ฝ่ายผลของพระวิญญาณ) (กท.5:16-21 การงานของเนื้อหนัง)
ผมคิดว่าคนไทยเราโดยเฉพาะระดับผู้นำแล้วน่าจะสามารถวิเคราะห์ ด้วยวิจารณญาณได้ดีว่าอะไรมาจากพระเจ้าและอะไรมาจากเนื้อหนัง อย่าบอกว่า ทุกคนถูกหมด ไม่มีใครผิด! จิตวิทยาชาวบ้าน คำพูดนักการเมือง เราไม่ใช่นักการเมือง และไม่ยุ่งการเมือง ไม่เคยใช้โวหาร จริงก็ว่าจริงไม่ก็ว่าไม่ เมื่อเกิดขัดแย้ง แบ่งฝักแบ่งฝ่าย แบ่งสี พระเจ้าไม่รู้จะเอาหน้าไปไว้ไหนดี! ช่วยตอบให้เหล่าสมาชิกของ สคท. ให้หายสงสัยหน่อยได้ไหม?
หมายเหตุ: อย่าลืมว่า เหล่าสมาชิกเป็นเป็นผู้มีเกียรติมีศักดิ์ศรีมีส่วนเป็นเจ้าของ และ เป็นผู้อุปถัมภ์ สคท. เป็นผู้เลือกกรรมการเข้ามาเพื่อให้ท่านช่วยประสานกับราชการ-องค์การ-องค์กร เอกชนและให้ช่วยดูแลสารทุกข์สุขดิบสมาชิกทั้งหลายเวลามีปัญหา แต่ท่านกับแย่งชิงอำนาจตั้งตนเป็นมาเฟีย!!! ผลประโยชน์มันมากหรืออย่างไร? สคท. สร้างเคดีดให้ท่านมีชื่อเสียงใช่หรือไม่? ช่วยบอกพวกเราหน่อยได้ไหม?
ท่านไม่กลัวตกนรกหรือ! นรกไม่ใช่ตกลงไปภายหลังความตายเท่านั้นแต่ท่านอาจตกนรกบนแผ่นดินนี้ก็ได้! ไม่เชื่ออย่าดูถูก!
ท่านธวัชโปรดพิจารณาบทความของเราใส่ลงใน www ของท่านเพื่อคนอ่านจะเข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้นใน สคท. ขอถือโอกาสนี้แสดงความเคารพและขอบพระคุณมาเป็นอย่างสูงยิ่ง เราซึ่งเป็นสมาชิกที่รัก สคท. เช่นเดียวกับท่านอื่นๆ ไม่ต้องการให้ผู้ใดมา ปุ้ยี่ปุ้ยำ สคท ของเราอีกต่อไปครับ
สุดท้ายแต่ไม่ท้ายสุด: เราต้องการความบริสุทธิ์ ความสงบสุข ความโปร่งใส กลับคืนมายัง สคท. โดยเร็ว เราไม่ต้องการเห็นการเล่นเกมส์-เล่นการเมืองใต้ดิน-เล่นพวก-เล่นอำนาจเถื่อนหรือใช้เล่ห์เหลี่ยมแบบมนุษย์ เราเชื่อว่า สคทจะเจริญมากกว่านี้ครับ
จากกลุ่มสมาชิกผู้ที่รัก สคท..ในกรุงเทพฯ
Read More
คนที่สอง ขอคิดด้วย ตอนที่ 2
ฝ่ายโค่นอำนาจเผด็จการร่วมรบเคียงบ่าเคียงไหล่กันมา จริงครับ พอได้อำนาจมาบริหารเองกลับทำไม่เป็น แค่ปีกว่า ๆ ก็ร่วมงานกันไม่ได้ สองคน ต่างสไตร์ ต่างขั้วต่างพื้นฐาน ท่านประธานมาจากสายข้าราชการ ถนัดเรื่องล้อบบี้ ตลอดชีวิตท่านล้อบบี้ได้หมด แม้อธิบดีกรมก็ซี้ท่าน ปากหวาน ประสานสิบทิศ มีแนวคิดเป็นตัวของตัว อยากได้ อยากทำอะไร อยากให้อะไรเป็นอะไร ก็ล้อบบี้ทีละคน จนบรรดา สว ที่ปรึกษา ซึ่งอ่อนเป็นขี้ไก่แถมไม่ฟ่ออยู่แล้ว แต่ยังอยากมีบทบาทอยู่ โดนท่านประธานข้าราชการ อ้อนเข้าให้จะเหลืออะไร ส่วนท่านรองสุชาติ มาจากสายศาสนศาสตร์ เป็นพ่อบ้านสมัยเรียนพระคัมภีร์ปกครองลูกบ้าน เป๊ะ เป๊ะ เป็นไม้บรรทัด มีความตั้งใจอย่างสูงที่จะดัดมรรคาของพระเจ้าให้ตรงไป ทำเรื่องใต้โต๊ะ ใต้เตียง ไม่เป็น ที่สำคัญ หวานไม่เป็น แก ฟันลูกเดียว บริหารแบบยอร์น เดอะแบ๊พไทร์ ไม่มีเทา มีแต่ขาวกะดำ สักวันแกก็คงจะโดนตัดหัวแบบยอห์น สองสิงห์ สองขั้ว บริหารร่วมกันไม่ได้ จะมีใครรู้มั้ย ท่านสุชาติ ก็ไม่เคยปริปาก กะว่าจะยอมตายแบบยอห์น ขอให้พระเจ้ารับรู้คนเดียวก็พอ แกก้อเลยโดนด่าชนิดไม่มีใครเห็นใจ นี่ถ้าแกเป็นคนไม่ดี แปดอรหันต์คงไม่ยอมร่วมเป็น ร่วมตายกะแก นี่แสดงว่า ท่านเป็นคนดีพอสมควรถึงได้มีพวกมากขนาดนี้ ความจริงพวกของท่านมากกว่า จนกลายเป็นเสียงข้างมาก ทั้งที่แกไม่หวาน ไม่ล็อบบี้ ไม่พูดหว่านล้อม พรรคพวกท่านเห็นเอง ก็เลยช่วยแทกทีมช่วยกัน พระคัมภีร์ที่ว่า ต่อสู้เหมือนคนคนเดียว หาดูยากครับ ใครอยากเห็นก็มาดูได้ ทีมแปดอรหันต์นี่แหละ ทำไม่เหนื่อยด้วย เพราะทำเป็นทีม ไม่เหมือนท่านประธานข้าราขการ ทำอะไรที โคตรเหนื่อยเพราะต้องล้อบบี้ประสานสิบทิศ จัดประชุม ระดมม็อบไต้ร่มได้เมื่อ อาทิตย์ก่อน ก็เหนื่อยน่าดู ไม่เหนื่อยได้งัยก็ทำด้วยเนื้อหนังมันก็ต้องออกแรง ในขณะที่สาวกออกแรงสู้พายุพระเยซูหลับสบาย ตื่นขึ้นมาต่อว่าอีก พวกออกแรงสู้ระดมเสียงเนื้อหนังปลดได้ 85 เสียง อย่าลืมน่ะครับ อีก 120 กว่า เสียงตอนนั้นพวกเขา กำลังอธิษฐานหลับสบายกับพระเยซู
ดาบเอลียาห์
Read Moreวันก่อนผมได้มีโอกาสพูด
คุยกับเพื่อนผู้รับใช้ท่านหนึ่ง ที่ได้เข้าร่วมประชุมที่ไต้ร่มเมื่อวันที่ 22
ที่ผ่านมา "ผมเสียดายที่ผลออกมาเป็นอย่างนี้ ตอนแรกก็ยังพูดคุยกันดี ๆ
บรรยากาศเต็มด้วยความรักและอภัย แต่ไหงตอนท้ายกลายเป็นว่าปลดคนนั้น คนนี้ ตอนท้าย
ๆ ทุกคนเริ่มหิวข้าว ตากำลังจะลายแล้วพอให้รีบโหวตยกมือปลด เห็นเขายก
ผมก็ยกบ้าง" กฏแห่งความรักกลายมาเป็นกฏโหดปลดแหลกตอนใหนไม่รู้ มันไวมาก การประชุมผ่านไป 1 อาทิตย์
แถลงการณ์จากทั้งสองฝ่ายเริ่มออกมาโต้ตอบกัน
ฝ่ายเงียบไปก่อนเห็นจะเป็นฝ่ายม็อบอาวุโส เพราะผ่านมาตั้ง 7 วัน
ถึงมีแถลงการณ์ออก คิดอะไรกันอยู่
หรือว่าทบทวนไป ทบทวนมา เอ้ย เราเสียเปรียบนี่หว่า
เลยต้องคิดหาทางแก้เกมกันเป็นพัลวัล
การใช้กฏเริ่มไต่ระดับความรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ จากการปรึกษาหารือแบบพี่ ๆ
น้อง ๆ กลายมาเป็นต้องมีทนาย นักกฏหมายนั่งอยู่ด้วย การเจรจาต่อรอง ระมัดระวังขึ้น
ทั้งสองฝ่ายต่างมีข้อได้เปรียบ เสียบเปรียบกันคนล่ะข้อสองข้อ
ฝ่ายยึดอำนาจ(เรียกตามผ่ายถูกยึดเรียก วึ่งก็ งง งง ใครยึดอำนาจใคร
ทีแรกทั้งหมดร่วมกันต่อสู้เพื่อโค่นเผด็จการ ถ้าเป็นผม ผมจะเรียกฝ่ายโค่นเผด็จการ
ส่วนอีกฝ่ายผมขอเรียกฝ่ายทวงคืนอำนาจ ซึ่งฝ่ายหลังนี่ไปร่วมกับฝ่ายอำนาจเผด็จการเดิม
ก็เลยเรียกรวมกันว่าฝ่ายทวงคืนอำนาจ
ที่เรียกฝ่ายเผด๊จการเดิม
นั้นมีเบื้องหลังเผด็จการจริง ๆ ครับพี่น้อง ไม่ใช่เรียกเล่น ๆ เอ้า..จะย้อนอดีตเรื่องเผด็จการให้ฟัง
ก็เมื่อคราวที่เลือกกรรมการกันที่ภูเก็ต ปกติแล้วตามธรรมนูญก็ต้องเลือกกันภายในกรรมการ
อาทิตย์กว่า
ฝ่ายยึดอำนาจหรือผ่ายโค่นเผด็จการ
เริ่มตั้งหลักได้ แกมึนอยู่ตั้งนาน
เอ้ย....งานนี้ใครหลอกใคร ใครยึดใครโค่นใคร ตูงงไปหมดแล้ว
ว่าแล้วแกก็ควักสะตังส่วนตัวนั่งเครื่องเช้าไปเย็นกลับ ปรึกษานักกฏมายทั่วประเทศ
มือกฏหมายที่ใหนว่าเจ๊งค่าปรึกษาเท่าใหร่เท่ากัน
ด้วยความอยากรู้ว่าใครหลอกใครที่สำคัญ อั๊วไม่ยอมถูกใครหลอกแน่ ไม่กี่วันแกก็ได้คำตอบ
กฏมายองกร กฏหมายมูลนิธิ
ธรรมนูญสหกิจ พอนักกฏหมายเห็น
และฟังเรื่องเท่านั้น นักกฏหมายบอกหวานหมู
หน่วยงานอื่นซับซ้อนกว่าเยอะ
ขอบคุณพระเจ้าที่ธรรมนูญสหกิจเขียนด้วยความรัก มันน่าจะจบลงด้วยความรัก
ธรรมนูญจึงเขียนไว้ไม่ซับซ้อน ถ้าทุกอย่าดำเนินไปตาธรรมนูญและใช้กฏแห่งความรักควบคู่กันไปก้ไม่มีปัญหา แต่นี่มีกฏ คนใช้กฏก็จะแหกกฏอยู่เรื่อย แหกตั้งแต่คุณสมบัติประธาน
อะหลุ่ยอะหล่วย ด้วยความรักจนเป็นเรื่อง มันน่าเศร้า หรือน่าขอบคุณพระเจ้าดี เรื่องขาดคุณสมบัติของประธาน
นักกฏหมายฟังแล้วก็หัวเราะ เรื่องมันง่ายจะตาย ขาดคุณสมบัติก้ปลดทันทีตามกฏหมาย
ใครปลดก็ได้ ถ้าไม่ปลดคนที่ไม่ปลดก้โดนปลด ฐานละเว้น ยกตัวอย่างเทียบเคียง รัฐมนตรีไม่จบปริญญา สืบรู้ชัดเจนเมื่อไหร่ก็ปลดเมื่อนั้น มีผู้ที่จิตวิญาณสูงส่งแย้งว่า
ย
กตัวอย่างฝ่ายโลกทำไม เอ้า…..ก็ท้าทายกันเย๊งๆว่าจะฟ้องทั้งแพ่งและอาญา
ได้ยินจากผู้อาวุโสที่คนเคารพทั้งเมืองกล่าวว่า "ต้องฟ้องทั้งทางแพ่งและอาญา
เรียกเงินของพวกเรากลับคืนมาให้หมด เสียง เฮ ฮือฮา มาแทนคำว่าอาเมน ผมก็หมดศรัทธาท่านผู้นี้ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา
เรื่องมาถึงขนาดนี้แล้ว ไม่มีโลก ไม่มีวิญญาณแล้วครับ เราทุกคนกลับมาเท่ากันหมดคือ
มนุษย์ทุกคนเป็นคนบาป
นอกจากจะบาปแล้วยังตกจากระดับอันเนื่องมาจากการเป็นความกันด้วย ภาวนาครับอย่าให้ถึงโรงถึงศาลเลยครับ
ใครจะแพ้ใครจะชนะ เดาง่ายจะตาย ฝ่ายที่รู้ว่าตัวเองชนะแน่ ๆ ก็อย่า ทนงเลยครับ
ฝ่ายที่พลั้งพลาดก้ออย่าโทษว่าไม่มีความรักเลยครับ
ก็ท่านปล่อยให้เรื่องมันผ่านมาจนเลยกฏแห่งความรักไปแล้ว แต่สิ่งสำคัญที่สุดในชีวิตของคนบาปอย่างเราคือ
ความรักไม่มีวันสายครับ นอกจากว่าท่าน ท่านจะไม่ยอมรับว่าท่านเป็นคนบาป
อย่างนี้พระเจ้าก็คงช่วยไม่ได้ครับ.
โดย ดาบเอลียาห์
คาบลูกคาบดอก : (สำ) ว. ก้ำกึ่ง, เอาทั้งสองอย่าง, เช่น เตะฟุตบอลคาบลูกคาบดอก คือ เตะทั้งลูกเตะทั้งคน [1]
เข้าใจว่าสำนวนนี้คงมาจากสมัยก่อนโน้น คนไทยสังเกตเห็นการผลิดอกออกผลของพืชพันธุ์ต่างๆ เห็นดอกของมันมีผลแลบออกมา แต่ยังไม่ชัดเจนเท่าที่ควร คือมีทั้งดอกและผล และเป็นช่วงที่เปราะบางที่สุด อาจติดลูกหรือหลุดร่วงได้ง่าย
คาอก : สิ่งที่ยังคั่งค้างอยู่ในใจ เป็นปัญหาที่กำลังแก้ไขอยู่ หรือสิ่งยังแก้ไขไม่ได้
ที่มาของชื่อ “คริสตจักรคาบลูกคาบดอก” ในบทความนี้ก็คือ ชื่อคริสตจักรอยู่ในสหกิจคริสเตียนฯ แต่ชื่อที่ดินเป็นของส่วนบุคคล!
ในห้วงเวลาที่ผ่านมา มักจะมีคนตั้งฉายาให้แก่สหกิจคริสเตียนแห่งประเทศไทยว่า “องค์การใหญ่ที่เหมือนลูกร้อยพ่อพันแม่” นั่นมีความจริงไม่ใช่น้อย เพราะมีความหลากหลายในความเชื่อและวิธีการปฏิบัติ เห็นชัดเลยว่า สคท.เป็นการรวมตัวกันแบบหลวมๆของคริสเตียนมากมายหลายคณะ เช่น คริสตจักรแบบเพนเตคอส คริสตจักรคาริสมาติก คริสตจักรแบ๊บติสต์ แองกลิกัน เมทอดิสท์ ลูเธอร์แรน และคริสตจักรที่รักความเป็นอิสระทั้งหลาย ซึ่งไม่อยากอยู่ภายใต้ระบบระเบียบที่เคร่งครัด ต้องการเป็นตัวของตัวเองให้มากที่สุด แต่ก็ไม่อยากเป็นคริสตจักรเถื่อน (คือไม่ได้รับการรับรองอยากถูกต้องตามกฎหมายของรัฐบาลไทย) ต้องการมีที่คุ้มกะลาหัวว่างั้นเหอะ!
การปกครองดูแลคริสตจักรหลากหลายรูปแบบนี้ ย่อมมีอาการเครียดและปวดเศียรเวียนเกล้าพอสมควรสำหรับคณะกรรมการผู้บริหาร ต้องแสดงความเห็นใจและอธิษฐานเผื่อครับ
เรื่องหนึ่งที่เป็นปัญหา(จะว่าใหญ่ก็ใหญ่นะ)แต่ไม่ค่อยมีใครหยิบยกมาพูดถึง หรือมีเฉพาะตอนที่ปัญหามันเกิดขึ้นแล้ว และ สคท.ก็ต้องไปตามไล่แก้ปัญหานั้น ซึ่งเป็นวิธีการบริหารแบบโบราณคือ “ตั้งรับ” อย่างเดียว หลายคนมีความเห็นว่า สคท.สมัยใหม่น่าจะเปลี่ยนมาใช้วิธี “แบบรุก” ได้แล้ว
สังเกตไหมว่าฟุตบอลทีมไหนเล่นแบบตั้งรับ ส่วนมากจะเสียประตู แต่ก็มีบางทีมตอนแรกเล่นแบบรุก พอได้ประตูแล้วก็ถอยลงมาอุดลูกเดียว ผลลงเอยคือถ้าไม่เสมอก็แพ้!
ปัญหาที่ค้างคาใจที่ว่านี้ก็คือ
อย่างแรก คริสตจักร(หรือโบสถ์)ที่ซื้อที่ดินในชื่อของบุคคล อาจจะเป็นความตั้งใจดีและความสะดวกของมิชชันนารีหรือผู้ที่รักพระเจ้า เมื่อไปประกาศข่าวประเสริฐในที่ใดๆ เมื่อมีคนรับเชื่อแล้วก็ย่อมอยากจะซื้อดินเพื่อตั้งเป็นโบสถ์ วิธีที่ง่ายๆแลสะดวกมากก็คือ ซื้อในชื่อของบุคคล อาจจะซื้อในชื่อของผู้ประกาศ ผู้นำหรือผู้ปกครองคริสตจักร
แต่ต่อมาไม่ช้าไม่นาน เขาคนนั้นห่างเหินไปจากทางของพระเจ้า ก็มาอ้างยึดเอาที่ดินผืนนั้นไปอย่างหน้าตาเฉยเลย (เพราะตามกฎหมายมันเป็นอย่างนั้น ผู้ที่มีชื่อในโฉนดหรือใบซื้อขายย่อมมีสิทธิ์ในฐานะเจ้าของ)
แม้ว่าจะซื้อในหลายชื่อก็ยังมีปัญหาอยู่ดี ที่นี้สมาชิกก็จะร้องเรียนมายัง สคท. เพื่อขอความช่วยเหลือ แต่ดูเหมือนว่าส่วนใหญ่แทบจะแก้ไขปัญหาอะไรไม่ได้ เมื่อครั้งที่ผมเป็นประธานเขตภาคเหนือและเป็นกรรมการอำนวยการ
สคท.อยู่นั้นเจอะเจอปัญหาแบบนี้บ่อยมาก บางกรณีผู้มีชื่ออยู่โฉนดก็เอาที่ดินไปจำนองกับบริษัทลิชซิ่ง เพื่อเอาเงินไปหมุนทำการค้าพวกจิวเวอรี่และปรากฏว่าขาดทุนป่นปี้ ที่ดินกำลังจะถูกยึด ต้องเดือดร้อนถึง สคท.วิ่งโร่ไปแก้ไข ปัญหา แต่ทว่ามันก็สายเกินไปซะแล้ว
ผู้อำนวยการของสถาบันพระคริสตธรรมแห่งหนึ่ง เอาโฉนดที่ดินของสถาบันไปวางไว้กับบริษัทปล่อยเงินกู้ชื่อดัง
และตั้งใจจะปล่อยให้ที่ดินถูกยึด สคท.ในสมัยนั้นจึงต้องรีบเข้าไปแก้ไขปัญหาโดยการแต่งตั้งผู้อำนวยการคนใหม่เข้าไปบริหาร แต่เพียงวันแรกเท่านั้น ผอ.คนใหม่ก็ถูก ผอ.คนเก่าแจ้งความให้ตำรวจจับในข้อหาบุกรุก ต้องไปนอนอยู่ที่ห้องขังในโรงพัก และประธาน สคท.ภาคในสมัยนั้นจึงรีบไปยื่นหลักทรัพย์ประกันตัวออกมา
ต่อมาไม่นานนัก ขณะเรื่องพิพาทยังคาราคาซังอยู่ในศาล ฝ่ายโจทก์ได้ขับรถประสบอุบัติเหตุแหกโค้งเสียชีวิตอย่างน่าอนาถ คริสเตียนหลายคนบอกว่า นั่นเป็นการลงโทษจากพระเจ้า ส่วนคนไม่เชื่อพระเจ้าก็พูดในทำนองเดียวว่า “กรรมติดจรวด”
มีกรณีหนึ่ง องค์การมิชชันนารีจากเมืองนอกส่งเงินมาเพื่อซื้อที่ดินสร้างโบสถ์แห่งหนึ่ง เนื้อที่เกือบยี่สิบไร่แถวชายแดนภาคเหนือ โดยใส่ชื่อผู้(ผู้นำคริสตจักร)มีกรรมสิทธิ์ ๓ คน ต่อมาทางองค์การมิชชั่นสามารถจัดตั้งมูลนิธิเพื่อการกุศลได้ จึงขอให้มีการโอนที่ดินผืนนั้นเข้าในมูลนิธิ สองคนยอมเซ็นยินยอม แต่อีกคนหนึ่งไม่ยินยอม ต้องเจรจาไกล่เกลี่ยกันหลายรอบ ในที่สุดก็จบลงตรงที่ว่า แบ่งที่ดินออกเป็นสามส่วน หนึ่งส่วนแบ่งให้กับคนที่ไม่ยอมเซ็น (ซึ่งเป็นที่ดินส่วนที่ดีที่สุดด้วยนะ) และอีกสองส่วนจดทะเบียนเข้ามูลนิธิไป
อย่างว่านั่นแหละ มันเป็นเรื่องเศร้าครับ เงินทองทรัพย์สมบัตินี่ มันไม่เข้าใครออกใคร ตอนแรกปากก็บอกว่าเพื่อพระเจ้าๆ ไม่เอาหรอก แต่พอความโลภมันเข้าตาย่อมทำได้ทั้งนั้น เข้าทางภาษิตของภาคเหนือ “ล๊วกบ้านนอก บ่เต้าสอก
กอกในเวียง ล๊วกในเวียงบ่เปียงขี้คอก ล๊วกขี้คอกบ่เต๊าวอกขี้ยา ล๊วกขี้ยาบ่เต๊าฮาจะหื้อ”
เรื่องเล่ห์เหลี่ยมพลิกแพลงล่ะไม่มีใครเกิน ฝรั่งหลายคนเสียท่าคนไทยในเรื่องนี้!
อย่างที่สอง คริสตจักร(โบสถ์)ที่ตั้งอยู่บนที่ดินของบุคคลอื่น นี่ก็เป็นอีกกรณีหนึ่งที่พบบ่อยมากในหน่วยงานที่สังกัดภายใต้ สคท. กล่าวคือมีคนที่รักพระเจ้ามากและค่อนข้างอู้ฟู่(แปลว่าร่ำรวย) ถวายที่ดินโดยบอกแก่สมาชิกของคริสตจักรว่า “ผมจะถวายที่ดินส่วนหนึ่งให้เป็นที่ตั้งของโบสถ์” สมาชิกหลายคนก็เห็นว่าดี เพราะว่าสะดวกและประหยัด ไม่ต้องไปเสียเงินซื้อที่ดิน (เป็นธรรมดาอยู่แล้ว ของฟรีใครๆก็ชอบ)
ตอนแรกก็ไปได้อย่างราบรื่นแหละ ต่อมาอย่างที่กล่าวไว้แต่แรก มีปัญหาเกิดขึ้นเมื่อเขาคนนั้นมีความเชื่อถดถอย หรือเลิกเชื่อพระเจ้าก็ยึดเอาโบสถ์ของพระเจ้าไปเป็นของตนเอง หรือบางกรณีเขาไม่ชอบใจคณะเดิมและอยากจะเปลี่ยนการสังกัดใหม่ ก็เอาคริสตจักรย้ายไปขึ้นอยู่กับคณะอื่นนั้นตามใจชอบของเขา
เรื่องที่พบกันอยู่ซึ่งทำให้พี่น้องคริสเตียนน้ำตาตกคือ หลังจากเจ้าของที่ดิน(ของโบสถ์)เสียชีวิตไปแล้ว สิทธิอำนาจการครอบครองก็ตกมาถึงลูกหลาน แต่คนพวกนี้ไม่ได้มีความเชื่อหรือศรัทธาแก่กล้าเหมือนพ่อ ก็เรียกร้องกรรมสิทธิ์และยึดเอาที่ดินคืน เมื่อเร็วๆนี้ผู้นำคริสตจักรแห่งหนึ่งขอให้เราอธิษฐานเผื่อ เพราะโบสถ์ถูกไล่ที่ โดยลูกชายเจ้าของที่ดินยื่นข้อเสนอ(คำขาด)ว่า “ถ้าโบสถ์อยากจะอยู่ต่อไป ต้องจ่ายมาห้าล้านบาท ไม่งั้นต้องย้ายออกไป”
นี่เป็นเรื่องกลืนไม่เข้าคายไม่ออกจริงๆ!
องค์กรคริสตจักรกลุ่มสยามแบ๊บติสต์ของเรามีบทเรียนอันเจ็บปวดจากเรื่องแบบนี้ด้วย ครั้งหนึ่งมีสองสามีภรรยาเดินทางกลับจากอเมริกา หลังจากไปขุดทองที่นั่นหลายสิบปี ทั้งสองอ้างว่าเป็นคริสเตียนและมาร่วมนมัสการที่โบสถ์ของเรา เขามีที่ดินผืนหนึ่งค่อนข้างกว้างขวาง อยู่ห่างจากตัวเมืองออกไปราว ๒๐๐ กม. และให้ญาติเฝ้าดูแลไว้ ต่อมาญาติครอบครัวนี้ได้รับเชื่อในพระเยซูคริสต์ ทั้งสองจึงดำริให้มีการประกาศข่าวประเสริฐและมีสมาชิกเพิ่มขึ้นเกือบยี่สิบคน จึงตั้งคริสตจักร(โบสถ์)ขึ้นในที่ดินนั่น
ด้วยความไว้วางใจอย่างเต็มที่ จึงมีการแต่งตั้งให้เขาทั้งสองเป็นประธานและรองประธานของคณะกรรมการคริสตจักร เวลาผ่านไปราวสองปี เลขาธิการขององค์กรฯขอให้มีการเรียกประชุมระดับผู้นำคริสตจักรเพื่อให้ชี้แจงปัญหาและระบบการเงินของคริสตจักรที่ไม่ชัดเจน แต่เรื่องนี้ก่อให้เกิดความไม่พอใจอย่างมาก จึงมีการเขียนจดหมายขอลาออก(ทั้งคริสตจักร)ทันที ภายหลังมีข่าวแว่วๆว่าจะไปขึ้นสังกัดกับคณะอื่น(ซึ่งสังกัดใน สคท.เช่นกัน-ฮา)
หลากหลายกรณีที่หยิบยกมาพูดนี้เป็นเพียงส่วนน้อยของปัญหาคาบลูกคาบดอกและคาอกคาใจขององค์กรและหน่วยงานต่างๆที่สังกัดภายใต้ สคท.
จึงอยากจะให้มีการคิดใคร่ครวญ หาวิธีแก้ไขปัญหาอย่างเป็นรูปธรรมว่า
หนึ่ง จะมีการเรียกประชุมสมาชิกของ สคท. เพื่อพิจาณาเกี่ยวกับเรื่องนี้โดยเฉพาะ เปิดโอกาสให้ผู้นำจากคริสตจักรต่างๆได้เสนอปัญหา และเสาะหาวิธีการแก้ไขที่ได้ผลจริงๆ มิฉะนั้นแล้ว มันจะกลายเป็น “ดินพอกหางหมู” ทำให้อิรุงตุงนัง และถ่วงความเจริญเติบโตทางด้านจิตวิญญาณของพี่น้องคริสเตียน
มีหลายหน่วยงานอุธรณ์ว่า มูลนิธิของสหกิจคริสเตียนฯนั้นเล็กเกินไป ไม่สามารถรองรับที่ดินของบรรดาองค์กรและองค์การที่เป็นสมาชิกได้ ต่อเรื่องนี้ สคท.จะมีช่องทางแก้ไขเปลี่ยนแปลงและช่วยเหลืออย่างไร?
สอง จะมีการออกระเบียบข้อบังคับของ สคท. ให้ชัดเจนเกี่ยวกับการซื้อ(ขาย)ที่ดินของคริสตจักรต่างๆ จริงอยู่ตามธรรมนูญ/ระเบียบของ สคท. ระบุว่า เมื่อบรรดาสมาชิกมีเรื่องราวต่อกัน ก็ให้ร้องเรียนไปตามลำดับขั้นคือ จัดการกันภายในคริสตจักรก่อน หากไม่สำเร็จก็ส่งเรื่องไปที่คณะต้นสังกัด แต่ถ้ายังแก้ไขไม่ได้ก็ส่งเรื่องไปที่ สคท.เขตจังหวัด จากเขตจังหวัดก็ไปที่ภาค จากนั้นภาคก็ส่งเรื่องไปที่คณะกรรมการอำนวยการ สคท. และให้เรื่องมันจบที่นั่น
การตัดสินของคณะกรรมการอำนวยการ สคท.ถือว่าเด็ดขาด และยังมีข้อหนึ่งระบุด้วยว่า “สคท. ไม่สนับสนุนสมาชิกฟ้องร้องกันในศาล” แต่ตามความเป็นจริงเราพบว่า มีหลายกรณีที่เรื่องไปถึงมือตำรวจและฟ้องร้องเป็นคดีความกันที่ศาล
ในพระคัมภีร์เดิมเราเรื่องราวของชายคนหนึ่ง ที่ดูเผินๆแล้วเขาเป็นคนของพระเจ้า และแสดงท่าทีว่าอยู่ฝ่ายวิญญาณเปี๊ยบเลย ทุกคนนับถือเขาว่าเป็นผู้เผยพระวจนะ แม้แต่คนนอก(ที่ไม่เชื่อพระเจ้า)ก็ยังรู้สึกทึ่ง เกรงกลัวและให้เกียรติด้วยการส่งเกี้ยวมาเทียบเชิญไปแช่งสาปชนชาติอิสราเอล ตอนแรกๆเขาปฏิเสธแบบหัวเด็ดตีนขาดว่า ไม่มีทาง เป็นไปไม่ได้ แต่พอเห็นซองขาวและของขวัญเข้าหน่อยเท่านั้นแหละ ใจมันหวั่นไหวและชักจะเขว และบอกกับตนเองว่า “เอาก็เอา” (มันเหมือนกับผู้รับใช้ของพระเจ้าในสมัยนี้จำนวนไม่น้อย ที่เริ่มต้นรับใช้พระเจ้าด้วยความซื่อสัตย์ แต่พอเห็นเงินและที่ดินเข้าก็ตาโต และเป๋ออกนอกทางไปได้เหมือนกัน)
“อย่างไรก็ดี พระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่านทรงเปลี่ยนคำแช่งสาปให้เป็นคำอวยพรท่าน เพราะว่าพระเยโฮวาห์ทรงรักท่าน” (ฉธบ. ๒๓.๕)
เนหะมีย์ก็มีประสบการณ์คล้ายคลึงกัน เมื่อท่านได้ทำการเทศนาฟื้นฟูและปฏิรูปฝ่ายวิญญาณของชนชาติอิสราเอลในยุคกลับคืนสู่บ้านเกิดเมืองนอน (นหม. ๑๓.๑-๒)
ในพระคัมภีร์ใหม่ กิจการบทที่ ๕ เราก็เห็นสามีภรรยาคู่หนึ่งแสดงออกว่า เป็นคริสเตียนฝ่ายวิญญาณและรักพระเจ้า เห็นคนอื่นถวายก็อยากจะเลียนแบบบ้าง แต่ใจลึกๆยังรู้สึกเสียดาย เมื่อขายที่ดินแล้วก็ยักยอกเก็บไว้บางส่วน และเอาเงินส่วนที่เหลือไปให้แก่พวกอัครทูต เมื่อผู้รับใช้ของพระเจ้าถามว่า “เจ้าขายที่ดินได้เงินเท่านี้หรือ?” เขาก็ลอยหน้าลอยตาตอบว่า “เท่านั้นแหละครับ/ค่ะ”
ผลของการอยากได้หน้าและมุสาต่อพระวิญญาณบริสุทธิ์ ทำให้ทั้งสองคนล้มลงชักดิ้นชักงอและขาดใจตายอย่างเฉียบพลัน นี่มันอะไรกัน? ทำดีขนาดนี้(แต่โกหกนิดหน่อย)ถึงกับคอขาดบาดตายด้วยหรือ? ถ้าพระเจ้าจะทรงใช้มาตรฐานนี้กับคริสเตียนในปัจจุบัน คงจะมีข่าวลงหน้าหนังสือพิมพ์บ่อยๆว่า “คริสเตียนตาย(อีกแล้วครับท่าน)เพราะโกหก โลภและอยากได้หน้า”
เรามีความเชื่อร่วมกันว่า ปัญหาเรื่องที่อสังหาริมทรัพย์ขององค์กร องค์การและคริสตจักรที่อยู่ภายใต้สังกัดของสหกิจคริสเตียนฯ จะสำเร็จลุล่วงไปด้วยดี เมื่อเราช่วยกันแก้ไขปัญหาคาอก “คาบลูกคาบดอก” ที่เกิดขึ้น (เมื่อเราสามารถแก้ไขปัญหาภายในเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ปัญหาภายนอกก็ย่อมเป็นเรื่องจิ๊บจ๊อย) แล้วเรามีความเชื่อร่วมกันว่า พระเจ้าจะทรงอวยพระพร สคท. อย่างมากมาย
รู้สึกชอบใจมากในหนังสือคู่มือการประชุมใหญ่ครั้งที่ผ่านมา มีการกำหนดทิศทางและแนวทางปฏิบัติของ สคท.ไว้ ๕ ส. คือ หนึ่ง “ส่งเสริม” การทำพันธกิจอย่างเต็มศักยภาพ สอง “สนับสนุน” ผู้รับใช้ของพระเจ้า ให้ทุกคนมีคุณภาพชีวิตที่ดีและมีความสุข สาม “สานสัมพันธ์” ระหว่างสมาชิกให้มีความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน สี่ “สร้างโอกาส” ให้กับองค์กรคริสตจักรและองค์การให้ทำพันธกิจใหม่ๆ และห้า “สรรเสริญ” นมัสการพระเจ้าถวายเกียรติพระองค์ร่วมกับคริสตจักรท้องถิ่น
ให้เราเป็นไปดังที่เคยมีสโลแกนว่า
“สหกิจคริสเตียน เพียรเสริมความเชื่อ เกื้อหนุนคริสตจักร ยึดหลักพระคัมภีร์ เพื่อพี่น้องคนไทย”
มาถึงอีกยุคหนึ่ง สคท.ก็มีคติพจน์ว่า
“พันธกิจเป็นหลัก ความรักเป็นฐาน บริการเป็นเลิศ” (แม้จะมีบางคนบอกว่า มันคล้ายกับคำขวัญของโรงเรียนอนุบาลที่ไหนสักแห่ง!)
ผู้อ่านท่านใดที่มีความคิดดีๆเกี่ยวกับเรื่องเหล่านี้ อย่าเก็บไว้คนเดียวครับ (เดี๋ยวจะบูดและหนอนขึ้น-ฮา) โปรดเสนอความคิดมาที่ tawatyenjai@yahoo.com เพื่อผมจะนำไอเดียวของท่านเสนอต่อท่านประธานใหญ่ สคท.และลงในเว็บไซต์ www.thaisermons.com ต่อไป
พบกันฉบับหน้านะครับ.
[1] พจนานุกรมไทยฉบับมติชน ๒๕๔๗
Read More
เสียงหนึ่งจากใจสมาชิก สคท.ร้องหาความจริง
ตัวตนกระหายอำนาจและตำแหน่งบางท่านกำลังโผ่ออกมาให้เห็นชัดเจนแล้ว
ความห็นของผม
แท้จริงเพื่อความสง่างามกรรมการอำนวยการต้องลาออกทั้งชุดและจัดให้มีการเลือกตั้งกันใหม่ในเวลาเหมาะสม
ทุกท่านต้องอยู่พร้อมหน้ากันไม่ใช่ฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดจัดขึ้นเอง
แต่ดูเหมือนผู้มีอำนาจเก่าหรือผู้เก่าและแก่ที่ยังกระหายหาอำนาจสนับสนุนและเอา
ด ร.ปรีชาเป็นหัวหอก ทำให้เห็นว่ามีการวางแผนที่สลับซับซ้อน ลึกซึ้งมานานแล้ว
ผมได้คุยกับบางท่านที่เป็นผู้นำในกรุงเทพ
และรู้ว่ามีการรนณรงค์เรียกให้มีการประชุม กรุงเทพปริมลฑลเพื่อ เลือก
คุณสุรชัยเป็นประธานเพื่อจะได้กรรมการอำนวยการเพี่มอีก 1 ท่าน โดยตำแหน่ง
ผมรับจดหมายเรื่องเรียกประชุมวันที่ 22-23
ส.ค.ที่คริสตจักรใต้ร่มพระคุณเพื่อฟังการแถลงการณ์
(ผมรู้แล้วว่าจะกลายเป็นประชุมใหญ่เพื่อเลือกกรรมการ)และไล่กรรมการอีกฝ่ายให้ออกไปเสีย
มีจดหมายของหัวหน้ามิสชั่นนารี่ OMF มาร์ค เป็นภาษาอังกฤษ
และมีลายมือเขียนเป็นไทยว่า ขออภัยที่ไม่ได้แปลเพราะเป็นเวลาฉุกเฉิน
จริงๆไม่ใช่เพราะวันที่ในจดหมายนั้นยังมีเวลาอีกสิบกว่าวันซึ่งเหลือเพือที่จะแปล
ก่อนวันประชุมแถลงการณ์ มีผู้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ สคท
โทรตามเพื่อเข้าร่วมประชุม อาจารย์ท่านหนึ่งก็บอกผมว่า เจ้าหน้าที่ สคท
โทรให้เข้าร่วมประชุม อาจารย์ท่านนั้นถามว่าใครให้โทรมา
เจ้าหน้าที่อำอื่งและบอกว่าทนายประสิทธิ์
ผมก็ได้รับโทรศัพท์จากเจ้าหน้าที่ให้เข้าร่วมประชุมและบอกผมว่า
อ.ดร.ธีระ จะมาเป็นประธานในการประชุม ผมพยายามถามว่าใครให้โทรมา
เจ้าหน้าที่ไม่ยอมบอก สุดท้ายบอกว่าผู้ใหญ่ให้โทร
ความจริงครั้งแรกเจ้าหน้าที่จะโทรหาอาจารย์ท่านหนึ่งก่อนผมแต่มาตกที่ผมก่อนก็เลยเชิญประชุม
แสดงให้เห็นชัดเจนว่ามีคนบงการอยู่เบื้องหลังคนในสำนักงาน
และจะต้องมีอำนาจมากเจ้าหน้าที่ถึงเชื่อฟัง
เมื่อวานผมได้โอนเงินถวาย 5000บาทเพื่อถวายเด็กที่สถาบันกระเหรี่ยงเพื่อพระคริสต์
อมก๋อย
วันอังคาร เช้าวันนี้ผมได้โทรคุยกับ อ. ท่านหนึ่งที่อยู่อมก๋อยกำลังเดินทางกลับ
บ้าน
อมก๋อยเพื่อแจ้งให้เขาทราบว่าผมได้โอนเงินเข้าบัญชีเขาและขอให้เขาช่วยนำเงินไปซื้อของใช้จำเป็นสำหรับเด็กที่ศูนย์
เขาบอกว่ามากรุงเทพเพื่อประชุมฟังแถลงการ และได้เล่าให้ผมฟังว่ามีองค์การ
องค์กร มิสชั่นรวมประมาณ 110 หน่วยงาน และได้มีการเลือกกรรมการใหม่ใหม่แล้ว
เขาถามผมว่าทำไมไม่ไปประชุม
ผมบอกเขาว่าผมได้รับจดหมายทั้งสองฝ่ายและยังไม่รู้ความจริงทั้งหมด
ไม่ว่าฝ่ายใดเรีกประชุมผมคงไม่ไป เพราะยังไม่รู้ความจริงทั้งหมด
ผมถามเขาว่าการมาประชุมครั้งนี้เสียค่าใช้จ่ายไปเท่าไร เขาบอกว่าหลายพันบาท
ผมอยู่กรุงเทพผมไม่อยากไปเพราะ 1.รถติด 2.นั้มันแพง
และที่สำคัญยังไม่ทราบว่าฝ่ายใดถูกผิดอย่างไร
เมื่อผมรับจดหมายทั้งสองฝ่ายก็อ่านอย่างพินิจพิเคราะห์แล้วก็วิเคราะห์ดูว่าอะไรดีไม่ดี
ถูกหรือผิด ผมไม่ทราบ แต่ไม่ไปประชุมของฝ่ายใด เพราะไม่เลือกข้าง
และไม่ต้องการให้ใครหลอก
เท่าที่ผ่านมาเจ้าหน้าที่ สคท. โทรมาหาผมอ้างชื่อ
ดร.ธีระจะมาเป็นประธานในการประชุมแต่ผมปฎิเสธเข้าร่วม
และยังต้องการรู้ความจริง สคท.ก็มีธรรมนูญและต้องทำตามธรรมนูญ
ไม่ใช่ทำตามใจฉัน!ความจริง สคท.
ก็มีการเล่นพวกเล่นการเมืองใต้ดินมานานแล้วใช่หรือไม่? ใครกล้าปฎิเสธ!
ก่อนหน้านี้ผมก็เคยรับจดหมายจากอดีตกรรมการบางท่านมาแล้ว
และถ้าโวยวายก็อยู่ไม่ได้เพราะอำนาจมืดครอบงำอยู่ใน สคท ใช่หรือไม่?
สรุป ผมรู้สึกมีการวางแผนลักไก่(หลอก)ให้มีคนเข้าร่วมประชุมเมื่อวันที่
22-23เพื่อสร้างความชอบธรรมและเลือกกรรมการใหม่ เสียดายที่หลายคนไม่รู้ตัวมาก่อน
เมื่อมาก็เท่ากับถูกดึงเขาฝ่ายไปแล้วโดยปริยาย อาเมน
ขอพระเจ้าอวยพระพร
สมชาย
ตอบคนนิรนาม:ผู้หวังดี
เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา เว็บไซต์ของผมได้รับอีเมลจากผู้หวังดีท่านหนึ่งชื่อ “คนนิรนาม”
ท่านผู้นี้ไม่ได้พูดอะไรมาก เพียงแต่ส่งข้อความจากพระคัมภีร์มาให้ผมอ่าน
ท่านส่งพระธรรมโรมตอนที่ว่า “ฉะนั้น ท่านซึ่งเป็นผู้สอนคนอื่นจะไม่สอนตัวเองหรือ เมื่อท่านเทศนาว่าไม่ควรลักทรัพย์ ตัวท่านเองลักหรือเปล่า ท่านผู้ที่สอนว่า ไม่ควรล่วงประเวณี ตัวท่านเองล่วงประเวณีหรือเปล่า ท่านผู้รังเกียจรูปเคารพ ตัวท่านเองปล้นพระวิหารของพระเจ้าหรือเปล่า ท่านผู้โอ้อวดในธรรมบัญญัติ ท่านเองก็ยังลบหลู่พระเจ้าด้วยการประพฤติผิดธรรมบัญญัติหรือเปล่า” (รม. ๒.๒๑-๒๓)
พระคัมภีร์ตอนนี้ เปาโลเขียนไปตักเตือนคริสเตียนยิวหรือคนที่เชื่อพระเจ้าแล้ว ให้สำรวจตัวเองว่า สิ่งที่พวกเขาพูดและสอนไปนั้น มันสอดคล้องกับประพฤติหรือไม่ มันเข้าทำนอง “แม่ปูสอนลูกปู” หรือไม่ ว่าแต่เขาอิเหนาเป็นเอง เหมือนที่คนเหนือพูดว่า “ต๋าเปิ้นน่าดีไค่หัว ต๋าตั๋วน่าดีไค่ไห้”
ประการแรก เมื่ออ่านแล้วข้อความจากพระวจนะของพระเจ้าที่ส่งมานี้แล้ว ก็ต้องขอบคุณ “คนนิรนาม” อย่างมากที่หวังดีต่อผม เพื่อจะให้หยุดเหลียวมองดูตัวเองเสียบ้าง เพราะทั้งเทศน์ทั้งสอนและเขียนหนังสือ บทความมากมายและข้อวิเคราะห์วิจารณ์ ซึ่งถูกใจผู้อ่านบ้างและแทงใจบ้าง ผลที่ตอบรับจากผู้อ่านคือ มีทั้งดอกไม้และก้อนอิฐลอยมา จึงขอบคุณมากๆ
ข้อพระคัมภีร์ที่ได้รับจากคุณนิรนาม ทำให้ผมต้องหยุดและพิจารณาตัวเอง สำรวจดูว่ามันเป็นจริงดังที่เปาโลตักเตือนคริสเตียนโรมันไหม? อย่างแรกผมได้ลักขโมยทรัพย์สินอะไรของพระเจ้าและของคนอื่นไหม? โกงสิบลด เอาสิ่งของของโบสถ์มาเป็นใช้ส่วนตัว(โดยพละการ) เอารัดเอาเปรียบสมาชิกในคริสตจักร เรียกร้องสิทธิพิเศษ กระสันจะมียศศักดิ์ อยากมีตำแหน่ง มีหน้ามีตา หรือไปเฉี่ยวเอาบทความคนอื่นมาอ้างเป็นของตนเองโดยไม่ลงชื่อเจ้าของไหม?
หรือนายธวัช เย็นใจคนนี้ไปทำการล่วงประเวณี มีพฤติกรรมเสื่อมเสียทางศีลธรรม ทำความผิดบาปทางเพศ แอบไปมีกิ๊กมีอีหนู ไปทำตาเล็กตาน้อย ทำกรุ้มกริ่มเจ้าชู้ไก่แจ้กับสาวแก่แม่ร้างคนใด แอบมีนัดกับแม่ม่าย ชอบหลบไปนวดไปสปาที่ไหน มีอะไรหนุงหนิงกับคนรับใช้ในบ้าน หรือปล่อยพวกลูกหลานไปทำบาปทำชั่วและเรื่องอับอายขายหน้า หรือไปให้ความสำคัญกับบุคคลหรือสิ่งของต่างๆที่ถือว่าเป็นรูปเคารพหรือเปล่า? (ซีเรียสครับ ฮา!)
หากว่าผมมีพฤติกรรมแย่ๆแบบนี้ (ซึ่งแม้แต่ชาวโลกที่มีคุณธรรมเขาก็ไม่ทำกัน) ผมก็จำเป็นต้องคุกเข่าลงต่อหน้าพระพักตร์พระเจ้า และทูลขออภัยโทษจากพระองค์ กลับใจเสียใหม่ แล้วได้ทำจดหมายอย่างเป็นทางการ เพื่อขอบคุณ “คนนิรนาม” ที่เป็นห่วงเป็นใยและช่วยตักเตือนมาทางอีเมล ขอบคุณครับ ขอบคุณมากๆเลย
ประการที่สอง หรือว่า “คนนิรนาม” ส่งข้อพระคัมภีร์ดังกล่าวมา ด้วยมีเจตนาเพื่อที่จะตักเตือนบรรดาผู้อ่านซึ่งเป็นแฟนคลับของเว็บไซต์ไทยเซอร์มอนดอทคอมก็เป็นได้ เพื่อทุกคนจะได้หันกลับมามองดูพฤติกรรมของตนเอง เราในฐานะคนของพระเจ้าจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องระมัดระวังในการดำเนินชีวิต เพื่อจะเป็นเกลือรักษาความเน่าเฟะของสังคมและเป็นแสงสว่างแห่งโลกนี้ที่ฉายเข้าไปในความมืด(บาป) นำผู้คนมาถึงซึ่งเยียวยาและความสว่างคือพระเยซูคริสต์เจ้าของเรา
ผู้อ่านทุกคนจะต้องสำรวจตัวเองว่า เมื่อเราสอนคนอื่นว่าไม่ควรลักทรัพย์ เรายังทำอยู่หรือเปล่า? เมื่อเราสอนว่าไม่ควรล่วงประเวณี เรายังมีใจฝักใฝ่ในราคะตัณหาด้วยการแอบดูภาพโป๊เปลือยอยู่หรือเปล่า? เมื่อเราบอกว่ารังเกียจรูปเคารพ เรายังไม่ร่วมในพิธีกรรมของศาสนาอื่นที่มีรูปเคารพอยู่หรือเปล่า?
ถ้าคุณนิรนามเตือนในแง่นี้ เราต้องรับฟังและตรวจตราดูความประพฤติของตนเอง หากเราบกพร่องผิดพลาดก็ต้องสารภาพบาปต่อพระเจ้าและกลับใจเสียใหม่!
ประการที่สาม นี่สำคัญ คุณ “คนนิรนาม” เขียนอีเมลมาหาผม เพื่อจะบอกพฤติกรรมของตนเองหรือเปล่า?
อย่างแรก เพราะแท้จริงแล้วคนที่โปร่งใสจะไม่ปิดปังชื่อของตนเอง คนจริงใจจะเปิดเผยชื่อของตัวเองเสมอ แต่คำว่า “คนนิรนาม” นี่แปลว่า “คนไม่มีชื่อ” มันเป็นไปได้อย่างไรที่คนเราจะไม่มีชื่อ ผมไม่เคยเจอบัตรประจำตัว(บัตรประชาชน)ของใครที่ระบุว่า “นายไม่มีชื่อ” เพราะทันทีที่คุณเกิดหรือภายใน ๑๕ วันพ่อแม่ต้องไปแจ้งแก่ทางอำเภอแล้วว่ามีคนเกิดใหม่แล้วนะ แล้วก็มีการทำสูติบัตร มีชื่อนามสกุล และวันเดือนปีเกิดเรียบร้อย ไม่เช่นนั้นคุณจะกลายเป็นคนที่ไร้สัญชาติ
อย่างที่สอง เป็นไปได้ว่า “คนนิรนาม” มีพฤติกรรมเสื่อมเสียดังกล่าว โกงของคนอื่นและโกงของพระเจ้าด้วย (แอบ)ทำผิดทางเพศ และมีส่วนเกี่ยวข้องกับพวกนับถือรูปเคารพ ได้อ่านบทความของเราและสำนึกผิด จึงเขียนมาเพื่อจะแจ้งถึงการกระทำของตนเองให้เว็บไซต์ของเรารับทราบ เพื่อจะให้อธิษฐานเผื่อ เรายินดีมากที่จะวิงวอนเพื่อท่าน
หรือเป็นไปได้ว่า “คนนิรนาม” ทำสิ่งที่ไม่ดีไม่งามดังกล่าว เป็น “วัวสันหลังหวะ” และเข้าใจผิดคิดไปว่า คนอื่นๆก็ทำเหมือนตนเองด้วย ไม่อยากจะให้ใครมาจี้จุดบาป วิธีที่ง่ายที่สุดคือ ชี้ไปที่คนอื่นและบอกว่า “เห็นไหม คุณก็ทำบาปด้วยเหมือนกัน” (ฮา)
ทั้งหมดทั้งปวงนี้เป็นเพียงการคาดเดาเท่านั้น ไม่มีใครล่วงรู้ความจริงแท้ จนกว่าคนนิรนามจะได้เขียนมาอธิบายจุดประสงค์ ให้มันชัดเจนแจ่มแจ้งแดงแจ๋ไปเลย มากกว่าที่จะส่งข้อความจากพระคัมภีร์มาให้อ่าน
รีบจรดปากมาเลยนะครับ คุณคนนิรนาม!
ผมและทุกคนรอคำตอบอยู่.
Read Moreบทความเพื่อเสริมสร้างจิตวิญญาณ
นายธวัช เย็นใจ เพี้ยน!
รู้สึกดีใจที่ได้ต้อนรับขับสู้เพื่อนจากแดนใต้ เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา
“มีคนเตือนผมว่า ระวังนะ อาจารย์ธวัชเพี้ยนแล้ว”
แปลกใจก็เลยถามว่าใครที่พูดอย่างนี้ เพื่อนตอบว่า “ผู้รับใช้
คนหนึ่ง ที่เขารู้ว่าผมจะมาเชียงใหม่และพักกับอาจารย์ธวัช”
ก็ไม่ได้ติดใจอะไร จนกระทั่งวันอาทิตย์ที่ผ่านมาได้ลงไปที่
กรุงเทพฯ ก็มีเพื่อนอีกคนโทรมาบอกว่า “มีคนบอกว่า
อาจารย์ธวัชเพี้ยนไปแล้ว” ก็เลยถามว่า “ใครเป็นคนพูด?”
“เป็นทนายความคริสเตียนคนหนึ่ง” เพื่อนตอบ
พอเริ่มมีเสียงมากขึ้น ผมเริ่มเอะใจว่า ตัวเองมีอาการเป็นอย่างที่เขาว่าไหม?
ก่อนอื่นเรามาดูกันก่อนว่า “เพี้ยน” หมายความว่าอย่างไร? จึงคลิกเข้าไปในอินเตอร์เนท เขาอธิบายว่า “เพี้ยน” คือมีสติไม่ดี, ทำอะไรผิดแผกไปจากคนธรรมดา, บ้า, ฟั่นเฟือน, แปลก เมื่อไปเซิร์ทดูคำว่า “บ้า” ในไร้สาระนุกรมก็บอกว่า ผู้มีอาการทางจิตทำให้ประสาทฟั่นเฟือน, มีกิริยาติ่งต๊องไปวันๆไม่ชอบทำอะไร
“ฟั่นเฟือน” หมายถึงเลอะเลือน, คุ้มดีคุ้มร้าย, สติไม่ค่อยดี, หลงใหล, เคลิบเคลิ้ม, เผลอสติ ส่วนคำว่า “สติไม่ดี” คือผู้มีสภาพจิตไม่ปกติ, คนบ้า, บ้าๆบอๆ, หลงๆลืมๆ, ทำงานผิดพลาดบ่อย คำว่าเพี้ยนไปตรงกันภาษาอังกฤษว่า
Crazy, slightly, distort, deviated, odd คือบ้า เสียสติ คลั่งไคล้ หันเห ไถล เบี่ยงเบน แตกต่าง บิดเบี้ยว ผิดส่วน ประหลาด พิกล และผิดธรรมดา
ผมต้องมานั่งเช็คตัวเองว่า
นายธวัช เย็นใจเป็นคนสติไม่ดีไหม?
ทำอะไรผิดแผกไปจากคำสอนในพระคัมภีร์ไหม?
เป็นคนบ้าๆบอๆเชื่อถือไม่ได้ไหม?
หรือมีอาการทางจิตประสาทไหม?
เท่าที่จำได้ก็คือ ผมไม่เคยคิดว่าตัวเองเป็นคนดีกว่าคนอื่น ไม่เคยคิดว่าเป็นบุคคลวิเศษกว่าหรือบริสุทธิ์ผุดผ่องกว่าใคร ไม่เคยคิดว่าตัวเองเป็นนักบุญผู้เลอเลิศ หรือไม่ได้เป็นคนที่ได้รับการสถาปนาเป็นศาสนาจารย์ผู้สูงส่ง มีจริยวัตรที่งดงาม “เท้าไม่แตะพื้น” และไม่เคยเกลือกกลั้วกับความผิดบาปเลย
แต่ก็ยังจำได้ว่า ผมเองไม่เคยคดโกงคอรัปชั่น และไม่เคยมั่วนิ่มเอาเงินทองของพระเจ้ามาเข้าพกเข้าห่อตนเอง
ไม่เคยไปทำผิดทางเพศ ไม่ไปแอบมีกิ๊ก ไม่ล่วงประเวณีกับลูกเมียใคร ไม่เคยเล่นการพนัน ไม่เคยซื้อลอตเตอรี่หรือโยกสลอตแมชชีน (แม้ว่าจะเคยไปเยือนลาสเวกัสมาแล้ว) ลูกเต้าก็แต่งงานแต่งการอย่างสมเกียรติ ไม่ปล่อยให้ได้เสียกันและท้องก่อนแต่ง ผมเป็นศิษยาภิบาลมาร่วม ๓๐ ปี เขียนหนังสือก็หลายเล่มอยู่ ทุกวันนี้มีเว็บไซต์สำหรับคริสเตียนที่มีแฟนคลับหนาแน่นพอสมควร
เอ...นายธวัช เย็นใจนี่เป็นคนเพี้ยนไปแล้วหรือ?
คนเพี้ยนเป็นอย่างนี้เองหรือ?
ก็มานึกขึ้นได้ว่า ที่มีคนหาว่าผมเพี้ยนนั้นเป็นเพราะดันไปวิพากษ์วิจารณ์สหกิจคริสเตียนฯนั่นเอง
แรกเริ่มเดิมทีก็คือ คณะกรรมการอำนวยการสหกิจคริสเตียนฯ มีความขัดแย้งกัน และกรรมการเสียงส่วนใหญ่
ลงมติปลดประธานออกจากตำแหน่ง และแต่งตั้งประธานคนใหม่ขึ้นมาแทน โดยอ้างว่าเป็นไปตามหลักการของธรรมนูญการปกครองของสหกิจคริสเตียนฯ
ผมเคยบอกหลายครั้งว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ ไม่มีใครถูกต้องทั้งหมด และไม่มีใครผิดทั้งหมดเช่นกัน!
หลังจากนั้นอย่างรู้ๆกันคือ ก็มีการแตกแยกเป็นสองฝักสองฝ่ายทันที ฝ่ายที่ถูกปลดก็วิ่งหาสมัครพรรคพวก ผู้มีอำนาจเก่าๆ และมีการเรียกระดมสมาชิกของ สคท.ให้มาประชุมกันที่คริสตจักรแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ เมื่อวันที่ ๒๒ สิงหาคม ๒๐๑๑ และถือเอาว่าเป็นการประชุมวิสามัญ ซึ่งตามหลักการแล้วลำพังเพียงคนเดียว(ประธานที่ถูกปลด)จะเรียกประชุมไม่ได้ ต้องผ่านมติของคณะกรรมการอำนวยการเสียก่อน
ทางฝ่ายที่ใช้อำนาจปลดก็เริ่มรู้สึกตัว และมีการติดต่อขอไกล่เกลี่ย “ปรองดอง” เพื่อคืนดีกัน มีการยอมขออภัยซึ่งกันและกัน และขอให้ทั้งสองฝ่ายยกโทษให้แก่กัน ตามหลักคำสอนในพระคัมภีร์ (มธ. ๑๘) แล้วกลับมาทำงานร่วมกันเหมือนเดิม แต่ดูเหมือนว่าทางฝ่ายอำนาจเก่าจะใส่เกียร์ถอยหลังไม่ได้แล้ว มีแต่จะเดินไปข้างหน้าลูกเดียว ดังนั้น การประชุมฉุกเฉินจึงเกิดขึ้น แล้วมีการขับไล่กรรมการอำนวยการ ๘ คนออกจากตำแหน่ง พร้อมกับตั้งกรรมการใหม่เข้ามาแทนที่ และถือว่าพวกของตนเองนั้นมาอย่างถูกต้องตามหลักการ
ยิ่งไปกว่านั้น ยังฉีกธรรมนูญการปกครองของสหกิจคริสเตียนฯฉบับปัจจุบันทิ้งไป แล้วร่างธรรมนูญใหม่ขึ้นมา ซึ่งให้อำนาจแก่คณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิอย่างล้นเหลือ ให้กรรมการอำนวยมีอายุยืนยงคงกระพัน และให้มีเลขาธิการที่มีอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาดในการควบคุม สคท. โดยมีประธานภูมิภาคต่างๆเป็นแจกันประดับ และตัวเลขาธิการนั้นรับประทานเงินเดือนในตำแหน่งค่อนข้างสูงลิบ (ซึ่งจะกล่าวถึงในฉบับหน้า) และจะจัดให้มีการประชุมใหญ่วิสามัญในเดือนมีนาคม ๒๐๑๒ นี้ เพื่อขอมติจากมวลสมาชิกที่หลงกล และเพื่อตนเองและพลพรรคจะได้ก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งได้อย่างสง่างาม
เมื่อผมกล้าพูดอย่างนี้ เขาก็หาว่า “นายธวัช เย็นใจ เพี้ยนไปแล้ว!!”
จริงๆแล้วใครเพี้ยน?
ไม่รู้ใครเพี้ยนกันแน่?
เมื่อคณะกรรมการฝ่ายที่ปลดประธาน รู้สึกสำนึกตัว ขออภัยและคืนดี ยอมคืนตำแหน่งให้โดยดีและกลับมาทำงานรับใช้พระเจ้าร่วมกันเหมือนเดิม แต่อีกฝ่ายไม่ยอม – อย่างนี้ใครเพี้ยน?
เมื่อมีการเจรจาไกล่เกลี่ย บอกว่าจะยุติปัญหาทั้งหมด แต่คนกลางกลับไปเรียกสมาชิกมาประชุมเพื่อวินิจฉัยความผิดพวกแปดคนนั้น – อย่างนี้ใครเพี้ยน?
เมื่อมีการเรียกประชุมสมาชิก สคท. แล้วก็มาดัดเป็นว่า “ประชุมวิสามัญ” โดยสอบถามความคิดเห็นจากผู้เข้าร่วมประชุมนั่นเอง – อย่างนี้ใครเพี้ยน?
การเรียกประชุมวิสามัญโดยไม่ผ่านความเห็นชอบของคณะกรรมการอำนวยการ – ใครเพี้ยน?
การฉีกธรรมนูญเก่าทิ้งโดยพละการ และมาร่างฉบับใหม่ขึ้นมา และทำกันอย่างด่วนจี๋ มีเลศนัย แทบจะไม่มีเวลาให้สมาชิกได้คิด พิจารณาและไตร่ตรองเลย – อย่างนี้ใครเพี้ยน?
การตัดมาตราสำคัญหลายมาตราออกไป โดยสร้างข้อความเนื้อหาให้มีลักษณะคลุมเครือ และต้องตีความมากขึ้น – อย่างนี้เพี้ยนไหม?
การเพิ่มตำแหน่งเลขาธิการเข้ามาเพื่อควบคุมแบบม้วนเดียวจบ โดยมีประธานภูมิภาคต่างๆเป็นลูกกะโล่ “ขุนพลอยพยัก” ภาษาสมัยใหม่เรียกว่าวอลเปเปอร์ การลิดรอนสิทธิอำนาจของภาคต่างๆเหล่านี้ จากการเป็นกรรมการอำนวยการ ลดตำแหน่งลงมาเป็นแค่เพื่อนร่วมงานของเลขาธิการ – อย่างนี้เพี้ยนหรือเปล่า?
สุดท้าย อยากจะเล่าเรื่องของเด็กหญิงจุ๊บแจงซึ่งเป็นเด็กอนุบาลสามให้ฟัง
ตอนเย็นเธอกลับจากโรงเรียน คุณแม่ก็ถามว่า “จุ๊บแจง วันนี้ลูกไปโรงเรียนได้อะไรมาบ้าง?”
“อ๋อ หนูได้ดินสอมาแท่งหนึ่งค่ะ”
“ครูแจกให้ละซิ” คุณแม่เดา
“เปล่าหรอกค่ะ” จุ๊บแจงตอบ “เพื่อนเผลอ หนูก็หยิบมา ถ้าพรุ่งนี้เพื่อนเผลออีก หนูอาจจะได้ยางลบกับไม้บรรทัดมาค่ะ”
???!!
Read More
บทความสำหรับผู้นำจิตวิญญาณ
นายธวัชถูกสอบจริยธรรม
ว่าด้วยเรื่อง Moral
ธวัช เย็นใจ
มีผู้หวังดีส่งรายงานการประชุมของกลุ่มบุคคลที่อ้างตัวว่า
เป็นกรรมการ สคท. เมื่อวันที่ ๒๓ สิงหาคม ๒๐๑๑ มาให้ผม
เมื่ออ่านไปถึงตอนท้ายๆ มีวาระเกี่ยวกับการจะพิจารณาสอบสวน
ทางด้านจริยธรรมประมาณ ๑๐ คน ในนั้นมีชื่อนายธวัช เย็นใจ
อยู่อันดับที่ ๙ ด้วย ก็ให้รู้สึกแปลกใจเป็นนักหนาว่า ผมไปทำอะไรผิด
ถึงกับต้องมีการตั้งคณะกรรมการขึ้นมาสอบสวนเอาความผิด
มันไม่เข้าขั้นเผด็จการไปหน่อยหรือ?
ท่านเอาสิทธิอำนาจมาจากไหน ในการกระทำเช่นนี้?
จริยธรรม คืออะไร?
เราจะเริ่มตั้งแต่คำว่า จริตคือความประพฤติ, อาการปกติ จริยาคือความประพฤติที่ควรทำ, จริยธรรมคือธรรมที่เป็นข้อปฏิบัติ, จริยวัตรคือหน้าที่ซึ่งควรปฏิบัติ จริยศาสตร์คือวิชาว่าด้วยความประพฤติและการครองชีวิต ตรงกับภาษาอังกฤษว่า ethics
อีกคำหนึ่งที่แตกแขนงออกไปน่าสนใจคือ “จริยา” คือความประพฤติ, กิริยาที่ควรประพฤติ จริยาศึกษาคือการศึกษาเกี่ยวกับความเจริญทางด้านความประพฤติ เหมือนกับคำว่า Moral หมายถึงการสั่งสอนให้ทำความดี จริยธรรมเกี่ยวข้องกับสิ่งใดบ้าง?
(๑)เกี่ยวกับศีลธรรม(การดำเนินชีวิต)
(๒)ความถูกต้องตามศีลธรรม,
(๓)การตั้งมั่นอยู่ในความดี,
(๔)เกี่ยวกับความรู้สึกผิดชอบชั่วดี, ที่เรียกโดยทั่วไปว่า “จิตสำนึก” หรือมโนธรรม
(๕)เป็นเรื่องของทางใจ, แท้จริง, แน่นอน,
(๖)เกี่ยวข้องโดยตรงต่อหลักศีลธรรม, และหลักธรรม
ในแง่ของคริสเตียนก็อาจจะตีความหมาย “ผิดจริยธรรม” ว่า ได้ทำผิดจากหลักการของพระคริสตธรรมคัมภีร์!
ดังนั้น ผมจึงหันมาตรวจเช็คตัวเองอีกครั้งว่า ได้ทำสิ่งที่ผิดเพี้ยนไปจากที่ว่านี้ไหม? คือมีความประพฤติที่ผิดแผกไปจากปกติ ไม่ทำตามคำสั่งของในพระวจนะของพระเจ้า ทำความผิดบาปในการดำรงชีวิตหรือการครองเรือน สอนคนอื่นให้ทำดีแต่ตัวเองไม่ทำ(กลับทำชั่ว)
พระคัมภีร์กล่าวถึง “จิตสำนึกว่าตนชอบ” (suneidesis) มีลักษณะคล้ายจริยธรรมเหมือนกัน ใน ๑ ทธ. ๑.๕-๑๐ คือมีความเข้าใจในแผนการของพระเจ้า มีความรักอันเกิดจากใจบริสุทธิ์ ความเชื่ออันจริงใจ ตรงกันข้ามกับจริยธรรมคือ พูดจาเหลวไหล แต่ยังอยากจะเป็นครู(อาจารย์,ศาสนาจารย์)สอนผู้อื่น มีความอธรรม ดื้อดึง ทำผิดทำบาป ไม่นับถือพระเจ้า ชอบหมิ่นประมาท ทำร้าย(ฆ่า)พ่อแม่ ฆ่าคน ล่วงประเวณี รักร่วมเพศ โจรเรียกค่าไถ่ โกหกมดเท็จ ทวนสบถและหยาบคาย และทำอะไรๆที่ขัดต่อข่าวประเสริฐของพระคริสต์
แล้วก็ตรวจตราตนเองว่า เข้าข่ายที่เปาโลได้กล่าวไว้หรือไม่?
“ท่านเล่า ท่านกล่าวโทษคนชั่วช้าเช่นนั้นดังที่ข้าพเจ้าพูดถึงหรือ? ท่านรู้ตัวหรือเปล่าว่า ท่านก็ชั่วพอๆกับคนเหล่านั้น เพราะเมื่อท่านกล่าวว่า คนเหล่านั้นควรจะถูกลงโทษ ท่านก็เช่นเดียวกัน ควรจะถูกลงโทษด้วย เพราะท่านทำชั่วเช่นเดียวกันเขา แล้วท่านเล่า ท่านยังขืนกล่าวโทษคนอื่นทั้งๆที่ท่านเองก็ทำชั่ว ท่านคิดหรือว่าท่านจะหลบหลีกพ้นโทษจากพระเจ้าไปได้มากกว่าเขา
ท่านไม่รู้หรือว่า ที่พระเจ้าทรงเมตตาต่อท่านก็เพื่อให้ท่านกลับใจใหม่ เลิกทำบาป แต่ท่านกลับดื้อดึงไม่ยอมกลับใจ ฉะนั้น ในวันที่พระเจ้าทรงสำแดงพระพิโรธ และตัดสินโทษตามความยุติธรรมของพระองค์ พระองค์จะทรงลงโทษท่านอย่างหนัก ในวันนั้น พระเจ้าจะประทานบำเหน็จและโทษานุโทษแก่ทุกคนตามที่เขาได้ทำไป
คือพระองค์จะประทานชีวิตอมตะแก่ผู้ที่หมั่นทำความดี..ส่วนคนอื่นที่เห็นแก่ตัวและทะเยอทะยานไม่ยอมทำในสิ่งที่ถูกต้อง แต่กลับไปทำในสิ่งที่ผิด คนจำพวกนี้แหละจะต้องเผชิญกับความเกรี้ยวกราดและพระพิโรธของพระเจ้า...ท่านสอนแต่คนอื่น ก็ทำไมท่านไม่สอนตัวเองบ้างเล่า? ท่านเทศนาว่า อย่าลักทรัพย์ แต่ท่านเองก็ยังทำอยู่ ท่านพูดว่าอย่าผิดประเวณี แต่ท่านก็ยังผิดประเวณีอยู่ ท่านเกลียดชังรูปเคารพ แต่ทำไมท่านจึงปล้นศาลที่มีรูปเคารพเล่า? ท่านภูมิใจที่ตนมีธรรมบัญญัติของพระเจ้า แต่ท่านกลับทำให้พระเจ้าเสื่อมเสียพระเกียรติ โดยไม่ทำตามธรรมบัญญัติของพระองค์”[1]
ตามหลักของพระคัมภีร์ คนที่ควรถูกสอบสวนทางด้านจริยธรรมคือ คนที่ทำผิดทำบาป คนที่ทำผิดทางเพศหรือปล่อยให้ลูกหลานล่วงประเวณี คนที่กล่าวหาคนอื่น (ว่าเป็นมลทิน) แต่ตนเองก็ยังทำเช่นนั้นอยู่ เช่น คดโกงคอรัปชั่น หรือคนที่ใช้อำนาจของตนเองและพรรคพวกในทางที่ผิด (ซึ่งภาษาชาวบ้านว่า “บ้าอำนาจ”)
อย่างนี้เรียกว่าผิดจริยธรรม!
การได้มาซึ่งตำแหน่งที่ไม่ถูกต้องตามหลักการของธรรมนูญสหกิจคริสเตียนฯ การไม่ได้เป็นประธานขององค์การ/องค์กร แต่แอบอ้างในใบสมัครว่าเป็น, การเป็นประธานขององค์การ/องค์การไม่ครบห้าปี แต่ยังดันทุรังยื่นใบสมัครเข้ามารับเลือกตั้งเป็นประธาน สคท.
อย่างนี้ต่างหากที่ถือว่าผิดจริยธรรม
การเรียกประชุมสมาชิกของ สคท. โดยไม่ผ่านการลงมติเห็นชอบจากคณะกรรมการอำนวยการ การเปลี่ยนจากแถลงการณ์เป็นการประชุมวิสามัญ การไม่ยอมเลื่อนผู้ที่มีคะแนนลำดับต่อไปขึ้นมาเป็นกรรมการ, การเลือกเอาที่ปรึกษา(ผู้ทรงคุณวุฒิ ๒-๓)พรรคพวกของตนเองเข้ามาเป็นกรรมการ แล้วประชุมเพื่อสอบสวนทางด้านจริยธรรมนายธวัช เย็นใจ
นี่เองที่ถือว่าไม่ถูกต้องตามหลักจริยธรรม!
เรื่องของเรื่องก็มีอยู่ว่า ครั้งแรกๆนั้นผมได้ตั้งคำถามในเว็บไซต์ (www.thaisermons.com) เพียงว่า ตำแหน่งประธาน สคท.นั้นได้มาอย่างถูกต้องตามธรรมนูญหรือไม่เท่านั้น แล้วท่านก็ทำตัวเป็นกระต่ายตื่นตูม เที่ยวร้องแรกแหกกระเชอให้มีการแถลงการณ์ แต่ไหงไปๆมาๆกลายเป็นการประชุมวิสามัญไปเสียนี่ แถมยังทำผิดขั้นตอนของธรรมนูญและระเบียบปฏิบัติซะอีก
พอดียังไม่ทันมีการประชุม ท่านก็ถูกพรรคพวกปลดออกจากตำแหน่งเสียก่อน เรื่องมันก็เลยบานปลายใหญ่โต
ต่างฝ่ายต่างงัดเอายุทธวิธีทุกรูปออกมาห้ำหั่นกัน กะให้มันราบพนาสูญไปข้าง ยอมกันไม่ได้ ชื่อเสียงของพระเจ้าและคริสเตียนหายนะช่างมัน ขอให้ข้าพเจ้าได้หน้าได้ตำแหน่งก็หนำใจแล้ว
เคยบอกแล้วไงว่า “ไม่มีฝ่ายใดถูกต้องทั้งหมด และไม่มีฝ่ายใดผิดทั้งหมด”
สิ่งสำคัญคือมานั่งตกลงกัน และหาทางยุติปัญญาที่เกิดขึ้นให้ได้
ต่อจากนั้น ผมได้เขียนบทความหลายครั้ง เรียกร้องให้ทั้งสองฝ่ายมีการเจรจา “จับเข่าคุยกัน” แบบเพื่อนพ้องน้องพี่ แต่ท่านกลับเมินเฉย ดันทุรังจะให้มีประชุมใหญ่ท่าเดียว เพื่อให้สมาชิกองค์การ/องค์การและสถาบันมาเป็นแรงเสริม ประสงค์ชัดให้พวกมากลากไป
อย่างนี้จะมาบอกว่า ผมทำผิดจริยธรรมได้อย่างไร?
เออ มันแปลกจริงนะ.
หมายเหตุ : บทความต่อไปเรื่อง “เสียงของคนส่วนมากมิใช่ถูกต้องเสมอไป”
[1] โรม ๒.๑-๗, ๑๗-๒๓
Read More

