คริสตจักรแท้
บทความเพื่อผู้นำคริสตจักร
คริสตจักรแท้
ไม่จำเป็นต้องสังกัดองค์กร/องค์การ?
ธวัช เย็นใจ
เวลานี้เมื่อบรรดาคนไทยผู้เชื่อในพระเยซู ได้มองเห็นความแหลกเหลวขององค์กร
และองค์การคริสตจักร ต่างก็มีคำถามค่อนข้างหนาหูว่า คริสตจักรของเรายังควรจะ
สังกัดในองค์กรและองค์การคริสตจักรอยู่ไหม? (ไม่ว่าจะเป็นองค์การหรือคริสเตียน
หน่วยไหนในประเทศไทยหรือในโลก)
พวกเขามองเห็นพวกผู้นำที่มีความมักใหญ่ใฝ่สูง ทะยานอยาก ต้องการชื่อเสียงและบารมี กระสันในตำแหน่งและต่อสู้แย่งชิงอำนาจกัน ติดยึดอยู่กับเก้าอี้ บางหน่วยงานไม่โปร่งใสในเรื่องเงินๆทองๆ ใช้จ่ายอย่างฟุ่มเฟือย (เข้าข่ายคอรัปชั่นในนโยบาย) และบางคนมีเรื่องฉาวโฉ่กับเพศตรงข้าม(ที่ไม่ใช่ภรรยาของตน)
ก่อนที่จะตอบปัญหาเหล่านี้ ขอให้เรามาดูความหมายของคริสตจักรเสียก่อน
คริสตจักร (Church) ตามความหมายของพระคริสตธรรมคัมภีร์คือ “เอ็กคลีเซีย” (ekklesia) ซึ่งพระเยซูทรงอธิบายให้พวกสานุศิษย์ว่า “บนศิลานี้เราจะตั้งคริสตจักรของเราไว้ และพลังแห่งความตายจะมีชัยต่อคริสตจักรนั้นก็หามิได้” (มธ. ๑๖.๑๘)
คริสตจักรที่แท้จริงคือ ชุมนุมชน (กจ. ๗.๓๘, ฮบ. ๒.๑๒)
คริสตจักรคือที่ประชุม (๑ คร. ๑๔.๒๘)
คริสตจักรคือชุมนุมอันร่าเริง (ฮบ. ๑๒.๒๓)
คริสตจักรคือ กลุ่มคนที่พระเจ้าเรียกออกมาเป็นพิเศษ
“แต่ท่านทั้งหลายเป็นชาติที่พระองค์ทรงเรียกไว้แล้ว เป็นปุโรหิตหลวง เป็นประชาชาติบริสุทธิ์ เป็นชนชาติของพระเจ้าโดยเฉพาะ เพื่อให้ท่านทั้งหลายประกาศพระบารมีของพระองค์ ผู้ได้ทรงเรียกท่านทั้งหลายให้ออกมาจากความมืด เข้าไปสู่ความสว่างอันมหัศจรรย์ของพระองค์” (๑ ปต. ๒.๙)
แต่ก่อนนั้นเราเป็นคนผิดคนบาป แต่พระเจ้าได้ทรงเรียกให้กลับใจใหม่มาเป็นบุตรของพระองค์ แต่ก่อนนั้นเราเป็นคนธรรมดา แต่พระเจ้าได้ทรงเรียกให้มาเป็นผู้รับใช้ในงานของพระองค์โดยเฉพาะ เหมือนกับปุโรหิตที่รับใช้ในพระวิหารกรุงเยรูซาเล็ม แต่ก่อนนั้นเราเป็นชนชาติที่ต้องคำพิพากษาให้พินาศในบึงไฟนรก แต่พระเจ้าได้ทรงให้เรารับความรอด สันติสุข เป็นคนบริสุทธิ์ และมีชีวิตนิรันดรในสวรรค์
พระเยซูตรัสว่า คริสตจักรที่แท้จริง จะไม่มีอะไรมาทำลายลงได้เลย
การเป็นคริสเตียนเป็นสิ่งที่วิเศษอย่างนี้นี่เอง
ตามความหมายนี้ คริสตจักรคือ คริสเตียนทุกคน มิใช่ตัวอาคาร ไม่ใช่โบสถ์วิหาร ไม่ใช่นิกาย คณะ องค์กรคริสตจักรและมิใช่หน่วยงานใดๆทั้งสิ้น
ดังนั้น ถ้าเราผู้เชื่อไม่มี(อาคาร)โบสถ์เรายังเป็นคริสตจักรอยู่ คริสตจักรในสมัยเริ่มแรกนมัสการกันที่ริมแม่น้ำ ในป่าเขา ใต้ต้นไม้ เปาโลเริ่มต้นคริสตจักรฟีลิปปีที่ริมฝั่งแม่น้ำ โดยมีผู้เชื่อเพียงคนเดียวชื่อนางลิเดีย (กจ. ๑๖.๑๓) ต่อมาเมื่อมีผู้เชื่อเพิ่มขึ้นก็ขยับขยายไปร่วมประชุมนมัสการพระเจ้ากันตามบ้าน อควิลลากับปริศคาได้ใช้บ้านเป็นคริสตจักร (รม. ๑๖.๓-๕, ๑ คร. ๑๖.๑๙) ฟีเลโมนเป็นคริสเตียนคนสำคัญและเป็นสมาชิกในคริสตจักรโคโลสี เมื่อเปาโลได้เขียนจดหมายไปถึงฟีเลโมนพร้อมกับส่งทาส(โอเนซิมัส)ที่กลับใจใหม่ไปด้วย ท่านบอกว่า คริสตจักรแห่งนี้เป็นคริสตจักรที่อยู่ในบ้าน (ฟม. ๒)
เคยมีคนพูดจาดูถูกดูหมิ่นคริสตจักรแบ๊บติสต์เชียงใหม่ว่าเป็น “คริสตจักรห้องแถว” เรายอมรับอย่างหน้าชื่นตาบานว่า “ใช่ครับ เพราะเราก็เหมือนกับคริสตจักรต่างๆในสมัยพระคัมภีร์นั่นแหละ” ที่จริง เรายังมีการนมัสการพระเจ้าตามบ้านของสมาชิกด้วย ดังนั้น การทำตามแบบอย่างของพระคัมภีร์ไม่ถือว่าเป็นเรื่องน่าอายอะไร...ใช่ไหม?
คนพวกนี้ที่ชอบพูดจาเยาะเย้ย คงจะไม่ได้ศึกษาประวัติศาสตร์คริสตจักรกระมัง? ว่าคริสตจักรสมัยเริ่มแรกนี้เป็นสิ่งที่น่าเกลียดน่าชังในสายตาของชาวโลก เป็นพวกนอกคอก นอกรีต พวกทางนั้น (ยน. ๑๔.๖) เป็นพวกคว่ำโลก (กจ. ๑๗.๖)
สมัยนั้น คริสเตียนเป็นพวกที่ไม่ถูกต้องตามกฎหมาย เรียกว่าเป็น “คนเถื่อน” ก็ว่าได้ ถูกกดขี่ข่มเหงอย่างหนัก ทั้งทางด้านร่ายกาย จิตใจและจิตวิญญาณ ถูกขับไล่ไสส่ง ถูกตัดญาติขาดมิตร หนีหลบๆซ่อนอยู่ตามป่าและภูเขา (ฮบ. ๑๑.๓๕-๔๐) รางวัลของการเป็นคริสเตียนคือ คำเยาะเย้ย การถูกโบยตี ถูกล่ามโซ่และขังคุก ถูกเลื่อยเป็นท่อนๆ ถูกขว้างด้วยก้อนหิน ถูกฆ่าด้วยดาบ ถ้ารอดชีวิตก็ต้องซัดเซพเนจรไป
จนกระทั่งพระคัมภีร์กล่าวว่า “แผ่นดินโลกไม่สมกับคนเช่นนี้เลย”
คริสตจักรแบบอาคารวิหาร สูงตระหง่าน หรูหราและโอ่อาตระการ เพิ่งจะมาเกิดขึ้นในสมัยของจักรพรรดิคอน
สแตนตินแห่งโรมนี่เอง เมื่อพระองค์ใช้อำนาจรัฐสั่งให้พวกราษฎรเปลี่ยนจากนับถือศาสนา(ผี)อื่นๆมาเป็นคริสเตียน แต่ก็ไม่รู้ว่ามีกี่คนที่ได้รับประสบการณ์บังเกิดใหม่ และเป็นคริสเตียนที่แท้จริง เป็นไปได้ว่า เป็นการเฮโลตามเชื่อในศาสนาใหม่
อาจจะเป็นแค่เปลี่ยนศาสนา แต่ไม่ได้เปลี่ยนชีวิตจิตใจ
แต่ที่แน่ๆก็คือพิธีการนมัสการพระเจ้าแบบเรียบง่ายได้เปลี่ยนไปทันที พวกเขาลืมคำตรัสของพระเยซูที่ว่า “พระเจ้าทรงเป็นพระวิญญาณ ผู้ที่จะนมัสการพระเจ้าต้องนมัสการด้วยจิตวิญญาณและความจริง” (ยน. ๔.๒๔) สิ่งที่ปรากฎภายนอกไม่สำคัญกับสิ่งที่อยู่ภายใน(จิตใจและจิตวิญญาณ)
ผู้นำคริสตจักรสมัยนั้น (สมัยนี้ก็เอากับเขาด้วย)เริ่มลอกเลียนแบบการแต่งกายของพวกปุโรหิต(พระในศาสนาอื่น) เป็นชุดครุยยาวกรอมเท้า มีเครื่องประดับประดา สีสันเตะตา น่าเลื่อมใส มีผ้าแถบสีต่างๆ มีสร้อยหรือลูกประคำสำหรับสวดมนต์อ้อนวอน มีไม้กางเขนแขวนไว้ที่คอหรือถือไม้กางเขนเวลาออกทำพิธีเพื่อให้มันดูขลัง พร้อมกับแกว่งหม้อกำยานไปมา สวมหมวกทรงสูง ผู้นำสูงสุดถึงกับสวมมงกุฎเลยทีเดียว
มีคนตั้งข้อสงสัยว่า พระเยซูคริสต์และพวกสาวกทำแบบนี้ไหม?
พวกเขาแต่งตัวแบบอลังการหรือเปล่า?
พระองค์กับสานุศิษย์ทำตัวแปลกแยกจากผู้คนหรือเปล่า?
พวกเขาเรียกร้องความเคารพนับถือจากประชาชนหรือเปล่า?
มีการจัดตั้งองค์กร องค์การ และคณะนิกายหรือเปล่า?
ท่านผู้อ่านครับ มีบทความหนึ่งที่ผมชอบมากชื่อ “ชีวิตเดียว” และอ่านซ้ำไปซ้ำมาอยู่บ่อยๆ เพื่อจะไม่ลืมกำพืดของตนเอง...
“เมื่อราวสองพันปีมาแล้ว มีชายคนหนึ่งที่เกิดมาในครอบครัวที่ยากจน ในหมู่บ้านเล็กๆในชนบท ไม่เป็นที่รู้จักของคนในสังคม เขามีอาชีพเป็นช่างไม้ ไม่ได้เรียนหนังสือมากนัก จบแค่ขั้นพื้นฐาน สามารถอ่านออกเขียนได้เท่านั้น ตลอดชีวิตของเขาไม่เคยเดินทางไกลเกิน ๑๐๐ กิโลเมตร ไม่เคยรู้จักเทคโนโลยี่สมัยใหม่ใดๆ เวลาไปไหนมาไหนก็เดินหรือไม่ก็ขี่ลา บางครั้งก็นั่งเรือข้ามฟากทะเลสาบ มีเสื้อผ้าไม่น่าเกิน ๓ ชุด ไม่เคยเขียนหนังสือแม้แต่เล่มเดียว
แต่ทว่าชีวิตและคำสอนของเขามีอิทธิพลเปลี่ยนชีวิตของคนเกือบครึ่งโลก เหล่าสาวกได้เขียนคำสอนของเขาและกลายเป็นหนังสือที่ขายดีที่สุดในโลกมาทุกยุคทุกสมัย
เขาผู้นั้นคือพระเยซูคริสต์”
เราจะเห็นว่า คริสเตียนในสมัยนี้ห่างไกลจากพื้นฐานดั้งเดิมที่ว่ามากใช่ไหม? เป็นลูกแปลกพ่อ เป็นลูกไม้หล่นไกลต้น อะไรทำนองนั้นกระมัง?
บทความนี้ผมตั้งใจจะพูดเรื่อง “คริสตจักรแท้ควรจะสังกัดอยู่ในองค์กร องค์การ หรืออยู่ภายใต้การควบคุมของรัฐบาลหรือไม่?” พระเยซูคริสต์ทรงปลดแอกของเราออกจากศาสนายิวมานานนับพันๆปีแล้ว มาร์ติน ลูเธอร์ได้ทำการปฏิรูปโดยถอนตัวออกจากนิกายโรมันคาทอลิกมานานหลายปีดีดักแล้ว แล้วเราจะกลับไปที่เดิม เอาคอเข้าไปรับแอก
ขององค์กร/องค์การมาแบกไว้อีกหรือ?
เมื่อเราเห็นความขัดแย้งของขั้วอำนาจในสหกิจคริสเตียนฯ การแย่งชิงฐานเสียงเพื่อจะรักษาสถานภาพของผู้นำเอาไว้ ความมักใหญ่ใฝ่สูง กระสันกระเหี้ยนกระหือรือในความอยากควบคุมผู้อื่น (คริสตจักรต่างๆ) ทำไมเราจึงจำต้องทนต่อไปอีกเล่า? จะขอลาออกมาเป็นคริสตจักรอิสระที่ไม่ขึ้นกับใคร ไม่ว่าจะเป็นองค์กร/องค์การหรือหน่วยงานของรัฐ?
จะกลับไปเริ่มต้นเหมือนคริสตจักรในสมัยเริ่มแรกไม่ดีหรือ?
วันนี้หน้ากระดาษหมดแล้วครับ
ผมจะพูดถึงสิ่งเหล่านี้ในบทความต่อไป อดใจรอนิดหนึ่ง.








