ผู้นำฝ่ายจิตวิญญาณ
ธวัช เย็นใจ : เขียนผู้นำยุคใหม่
ผู้นำฝ่ายจิตวิญญาณ
คริสตจักรยุคใหม่
“บนศิลานี้ เราจะสร้างคริสตจักรของเราไว้ และพลังแห่งความตาย จะมีชัยต่อคริสตจักรก็หามิได้” (มธ. ๑๖.๑๘)
เราไม่อาจพูดถึง “ผู้นำยุคใหม่” ได้จนกว่าจะพูดถึง “คริสตจักร” เสียก่อน
ในข้อพระคัมภีร์ที่อ้างมานี้ เป็นคำตรัสของพระเยซูคริสต์ต่อพวกสาวกของพระองค์ ซึ่งเป็นเวลาใกล้ที่พระองค์จะต้องรับความทุกข์ทรมานและสิ้นพระชนม์บนไม้กางเขน พระองค์ได้ถามพวกเขาว่า “ผู้คนคิดว่าเราเป็นใคร?” คำตอบที่ได้มาแตกต่างกัน บางคนคิดว่าพระเยซูเป็นยอห์นผู้ให้บัพติสมากลับชาติมาเกิด บางคนว่าเป็นเอลียาห์หรือผู้เผยพระวจนะครั้งโบราณ
แต่เปโตรเป็นคนที่มีไหวพริบดี และได้รับการดลใจจากพระเจ้า จึงตอบไปว่า “พระองค์เป็นพระคริสต์ พระบุตรของพระเจ้าผู้ทรงพระชนม์อยู่” พระเยซูจึงตรัสว่า “นี่เป็นคำตอบที่ได้รับการสำแดงจากสวรรค์อย่างแน่นอน” จากนั้นพระองค์ก็บอกถึงเรื่องคริสตจักรยุคใหม่ที่กำลังจะเกิดขึ้นในไม่ช้านี้
พระคริสต์ : ในพระคัมภีร์เราจะเรื่องราวเกี่ยวกับพระเจ้าพระผู้สร้างและทรงอยู่ในฐานะของพระบิดา (ปฐก. ๑.๑) พระเยซูซึ่งอยู่ในฐานะของพระบุตร ที่เสด็จมาในโลกนี้เป็นพระผู้ช่วยมนุษย์ให้รอดพ้นจากความผิดบาป และนำไปถึงชีวิตนิรันดร (ยน. ๓.๑๖) พระองค์ทรงเป็นพระมาซีฮาห์ที่ชาวยิวรอคอย ในภาษากรีกเรียกว่า “พระคริสต์” (Christos)
หรือผู้ที่ได้การเจิมตั้งไว้เป็นกษัตริย์ปกครองอาณาจักร
บนศิลา : มีคริสต์บางนิกายตีความว่าหมายถึงเปโตร เรื่องก็เลยกลายเป็น “บนเปโตรนี้ เราจะสร้างคริสตจักรขึ้น” เปโตรจึงเป็นรากฐานของคริสตจักร และเป็นผู้นำสูงสุดที่เรียกว่าโป๊ป(สันตปปา) มีอำนาจอย่างเด็ดขาดที่จะชี้ทาง แห่งความอยู่รอด และกำหนดความเป็นความตายของคริสตจักรได้
ในพระคัมภีร์ฉบับมาตรฐานปี ๒๐๑๑ ได้มีคำอธิบายเพิ่มเติมอ้างอิงไว้อย่างน่าสนใจ
เบื้องหลังของคำว่า “ท่านคือเปโตร” ภาษากรีกคือเปตรอส (petros) หมายถึงก้อนหิน (ธรรมดา) และ “บนศิลา” (petra) นี้หมายถึงหิน (ก้อนใหญ่) เปโตรเองเมื่อเขียนจดหมายไปถึงพี่น้องคริสเตียนในแคว้นต่างๆ ท่านก็เรียกร้องต่อพวกเขา “จงมาหาพระองค์ พระศิลาที่มีชีวิตที่แท้ ซึ่งถูกมนุษย์ปฏิเสธแล้ว แต่กลับเป็นศิลาที่ทรงเลือกสรร ที่ล้ำค่าในสายพระเนตรพระเจ้า” แล้วเปโตรก็บอกพวกคริสเตียนทั้งหลายว่า “พวกท่านเองก็เป็นดังศิลาที่มีชีวิต” นั่นแหละ (๑ ปต. ๒.๔-๕)
คริสตจักร : ก่อนที่พระเยซูจะสิ้นพระชนม์บนไม้กางเขน ทรงฟื้นคืนชีวิต และเสด็จกลับไปสู่สวรรค์ พระองค์ตรัสว่าคริสตจักร(Church)ของพระองค์จะต้องเกิดขึ้นบนโลกนี้อย่างแน่นอน คำนี้มีเบื้องหลังมาจากภาษากรีกว่า “เอ็คคลีเซีย” (ekklesia) แปลตรงตัวคือ เรียกออกมาชุมนุมกัน, ที่ประชุมของกลุ่มคนเฉพาะ หรือชุมชนของพระเจ้า คำว่า “คริสตจักร” มาจากภาษาไทยสองคำผสมกัน คือ พระเยซูคริสต์กับอาณาจักร รวมกันแล้วหมายถึง “อาณาจักรของพระคริสต์”
คริสตจักรที่แท้จริงไม่ใช่สโมร สมาคม และไม่ใช่ชมรมที่ผู้คนมาพบปะสังสรรค์กันแบบทั่วไป ไม่ใช่ที่สำรวจค้นหาเพื่อพบบางสิ่งบางอย่าง คริสตจักรไม่ใช่องค์กรสังคมสงเคราะห์ หรือไม่ใช่ศาสนสถานที่มีพิธีกรรมน่าเลื่อมใส แต่เป็นแต่ละบุคคลที่พระเจ้าทรงเรียกมาให้รับการเปลี่ยนแปลงชีวิตใหม่ (๒ คร. ๕.๑๗) ดังที่เปโตรบอกว่า “พวกท่านเป็นพงศ์พันธุ์ที่ทรงเลือกสรร เป็นปุโรหิตหลวง เป็นชนชาติบริสุทธิ์ เป็นประชากรอันเป็นกรรมสิทธิ์ของพระเจ้า เพื่อให้พวกท่านประกาศพระ
เกียรติคุณ[1]ของพระองค์” (๑ ปต. ๒.๙)
คริสตจักรเป็นกลุ่มคนที่พระเจ้าทรงเรียกมาตามพระประสงค์ของพระองค์ คนเหล่านี้ได้รับการชำระชีวิตให้บริสุทธิ์แล้ว และถูกแต่งตั้งไว้ให้เป็นตัวแทนของพระองค์ พวกเขาเป็นเกลือที่จะรักษาความเน่าเฟะของสังคม และเป็นความสว่างที่จะฉายแสงแห่งความดีของพระเยซูคริสต์(เข้าไปในความมืดแห่งความผิดบาป) “เพื่อเมื่อเขาทั้งหลายได้เห็นความดีที่ท่านทำ พวกเขาจะได้สรรเสริญพระบิดาของท่านผู้สถิตในสวรรค์” (มธ. ๕.๑๖)
บางครั้งเราได้ยินคนพูดว่า คริสตจักรนี้เป็นของอาจารย์นั้น คริสตจักรโน้นเป็นของอาจารย์นี้ ความจริงไม่ใช่เลยสิ่งสำคัญที่ทุกคนต้องตระหนักคือ ไม่ใช่ของมนุษย์หรือศิษยาภิบาล แต่พระเยซูคริสต์ทรงเป็นเจ้าของคริสตจักร!
ผู้นำยุคใหม่
พระคัมภีร์กล่าวว่า พระเจ้าทรงเป็นผู้นำฝ่ายจิตวิญญาณ “ข้าพระองค์พึ่งพิงพระองค์ตั้งแต่เกิด พระองค์ทรงเป็นผู้นำข้าพระองค์มาจากครรภ์มารดา ข้าพระองค์สรรเสริญพระองค์เสมอ” (สดด. ๗๑.๖)
“พระยาห์เวห์พระผู้ไถ่ของท่าน องค์บริสุทธิ์ของอิสราเอลตรัสว่า เราคือยาห์เวห์พระเจ้าของเจ้าผู้สั่งสอนเจ้า เพื่อประโยชน์ของเจ้า ผู้นำเจ้าในทางที่เจ้าควรจะไป” (อสย. ๔๘.๑๗)
ในตอนที่ผ่านมาเราได้เรียนรู้ในเรื่องคริสตจักรของพระเจ้า ที่ตั้งขึ้นในโลกนี้โดยทางพระเยซูคริสต์ และเมื่อขึ้นในตอนที่สอง เราก็จะมาว่ากันด้วยเรื่องของ “ผู้นำยุคใหม่” ก่อนอื่นเราจะต้องเข้าความจริงอย่างน้อย ๒ ประการเกี่ยวกับการเป็นผู้นำฝ่ายจิตวิญญาณ
ประการแรก พระเจ้าเป็นผู้นำของผู้นำ และทรงเป็นผู้นำของคริสตจักร ดังข้อพระคัมภีร์ที่อ้างมาแล้ว สดุดี ๗๑.๖ “พระองค์ทรงเป็นผู้นำ” และในอิสยาห์ ๔๘.๑๗ “พระเจ้าจะทรงนำไปในทางที่ควรจะเดินไป” โมเสสได้บอกแก่คนอิสราเอลขณะอยู่ในถิ่นทุรกันดารว่า “พระเจ้าจะทรงนำทางข้างหน้าท่าน...ทรงโปรดให้ท่านเห็นทางที่ควรจะเดินไป” (ฉธบ. ๑.๓๓)
ประการที่สอง พระเจ้าทรงเรียกให้บางคนเป็นผู้นำ ในพระคัมภีร์เราพบว่า เมื่อพระองค์ทอดพระเนตรเห็นความทุกข์ทรมานของประชากรชาวยิว(ที่ตกเป็นทาสอยู่) ก็เสด็จไปพบโมเสสขณะที่กำลังเลี้ยงฝูงแกะอยู่บนภูเขาซีนาย พระองค์ตรัสแก่เขาว่า “บัดนี้จงไปเถิด เราจะใช้เจ้าไปเฝ้าฟาโรห์เพื่อจะนำประชากรของเราคือชนชาติอิสราเอลออกมาจากอียิปต์” (อพย. ๓.๑๐)
พระเจ้าเป็นผู้นำที่ยิ่งใหญ่สูงสุด และพระองค์ทรงใช้โมเสสไปเป็นผู้นำ “จงกล่าวชนชาติอิสราเอลว่า เราคือยาห์เวห์ เราจะนำพวกเจ้าไปให้พ้นจากงานหนักที่คนอียิปต์เกณฑ์ให้ทำ และจะช่วยเจ้าให้พ้นจากการเป็นทาสเขา เราจะไถ่พวกเจ้าด้วยแขนอันเงื้อง่าและการพิพากษาอันใหญ่หลวง” (อพย. ๖.๖)
ตามหลักคำสอนของพระคริสตธรรมคัมภีร์ ผู้นำยุคใหม่[2]คือใคร?
(๑)ผู้นำคือผู้ที่พระเจ้าทรงแต่งตั้งขึ้น
พระเจ้าทรงเรียกหลายคนและแต่งตั้งเขาเหล่านั้นให้เป็นผู้นำระดับแนวหน้า เริ่มตั้งแต่อับราฮัม โมเสส อิสยาห์ เยเรมีย์ กิเดโอน เอลียาห์ เอสราและเนหะมีย์ ในพระคัมภีร์ใหม่พระเยซูทรงเรียกให้บางคนเป็นผู้ฝ่ายจิตวิญญาณ ก็มี
เปโตร ยอห์นและอัครสาวก เปาโล บารนาบัส ทิโมธีและคนอื่นๆ
(๒)ผู้นำคือคนที่ได้รับการยกย่องขึ้นเป็นหัวหน้า
คนเหล่านี้มีความตั้งใจอย่างแรงกล้าในการปรนนิบัติรับใช้พระเจ้า พระธรรมที่เขียนไปถึงศิษยาภิบาลเรียกว่า “เขาปรารถนาการงานที่ประเสริฐ” (๑ ทธ. ๓.๑) เป็นงานที่มีเกียรติ[3] พระคัมภีร์ฉบับประชานิยมแปลดังนี้ “น่ายกย่องชมเชยผู้ที่ตั้งใจเป็นผู้นำในหมู่ผู้เลื่อมใสนัก” เขาเป็นผู้ที่มีความรู้และความเข้าใจในพระวจนะของพระเจ้า มีรากฐานความเชื่อที่มั่นคง เป็นที่ยอมรับนับถือของผู้คน
ผู้นำแบบนี้ได้รับสิทธิอำนาจจากพระเจ้า มิใช่เป็นการสืบทอดอำนาจในครอบครัว (เช่นพ่อเป็นศิษยาภิบาล มิได้หมายความว่าลูกจะต้องเป็นศิษยาภิบาลด้วย) เป็นผู้ที่มีทั้งพระคุณและความรัก มิใช่เป็นผู้นำอย่างเผด็จการ ที่ชอบสั่งให้สมาชิกในคริสตจักรหรือองค์กรของพระเจ้าซ้ายหันขวาหันตามใจชอบของตน
มีคำเตือนว่า ถ้าผู้นำไม่ระมัดระวังให้ดี หัวหน้าอาจจะกลายเป็น “หัวเน่า” ได้
(๓)ผู้นำคือผู้ที่มีความรับผิดชอบ
คนส่วนใหญ่มักจะยินดีรับ “ชอบ” มากกว่าที่จะรับผิด แต่ผู้นำฝ่ายจิตวิญญาณจะต้องรับทั้งสองอย่าง คือทั้งรับผิดและรับชอบ เขาตระหนักแล้วว่า ตำแหน่งผู้นำนั้นขึ้นตรงต่อพระเจ้า และจะต้องถูกพิพากษาเข้มงวดกว่าคริสเตียนธรรมดา ด้วยเหตุนี้ยากอบจึงเตือนว่า “พี่น้องของข้าพเจ้า อย่าเป็นอาจารย์กันมากนักเลย เพราะท่านทั้งหลายก็รู้อยู่ว่า เราที่เป็นคนสอนนั้น จะต้องถูกพิพากษาที่เข้มงวดยิ่งขึ้น” (ยก. ๓.๑)
ผู้นำต้องเจอปัญหาสารพัดอย่าง คนไทยมีสำนวนว่า “ขี้หมูรา ขี้หมาแห้ง” ผู้นำจะต้องรับผิดชอบทั้งเรื่องเล็กและเรื่องใหญ่ เรื่องหยุมๆหยิมๆไปจนถึงเงินนับล้านๆบาท เรียกว่าต้องรับผิดชอบ “ตั้งแต่ไม้จิ้มฟันยันเรือรบ” ต้องเอาใจใส่ดูแลทั้งหมด มิให้ขาดตกบกพร่องเลย เพราะถ้าผู้นำผิดพลาดและล้มเหลว ย่อมส่งผลกระทบต่อผู้ตามในวงกว้าง
เมื่อเร็วๆนี้ผมได้บทบทความลงใน www.thaisermons.com เพื่อทักท้วงเรื่องประธานองค์การใหญ่ของคริสเตียนในระดับประเทศ ที่มาโดยการเลือกตั้งอย่างไม่ถูกต้องตามธรรมนูญและระเบียบปฏิบัติ แต่มีสุภาพสตรีผู้นำระดับแนวหน้าคนหนึ่งของคริสเตียนภาคเหนือ ก็เขียนจดหมายอีเลคโทรนิก(อีเมล)มาท้วงโดยคิดว่าผมกระทำไปโดยฝ่ายเนื้อหนังแบบชาวโลก มิใช่โดยคนที่อยู่ฝ่ายจิตวิญญาณแบบคริสเตียน ผมก็เลยตอบไปว่า “เราจะเอาถูกใจหรือถูกต้อง” เพราะถ้ามาตรฐานของเราไม่ดีไปกว่าชาวโลก ก็ช่างเป็นเรื่องที่น่าอับอายขายหน้าจริงๆ เพราะพระคัมภีร์บอกว่า ในวาระสุดท้ายเราจะต้องพิพากษาพวกทูตสวรรค์
(๓)ผู้นำคือคนที่สามารถจูงใจคนอื่นได้
ผู้นำที่ดีย่อมเป็นแบบอย่างแก่ผู้ตาม เหมือนที่เปาโลบอกแก่คริสเตียนเมืองโครินธ์ว่า “ท่านทั้งหลายจงทำตามแบบอย่างของข้าพเจ้า เหมือนกับข้าพเจ้าทำตามแบบอย่างของพระคริสต์” (๑ คร. ๑๑.๑) ผู้นำต้องเป็นคนที่มีลักษณะการทำงานและชีวิตส่วนตัวมีอิทธิพลโน้มน้าวจิตใจของคนเป็นมากให้ติดตามได้
โดยธรรมชาติแล้วคนเราจะทำงานได้น้อยเมื่อต้องฝืนใจทำ แต่จะทำงานได้มากเมื่อรักงานและมุ่งมาดปรารถนาอย่างแรงกล้าที่จะทำ ผู้นำฝ่ายจิตวิญญาณจะต้องชักจูงคนอื่นให้ทุ่มเทชีวิตจิตใจเพื่อพระคริสต์ มิใช่ทุ่มเทให้กับคนหรือองค์การและสถาบัน
(๔)ผู้นำคือผู้ที่มีศิลปะในการพูดและดำเนินงาน
ผู้เขียนสุภาษิตบอกว่า “คำพูดที่ถูกกาลเทศะ เหมือนผลแอปเปิ้ลทองคำล้อมเงิน” (สภษ. ๒๕.๑๑ ฉบับมาตรฐาน ๒๐๑๑) ฉบับเดิมแปลว่า “ถ้อยคำที่พูดเหมาะๆจะเหมือนลูกท้อทองคำล้อมเงิน” ผู้นำจะต้องคิดว่าจะพูดอะไร พูดอย่างไร และพูดเมื่อไหร่
สุนทรภู่กล่าวว่า “ถึงบางพูด พูดดี เป็นศักดิ์ มีคนรัก รสถ้อย อร่อยจิต”
ผู้นำฝ่ายจิตวิญญาณจะต้องรู้จักพูด คือพูดให้ถูกคน ถูกเวลา และถูกกาลเทศะ ผลเท่ากับความสำเร็จ!
(๕)ผู้นำคือคนที่มีชีวิตเป็นแบบอย่างอันดี
ในพระธรรม ๑ ทิโมธีบทที่ ๓ เปาโลได้กำหนดคุณสมบัติของผู้นำฝ่ายจิตวิญญาณไว้มากมายหลายข้อ เช่น เป็นคนที่ไม่มีข้อตำหนิ ผัวเดียวเมียเดียว รู้จักประมาณ มีสติสัมปชัญญะ สง่าเรียบร้อย มีอัชฌาสัยดี เป็นครูสอนคนอื่นได้ ไม่กินเหล้าเมายา ไม่เป็นนักเลงหัวไม้ หรือเที่ยวเกะกะระรานชาวบ้าน ไม่เป็นคนเห็นเงินแล้วตาโต และสามารถปกครองบ้านเรือนได้ดี
ในงานของชาวโลกจะถือว่าผลงานสำคัญมากกว่าชีวิตส่วนตัว เขาจะสำมะเลเทเมา มั่วเรื่องเพศ คดโกงคอรัปชั่นและใช้ชีวิตเหลวแหลวอย่างไรก็ได้ แต่ในพระราชกิจของพระเจ้านั้นแตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง ถือว่าชีวิตของผู้นำที่เป็นแบบอย่างที่ดีสำคัญกว่ากิจการงาน
พระคัมภีร์บอกว่า “จงเป็นแบบอย่างแก่ชนที่เชื่อทั้งปวง ทั้งในทางวาจาและการประพฤติ ในความรัก ในความเชื่อ และในความบริสุทธิ์” (๑ ทธ. ๔.๑๒)
ต้องการผู้นำ
มีการสำรวจความคิดเห็นของพี่น้องคริสเตียนตามคริสตจักรต่างๆว่า ต้องการผู้นำแบบไหน ผลปรากฏออกมาดังนี้
(๑)ต้องการผู้นำที่เอาใจใส่สมาชิก
(๒)ผู้นำที่เข้าใจความรู้ลึกและอารมณ์ของคนอื่น
(๓)ผู้นำที่ติดสนิทกับพระเจ้า
(๔)ผู้นำที่มีวิสัยทัศน์กว้างไกล
(๕)ผู้นำที่มีความเป็นผู้นำ
(๖)ผู้นำที่มีความรอบรู้ในพระคัมภีร์
(๗)ผู้นำที่มีชีวิตเป็นแบบอย่างอันดี
(๘)ผู้นำที่รู้จักหน้าที่ของตน
(๙)ผู้นำที่มีความคิดสุขุมรอบคอบ
(๑๐)ผู้นำที่ยอมรับความคิดเห็นของคนอื่น
(๑๑)ผู้นำที่มีความถ่อมใจ มีความรักและประนีประนอม
(๑๒)ผู้นำที่รู้จักการวางแผนงาน
(๑๓)ผู้นำที่เป็นนักอธิษฐาน
(๑๔)ผู้นำที่มีความกล้าหาญ
(๑๕)ผู้นำที่สามารถเทศนาสั่งสอนได้ดี
(๑๖)ผู้นำที่มีมนุษยสัมพันธ์
(๑๗)ผู้นำที่เป็นผู้ตามที่ดี
(๑๘)ผู้นำที่ซื่อสัตย์สุจริต
(๑๙)ผู้นำที่มีความเชื่อมั่นคง
(๒๐)ผู้นำที่สามารถนำครอบครัวของตนเองได้
เมื่อสอบถามความคิดของผู้คนมากขึ้น เราก็ยิ่งได้รับการกำหนดคุณสมบัติของผู้นำเพิ่มยิ่งขึ้น แต่ปัญหาอยู่ที่เราจะหาผู้นำแบบดังกล่าวนี้ได้จากที่ไหน
เพราะเท่าที่กำหนดมา คุณสมบัติไม่ด้อยไปกว่าทูตสวรรค์เลยนะนี่!.
[1] หรือพระบารมีของพระเจ้า
[2] นี่คือผู้นำ ธวัช เย็นใจ สำนักพิมพ์กนกบรรณสาร กรุงเทพฯ
[3] ฉบับอมตธรรมร่วมสมัย ฉบับค้นคว้า








