วันขอบคุณพระเจ้า
วันขอบคุณพระเจ้า
๑ ธส. ๕.๑๘
คำนำ
“จงขอบพระคุณในทุกกรณี เพราะนี่แหละเป็นน้ำพระทัยของพระเจ้า ซึ่งปรากฏอยู่ในพระเยซูคริสต์เพื่อท่านทั้งหลาย” พระคัมภีร์ฉบับประชานิยมแปลดังนี้ “จงขอบพระคุณพระเจ้าเถิด นี่แหละเป็นสิ่งที่พระเจ้าทรงต้องการให้ท่าน ซึ่งเป็นผู้เลื่อมใสในพระเยซูคริสต์กระทำ”
เทศกาลขอบพระคุณพระเจ้านั้น มีมานับสามสี่พันปีมาแล้ว(ในพระคัมภีร์เดิม โดยเฉพาะในสดุดีมีคำว่าขอบพระคุณหรือโมทนามากที่สุด) แต่เพิ่งจะมาเป็นที่รู้จักกันครั้งที่ชาวยุโรปกลุ่มหนึ่งหนีเดินทางกับเรือโดยสารชื่อเมย์ฟาวเวอร์และขึ้นฝั่งที่อเมริกา ระยะแรกพวกเขาต้องประสบความทุกข์ยากลำบาก เจ็บป่วยและล้มตายไปหลายคน แต่พวกอินเดียนแดงได้สอนให้รู้จักทำมาหากิน ดังนั้นพอถึงวันพฤหัสบดีที่ ๓ ของเดือนพฤศจิกายน พวกเขาจึงได้จัดพิธีฉลอง “ขอบพระคุณพระเจ้า” (Thank giving) ด้วยการกินไก่งวงและมันฝรั่ง โดยเชิญพวกอินเดียนแดงมาร่วมฉลองด้วย
พระเจ้าทรงเป็นผู้ใด
ก่อนที่เราจะขอบคุณพระเจ้า เราจะต้องรู้ก่อนว่าพระเจ้าทรงเป็นผู้ใด?
๑)พระเจ้าทรงเป็นผู้สร้าง
“ในปฐมกาลพระเจ้าทรงเนรมิตสร้างฟ้าและแผ่นดิน” (ปฐก. ๑.๑) สรรพสิ่งก็ดำรงอยู่โดยพระองค์ สมัยเป็นเด็กครูสอนว่า โลกนี้แตกมาจากดวงอาทิตย์ ทำให้สงสัยมาก ถามรุ่นพี่ก็หาคำตอบไม่ได้!
๒)พระเจ้าทรงเป็นผู้สร้างมนุษย์
“พระเจ้าตรัสว่า ให้เราสร้างมนุษย์ตามฉายาของเรา และพระองค์ทรงอวยพระพรแก่เขาให้มีลูกดกทวีมากขึ้นจนเต็มแผ่นดิน” (ปฐก. ๑.๒๖-๒๗) ตามทฤษฎีของชาร์ล ดาร์วิน สิ่งมีชีวิตเริ่มต้นจากเซลเดียวอยู่ในน้ำ กลายเป็นครึ่งบนครึ่งน้ำ กลายเป็นสัตว์เลื้อยคลาน ขึ้นต้นไม้กลายเป็นลิงและกระโดดลงมากลายเป็นคน
ขอบพระคุณพระเจ้า
๑)การขอบพระคุณพระเจ้า
ในพระคัมภีร์เดิมของคริสเตียนเราพบคำว่า “ขอบคุณพระเจ้า” ครั้งแล้วครั้งเล่า “จงโมทนาขอบพระคุณพระเจ้า” (สดด. ๑๑๘.๑, ๒๙, ๑๓๖.๑) ในพระคัมภีร์ใหม่ เปาโลเป็นนักขอบพระคุณพระเจ้า “อย่าพูดหยาบคาย แต่ให้ขอบพระคุณพระเจ้า” “จงขอบพระคุณพระเจ้าโดยพระบิดานั้น” (อฟ. ๕.๔, ๒๐) “จงเฝ้าระวังอยู่ในการนั้นด้วยขอบพระคุณ” (คส. ๔.๒)
๒)นิสัยแห่งการขอบพระคุณ
พระคัมภีร์สอนว่า “จงขอบพระคุณในทุกกรณี เพราะเป็นน้ำพระทัยของพระเจ้าที่ปรากฏในพระเยซูคริสต์” (๑ ธส. ๕.๑๘)
ก. การขอบพระคุณเป็นเรื่องของคนที่มีวัฒนธรรม เมื่อมีใครให้อะไรหรือทำดีแก่เรา เราต้องขอบพระคุณ
ข. การขอบพระคุณเป็นความกตัญญู คนไทยว่า “บุญคุณต้องทดแทน”
ค. การขอบพระคุณเป็นการสร้างความคิดในแง่บวก
ขอบคุณสำหรับพระเยซูคริสต์
พระคัมภีร์กล่าวว่า “เพราะว่าพระเจ้าทรงรักโลก จนได้ประทานพระบุตรองค์เดียวของพระองค์ เพื่อทุกคนที่วางใจในพระบุตรนั้นจะไม่พินาศ แต่มีชีวิตนิรันดร์” (ยน. ๓.๑๖)
ชื่อเยซู (Jesus) แปลว่าผู้ช่วยให้รอด
๑)มนุษย์หลงไปในความผิดบาป
“ทุกคนเป็นคนบาปและเสื่อมจากพระสิริของพระเจ้า” (รม. ๓.๒๓) บาปหมายถึงพลาดไปจากเป้าหมายที่พระเจ้าทรงตั้งไว้ ดังที่พระคัมภีร์กล่าวว่า “ค่าจ้างของความบาปคือความตาย แต่ของประทานจากพระเจ้าคือชีวิตนิรันดร์ในพระเยซูคริสต์องค์พระผู้เป็นเจ้าของเรา” (รม. ๖.๒๓)
พระเจ้าประทานพระเยซูคริสต์เสด็จมาเป็นพระผู้ช่วยให้รอด (ผู้ไถ่โทษบาป) “ขณะที่เราขาดกำลัง พระคริสต์ได้ทรงสิ้นพระชนม์เพื่อช่วยคนบาปในเวลาที่เหมาะสม” (รม.๕.๕-๖)
๒)ขอบคุณพระเจ้า ที่พระเยซูเสด็จมาเพื่อช่วยมนุษย์ให้รอด
พระคัมภีร์บันทึกว่า “แต่พระเจ้าทรงสำแดงความรักของพระองค์แก่เราทั้งหลาย คือขณะที่เรายังเป็นคนบาปอยู่นั้น พระคริสต์ได้ทรงสิ้นพระชนม์เพื่อเรา” (รม. ๕.๘)
๓)ขอบคุณพระเจ้าสำหรับสันติสุขของพระองค์
“พระองค์ได้เสด็จมาประกาศสันติสุขแก่ท่านที่อยู่ไกล และประกาศสันติสุขแก่ท่านอยู่ใกล้” (อฟ. ๒.๑๗) พระเยซูตรัสว่า “เรามอบสันติสุขให้แก่ท่านทั้งหลาย สันติสุขที่เราให้แก่ท่านไม่เหมือนโลกให้ อย่าให้ใจของท่านวิตกและอย่ากลัวเลย” (ยน. ๑๔.๒๗) ความสุขเป็นสิ่งที่อยู่ชั่วครั้งชั่วคราว ขึ้อยู่กับเงินและสถานการณ์ แต่สันติสุขจะอยู่ในส่วนลึกของจิตใจและอยู่ด้วยกับเราตลอดไป
สรุป
ขอบพระคุณที่พระเจ้าทรงเป็นพระผู้ทรงสร้าง
ขอบพระคุณพระองค์ที่ทรงสร้างให้เป็นพระฉายา (เหมือนพระองค์) ในด้านจิตใจ อารมณ์และจิตวิญญาณ
ขอบคุณพระเจ้าสำหรับพระเยซูคริสต์ ที่เสด็จมาเป็นพระผู้ช่วยให้รอด สิ้นพระชนม์เพื่อไถ่โทษบาป
ขอบพระคุณสำหรับสิ่งดีทุกอย่างที่ทรงประทานจากเบื้องบน (ยก. ๑.๗)








