ทีมไม่เวิร์ค
ทีมไม่เวิร์ค
ผู้นำหลายคนเคยมีประสบการณ์ของ “ทีมไม่เวิร์ค” หากไม่มีการเร่งรัดเพื่อปรับปรุงแก้ไข ไม่ช้าไม่นานผู้นำก็จะเกิดอาการเหนื่อยล้า เบื่อหน่าย ท้อใจ หมดหวัง และบอกเลิกลาจากวงการไป ทีนี้เราจะรู้ได้อย่างไรว่า “ทีมงานไม่เวิร์ค”
ขอให้สังเกตดังต่อไปนี้ คือ ผลสำเร็จในเชิงปริมาณนั้นออกมาไม่ดี และผลสำเร็จในเชิงคุณภาพนั้นยิ่งไปใหญ่ อยู่ในระดับแย่ บรรยากาศในที่ทำงานอึมครึม อึดอัด และคล้ายกับจะไม่มีอากาศหายใจ มีปัญหาทางด้านสุขภาพจิตใจและจิตวิญญาณ ไม่ว่าจะเป็นผู้นำ หัวหน้า พนักงาน และไปจนถึงคนระดับล่าง เมื่อบุคคลภายนอกมองเข้ามาก็ได้ส่ายหัวและเบ้ปาก
มันเป็นความรู้สึกคับข้องใจของบรรดาคนที่เป็นผู้นำ เหมือนกับคำอุปมาของพระเยซูเรื่อง “คนทำงานในสวนองุ่น” ที่เจ้าของสวนออกไปพบพวกหนุ่มจับกลุ่มกันอยู่ที่กลางตลาดและถามว่า “พวกท่านยืนอยู่ที่นี่เปล่าๆวันยังค่ำทำไม?” (มธ. ๒๐.๖)
ทีมไม่เวิร์คแน่ ถ้าต้องบอกทีก็ทำที ไม่บอกก็ไม่ทำ หรือต้องมีรางวัลล่อใจอยู่ตลอดเวลา!
คนไทยเราส่วนใหญ่ตั้งแต่อ้อนแต่ออกมา ก็ได้รับการสอนแบบ “ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน” ทำให้ไม่สามารถทำงานเป็นทีมได้อย่างมีประสิทธิภาพ กล่าวคือตนเองต้องมาก่อน ส่วนคนอื่นค่อยเอาไว้ทีหลัง จะเห็นได้ง่ายๆจากหลายคนไม่ชอบเข้าคิว (ไม่เข้าคิวยังไม่พอ แถวยังชอบลัดคิวแซงคิวอีกต่างหากด้วย) ยิ่งประเภทมีเส้นมีสายด้วยแล้ว มักจะถืออภิสิทธิ์เสมอ ดังที่มีคำพูดว่า “วิ่งเต้น เส้นใหญ่ ใจถึง พึ่งโหงวเฮ้ง”
หลายคนเวลาจะลงมือทำอะไรๆก็มีจุดประสงค์เพื่อตนเองก่อนเสมอ คิดที่จะเอามากกว่าที่จะให้ ถือผลประโยชน์ของตนเองต้องมาก่อนสิ่งอื่น เวลาสอบต้องให้ได้ที่หนึ่ง (มีกลโกงข้อสอบสารพัดวิธี) ต้องเด่นกว่า ดีกว่า มีหน้ามีตากว่าและร่ำรวยกว่า
คนไทยจำนวนมากได้รับการเสี้ยมสอนให้เป็นคนประเภทยอมรับใครไม่ได้ ยอมแพ้ใครไม่เป็น ต้องเอาชนะในทุกวิถีทาง เรียกว่า “ไม่ได้เล่ห์ก็เอาด้วยกล ไม่ได้ด้วยมนต์ก็ด้วยคาถา” จึงกลายเป็นคนเห็นแก่ตัว ไม่รู้จักการแบ่งปัน ไม่ยอมอะลุ่มอล่วยและเสียสละเพื่อส่วนรวม [1]
เด็กที่ถูกเลี้ยงมาอย่างตามอกตามใจ พ่อแม่พะเน้าพะนอ ทุกอย่างจบลงที่ “ฉันต้องได้เสมอ”พอโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่ก็จะกลายเป็นคนที่มีปัญหาทางด้านจิตใจ (ต่อต้านสังคม) แม้ว่าจะได้กลับใจใหม่และรับเชื่อพระเยซูคริสต์แล้ว เขาจะมีแต่เรียกร้อง หากไม่ได้ก็จะโทษพ่อแม่ โทษญาติพี่น้อง ลามไปโทษสังคม และบางคนถึงกับโทษพระเจ้า
วันหนึ่ง ผมได้รับเชิญให้ไปพูดเรื่อง “เลี้ยงลูกให้ดีได้อย่างไรในยุคไฮเทค” วิทยากรที่พูดก่อนหน้าผมคือนายแพทย์ท่านหนึ่ง ซึ่งเป็นนักจิตวิทยาจากโรงพยาบาลมหาราชเชียงใหม่ ตอนหนึ่งท่านได้กล่าวว่า “คนที่ต่อต้านสังคม” คือเด็กที่ถูกเลี้ยงมาอย่าง “คุณหนู” ซึ่งก่อปัญหาให้แก่สังคมมีอยู่ประมาณ ๕-๗ % แต่ในเรือนจำทุกแห่งจะมีคนแบบที่ว่านี้อยู่ถึง ๕๐ % นับว่าเป็นสถิติที่น่าเป็นห่วงอย่างยิ่ง [2]
คนแบบยอมใครไม่เป็นและแพ้ใครไม่ได้ เมื่อต้องเข้าไปทำงานเป็นทีมก็จะเป็นตัวถ่วงความเจริญขององค์กรและหน่วยงานนั้น คนแบบนี้ไม่ควรให้เข้ามาอยู่ในทีมเวิร์ค
ปริญญา ตันสกุล ได้กล่าวไว้ในหนังสือชื่อ “ทำไมทีมไม่เวิร์ค” ไว้ดังนี้ “การใช้กฏระเบียบข้อบังคับที่
เน้นการลงโทษและให้รางวัลด้านบวกเป็นหลัก เพื่อจูงใจพนักงานของตนให้อยู่กับร่องกับรอย และมีความสามัคคี
กันทำงาน โดยหลีกเลี่ยงการสร้างปัญหาให้กับองค์กรและทีมงานให้มากที่สุด ด้วยอำนาจของความกลัวที่จะถูกลงโทษและอำนาจของรางวัลด้านบวกที่ยั่วยุให้อยากได้ ซึ่งเป็นกลยุทธ์จัดการคน ตามหลักการจูงใจ (Motivation)
ที่แพร่เชื้อมาจากซีกโลกตะวันตกนั่นเอง
เพราะผลผลิตของทฤษฎีขยะ หรือทฤษฎีการจูงใจจากตะวันตก ยังผลให้ “ต่อมอยาก” ของบุคคลากรจำนวนมากมายในหลายๆองค์กรในปัจจุบัน เกิดอาการอับเสบบวมโตจนยากที่จะเยียวยายิ่งขึ้นทุกวันแล้ว แหตุเพราะมันถูกกระตุ้นปลุกเร้ามากเกินไปโดยแท้
พนักงานบางคนถึงขนาดที่ว่า ถ้าไม่มีสิ่งใดจูงใจให้ทำงาน แม้ว่ามันจะเป็นงานในหน้าที่ของตนจะต้องทำรับผิดชอบอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ก็ตาม พวกเขาก็ยังสู้อุตส่าห์แสดงท่าทีอิดออด อืดอาด เบื่อหน่าย หรือซังกะตายทำงานนั้นให้ผู้เป็นเจ้านายได้พบเห็นกันอยู่เสมอ [3]
(ตรงนี้ผมขอแทรกโดยยกตัวอย่าง เจ้าหน้าที่ตำรวจจราจรมีหน้าที่กวดขันให้คนขับรถทั้งหลายทำตามระเบียบวินัย แต่ตำรวจหลายคนก็ปล่อยปละละเลย เห็นคนทำผิดกฎจราจรก็แกล้งทำเป็นเอาหูไปนาเอาตาไปไร่
ด้วยเหตุนี้จึงมีการออกกลอุบายให้รางวัล โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจจะได้ส่วนแบ่งเป็นเปอร์เซนต์จากการเขียนใบสั่ง
ปรากฏว่า ตำรวจจราจรขยันขันแข็งในการจับและออกใบสั่งอย่างมากจนผิดปกติ
นี่ไม่รวมถึงการไปติดต่องานราชการ จะต้องมีรางวัลติดปลายนวม เรียกในหลายชื่อว่า เป็นค่าวิ่งเต้น ค่าน้ำร้อนน้ำชา ซองขาวหรือเงินใต้โต๊ะ กินตามน้ำ บางคนเรียกซะหรูหราว่า “คอมมิชชั่น” )
ค่านิยมที่ว่า “ถ้าฉันทำงานนั้น แล้วฉันจะได้อะไร?” ล้วนเป็นโรคร้ายอันเกิดจากทฤษฎีขยะจากตะวันตก คือทฤษฎีจูงใจทั้งสิ้น.... ปริญญา ตันสกุล ยังได้กล่าวต่อไปถึง “ข้อเสีย” ดังต่อไปนี้
หนึ่ง การเสียอารมณ์หรือหัวเสียของนายผู้ใช้กฏการจูงใจ เมื่อพบเห็นลูกน้องไม่ทำงาน
สอง การเสียหน้าของผู้ใช้กฏการจูงใจ ถ้าหากไม่ได้ผลตามที่คิด
สาม การเสียเงินค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น ในการจัดหารางวัลเพื่อจูงใจ (โดยไม่น่าจะเสีย)
สี่ การเสียนิสัยของผู้บังคับบัญชาที่คอยแต่จะจูงใจด้านบวกหรือใช้อำนาจบังคับเสียจนเคยตัว
ห้า พนักงานมีสันดานเสียเพราะถูกจูงใจอยู่เป็นประจำ คือ ถ้าไม่จูงใจก็จะไม่ทำงานเลย
หก การเสียเวลาทำงานตามบทบาทหน้าที่ของผู้บังคับบัญชา เพราะต้องคอยตรวจจับลูกน้อง
เจ็ด การเสียนิสัยของพนักงาน ที่มุ่งเน้นปริมาณมากกว่าคุณภาพ เพราะอยากได้รางวัล
แปด การสูญเสียบรรยากาศที่ดีในการทำงาน เพราะต่างคนต่างเคร่งเครียดในการทำงาน เรียกว่าการ “ทำยอด”
เก้า การสูญเสียพนักงานเก่งๆและดีๆที่ลาออกไป อันเกิดจากความเครียด เพราะทนต่อการเสียดทานของกฏเหล็กขององค์กรที่เป็นการจูงใจด้วยรางวัลไม่ได้ [4]
อีกตอนหนึ่งพูดถึงคนที่มี “พฤติกรรมขยะ” คือ คนประเภทแรก ฉลาดแต่ขี้เกียจ เพราะคอยคิดแต่จะเอารัดเอาเปรียบคนอื่น ประเภทที่สอง โง่แล้วยังขี้เกียจพัฒนาตนเองอีก เพราะไม่มีไฟ ประเภทที่สาม ฉลาดแต่เข้ากับเพื่อนร่วมงานไม่ได้ เพราะนิสัยไม่ดี ประเภทสุดท้าย โง่แล้วยังเข้ากับใครไม่ได้อีกต่างหาก เพราะนิสัยไม่ดี
[1] กรณีกลุ่มประชาธิปไตย เดินขบวนขับไล่ทักษิณออกจากเป็นนายกรัฐมนตรี, (กรุงเทพฯ : ๒๕๔๙)
[2] นพ. ประชา รัตน์กิตติ, คริสตจักรในพระคุณ (เชียงใหม่ : ๒๐๐๖)
[3] อ้างแล้ว, หน้า ๒๘
[4] อ้างแล้ว, หน้า ๑๘








