พระคัมภีร์น้ำมันหอม! ธวัช เย็นใจ
เมื่อวานนี้(๑๓ มกรา)ผมเช็คเมลก็พบว่า มีท่านผู้หนึ่งได้ส่งข้อความให้ผมดูใน You Tube และบอกว่า Sign from God at Mahachon ผมก็อยากรู้ว่าเป็นหมายสำคัญอะไรนะ จึงคลิกเข้าไปดูก็เห็นเรื่องแปลกเอาการอยู่ คือเป็นภาพภายในห้องประชุมนมัสการที่โบสถ์แห่งหนึ่ง ที่บริเวณโต๊ะลงทะเบียนมีชายคนหนึ่งแต่งกายใส่สูทและถือพระคัมภีร์อยู่ในมือ เข้าใจว่าท่านคงจะเป็นผู้รับใช้หรือนักเทศน์
ที่ว่าแปลกก็คือ พระคัมภีร์ของท่านนั้น มีน้ำมันหอมไหลออกมา!
เมื่อท่านได้เปิดพระคัมภีร์ปกสีดำที่อยู่ในมือ มีพวกผู้หญิงมารุมล้อมแล้วใช้มือของเธอลูบไปบนพระคัมภีร์นั้นแล้วเอาไปดมแล้วบอกว่า “อืม หอมนะ หอมมากเลย” เธอแสดงสีหน้าถึงความประหลาดและอัศจรรย์ใจ มีบางคนเอามือแตะที่พระคัมภีร์แล้วเอาไปลูบหน้าและผมของตัวเอง ในลักษณะของความเคารพเลื่อมใสศรัทธาว่าเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์เสียเหลือเกิน มีบางคนอุ้มเด็กมาและเอามือแตะที่พระคัมภีร์แล้วเอาไปลูบที่ตัวเด็ก ฯลฯ
ทำให้คิดถึงเหตุการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้นในต่างแดน เช่น รูปปั้นพระเยซูที่ยืนตระหง่านบนภูเขาสูงและกางแขนออก หัวหน้าเข้าหาตัวเมือง ซึ่งเขาร่ำลือกันนักหนาว่ารูปปั้นนี้ช่วยปกป้องชาวเมืองให้พ้นจากพายุ น้ำท่วม ภัยพิบัติและสิ่งเลวร้ายต่างๆ จนกระทั่งกลายเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ซะแล้ว
เรื่องแบบนี้เข้าทางของคนไทยเรา
เชื่อว่าท่านผู้อ่านคงจะเคยได้ยินเรื่องทำนองนี้ เราเคยดูข่าวทางทีวีหลายครั้งหลายครา ที่เห็นผู้คนตื่นเต้นและถือว่าเป็นหมายสำคัญอันการมหัศจรรย์ยิ่ง ที่อยู่ดีๆก็มีน้ำหรือเลือดไหลออกมาจากตาของรูปปั้นพระแม่มารีย์ พวกเขาพากันไปกราบไหว้บูชา นัยว่าเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์และเป็นหมายสำคัญจากพระเจ้า
หลายคนอาจหันมาทำตาขวางใส่ผมและพูดว่า “ไม่เชื่อก็อย่าลบหลู่”
มันก็เข้าทำนองแม่ชีลอยน้ำได้ ต้นกล้วยออกลูกตรงกลางลำต้น ลูกหมูสองหัว วัวมีห้าขา ฟักทองมียอดเป็นพญานาค เห็ดยักษ์บานเท่ากระด้ง ต้นยางมีกิ่งออกเหมือนอวัยวะเพศ พวกเครื่องรางของขลัง สิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลาย ที่ผู้คนหลงใหลไปกราบไหว้บูชา เพื่อขอความคุ้มครอง ให้โชคดีมีชัย และที่ขาดไม่ได้ก็คือ “ขอหวย”
เคยเห็นโบสถ์หนึ่งทำพิธีบัพติสมาในอ่างใหญ่ข้างโบสถ์ ก่อนที่ศิษยาภิบาลจะนำสมาชิกลงไปเพื่อประกอบพิธี อาจารย์คนหนึ่งซึ่งเป็นมิชชันนารี ก็ควักเอาขวดเล็กๆเท่านิ้วก้อยออกมาจากกระเป๋าเสื้อ เปิดฝาออกแล้วเทน้ำในขวดนั้นลงไปในอ่างสองสามหยด ผมก็ถามว่า “นั่นเป็นน้ำอะไรครับ?”
ท่านตอบว่า “น้ำที่นำมาจากแม่น้ำจอร์แดน”
เราก็นึกในใจว่า เรื่องแบบนี้ต้องระวังคนไทยจะเข้าใจว่าเป็นน้ำมนต์หรือน้ำศักดิ์สิทธิ์!
หลายปีก่อนมีสามีภรรยาคู่หนึ่งเชิญผมไปรับประทานอาหารที่ร้านหรูแห่งหนึ่ง ทั้งสองคนบอกว่าเพิ่งเดินทางกลับจากประเทศอิสราเอล รู้สึกขอบพระคุณพระเจ้าที่ทรงเมตตาให้ไปเที่ยวชมสถานที่ศักดิ์สิทธิ์เกี่ยวกับพระคัมภีร์ มีโอกาสไปเยี่ยมสถานที่ประสูติและอุโมงค์ฝังพระศพของพระเยซู ได้ร้องเพลงนมัสการ อธิษฐานและอ่านพระวจนะที่นั่น และไปสถานที่สำคัญอีกหลายแห่ง ประสบการณ์เหล่านี้ทำให้ทั้งสองคนมีความเชื่อในพระเจ้าหนักแน่นมากขึ้น
ก็มานึกว่า แล้วคนที่ไม่ได้ไปประเทศอิสราเอลล่ะ ความเชื่อของเขาจะยังมั่นคงแข็งแรงอยู่ไหม? หลายคนอยากจะเป็นเหมือนโทมัสที่ต้องเห็นก่อนแล้วจึงเชื่อ แต่พระเยซูตรัสว่า “ผู้ที่ไม่เห็นเรา แต่เชื่อก็เป็นสุข” (ยน. ๒๐.๒๙)
ฮีบรูบทที่ ๑๑.๑ บอกว่า ความเชื่อคือแน่ใจในสิ่งที่ไม่เห็นนั้นเป็นจริง
ว่าแล้วผู้เป็นภรรยาก็หยิบเอาสิ่งของสิ่งหนึ่งออกมาจากกระเป๋า(ซึ่งห่อไว้อย่างดี)ยื่นให้แก่ผมและบอกว่า “นี่เป็นมะเดื่อแห้งจากประเทศอิสราเอล ขอมอบให้แก่อาจารย์ค่ะ” ผมรับไว้ด้วยการขอบคุณ และเปิดดูเพราะอยากจะชิมมานานแล้วว่ามะเดื่อของยิวนั้นมันจะอร่อยสักแค่ไหน เนื่องจากอ่านพบในพระคัมภีร์บ่อยๆ
แต่ต้องชะงักเมื่อเจ้าของพูดว่า “อาจารย์อย่ากินนะคะ เพราะนี่เป็นมะเดื่อที่บริสุทธิ์และศักดิ์สิทธิ์ เก็บเอาไว้ดีๆในที่สูง”
กลับมาที่เรื่องของพระคัมภีร์ เปาโลได้เขียนจดหมายไปถึงทิโมธีว่า “ฝ่ายท่านจงดำเนินต่อไปในสิ่งที่ท่านได้เรียนรู้แล้ว และได้เชื่ออย่างมั่นคง ท่านรู้ว่าท่านได้เรียนมาจากผู้ใด และตั้งแต่เด็กมาแล้ว ท่านได้รู้พระคัมภีร์อันศักดิ์สิทธิ์ซึ่งสามารถสอนท่านให้ถึงความรอดได้โดยความเชื่อในพระเยซูคริสต์ พระคัมภีร์ทุกตอนได้รับการดลใจจากพระเจ้า...” (๒ ทธ. ๓.๑๔-๑๖)
หลายคนเมื่ออ่านตอนนี้ก็บอกว่า “เห็นไหม เปาโลบอกว่าพระคัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์ไง นั่นแสดงว่าต้องการให้เรากราบไหว้บูชาพระคัมภีร์”
หมายความว่าอย่างไร? พระคัมภีร์เป็นเหมือนสิ่งศักดิ์สิทธิ์หรือจำพวกเครื่องรางของขลังอย่างนั้นหรือ? นี่เป็นการตีความหมายแบบเอาความเชื่อและวัฒนธรรมดั้งเดิมของเราเข้าไปจับ โดยที่ไม่ได้สังเกตบริบทของเรื่องอย่างถ่องแท้เสียก่อน
ประการแรก เปาโลบอกว่าพระคัมภีร์นั้นมีไว้สำหรับการเรียน(อ่าน)และทำความเข้าใจเรื่องของพระเจ้าและพระเยซูคริสต์ ซึ่งทิโมธีได้รับเรื่องราวแห่งความเชื่อเหล่านี้ผ่านทางคุณแม่ยูนีส และคุณแม่ก็ได้เรียนรู้มาจากคุณยายโลอีสอีที และบัดนี้ความเชื่อก็อยู่ในชีวิตของทิโมธีเอง (๒ ทธ. ๑.๕)
ประการที่สอง พระคัมภีร์มีไว้สำหรับการเรียนเพื่อรู้ มิใช่เพื่อการกราบไหว้บูชา ตัวของพระคัมภีร์นั้นช่วยเหลือใครไม่ได้ดีหรอก ไม่ว่าจะคุณบนบานศาลกล่าว เอาพระคัมภีร์วางไว้ที่สูงบนหิ้ง สวดมนต์วิงวอนต่อพระคัมภีร์ หรือแม้แต่เอาทูนไว้ที่หัว (บางคนเอาพระคัมภีร์หนุนแทนหมอน เพื่อให้มันซึมซับเข้าไปในใจเอง) เคยมีคนเล่าให้ฟังว่า ครั้งหนึ่งในที่ประชุมฟื้นฟูจิตวิญญาณ มีคนถูกผีเข้าสิง พวกคริสเตียนจึงช่วยกันอธิษฐานขับเป็นการใหญ่ แต่ขับเท่าไหร่ผีก็ไม่ยอมออก บางคนจึงคว้าพระคัมภีร์(พระคัมภีร์ไทยเล่มหนาเตอะ)เหวี่ยงทุบตีคนผีเข้าและสำทับ”ไอ้ผีร้าย แกจงออกไปเดี๋ยวนี้!”
ประการที่สาม “พระคัมภีร์ทุกตอนได้รับการดลใจจากพระเจ้า (theopneustos-เธะออพนืสทอส) และเป็นประโยชน์ในการสอน การตักเตือนว่ากล่าว การปรับปรุงแก้ไขคนให้ดี และการอบรมในทางธรรม เพื่อคนของพระเจ้าจะพรักพร้อมที่จะกระทำการดีทุกอย่าง” (๒ ทธ. ๓.๑๖-๑๗)
คริสเตียนที่รัก เราเชื่อในถ้อยคำของพระเจ้าที่ตรัสไว้ในพระคัมภีร์ มิใช่เชื่อในกระดาษ น้ำหมึกพิมพ์หรือปกหนังของหนังสือพระคัมภีร์ เพราะถ้าเราไม่เชื่อฟังและทำตามพระวจนะของเจ้าทุกคำทุกตอนแล้ว ต่อให้มีแสงไฟมหัศจรรย์พวยพุ่งออกมาจากพระคัมภีร์ มันก็ช่วยอะไรเราไม่ได้หรอก เราก็ยังจมปลักอยู่ในบาปและต้องพินาศอยู่ดี
ฉะนั้น จงอ่านพระคัมภีร์และเชื่อฟังทำตามพระเยซูคริสต์ แล้วพระองค์จะทรงเทพระพรลงมาในชีวิตของเราอย่างล้นเหลือ.
แก้ไขล่าสุด (วันเสาร์ที่ 15 มกราคม 2011 เวลา 14:22 น.)








