ทรมานเพื่อพระคริสต์
ทรมานเพื่อพระคริสต์
เบื้องหลังพระธรรมฟีลิปปี
ในบรรดาจดหมายฝากที่บันทึกไว้ในพระคัมภีร์ใหม่
ฟีลิปปีเป็นเล่มที่น่าอ่านมากที่สุดเล่มหนึ่ง ซึ่งเขียนโดยเปาโล
ที่น่าแปลกยิ่งกว่าอื่นใดก็คือ ท่านเขียนจดหมายฉบับนี้ขณะติดคุกอยู่ที่กรุงโรม
เหตุการณ์เกิดขึ้นในราวปี ค.ศ. ๖๑-๖๒ (ฟีลิปปี ๑.๗,๑๗)
เปาโลกล่าวว่า “จนประจักษ์ในหมู่ผู้คุมและคนอื่นๆว่า การที่ข้าพเจ้าถูกจองจำนั้นก็เพื่อพระคริสต์” (๑.๑๓) ต่างจากหลายคนในปัจจุบันที่ติดคุกเพราะพฤติกรรมที่ไม่ดีของตนเอง เช่นข่าวของลูกนักการเมืองใหญ่ที่ชอบเที่ยวบาร์เที่ยวผับยามค่ำคืน เมื่อเมาแล้วก็กร่างและสำแดงเดช หากมีใครขวางหรือเดินชนไหล่ก็ไม่พอใจ พาพรรคพวกเข้ารุมกระทืบพร้อมกับชักปืนออกมาจ่อยิงแบบเผาขน และสุดท้ายต้องไปจบชีวิตในเรือนจำ ดับอนาคตของตนเอง
ในขณะที่เปาโลถูกจองจำอยู่ ท่านมีเวลาที่จะเข้าติดสนิทกับพระเจ้า มีเวลาในการคิดพระวจนะและใคร่ ครวญถึงน้ำพระทัยอันดีเลิศ พร้อมทั้งฉวยโอกาสปรนนิบัติรับใช้พระคริสต์ไปด้วย จากนั้นก็จรดปากกาเขียนจดหมายถึงคริสเตียนชาวเมืองฟีลิปปี ที่น่าประหลาดก็คือแทนที่เปาโลจะเล่าถึงความอดอยากแร้นแค้นและความทุกข์ทรมานที่อยู่ในคุก บ่นเรื่องส่วนตัว ความไม่สะดวกสบาย รำคาญพวกเห็บเหา ยุงและโรคผิวหนัง
แต่ท่านกลับเขียนหนุนใจผู้ที่อยู่นอกคุกว่า “จงชื่นชมยินดีในองค์พระผู้เป็นเจ้าทุกเวลา ข้าพเจ้าขอย้ำอีกครั้งว่า จงชื่นชมยินดีเถิด” (๔.๔) ภาษากรีก chairo (ไคโร) มีปรากฏอยู่ในพระคัมภีร์ใหม่ ๗๔ ครั้ง หมายถึงความสวัสดี, เปรมปรีดิ์, ปลื้มปีติ, ร่าเริงและความเจริญรุ่งเรือง(ในฝ่ายจิตวิญญาณ)
ริชาร์ด วูมแบรนด์ผู้ประกาศข่าวประเสริฐของพระคริสต์ ที่ต้องติดคุกบ่อยๆในประเทศคอมมิวนิสต์ยุโรป ท่านได้เขียนหนังสือ “ทรมานเพื่อพระคริสต์” หนุนใจคริสเตียนว่า “ถ้าจับคริสเตียนมัดมือมัดเท้า แล้วโยนลงน้ำ เขาจะตะกายขึ้นฝั่งและคาบปลามาด้วย!”
ริชาร์ดเป็นชาวโรเมเนียและเป็นศิษยาภิบาลคริสตจักรลูเธอร์แรน ท่านเริ่มงานประกาศข่าวประเสริฐแบบใต้ดินเมื่อปี ๑๙๔๕ เวลานั้นโรเมเนียปกครองด้วยระบอบคอมมิวนิสต์ ในปี ๑๙๔๘ ริชาร์ดถูกจับในข้อหา “เทศนาโดยไม่หยุด” ถูกตัดสินจำคุกแบบขังเดี่ยวเป็นเวลาสามปี เมื่อพ้นโทษออกมาท่านก็ไม่ยอมเลิกราที่จะประกาศพระคริสต์ จึงถูกจับติดคุกอีกห้าปี แต่คราวนี้ท่านถูกขังรวมกับนักโทษอื่นๆอีกกว่าร้อยคน และนั่นเป็นโอกาสดีที่จะนำพวกเพื่อนๆนักโทษมาถึงความรอดในพระเยซู
ในปี ๑๙๕๗ ริชาร์ดก็พ้นโทษออกมาและได้กลับบ้านไปอยู่กับครอบครัวอย่างมีความสุข (เมื่อพบหน้ากันครั้งแรกท่านจำลูกชายไม่ได้ เพราะโตเป็นหนุ่มอายุ ๑๘ ปีแล้ว) ถึงกระนั้นริชาร์ดก็ยังไม่หยุดการประกาศเรื่องราวของพระเยซูคริสต์ ในปี ๑๙๕๙ ท่านถูกจับอีกครั้ง คราวนี้ถูกศาลตัดสินจำคุกเป็นเวลา ๒๕ ปี ท่านเล่าว่า ผู้คุมต้องการล้างสมองและเปลี่ยนความเชื่อ จึงเปิดเทปคำสอนเรื่อง “คอมมิวนิสต์ยอดเยี่ยม แต่ศาสนาคริสต์ไม่เอาไหน”ให้ท่านฟังทั้งวันและคืน
ในปี ๑๙๖๔ ริชาร์ดได้รับการนิรโทษกรรม โดยความช่วยเหลือของนายกเทศมนตรีของเมือง ซึ่งกลับใจมาเป็นคริสเตียน (เพราะคนรับในบ้านเป็นพยานเรื่องพระคริสต์) แล้วมีพี่น้องคริสเตียนช่วยเหลือให้ริชาร์ดกับครอบครัวหนีไปอยู่ที่สหรัฐอเมริกา แต่ท่านยังคงประกาศข่าวประเสริฐอยู่เสมอ โดยตั้งองค์การชื่อว่า “เสียงของผู้ทรมานเพื่อพระคริสต์” (The Voice of Martyrs)
ในหนังสือทรมานเพื่อพระคริสต์ ริชาร์ดได้เล่าถึงเหตุการณ์ที่เปาโลกับสิลาสไปประกาศข่าวประเสริฐที่เมืองฟีลิปปี ได้ขับผีหมอดูออกจากทาสสาวคนหนึ่ง ทำให้นายของมันไม่พอใจและปลุกระดมชาวเมืองให้ลุกฮือขึ้นมาเล่นงาน ทั้งสองคนจึงถูกจับ ถูกโบยตีและขังไว้ในคุก ใส่ขื่อคาไว้อย่างแน่นหนา แทนที่เปาโลกับสิลาสจะโศกเศร้าเสียใจในเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น พอถึงเที่ยงคืนทั้งสองกลับร้องเพลงสรรเสริญพระเจ้าด้วยเสียงอันดัง พร้อมเคาะโซ่ตรวนเป็นจังหวะดนตรี
ทันใดนั้นการอัศจรรย์ก็เกิดขึ้น มีแผ่นดินไหวอย่างรุนแรง จนกระทั่งประตูคุกเปิดออกและเครื่องจองจำหลุดไป นายคุกตกใจมากคิดว่านักโทษหนีไปหมดแล้ว จึงชักดาบออกมาหมายจะปลิดชีวิตตนเอง (ตามกฎหมายของโรม ผู้ที่ปล่อยให้นักโทษหนีจะต้องมีโทษถูกประหารชีวิต) แต่เปาโลได้ห้ามไว้และเป็นพยานถึงฤทธิ์อำนาจของพระเจ้า ในคืนวันนั้นเอง ผู้คุมเรือนจำกับครอบครัวได้ต้อนรับพระเยซูเป็นพระผู้ช่วยให้รอด (กจ. ๑๖.๑๖-๓๔)
ความทุกข์บากลำบากของเปาโลกับสิลาสจึงเป็นพระพรสำหรับพี่น้องคริสตจักรฟีลิปปี
“ความทุกข์” มาจากคำว่า ทุ+ขมะ ทุแปลว่า “ยาก” ขมะแปลว่าทน
ดังนั้น ทุกข์จึงแปลว่า “ทนได้ยาก” หรือยากที่จะทนได้ เปาโลกับสิลาสยอมทนทุกข์เพื่อพระคริสต์ (ริชาร์ด วูมแบรนด์ก็เช่นเดียวกัน) นับว่าเป็นสิ่งที่ยากมากสำหรับคนธรรมดา แต่เมื่อผ่านพ้นเหตุการณ์วิกฤติไปได้แล้ว ก็เห็นถึงพระพรของพระเจ้าอย่างมากมาย
มีผู้หนึ่งกล่าวถึงประโยชน์ของความทุกข์ไว้ดังนี้
“ความทุกข์ทำให้เราเข้มแข็งขึ้น
ความทุกข์ทำให้เราเห็นคุณค่าของความสุข
ความทุกข์ทำให้เรามีความสามารถมากขึ้น
ความทุกข์ทำให้มีสิ่งที่ต้องทำเพื่อให้หายทุกข์
ความทุกข์ทำให้มีประสบการณ์แก้ไขปัญหามากขึ้น
ความทุกข์ทำให้มีความอดทนมากขึ้น
ความทุกข์ทำให้มีความสุขมากขึ้น
ความทุกข์ทำให้เรามีความระมัดระวังมากขึ้น
ความทุกข์ทำให้มองโลกกว้างขึ้น
ความทุกข์ทำให้เห็นว่า มีใครห่วงใยเราอย่างแท้จริง
ความทุกข์ทำให้รู้ว่าใครเป็นเพื่อนแท้
ความทุกข์ทำให้รู้ว่า ใครบ้างที่เราสามารถพึ่งพิงได้
ความทุกข์ทำให้เรารู้ว่า ใครบ้างที่รักเราอย่างแท้จริง
ความทุกข์ทำให้การหัวเราะของเรามีค่ามากขึ้น
และความทุกข์ทำให้ต้องค้นหาข้อดีของความทุกข์”
เปาโลกล่าวแก่ผู้เชื่อในกรุงโรมว่า “เราเป็นคนชอบธรรมเพราะความเชื่อแล้ว เราจึงมีสันติสุขในพระเจ้า ทางพระเยซูคริสตเจ้าของเรา โดยทางพระองค์เราจึงได้เข้าในร่มพระคุณที่เรายืนอยู่ และเราชื่นชมยินดีในความไว้
วางใจว่า จะได้มีส่วนในพระสิริของพระเจ้า
ยิ่งไปกว่านั้น เราชื่นชมยินดีในความทุกข์ยากของเราด้วย เพราะเรารู้ว่าความทุกข์ยากนั้น ทำให้เกิดความอดทน และความอดทนทำให้เห็นว่าเราเป็นที่พระเจ้าทรงใช้การได้ และการที่เราเห็นเช่นนั้นทำให้เกิดความหวังใจ” (รม. ๕.๑-๔)
มีหลายคนที่ยอมทนทุกข์เพื่อการเมือง เพื่อตนเอง เพื่อความผิดบาป และเพื่อลัทธิคำสอนผิดๆ แต่ลงเอยด้วยความว่างเปล่าและผิดหวัง แต่ว่าสำหรับคริสเตียนแล้วเรายอมทนทุกข์ทรมานเพื่อพระคริสต์ เพราะพระเยซูตรัสว่า ในความทุกข์นั้นมีสันติสุขอย่างแท้จริง (ยน. ๑๔.๒๗) คำว่า “สันติสุข” มาจากในภาษากรีก eirene (เอเรเน) ปรากฏในพระคัมภีร์ราว ๙๑ ครั้ง หมายถึงกลับคืนดีกัน, เป็นมิตรไมตรี,เจริญสุขและสันติสุข พระองค์ทรงบอกต่อไปเพื่อหนุนใจคริสเตียนอีกว่า “ในโลกนี้ผู้เชื่อจะประสบความทุกข์ยาก แต่จงชื่นใจเถิด เพราะว่าเราชนะโลกแล้ว” (ยน. ๑๖.๓๓)
นั่นคือ เราได้เข้าร่วมในพระสิริของพระเจ้า.








