การอธิษฐาน
การอธิษฐาน
มัทธิว ๖.๕-๑๔
“ท่านทั้งหลายจงอธิษฐานตามอย่างนี้ว่า ข้าแต่พระบิดาแห่งข้าพระองค์ทั้งหลาย ผู้ทรงสถิตในสวรรค์
ขอให้พระนามของพระองค์เป็นที่เคารพสักการะ ขอให้แผ่นดินของพระองค์มาตั้งอยู่ ขอให้เป็นไปตามพระทัยของพระองค์ ในสวรรค์เป็นอย่างไรก็ให้เป็นไปอย่างนั้นในแผ่นดินโลก
ขอทรงโปรดประทานอาหารประจำวันแก่ข้าพระองค์ทั้งหลายในกาลวันนี้ และขอทรงโปรดยกบาปผิดของข้าพระองค์ เหมือนข้าพระองค์ยกโทษผู้ที่ทำผิดต่อข้าพระองค์นั้น และขออย่านำข้าพระองค์เข้าไปในการทดลอง แต่ให้พ้นจากซึ่งชั่วร้าย (เหตุว่าราชอำนาจและฤทธิ์เดช และพระสิริเป็นของพระองค์สืบๆไปเป็นนิตย์ อาเมน)”
มธ. ๖.๙-๑๓
ดร. มาร์ติน ลอยด์โจนส์ นักเทศน์และนักเขียนคริสเตียนที่มีชื่อเสียงได้กล่าวว่า “มนุษย์จะไปถึงความยิ่งใหญ่ของพระเจ้าได้ เมื่อเขาคุกเข่าลงจำเพาะพระพักตร์พระเจ้า” รับบีผู้สอนศาสนายิวคนหนึ่งกล่าวในทำนองเดียวกันว่า “คำอธิษฐานนั้น ยิ่งใหญ่กว่าการทำงาน” และ” ผู้ใดที่อธิษฐานไปรอบๆบ้าน กำแพงบ้านของเขาจะแข็งแกร่งยิ่งกว่าปราการเหล็ก”
พระเยซูไม่ได้สอนพวกสาวกว่า “ท่านทั้งหลายจงเทศนาดังนี้” แต่ตรัสว่า “ท่านทั้งหลายจงอธิษฐานตามอย่างนี้ว่า...” (ข้อ ๕) นายแพทย์ลูกาบันทึกว่า พวกสาวกเองก็ไม่ได้มาขอให้พระองค์สอนเทคนิคการโน้มน้าว
หรือวิธีการจูงใจคน แต่พวกเขารู้สึกประทับใจในเข้าเฝ้าพระเจ้า จึงพากันมาพระเยซู “เมื่อพระเยซูทรงอธิษฐานอยู่ในที่แห่งหนึ่ง พอจบแล้วสาวกของพระองค์ทูลว่า ‘พระองค์เจ้าข้า ขอสอนพวกข้าพระองค์ให้อธิษฐาน’” (ลก.
๑๑.๑)
ชาวยิวเรียกสูตรของการอธิษฐานว่า shama (ชามา)หมายถึง “จงฟังเถิด” มาจากพระคัมภีร์ตอนที่กล่าวว่า “จงฟังเถิด โอ อิสราเอล องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงเป็นพระเจ้าองค์เดียว” (ดู ฉธบ. ๖.๔-๙, กดว. ๑๕.๓๗-๔๑) อธิษฐานในภาษากรีกคือ proseuchomai (พรอซือโคไม) หมายถึง “การทูลต่อพระเจ้า” ด้วยกล่าวคำสรรเสริญยกย่องการทูลขอและวิงวอนต่อพระองค์ถึงความจำเป็น และต้องการให้พระองค์ทรงตอบคำอธิษฐานและอวยพระพร
ชาวยิวจะอธิษฐานวันละ ๕ ครั้ง คริสเตียนในสมัยเริ่มแรกก็รับธรรมเนียมนี้มาปฏิบัติด้วย พวกเขามักจะอธิษฐานที่บนดาดฟ้า (กจ. ๓.๑) ในพระวิหาร (กจ. ๑๐.๓) และอธิษฐานในบ้าน (กจ. ๑๐.๙) พระเยซูทรงสอนว่าเมื่ออธิษฐานอย่าพูดวกวนซ้ำๆซากๆ (ข้อ ๗) การที่พระเจ้าทรงตอบคำอธิษฐานของคริสเตียนนั้น ไม่ได้เกิดขึ้นเพราะพูดเยอะๆ มีเสียงดัง ตะโกน กระโดดโลดเต้น การคุกเข่าลงหรือหมอบราบ (บางคนใช้คำที่น่ากลัวว่า “เขย่าบัลลังก์ของพระเจ้า”) แต่เกิดจากอธิษฐานด้วยความถ่อมใจ ความจริงใจและสิ่งนั้นเป็นน้ำพระทัยของพระองค์
ความจริงใจ - ผู้เชื่อในพระเยซูจะต้องอธิษฐานด้วยความจริงใจ มีความแตกต่างระหว่างคริสเตียนกับพวกนักศาสนาชาวยิว(ฟาริสีและสะดูสี) พระเยซูตรัสว่า “เมื่อท่านทั้งหลายอธิษฐาน อย่าเป็นเหมือนคนหน้าซื่อใจคด” (ข้อ ๕) ในภาษาเดิมคือ hupokrites (ฮูพอคริเทส) ในพระคัมภีร์ฉบับภาษาอังกฤษ hypocrites “หน้าซื่อใจคด” (ปากอย่างใจอย่าง) เหมือนที่คนไทยพูดว่า “หน้าเนื้อใจเสือ” หรือปากปราศรัยน้ำใจเชือดคอ คนภาคเหนือมีคำกลอน “ปากว่าแต๊ ในใจ๋ขื่นขม จุ๊เปิ้นเมาจม ผายลมออกเล้น”
พวกฟาริสีและสะดูสีซึ่งเป็นนักศาสนาชาวยิวมักชอบอธิษฐานอย่างยืดยาวในธรรมศาลา หรือไปยืนตรงที่หัวมุมถนน ที่กลางตลาด หรือสถานที่มีคนพลุ่กพล่าน เขาจะชูมือกางขึ้นไปในท้องฟ้าแล้วอธิษฐานเสียงดัง เพื่อให้คนเห็นแล้วยกย่องชมเชย คำอธิษฐานคนของพวกนี้มักจะยาวกว่าปกติถึงสิบเท่า!
พระบิดา - พระเยซูทรงสอนให้สาวกอธิษฐานว่า “ข้าแต่พระบิดาแห่งข้าพระองค์ทั้งหลาย ผู้ทรงสถิตในสวรรค์”(ข้อ ๙)
ในภาษาฮีบรู ab (อับ) ในพระคัมภีร์ใหม่ใช้ภาษาอารเมคว่า abba (อับบา) แปลว่าบิดาหรือคุณพ่อ เป็นคำที่แสดงถึงความใกล้ชิดสนิทสนมของบุคคลภายในครอบครัว เหมือนคนจีนเรียกพ่อว่า “ปาป้า” หรือฝรั่งเรียกว่า “แด็ด” หรือแด็ดดี้ (dad or daddy)
พระเยซูทรงอธิษฐานในสวนเกธเซมาเนโดยเรียกว่าพระเจ้าว่าอับบา (มก. ๑๔.๓๖) เมื่อเปาโลเขียนจดหมายไปถึงพี่น้องคริสเตียนในคริสตจักรโรมและกาลาเทีย ก็เรียกพระองค์ด้วยคำเดียวกันนี้เช่นกัน (รม. ๘.๑๕,
กท. ๔.๖) แน่นอน พระเจ้ามิได้เป็นพระเจ้าผู้อยู่ห่างไกลและน่าหวาดกลัว แต่ทรงเป็นพ่อของคริสเตียนทุกคน เราจึงอยู่ในฐานะลูกของพระองค์ (ยน. ๑.๑๒) มีผู้เชื่อบางคนอธิษฐานว่า “พระเจ้าครับ หรือพระบิดาครับ”
พระนามพระเจ้า - พระเยซูทรงสอนให้อธิษฐานว่า “ขอให้พระนามของพระองค์เป็นที่เคารพสักการะ” (ข้อ ๙)
พระนามของพระเจ้านั้นศักดิ์สิทธิ์มาก จนกระทั่งบรรดาอาลักษณ์ในสมัยโบราณไม่กล้าที่จะเอ่ยพระนามของพระองค์ เพราะบริสุทธิ์และศักดิ์สิทธิ์ยิ่งนัก จึงเลี่ยงไปใช้พระนามอื่นแทน เช่น อะโดนัย ยาเวห์ โมเสสบอกคนยิวว่า “อย่าออกพระนามของพระเจ้าอย่างไม่สมควร” (อพย. ๒๐.๗)
คนอิสลามให้ความสำคัญแก่พระนามของพระอัลล่าห์ เมื่อเดือนกรกฏาคม ปี ๑๙๙๒ บริษัทโยโกฮามาผู้ผลิตยางรถยนต์ ได้ทำรุ่นหนึ่งมีลายดอกยางคล้ายพระนามของพระอัลล่าห์ พวกมุสลิมจึงประท้วงอย่างรุนแรงและห้ามขายยางรถรุ่นนี้ในเจ็ดประเทศ คือ บรูไน คูเวต อาหรับเอมิเรทส์ กาตาร์ บาเรน ซาอุดิอาระเบียและปากีสถาน
ข้อคิด : คริสเตียนที่รัก อย่างไรที่เรียกว่าการออกพระนามของพระเจ้าอย่างไม่สมควร? เรามีท่าทีแบบไหนต่อการออกพระนามของพระเจ้าในการอธิษฐาน?
แผ่นดินของพระเจ้า - พระเยซูทรงสอนให้อธิษฐานว่า “ขอให้แผ่นดินของพระองค์มาตั้งอยู่” (ข้อ ๑๐)
เรารู้ดีว่าอาณาจักรใดๆในโลกนี้จะต้องมีผู้ครอบครอง ที่เรียกว่ากษัตริย์ ประธานาธิบดีหรือนายก รัฐมนตรี พระคัมภีร์ตอนนี้พระเยซูกล่าวถึงแผ่นดินฝ่ายจิตวิญญาณ ที่จำเป็นต้องมีกษัตริย์แห่งสวรรค์เป็นผู้ปกครอง (วว. ๕.๑๐) จำเป็นจะต้องมีการรวบรวมแว่นแคว้นต่างๆเข้ามาอยู่ด้วยกัน พระคัมภีร์เรียกว่าแผ่นดินของพระเจ้า (kingdom of God) ในภาษากรีกว่า basileia (บาซิเลอา) ที่มีพระเยซูคริสต์ทรงเป็นกษัตริย์ปกครองเป็นนิตย์ (วว. ๑.๖, ๒๐.๖)
คนยิวกล่าวว่า คำอธิษฐานที่ไม่มีการกล่าวถึงอาณาจักรของพระเจ้า ไม่ถือว่าเป็นคำอธิษฐาน เช่นเดียวกันเมื่อคริสเตียนอธิษฐานขอให้พระนามของพระองค์เป็นที่เคารพสักการะ จะต้องพ่วงด้วย “ขอให้แผ่นดินของพระองค์มาตั้งอยู่” พระเยซูทรงสั่งให้ทุกคนแสวงหาแผ่นดินของพระเจ้า (มธ. ๖.๓๓) และให้ผู้เชื่อออกไปประกาศข่าวประเสริฐแห่งแผ่นดินของพระองค์ (ลก. ๔.๔๒) ขอให้สังเกตว่าเมื่อพระเยซูทรงเป็นขึ้นมาจากความตายและทรงสถิตอยู่สนทนากับสาวกเป็นเวลาสี่สิบวันนั้น พระองค์ทรงพูดคุยกับเขาเรื่องอะไร? เรื่องแผ่นดินของพระเจ้า!
คริสเตียนทุกท่าน เวลานี้คุณกำลังเสาะแสวงหาอะไร? และทุกๆวันคุณกำลังพูดเรื่องอะไรกันอยู่?
ตามน้ำพระทัย - พระเยซูทรงสอนให้อธิษฐานว่า “ขอให้เป็นไปตามน้ำพระทัยของพระองค์ ในสวรรค์เป็นอย่างไร ก็ขอให้เป็นไปอย่างนั้นในแผ่นดินโลก” (ข้อ ๑๐)
น้ำพระทัยมาจากภาษากรีก thelama (เทเลมา) หมายถึงพระประสงค์ของพระเจ้า ผู้ที่สามารถทำตามได้จะต้องมีจิตวิญญาณที่ติดสนิทอยู่กับพระองค์ พระเยซูตรัสว่า “ผู้ที่เข้าสนิทอยู่เราและเราเข้าสนิทอยู่เขา ผู้นั้นก็เกิดผลมาก” (ยน. ๑๕.๕)
โอมาร์ คายัมนักกวีเอกของโลกได้กล่าวไว้ว่า “พระเจ้าทรงเป็นเหมือนผู้เล่นหมากรุก จะเคลื่อนย้ายเบี้ย ขุน ม้า เรือ และโคนไปยังตำแหน่งใดก็ได้ แต่ในที่สุดก็ทรงรวบรวมทุกตัวลงในกล่อง” เปาโลยืนยันครั้งแล้วครั้งเล่าว่า น้ำพระทัยของพระเจ้าคือสิ่งที่ยอดเยี่ยมที่สุด กษัตริย์ดาวิดก็บอกเช่นกัน “ยินดีที่จะทำตามน้ำพระทัยของพระเจ้า” (สดด. ๔๐.๘)
อาหาร - พระเยซูทรงสอนว่า “ขอโปรดปรานอาหารประจำวันแก่ข้าพระองค์ทั้งหลายในกาลวันนี้” (ข้อ ๑๑) พระเจ้าทรงรู้ว่ามนุษย์มีความจำเป็นต้องการปัจจัยสี่ในการดำรงชีวิตอยู่ในโลกนี้ คือ เสื้อผ้า อาหาร ที่อยู่อาศัยและยารักษาโรค (ปัจจัยที่ห้าคือโตโยต้าหรืออีซุสุ ถ้ามีก็ดี แต่ไม่มีขึ้นรถเมล์เอาก็ได้)
ในภาษากรีก artos (อาร์ทอส) แปลตรงตัวว่าขนมปัง เมื่อครั้งชนชาติอิสราเอลเดินทางอยู่ในทะเลทราย พระเจ้าทรงเลี้ยงดูพวกเขาด้วย “มานา” อาหารจากสวรรค์ แต่พวกเขาต้องขยันออกไปเก็บทุกๆเช้า และไม่สามารถกักตุนได้ กษัตริย์ดาวิดมีประสบการณ์เลี้ยงแกะ รู้ว่าแกะต้องการหญ้าเขียวสดในทุ่งนาและน้ำใสในลำธาร ท่านจึงมองตระหนักว่าพระเจ้าทรงเป็นพระผู้เลี้ยง (สดด. ๒๓)
พระเยซูทรงสอนให้เราอธิษฐานต่อพระเจ้าสำหรับอาหารในแต่ละวันและไม่โลภมาก “ถ้าเรามีอาหารและเสื้อผ้า ก็ให้เราพอใจด้วยของเหล่านั้นเถิด” (๑ ทธ. ๖.๘)
การยกโทษ - พระเยซูทรงสอนว่า “ขอโปรดยกบาปผิดของข้าพระองค์ เหมือนที่ข้าพระองค์ยกโทษผู้ที่ทำผิดต่อข้าพระองค์นั้น” (ข้อ ๑๒)
(เกี่ยวกับเรื่องนี้ ขอให้กลับไปอ่านคำอธิบายเรื่องความโกรธ การตอบแทนและรักศัตรู ในมัทธิว ๕.๒๑-๒๖, ๓๘-๔๘)
การทดลอง - พระเยซูทรงสอนว่า “ขออย่านำข้าพระองค์เข้าไปในการทดลอง แต่ขอให้พ้นซึ่งชั่วร้าย”
(ข้อ ๑๓)
(เกี่ยวกับเรื่องนี้ ขอให้อ่านเรื่อง “ศึกชิงเจ้ายุทธจักร” ในคำอธิบายมัทธิว ๔.๑-๑๑)
สรุป
ลูอิสได้อธิบายพระคัมภีร์ตอนนี้ว่า
- การนมัสการเป็นส่วนสำคัญของการอธิษฐานทั้งหมด
- การแสดงความนับถือ(hagiazo – ฮากิอาโซ หมายถึงศักดิ์สิทธิ์ เคารพสักการะและบริสุทธิ์) เป็นส่วนที่สองของคำอธิษฐาน
- ความปรารถนาในอาณาจักรของพระเจ้า มั่นใจว่าพระองค์จะทรงกระทำให้พระสัญญาทุกอย่างสำเร็จเพื่อคนของพระองค์
- คำขอสำหรับส่วนตัว เช่น อาหารประจำวันเป็นส่วนหนึ่งของคำอธิษฐาน เพียงพอสำหรับวันนี้
- คำขอเกี่ยวกับความต้องการฝ่ายวิญญาณ คือการให้อภัยผู้อื่น การที่พระเจ้าอภัยโทษบาปมิได้ตั้งอยู่บนพื้นฐานของการให้อภัยผู้อื่น การที่คริสเตียนให้อภัยเพราะเขาตระหนักว่า เขาเองได้รับการอภัยบาปแล้ว (อฟ. ๔.๓๒) มนุษย์ไม่สามารถสามัคคีธรรมกับพระเจ้าได้ ถ้าเขาไม่ยอมให้อภัยผู้อื่น
- ผู้เชื่อรู้จุดบกพร่องฝ่ายจิตวิญญาณของตนเอง เขาจึงอธิษฐานขอให้พระเจ้าทรงนำให้พ้นจากการทดลองของมารซาตาน (ยก. ๑.๑๓-๑๔)








