ปรองดองแบบสวรรค์ล่ม
บทความสำหรับผู้นำคริสเตียนไทย
ปรองดองแบบสวรรค์ล่ม
ธวัช เย็นใจ
ผมได้สำนึกถึงความผิด และได้ขออภัยต่อพี่น้องทุกท่านแล้ว
พร้อมกับขอให้ทั้งสองฝ่ายคืนดี ให้อภัย และปรองดองกันดีกว่า
ด้วยหวังอย่างเต็มเปี่ยมในองค์พระผู้เป็นเจ้าว่า
จะมีการคืนดี ขอโทษขอโพย และให้อภัยกัน
ซึ่งเป็นไปตามคำสอนของพระเยซูคริสต์
แล้วทั้งสองฝ่ายกลับมาร่วมทำงานรับใช้ด้วยกันเหมือนเดิม
เกือบสำเร็จครับ
เมื่อทั้งสองฝ่ายได้มีการพบปะพูดคุยกันแบบพี่น้องคริสเตียน โดยฝ่ายแรกพร้อมที่จะยกเลิกมติของการประชุมเมื่อวันที่ ๑๙ กรกฎาคม ๒๐๑๑ คือการปลดประธาน สคท. ออกจากตำแหน่ง และอีกฝ่ายพร้อมยกเลิกมติของการประชุมวันที่ ๒๒ สิงหาคม ๒๐๑๑ คือการปลดกรรมการดำเนินงาน สคท. และการเลือกตั้งกรรมการฯ(ที่ปรึกษา,ผู้ทรงคุณวุฒิ)ขึ้นมาแทน
สมาชิกของ สคท. ต่างอธิษฐานขอบพระคุณพระเจ้า และชื่นชมยินดีที่สันติสุข ความรักและความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันในพระคริสต์ กำลังจะกลับคืนมาสู่ สคท.ของเราอีกครั้ง แต่แล้วจู่ๆ ศจ.ดร.ปรีชา เจ็งเจริญก็มีจดหมายไปถึง อจ.สหัส เอกตระกูลว่า ท่านยังยึดมั่นและไม่เปลี่ยนแปลงในมติของการประชุมวันที่ ๒๒ สิงหาคม ๒๐๑๑
เรื่องนี้ทำให้สวรรค์แห่งการปรองดองล่มทันที!
ก็เลยต้องมาดูว่า การประชุมของ สคท.ในวันเวลาดังกล่าว(๒๒ สิงหาคม ๒๐๑๑) มีความเป็นมาและเป็นไปอย่างไรบ้าง ซึ่งมีผู้ส่งซีดีมาให้ฟังและมีการถอดแถบบันทึกจากซีดีส่งมาให้ผมอ่านอีกต่างหาก ก็พบความจริงว่ามีข้อคิดหลายประการเกี่ยวกับเรื่องนี้
(๑)การมาประชุมกันโดยมิได้นัดหมาย : เริ่มการประชุม อจ.เยาวนิจกล่าวว่า “พี่น้องทุกคนมาพบกันโดยมิได้นัดหมาย มาตามตาราง แต่นัดหมายแบบฉุกเฉิน” ตามหลักการแล้วจะมีการประชุมใหญ่ของสหกิจคริสเตียนฯจะต้องมีมติออกมาจากการประชุมของคณะกรรมการอำนวยการ มิใช่มาประชุมกันโดยมิได้นัดหมายหรือมาแบบฉุกเฉินแบบนี้ ซึ่งถือว่าเป็นการกระทำโดยพละการและไม่ถูกต้องตามระเบียบของ สคท.
(๒)บรรยากาศอันขลุกขลัก : อาจารย์อานุภาพกล่าวตอนนำเพลงนมัสการว่า “บรรยากาศแบบไม่ได้เตรียมก็มีความขลุกขลักบ้างเล็กน้อย” จึงต้องมาร้องเพลงกันก่อน เพราะถ้า “ประชุมธุรการเลย เดี๋ยวก็ได้ตีกัน” ตรงนี้แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนแล้วว่า บรรยากาศไม่สงบ กุลีกุจอ ไม่มีแผนการอะไรและเกรงว่าจะเกิดความวุ่นวาย จึงต้องมีการเตรียมใจให้สงบก่อน
แต่ก็เห็นด้วยที่อาจารย์อานุภาพกล่าวว่า “ทำอะไรเราต้องพึ่งพระเจ้า...ให้พระเจ้าทรงเห็นภายในใจของเรา และในพระองค์ให้สติปัญญาแก่พวกเราในการแสดงออกแต่ละอย่าง” ตรงนี้ดีมากเลยครับ แต่ถ้าฟังการอภิปรายในเวลาต่อมานั้น จะเห็นว่าแต่ละคนได้แสดงอารมณ์ออกมาอย่างดุเดือดเลือดพล่านเลย
(๓)น้ำหนึ่งใจเดียวกัน : คำเทศนาของ ศจ.ดร.ธีระ เจนพิริยประยูร ซึ่งอ้างข้อพระคัมภีร์ที่เกี่ยวข้องกับความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน “พระเจ้าสามารถอวยพรให้เกิดผลหลายร้อยหลายพันเท่า แต่สิ่งนี้จะเกิดขึ้นได้ต้องเกิดจากความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน” เราอาเมนกับข้อความที่อาจารย์ธีระยกมาจากเอเฟซัส ๔.๑-๖
พร้อมกันนั้นท่านได้กล่าวว่า “เพราะเราไม่ได้มาเชียรฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด เราไม่ได้มาเพื่อเข้าข้างฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด เราไม่ได้มาเพื่อช่วยให้ฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดชนะ เพราะนั่นไม่ใช่จุดประสงค์ของเรา” แน่นอน ทุกคนเห็นด้วยอย่างยิ่งกับคำกล่าวเทศนาของท่านผู้อาวุโสนี้
ทุกคนอยากจะเห็นมีการขอคืนดี ขอการอภัยกัน และปรองดองกลับมาทำงานรับใช้พระเจ้าด้วยกันเหมือนเดิม
แต่การณ์กลับเป็นว่า ฝ่ายท่านยังยึดมติ ๒๒ สิงหาคม ๒๐๑๑ ไว้อย่างมั่นคง
แล้วอย่างนี้เราจะเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันได้อย่างไร?
(๔)ห้ามถ่ายทอดให้คนอื่นรู้ : หลังจากที่ อจ.ธีระเทศนาแล้ว อจ.อานุภาพกล่าวกับที่ประชุมว่า “ขอกรุณาปิดเสียงโทรศัพท์ อย่า On-line อย่าถ่ายทอดไปให้คนอื่น” เราเห็นด้วยกับการปิดโทรศัพท์ แต่ไม่เห็นด้วยกับการไม่ถ่ายทอดให้คนอื่นได้รู้ เพราะสมาชิกของ สคท.ไม่ใช่มีอยู่เฉพาะในที่ประชุมดังกล่าวเท่านั้น แต่ยังมีอีกมากที่ไม่ได้เข้าร่วมประชุม
เขาเหล่านี้มีสิทธิ์ควรรับทราบด้วย และการประชุมนั้นก็ไม่ได้เป็นความลับอะไร
(๕)ตัวแทนไกล่เกลี่ย : ท่าน อจ.ธีระในฐานะของประธานที่ประชุมกล่าวในตอนหนึ่งว่า “เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา (๑๙ สิงหาคม ๒๐๑๑)ผมได้มีโอกาสได้พบปะกับทั้งสองฝ่ายแล้ว แต่อีกฝ่ายหนึ่งแจ้งว่า วันนี้ไม่สามารถมาได้ จะส่งคนมาชี้แจงแทน แต่ผมไม่ทราบว่าเป็นใคร ถ้ามีใครช่วยบอกผมด้วยว่า เป็นใครแต่งตั้งใครมา”
เรื่องนี้มีอยู่ว่า ทางฝ่ายของ อจ.สุชาติได้ประสานมาเพื่อขอให้มีการพูดคุยเพื่อปรองดองกัน โดยผ่านทาง อจ. ยุทธศักดิ์ ศิริกุล โดยจะมีการพบปะกันเป็น ๓ ฝ่ายคือ หนึ่งฝ่ายของ อจ.สุชาติ สอง อจ.ปรีชา และสาม อจ.ธีระในฐานะผู้ไกล่เกลี่ย เพื่อจะยุติปัญหาลงทันทีโดยทั้งสองฝ่ายกลับมาคืนดี ขออภัยต่อกัน แล้วกลับมาทำงานรับใช้พระเจ้าด้วยกันเหมือนเดิม และไม่เห็นด้วยกับการเรียกบรรดาสมาชิก สคท.มาประชุมฉุกเฉินในวันที่ ๒๒ สค. ๑๑
แต่ดูเหมือน อจ.ธีระไม่ได้กล่าวถึงเรื่องดังกล่าวเลย(คือฝ่าย อจ.สุชาติไม่ยอมรับการประชุมที่จะจัดให้มีขึ้นในวันที่ ๒๒ สค.๑๑) แต่ท่านกลับพูดถึงที่ฝ่าย อจ.สุชาติไม่เข้าประชุม และพูดถึงการส่งตัวแทนเข้าร่วม ตรงนี้ดูเหมือนจะมีการสื่อสารไม่ตรงกัน ไม่ทราบว่ามันไปพลาดกันตรงไหน จึงไขว้เขวไปได้ไกลถึงขนาดนี้ คาดว่าผู้เกี่ยวข้องโดยตรงควรจะออกมาอธิบายให้ชัดเจน
(๖)คำชี้แจงของ ศจ.ดร.ปรีชา เจ็งเจริญ : ท่าน อจ.ปรีชาได้ชี้แจงที่มาที่ไปของปัญหาที่เกิดขึ้นใน สคท. ตอนหนึ่งกล่าวถึง “เหตุการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้น ได้นำไปสู่ปัญหาที่ทำให้เราต้องมาประชุมกันในวันนี้ ประมาณกลางเดือนมิถุนายน
ท่าน อจ.ธวัช เย็นใจได้เขียนบทความขึ้นมาเรื่องหนึ่งให้ชื่อว่าเรื่องวุ่นๆใน สคท. โดยแสดงความคิดเห็นว่า การเลือกตั้งประธาน สคท.ครั้งที่ผ่านมาน่าจะเป็นโมฆะหรือไม่ เนื่องจากให้ที่ประชุมใหญ่เลือกประธานกรรมการ แทนที่กรรมการทั้ง ๑๕ คนจะเลือกประธานเอง นอกจากนั้นประธานคนปัจจุบันคือผมนั้น อาจจะขาดคุณสมบัติ”
ผมในฐานะนักเขียนและถูกกล่าวพาดพิงถึง จึงขอใช้สิทธิ์ในการชี้แจงว่า อาจจะเป็นเพราะท่านประธานเป็นคนคิดมากและปกป้องตนเองมากไป เพราะเพียงแค่บทความเดียวไม่น่าจะเป็นสาเหตุทำให้ท่านต้องหวั่นไหวถึงกับเรียกประชุมคณะกรรมการอำนวยการ สคท.เพื่อชี้แจงถึงสถานภาพของตนเอง แล้วกลายเป็นว่าผมเป็นคนจุดประเด็นขึ้นทำให้เกิดความไม่สงบขึ้น ทั้งๆที่ก่อนหน้านั้นเราเป็นเพื่อนกัน รับใช้ด้วยกันมานานหลายปี ผมเป็นประธาน อจ.ปรีชาเป็นรองประธาน ท่าน อจ.ปรีชากับผมก็นั่งกินข้าวด้วยกันบ่อยที่สุด และท่านย้ำเสมอว่า บทความต่างๆของผมเป็นเพียงความแสดงความคิดเห็นเท่านั้น ไม่ถือว่าเป็นมติเสียงของคนส่วนใหญ่ และเราทั้งสองคนก็ได้ทำความเข้าใจกันเป็นอย่างดีแล้ว
(๗)การวินิจฉัยของ ดร.มาโนช : ท่าน อจ.ปรีชาได้กล่าวต่อไปว่า “การวินิจฉัยคุณสมบัติของผมก่อนที่จะ
เลือกตั้ง ก็กระทำไว้เป็นที่สิ้นสุดแล้ว โดยคณะกรรมการดำเนินงานชุดของ ดร.มาโนช เป็นคนวินิจฉัยและกรรมการเลือกตั้งได้วินิจฉัยคุณสมบัติก่อนที่จะมีการเลือกตั้งแล้ว” ในเรื่องนี้ท่าน อจ.ปรีชาได้อ้างถึงประธานคนก่อนและกรรมการเลือกตั้งแต่ไม่ได้อ้างถึงระเบียบข้อบังคับของ สคท. ในข้อที่ว่า “ให้กรรมการ ๑๕ คนเลือกประธานกรรมการ” ไม่ใช่เลือกจากที่ประชุมใหญ่ ทำให้มีหลายคนสงสัยว่า บุคคลจะมีอำนาจเหนือกฎระเบียบที่วางไว้ได้อย่างไร เหมือนกับถ้าผู้คนในบ้านเมืองเป็นอย่างนี้ ประเทศชาติก็คงจะวุ่นวายและไปไม่รอดแน่
(๘)อ้างธรรมนูญ สคท. : ท่าน อจ.ปรีชาได้อ้างว่า “ธรรมนูญกำหนดชัดเจนในการสิ้นสุดของหน้าที่ของคณะกรรมการดำเนินงานหมวดที่ ๙ ข้อที่ ๓๔ ว่ากรรมการดำเนินงานจะสิ้นสุดหน้าที่ดังต่อไปนี้ ๑.ทุจริต ๒.ขาดการประชุมติดต่อกัน ๓ ครั้ง ๓.มีพฤติกรรมในทางเสื่อมเสีย ๔.ลาออก ๕.ตาย ๖.ที่ประชุมใหญ่ลงมติให้ถอดถอน ๗.ปฏิบัติหน้าที่ครบ ๒ สมัยติดต่อกัน ฉะนั้น การถอดถอนคณะกรรมการดำเนินงานต้องเป็นการถอดถอนจากที่ประชุมใหญ่...”
จะเห็นว่า การขาดคุณสมบัติของคณะกรรมการมีทั้งหมด ๗ ข้อตามธรรมนูญ มีการวางน้ำหนักและความศักดิ์สิทธิ์เท่ากันหมด ถ้าตรงกับข้อใดข้อหนึ่งก็จะขาดคุณสมบัติทันที ไม่ใช่ไปวางน้ำหนักให้แก่ข้อเดียวคือข้อที่ว่า “ที่ประชุมใหญ่ลงมติให้ถอดถอน” เหมือนกับที่พระเจ้าทรงให้พระบัญญัติ ๑๐ ประการแก่โมเสสและชนชาติอิสราเอลบนภูเขาซีนาย เมื่อพวกเขาทำผิดข้อหนึ่งข้อใด เขาก็ได้ล่วงละเมิดคำสั่งของพระเจ้าและเป็นคนบาปทันที
(๙)อาศัยมือกฎหมายเข้ามาจัดการ : อจ.ปรีชาได้ขอความช่วยเหลือและเรียกประชุมกรรมการ(ส่วนที่เหลือ ๕ ท่าน) กับกรรมการที่ปรึกษา (๓ ท่าน) “ที่ประชุมเห็นว่าควรออกจดหมายชี้แจงสมาชิก สคท. ถึงเรื่องที่เกิดขึ้นว่าไม่ถูกต้องอย่างไร และให้ตั้งทีมกฎหมายเพื่อพิจารณาว่า สิ่งที่ ดร.สุชาติทำไมมีอะไรที่เข้าข่ายผิดกฎหมายบ้าง” แต่มาตอนหลังท่านพูดว่า “ไม่เคยอยู่ในความคิดของผมที่จะฟ้องร้องดำเนินคดี ถึงแม้ผมจะเสียหายมากมายขนาดนี้”
ที่ประชุมก็เลยสับสนและงุนงงว่า ท่านจะมาไม้ไหน จะเอาอย่างไรกันแน่ จะจัดการตามกฎหมายหรือจะไม่ฟ้องหรือจะดำเนินการตามแนวทางของคริสเตียน?
(๑๐)ต้องมีการวินิจฉัย : หลังจากที่ อจ.ปรีชาพูดจบแล้ว อจ.ธีระได้กล่าวต่อว่า “อาจารย์ปรีชาครับ ขอบคุณสำหรับคำชี้แจงที่เป็นทัศนะของท่านได้กล่าวไปเป็นที่เข้าใจ แต่น่าเสียดายมากๆว่าอีกฝ่ายหนึ่งไม่สามารถชี้แจงได้ในลักษณะนี้ เมื่อมีการชี้แจงอย่างนี้ก็ต้องมีการวินิจฉัย ผมคิดว่าน่าจะเริ่มจากบุคคลที่วางตัวเป็นกลาง เริ่มจากที่ปรึกษาผู้ทรงคุณวุฒิ ดังนั้นขอตัวแทน สว. คือท่าน ศจ.ดร.วีระชัย ขอช่วยกันวินิจฉัยด้วยครับ”
เมื่อฟัง อจ.ธีระแล้วก็ให้รู้สึกแปลกๆ วินิจฉัยแปลว่า “ตัดสิน, ชี้ขาด” ในกรณีนี้มีเพียง อจ.ปรีชาคนเดียวมากล่าวอธิบายชี้แจง อีกฝ่ายหนึ่งยังไม่มีโอกาสได้พูดเลยสักคำ ท่านก็จะขอคำตัดสินและชี้ขาดแล้ว ซึ่งผิดหลักการของพระคัมภีร์และผิดหลักการของกฎหมายด้วย เมื่อปกติเมื่อมีฝ่ายกล่าวหาก็ต้องมีผู้ถูกกล่าวหา ศาลจะต้องให้โอกาสทั้งสองฝ่ายได้แสดงหลักฐานชี้แจง และแก้ข้อกล่าวหา จะต้องมีการเรียกตัวไปให้ปากคำอย่างน้อย ๓ ครั้ง หากครบกำหนดแล้วไม่ยอมมาจึงจะออกหมายจับ หรือตัดสินความ นอกจากนั้นจะต้องการมีการสืบพยานโจทก์และพยานจำเลยอย่างรอบคอบทุกด้าน ก่อนที่จะมีการพิพากษาตัดสิน
ในฐานะที่เราเป็นพี่น้องคริสเตียน ย่อมจะต้องมีหลักการและอุดมกการณ์สูงส่งกว่า มีการอะลุ่มอล่วยและประนอม ปรองดองมากกว่าชาวโลกอยู่แล้ว แต่แล้วทำไมท่านจึงมาด่วนให้มีการวินิจฉัยอย่างนี้เล่า?.
ฉบับหน้าจะกล่าวถึงความเห็นและคำวินิจฉัยของกรรมการ, ที่ปรึกษาผู้ทรงคุณวุฒิ
เช่น ศจ.ดร.วีระชัย ศจ.ดร.มาโนช ศจ.เดชา ศจ.ยีชิงหว่า ศจ.เกียรติ ศจ.สัมพันธ์
ศจ.ยุทธศักดิ์ หมอกรัสนัย อจ.วาทะ อจ.ประสิทธิ์ นายแพทย์เกรียงศักดิ์
และสมาชิก สคท.ที่เข้าร่วมประชุม
เพื่อผู้อ่านทุกคนจะเห็นว่า
มันถูกต้องยืนอยู่บนหลักการ
หรือมันได้ผิดเพี้ยนไปมากแค่ไหน
ซึ่งตามแต่อารมณ์ของคนในที่ประชุมจะพาไป.








