ผิดด้วยหรือที่กินผลไม้ต้องห้าม
ผิดด้วยหรือที่กินผลไม้ต้องห้าม
มีผู้หวังดีได้ฟอร์เวิร์ดเมลเรื่อง “ผิดด้วยหรือที่กินผลไม้ต้องห้าม” มาให้ผม ซึ่งเขียนโดยดอกเตอร์ท่านหนึ่งที่มีชื่อเสียงในวงการคริสเตียนไทย เมื่ออ่านแล้วก็รู้สึกแปลกๆยังไงพิกลอยู่ ต้องยอมว่าท่านผู้นี้มีความคิดที่แตกฉานซ่านเซ็นไปจากสิ่งพระคัมภีร์บันทึกไว้อย่างเหลือเชื่อ จะว่าศรัทธาในพระวจนะก็ไม่ใช่ จะว่าเชื่อก็ไม่เชิง เข้าใจว่าเป็นคนแบบ “คิดนอกกรอบ” ชนิดเอาครึ่งผีครึ่งพระเจ้า!
คงไม่ใช่ประเภท “ผีเข้าพระเจ้าออก” อะไรทำนองนั้นแหละ!
ท่านเริ่มต้นว่าไว้ดังนี้ “ตามความเชื่อของคริสต์เรา ถูกสอนให้เชื่อว่า สวนเอเดนมีเหตุการณ์ทั้งหวานและขมขื่น และถูกสอนให้มองย้อนหลังหวนหาสวนสวรรค์-เอเดนในอดีต เหมือนจะให้ตีอกชกหัวอยู่ร่ำไปว่า ‘ไม่น่าเลย’ และทุกคนโทษอีฟหรือเอวาคนเดียวว่า เป็นต้นเหตุของ ‘วิบัติแห่งมนุษยชาติ’ และการกระทำของเธอจึงกลายเป็นหัวข้อสำคัญทาง
ศาสนศาสตร์ คือการไม่เชื่อฟัง (disobedience) ซึ่งนำไปถึงบาปกำเนิด (Original sin) ในที่สุดก็เดือดร้อนถึงพระเยซูคริสต์
ให้เราลองคิดใหม่ มนุษย์ออกจากสวนเอเดน เป็นเรื่องราวที่มนุษย์เข้าสู่โลกแห่งความเป็นจริงมากกว่าเป็นเรื่องของการลงโทษ สวนเอเดนน่าอยู่นักหรือ...” (ย่อหน้าที่ ๑-๒)
ถ้าเราเชื่อว่าพระคัมภีร์ทุกตอนได้รับการดลใจจากพระเจ้า (๒ ทธ. ๓.๑๖) ก็คงจะไม่นำปัญหานี้มาถกเถียงกันอีก
ประการแรก “เพราะว่าทุกคนทำบาปและเสื่อมจากพระสิริของพระเจ้า” (รม. ๓.๒๓) “บาปได้เข้ามาในโลกเพราะคนๆเดียว และความตายก็เกิดมาเพราะบาปนั้น และความตายก็ได้แผ่ไปถึงมนุษย์ทุกคน” (รม. ๕.๑๒) “พระเจ้าทรงเนรมิตอาดัมขึ้นก่อน แล้วจึงถึงเอวา และอาดัมไม่ได้ถูกหลอกลวง แต่ผู้หญิงนั้นได้ถูกหลอกลวงให้กระทำบาป” (๑ ทธ. ๒.๑๓-๑๔)
พระวจนะว่าไว้อย่างนี้ แล้วคุณเป็นใครที่จะโต้แย้งกับพระองค์?
ประการที่สอง พระคัมภีร์บอกว่าสวนเอเดนนั้นน่าอยู่เพียงไร เราเชื่อว่าพระเจ้าทรงมีพระประสงค์ที่ดีเลิศในอันที่จะให้พระฉายาของพระองค์อยู่อย่างมีความสุขในสถานที่แห่งนี้ (ปฐก. ๑.๘, ๑๕) เป็นที่แผ่นดินอันอุดมสมบูรณ์ที่คนของพระเจ้าโหยหา ขณะเมื่อพวกเขาได้รับความทุกข์ยากลำบาก “เพราะว่าพระเจ้าจะทรงเล้าโลมศิโยน พระองค์จะทรงเล้าโลมที่ร้างทิ้งสิ้นของเธอ และกระทำถิ่นทุรกันดารของเธอเหมือนสวนเอเดน และทะเลทรายของเธอเหมือนอุทยานของพระเจ้า” (อสย. ๕๑. ๓ ดู อสค. ๓๖.๓๕ และ ยอล. ๒.๓)
คุณเชื่อหรือเปล่าล่ะว่า พระเจ้ามีต้องการให้คนของพระองค์มีชีวิตอยู่อย่างมีความสุข?
ผู้เขียนกล่าวต่อไปว่า “เป็นสภาพบนสมมุติฐานที่ว่า มนุษย์ สัตว์ พืช ทุกชนิดอยู่ด้วยกันอย่างกลมกลืนแทบจะแยกไม่ได้ว่าอะไรเป็นอะไร มนุษย์ยังไม่มีความสำนึกในความดีและความชั่ว มนุษย์ยังไม่มีความรู้สึกอายต่อกัน มนุษย์อยู่สัญชาติญาณอย่างเดียว เหมือนสัตว์เดรัจฉาน มนุษย์อยากได้สภาพเอเดนอย่างนี้หรือ คงไม่อยากได้มั้ง ไร้สาระ
ดังนั้น การออกจากสภาวะสวนเอเดนดังกล่าว จึงเป็นเรื่องของการก้าวเข้าสู่โลกแห่งความเป็นจริง มากกว่าการถูกผลักไสไล่ส่งจากความสุขไปหาความทุกข์ เป็นการก้าวเข้าไปสู่ความเป็นมนุษย์อย่างแท้จริงมากกว่าการตกต่ำ เป็นการประกาศว่ามนุษย์เป็นเหมือนพระเจ้า เป็นพระฉายาของพระเจ้ามากกว่ากบฏหรือทรยศ”
ดอกเตอร์ท่านนี้มีความเข้าใจว่า
ประการแรก มนุษย์ในสวนเอเดนเป็นเหมือน “สัตว์เดรัจฉาน” และอยู่ด้วยสัญชาตญาณเหมือนสัตว์ พจนานุกรม ได้ให้คำจำกัดความของเดรัจฉานว่า “สัตว์ที่เจริญตามแนวขวาง หรือแนวนอน หรืออีกนัยหนึ่งหมายถึงสัตว์ทุกชนิดยกเว้นมนุษย์” เห็นไหมครับ ชาวโลกเขายังยกย่องมนุษย์ว่าอยู่เหนือกว่าสัตว์ แต่คริสเตียนเราแท้ๆกลับลดตัวลงไปเท่ากับสัตว์ซะนี่
เออ เป็นไปได้ถึงเพียงนั้นหนอ ท่านนักศาสนศาสตร์คริสเตียนไทย!
พระคัมภีร์บอกว่า เมื่อพระเจ้าทรงสร้างมนุษย์นั้น สร้างให้แตกต่างกับสัตว์อย่างชัดเจน คือ ทรงระบายลมปราณ(พระวิญญาณ)ใส่ในชีวิตจิตใจของเขา (ปฐก. ๒.๗) ต่างจากสัตว์ที่มีเพียงความรู้สึกและอารมณ์เท่านั้น มีชีวิตอยู่เพื่อกิน ขี้ ปี้และนอนเท่านั้น
ประการที่สอง ผู้เขียนท่านนั้นบอกว่า การที่อดัมกับเอวา “ออกจากสวนเอเดน เป็นการก้าวเข้าไปสู่โลกแห่งความเป็นจริง” นั่นหมายความว่าสวนเอเดนที่พระเจ้าทรงสร้างเป็นภาพลวงตา หรือสมัยนี้ว่าเป็นโปรโมชั่น ไม่ใช่ของจริงแท้ พระองค์ทรงเป็นเพียงนักสร้างภาพมายา
โอ ขอพระเจ้าช่วย คุณกำลังกล่าวหาพระองค์หรือเปล่า? ระวังนรกจะกินหัว!(นะจะบอกให้)
มีผู้นำคริสเตียนสายหัวสมัยใหม่ (liberal) หลายคนไม่เชื่อในเรื่องพระเจ้าทรงสร้างโลก จักรวาลและมนุษย์ แต่ศรัทธาในทฤษฎีของชารลส์ ดาร์วิน ที่เชื่อในเรื่องของการวิวัฒนาการแบบค่อยเป็นค่อยไป เหมือนเราเคยท่องในแบบเรียนโบราณว่า “แต่ก่อนๆคนเรายังโง่อยู่” บรรพบุรุษของเราเป็นลิงชนิดหนึ่ง ภาษาเหนือเรียกว่า “วอก” จึงมีข้อแนะนำว่าให้พวกคุณไปที่สวนสัตว์บ่อยๆ ซื้อกล้วยติดมือติดไม้ไปด้วย เพื่อจะเยี่ยมเยียนและเคารพบรรพบุรุษที่ถูกขังอยู่ในกรง!
เดือนสิงหาคมที่ผ่านมา ผมไปเป็นวิทยากรสอนคริสเตียนกลุ่มหนึ่งที่รีสอร์ทสุพรรณบุรี เขาก็เล่นเกมส์กันสนุกสนาน โดยให้ทุกคนทำท่าเป็นตัวแมลงสาป จากนั้นก็ไปเป่ายิ้งฉุบกับคนอื่น ถ้าแพ้ยังเป็นแมลงสาปอยู่ คนชนะจะกลายเป็นแมว จากนั้นก็จะไปเป่ายิ้งฉุบกับอีกคน ถ้าชนะก็จะกลายเป็นลิง และหากชนะอีกก็จะกลายเป็นคน ตอนสุดท้ายผมถามพวกเขาว่า “คุณเชื่อในเรื่องของทฤษฎีวิวัฒนาการของชาร์ล ดาร์วินจริงๆไหม?” ปรากฏว่าทุกคนส่ายและไม่ยอมรับตนเองมาจากแมลงสาปและลิง!
ประการที่สาม ท่านดอกเตอร์บอกว่า การก้าวออกจากสวนเอเดนเป็นไม่ใช่ความทุกข์ ไม่ใช่การตกต่ำ แต่เป็นการประกาศว่ามนุษย์เป็นเหมือนพระเจ้า ซึ่งยกมามาจากปฐมกาล ๓.๕, ๒๒ แต่เราจะว่าอย่างไรกับข้อพระคัมภีร์ที่พระเจ้าตรัสกับมนุษย์ทั้งสองอย่างน้อยสามเรื่องคือ หนึ่ง “เราจะเพิ่มความทุกข์ลำบากมากขึ้นมากมาย”(ข้อ ๑๖) สอง “แผ่นดินจะต้องถูกสาปเพราะตัวเจ้า” (ข้อ ๑๗) สาม “เจ้าจะต้องหากินบนแผ่นดินด้วยความทุกข์ลำบากจนตลอดชีวิต..และหากินด้วยเหงื่ออาบหน้า” (ข้อ ๑๗)
นี่มันเป็นความทุกข์หรือความสุขครับ?
ประการที่สี่ การที่เอวากับอาดัมกินผลไม้ต้องการเป็นการสำแดงถึงพระฉายาของพระเจ้า ท่านบอกว่ามิใช่เป็นการ “กบฏหรือทรยศ” เอาล่ะ ต่างคนต่างเข้าใจและตีความหมายไปเอง คนที่พูดแบบนี้น่ะจะอธิบายอย่างไรกับข้อพระคัมภีร์ที่บันทึกอย่างชัดเจนว่า “พระเจ้าทรงขับไล่เขาออกไปจากสวนเอเดน...พระองค์ทรงไล่เขาออกไป” (ปฐก. ๓.๒๓-๒๔) แน่นอน ถ้าคนทั้งสองทำดี ใครจะไล่เขาออกไปเล่า!
ในเชียงใหม่มีสวนลำไยและลิ้นจี่เยอะครับ ส่วนใหญ่แล้วเจ้าของสวนจะจ้างคนไทยใหญ่หรือพม่ามาดูแลเฝ้าสวน ใครที่เชื่อฟังเจ้าของสวนและขยันขันแข็งในการทำงาน นายก็รักใคร่และเลี้ยงดูไปตลอด แต่มีบางรายที่ไม่เชื่อฟังและขี้เกียจก็จะถูกเจ้าของสวนไล่ออกไป บางรายเหิมเกริมทรยศ ฆ่าเจ้าของสวนและขโมยทรัพย์สินหนีกลับประเทศไปก็มี
เหมือนกับที่พระเจ้าตรัสกับคาอินว่า “ถ้าเจ้าทำดี เราก็พอใจรับเจ้ามิใช่หรือ ถ้าเจ้าทำไม่ดี บาปก็หมอบอยู่ที่ประตู อยากตะครุบเจ้า เจ้าจะต้องเอาชนะบาปนั้นให้ได้” (ปฐก. ๔.๗)
ถ้าทำดีแล้วใครจะมาขับไล่ไสส่ง หากทำดีแล้วทำไมต้องหนี? ยืนหยัดต่อสู้ความจริงสิ!
ขออนุญาตนำเรื่องนี้มาประยุกต์เข้ากับการเมืองนิดหน่อยนะครับ ถ้าทำดีแล้วทำไมต้องประท้วงโดยการยึดสนามบินและรัฐสภาฯ หากทำดีแล้วทำไมต้องยึดถนนราชประสงค์ เอาขี้ไปปา เอาเลือดไปสาด ลอบฆ่าคนและเผาบ้านเมืองให้วอดวาย ถ้าคิดว่าตนเองทำดีล้าทำไมหนีไปอยู่ถึงต่างประเทศ ยุโรปและเขมร?
มาสู้คดีความให้มันรู้ดำรู้แดงกันไปข้าง ไม่ดีกว่าหรือ?!
ผู้เขียนเรื่อง “ผิดด้วยหรือที่กินผลไม้ต้องห้าม” กล่าวว่า มนุษย์รู้จักแยกแยะเหมือนพระเจ้า...ตั้งสมมุติฐานไว้ว่า มนุษย์เป็นพระฉายาของพระเจ้า มนุษย์ควรจะรู้จักแยกแยะ รู้จักวินิจฉัยว่าอะไรเป็นอะไรมิใช่หรือ จะให้เขาโง่ดักดานเหมือนสัตว์เดรัจฉานได้อย่างไร
มนุษย์รู้จักที่จะสงสัยและสอบถาม มีสิทธิ์ที่จะต้องคำถาม ‘จริงหรือที่พระเจ้าตรัสห้ามนั้น’ (ปฐก. ๓.๑) เพราะตั้งสมมุติฐานว่า การสงสัยในอำนาจสูงสุดของพระเจ้าเป็นบาปนั่นเอง ความสงสัยจึงยกให้เป็นเรื่องของงูไป ความจริงน่าจะเป็น ‘ภาวะหนึ่งของความเป็นมนุษย์’ ที่มีพิษสงเหมือนงู”
ประการแรก ผู้เขียนเข้าใจว่ามนุษย์ที่อยู่ในสวนเอเดนก่อนที่จะกินผลไม้ต้องห้ามนั้น เป็นคน “โง่ดักดาน” และได้อธิบายในตอนต่อมาว่า “ตามท้องเรื่องอาดัมเป็นคนโชคดีที่ได้เมียดี ถ้าอีฟหรือเมียของเขาเป็นคนเห็นแก่ตัวสักหน่อย ก็คงปล่อยอาดัมโง่เป็นควายไปแล้วล่ะ กินผลไม้แห่งปัญญาคนเดียวก็สิ้นเรื่อง”
ตามความเข้าใจของเราเชื่อว่า คงไม่ใช่อย่างนั้นกระมัง เพราะพระคัมภีร์บอกว่า พระเจ้าทรงระบายลมปราณ(จิตวิญญาณ)ของพระองค์ใส่ในมนุษย์ ดังนั้น เขาจึงมีพระลักษณะของพระเจ้าอยู่ในตัวเอง คงไม่ใช่ความโง่เขลาแบบดักดาน แต่เขาเป็นคนที่ไม่มีเล่ห์เหลี่ยมหรือกลอุบายใดๆ และคงจะไม่เข้าใจกลลวงของมารซาตาน เหมือนที่เปาโลได้สอนคริสเตียนโรมันว่า “ข้าพเจ้าใคร่ให้ท่านเชี่ยวชาญในการดี และให้เป็นคนทึ่ม ในการชั่ว” (รม. ๑๖.๑๙) พระคัมภีร์ฉบับอมตธรรมร่วมสมัยแปลดังนี้ “ข้าพเจ้าอยากจะให้ท่านฉลาดในทางที่ดี และไม่ประสีประสาในทางชั่ว”
ปัญญาหรือความฉลาดซึ่งซาตานหยิบยื่นให้ ที่กล่าวถึงในปฐมกาลบทที่ ๓ เป็นความฉลาดแบบโลกนี้ บางครั้งเต็มไปด้วยเล่ห์เหลี่ยมและกลโกง เหมือนศรีธนนไชยไง! คนเหนือเรียกแบบนี้ว่า “คนล๊วก” - ทำนอง “ล๊วกบ้านนอกบ่เต๊าสอกกอกในเวียง ล๊วกในเวียงบ่เปียงขึ้คอก ล๊วกขี้คอกบ่เต๊าวอกขึ้นยา ล๊วกขี้ยาบ่เต๊าฮาจะหื้อ”
ประการที่สอง ผู้เขียนเข้าใจผิดในเรื่องผู้ตั้งคำถาม “จริงหรือที่พระเจ้าตรัสห้ามว่า” (ปฐก. ๓.๑) นั้นว่าเป็นคำถามของมนุษย์ ที่จริงไม่ใช่คำถามของเอวากับอาดัม แต่เป็นคำถามของซาตานในร่างของงูต่างหาก
ประการที่สาม ผู้เขียนบอกว่าเรื่องของงู “น่าจะเป็นภาวะหนึ่งของมนุษย์” ไม่ใช่งูจริงๆตามตัวอักษร เมื่อเข้าใจอย่างนี้แล้ว จึงไม่แปลกที่ผู้เขียนไม่ได้กล่าวถึงซาตานที่เข้ามาล่อลวงมนุษย์ เพราะถ้าบอกว่างูมีจริงก็ต้องยอมรับว่าซาตานมีจริงด้วย (หรือว่าท่านเป็นพวกเดียวกัน ที่ต้องการล่อลวงผู้คนให้หลงไปจากทางของพระเจ้า จึงเว้นที่จะไม่กล่าวถึงพวกเดียวกัน)
แต่พระคัมภีร์กล่าวถึงซาตานที่มาในร่างงูจริงๆ และเปาโลยืนยันในเรื่องนี้กับพี่น้องคริสเตียนในเมืองโครินธ์ว่า “งูนั้นได้ล่อลวงนางเอวาด้วยอุบายของมันฉันใด จิตใจของท่านก็จะถูกล่อลวงให้หลงไปจากความซื่อสัตย์ และความบริสุทธิ์ของพระองค์ฉันนั้น” (๒ คร. ๑๑.๓)
เรื่องนี้ยังไม่จบครับ ขออนุญาตต่อภาคสองเร็วๆนี้.








