ขอบพระคุณพระเจ้า
คำเทศนาเทศกาลขอบพระคุณพระเจ้า
โดยธวัช เย็นใจ
ขอบพระคุณพระเจ้า
Thank Giving
คำนำ
เมื่อใครก็ตามที่ศึกษาพระคริสตธรรมคัมภีร์ แล้วคิดและมองดูด้วยใจเที่ยงธรรม จะต้องตั้งคำถามว่า “มีอะไรบ้างที่ไม่ได้มาจากพระเจ้า?”
พระคัมภีร์บอกอย่างชัดเจน “แต่สำหรับเรานั้นมีพระเจ้าองค์เดียว คือพระบิดาและสิ่งสารพัดทั้งปวงบังเกิดขึ้นมาจากพระองค์ และเราเป็นมาเพื่อพระองค์ และเรามีพระเยซูคริสตเจ้าเพียงองค์เดียว และสิ่งสารพัดก็เกิดขึ้นโดยพระองค์ และเราก็เป็นมาโดยพระองค์” (๑ คร. ๘.๖)
ในภาษาไทยเราใช้หลายคำที่มีความหมาย และให้ความรู้สึกดีๆ เช่น “ขอบคุณ”คือคำสุภาพใช้กล่าวเพื่อแสดงสำนึกในบุญคุณที่ผู้อื่นทำไว้แก่ตน (สำหรับผู้เสมอกัน, หรือผู้น้อยใช้แก่ผู้ใหญ่) “ขอบใจ” คือคำสุภาพใช้กล่าวเพื่อแสดงความพอใจที่ผู้อื่นทำดีแก่ตน (เป็นคำที่ผู้ใหญ่ใช้กับผู้น้อย) “ขอบพระคุณ” คือคำสุภาพใช้กล่าวเพื่อสำนึกในบุญคุณอย่างยิ่ง, “ขอบพระทัย” คือคำสุภาพใช้กล่าวเพื่อแสดงสำนึกในบุญคุณต่อเจ้านายเชื้อพระวงศ์
เทศกาลขอบพระคุณพระเจ้า
ขอบพระคุณพระเจ้า (Thank Giving) หลายคนคิดว่าเป็นเทศกาลที่เกิดขึ้นเมื่อพวกแสวงหาดินแดนใหม่จากยุโรป เดินทางไปถึงอเมริกา ช่วงแรกพวกเขาดำเนินชีวิตด้วยความยากลำบาก แต่ก็ได้คนท้องถิ่นคือพวกอินเดียนแดงคอยช่วยเหลือและแนะนำวิธีเพาะปลูกพืชพันธุ์ เมื่อถึงวันพฤหัสที่สามของเดือนพฤศจิกายน พวกเขาจึงได้จัดพิธีขอบพระคุณพระเจ้าขึ้น โดยการอบไก่งวง ขนมปังและอาหารอื่นๆ พร้อมเชิญเพื่อนบ้านและคนอินเดียแดงมาร่วมฉลองด้วย
แต่แท้จริงแล้ว การขอบพระคุณพระเจ้ามีมาก่อนหน้านั้นนับพันๆปี ซึ่งปรากฏเป็นบันทึกอยู่ในพระคัมภีร์ถึง ๗๖ ครั้ง โดยใช้คำว่า ขอบคุณ, ขอบใจ, ขอบพระคุณ และขอบพระเดชพระคุณ (ฉบับ ๑๙๗๑)
ชีวิตแห่งการขอบพระคุณ
(๑)ผู้เชื่อที่เรียกตนเองว่าคริสเตียน
ชีวิตของคริสเตียนควรจะเป็นชีวิตที่ขอบพระคุณพระเจ้าเสมอ และขอบพระคุณพระองค์ในทุกรณี
อฟ. ๕.๒๐ “จงขอบพระคุณพระเจ้าคือพระบิดาสำหรับสิ่งสารพัดเสมอ ในพระนามพระเยซูคริสต์เจ้าของเรา”
ฟป. ๔.๖ “อย่าทุกข์ร้อนในสิ่งใดๆเลย แต่จงทูลเรื่องความปรารถนาของท่านทุกอย่างต่อพระเจ้าด้วยการอธิษฐาน การวิงวอน กับการขอบพระคุณ” ๑ ธส. ๕.๑๘ “จงขอบพระคุณในทุกกรณี เพราะนี่แหละเป็นน้ำพระทัยของพระเจ้า ซึ่งปรากฎอยู่ในพระเยซูคริสต์เพื่อท่านทั้งหลาย”
(๒)ผู้ที่ขาดการขอบพระคุณ
พระคัมภีร์เตือนเราว่า ถ้าผู้ใดขาดการขอบพระคุณพระเจ้า เขาคนนั้นก็ประสบความล้มเหลว ๓ ประการคือ ๑) เขาจะล้มเลวในฝ่ายจิตวิญญาณ และ ๒) เขาล้มเหลวในการถวายเกียรติและสง่าราศีแด่พระเจ้า (สดด. ๓๐.๑๒, ๙๒.๑-๔, ๑๐๓.๑-๕) ๓)เขาจะดำเนินชีวิตแบบที่ขาดความสุขและความชื่นชมยินดี (ฟป. ๔.๔)
ลูกา ๑๗.๑๑-๑๙ พระวจนะได้ให้ตัวอย่างของผู้ที่ประสบความล้มเหลวในการขอบพระคุณพระเจ้า
ตัวอย่างผู้ที่มีใจขอบพระคุณ
(๑)กษัตริย์ดาวิดและคนอิสราเอล ขอบพระคุณพระเจ้า
๑ พศด. ๑๖.๓๔ เมื่อกษัตริย์ดาวิดขึ้นครองราชย์ ได้ตั้งเต็นท์(พลับพลา)ของพระเจ้าขึ้นแล้ว ได้นมัสการและร้องเพลงขอบพระคุณพระองค์ “จงโมทนาขอบพระคุณพระเจ้า เพราะพระองค์ประเสริฐ เพราะความรักมั่นคงของพระองค์ดำรงอยู่เป็นนิตย์”
สดด. ๙.๑ “ข้าพระองค์จะขอบพระคุณพระเจ้า ด้วยสิ้นสุดใจของข้าพระองค์ ข้าพระองค์จะบอกถึงการอัศจรรย์ทั้งสิ้นของพระองค์” สดด. ๑๐๖.๑ ขอบพระคุณสำหรับอันบริสุทธิ์ของพระเจ้า ๑๓๖.๒ ขอบพระคุณพระเจ้าเหนือพระทั้งหลาย สดด. ๑๓๖.๒๖ ขอบพระคุณพระเจ้าแห่งฟ้าสวรรค์
มีพระองค์ใดบ้างในโลกนี้และจักรวาล ที่เหมือนกับพระเจ้าของเรา?
(๒)เปาโลและยากอบ ขอบพระคุณสำหรับพระพร
อฟ. ๑.๓ “สาธุการแด่พระเจ้าพระบิดาแห่งพระเยซูคริสต์เจ้าของเรา ผู้ทรงโปรดประทานพระพรฝ่ายวิญญาณแก่เรานานาประการในสวรรค์สถาน”
ยก. ๑.๑๗ “ของประทานอันดีทุกอย่าง และของประทานอันเลิศทุกอย่างย่อมมาจากเบื้องบน และส่งลงมาจากพระบิดาแห่งบรรดาดวงสว่าง ในพระบิดาไม่มีการแปรปรวน หรือไม่มีเงาอันเนื่องมาจากการเปลี่ยนแปลง”
(๓)โยบ ขอบพระคุณพระเจ้าสำหรับสิ่งเลวร้าย
โยบ บทที่ ๑-๒ พระเจ้าทรงอนุญาตให้มารซาตานทดลองโยบ โดยการทำลายทรัพย์สิน ลูกชายและลูกสาว ด้วยวาตะภัยและโจรผู้ร้าย พร้อมทั้งทำลายสุขภาพของโยบ แต่ดูท่าทีของโยบว่าตอบสนองต่อเหตุการณ์เลวร้ายอย่างไร
“แล้วโยบก็ลุกขึ้น กราบลงถึงดินนมัสการ ท่านกล่าวว่า ข้าพเจ้ามาจากครรภ์มารดาของข้าพเจ้าตัวเปล่า และข้าพเจ้าจะกลับไปตัวเปล่า พระเจ้าประทานมาและพระเจ้าทรงเอาไปเสีย สาธุการแด่พระนามพระเจ้า, ในเหตุการณ์นี้ทั้งสิ้น โดยมิได้ทำบาปหรือกล่าวโทษพระเจ้า” (โยบ ๑.๒๐-๒๒)
สรุป
-คริสเตียนแท้ย่อมมีนิสัยที่จะขอบพระคุณพระเจ้าอยู่เสมอ
-ขอบพระคุณพระเจ้าทั้งในสิ่งที่ดีและเลว
-การขอบพระคุณพระเจ้า เป็นการถวายพระเกียรติแด่พระเจ้า
-การขอบพระเจ้าพระเจ้าเป็นความคิดในแง่บวก เป็นพระพรและทำให้ชีวิตของเรามีความสุข.








