ศิษยาภิบาล(Pastor)
ธวัช เย็นใจ/พระคริสตธรรมไทยเชียงใหม่
ศิษยาภิบาล(Pastor)
คนไทยโดยทั่วไปไม่ค่อยคุ้นเคยกับคำว่า “ศิษยาภิบาล” เพราะคำนี้เป็นภาษาของคริสเตียนโดยเฉพาะ ในพจนานุกรมไทยมีแต่คำว่า “ศิษย์ คือผู้ที่ได้รับการสั่งสอนจากครู” และคำว่า “อภิบาล คือ เลี้ยงดู, บำรุงรักษา”[1] ดังนั้น พวกเราจึงได้นำสองคำมาผสมผสานกันจนกลายเป็น “ศิษยาภิบาล” หมายถึง “ผู้บำรุงเลี้ยงและดูแลศิษย์” ซึ่งเป็นการอภิบาลทั้งสามด้านคือ ร่างกาย จิตใจ(อารมณ์)และจิตวิญญาณ ในความหมายที่แท้จริงของพระคัมภีร์ ศิษบาภิบาลก็คือผู้เลี้ยงแกะ (shepherd) นั่นเอง
น่าสังเกตว่าในพจนานุกรมฉบับภาษาอังกฤษ ก็ยังให้คำจำกัดความที่ไม่ค่อยตรงกับความจริง คำแรก Pastor คือพระหรือบาทหลวง และคำ Pastoral หมายถึงเกี่ยวกับชีวิตในชนบท, เกี่ยวกับพระหรือบาทหลวง, เกี่ยวกับฟาร์มเลี้ยงสัตว์, ชีวิตความเป็นอยู่ที่เรียบง่าย
หน้าที่ของศิษยาภิบาล
พระคัมภีร์ได้กล่าวถึงหน้าที่ความรับผิดชอบของศิษยาภิบาล คือ เป็นผู้เลี้ยงดูลูกแกะของพระเจ้า บางคนเรียกว่า “ชุมพาบาล” ชุมพาหมายถึงแกะตัวผู้ คำนี้นำมาใช้ในที่นี้ไม่ค่อยถูกต้องนัก เพราะผู้เลี้ยงแกะต้องไม่เลือกเพศ ไม่ว่าตัวผู้หรือตัวเมียก็ล้วนเป็นแกะของพระเจ้าทั้งสิ้น
(๑)ศิษยาภิบาลคือผู้เลี้ยง
ศิษยาภิบาลมีหน้าที่เลี้ยงดู ปกป้อง คุ้มครองรักษา ทะนุถนอม หนุนจิตชูใจและนำสมาชิกที่อยู่ในความรับผิด ชอบของตน เปโตรซึ่งเป็นผู้นำรุ่นใหญ่ได้บอกกับผู้นำคริสตจักรในสมัยโบราณว่า “เพราะฉะนั้น ข้าพเจ้าจึงตักเตือนบรรดาผู้อาวุโสในพวกท่าน ในฐานะที่ข้าพเจ้าก็เป็นทั้งผู้อาวุโส และเป็นพยานถึงความทุกข์ทรมานของพระคริสต์ และเป็นหุ้นส่วนที่จะรับศักดิ์ศรีที่กำลังจะปรากฏ”
พร้อมกับย้ำถึงหน้าที่อันสำคัญว่า “จงเลี้ยงดูฝูงแกะของพระเจ้าที่อยู่ท่ามกลางพวกท่าน (โดยเอาใจใส่ดูแล) ไม่ใช่ด้วยความฝืนใจ แต่ด้วยความเต็มใจ (ตามพระประสงค์ของพระเจ้า) ไม่ใช่ด้วยโลภในทรัพย์สิ่งของ แต่ด้วยใจกระตือรือร้น และไม่เหมือนผู้ใช้อำนาจบาตรใหญ่ข่มขี่ผู้ที่อยู่ในความดูแล แต่ให้เป็นแบบอย่างแก่ฝูงแกะนั้น และเมื่อพระผู้เลี้ยงที่ยิ่งใหญ่เสด็จมาปรากฏ พวกท่านจะได้รับมงกุฎที่ไม่มีวันร่วงโรย” (๑ ปต. ๕.๑-๔ ฉบับมาตรฐาน ๒๐๑๑)
นั่นแสดงว่ามีศิษยาภิบาลอยู่สองประเภทใช่หรือไม่? ประเภทแรกคือ เลี้ยงดูแกะด้วยความเอาใจใส่ ด้วยความเต็มใจ ด้วยความร้อนรนและด้วยการเสียสละ แต่ประเภทที่สองคือ เลี้ยงแกะด้วยความฝืนใจ เพราะเห็นแก่อามิสสินจ้าง ทำเพื่อเงิน และชอบใช้อำนาจเข้าขู่บังคับลูกแกะ
(๒)เลี้ยงดูด้วยพระวจนะของพระเจ้า
ในคริสตจักรของพระเจ้ามีคนหลายระดับ คนที่กำลังสนใจในเรื่องความรอดของพระเยซูคริสต์ คนที่เพิ่งเชื่อใหม่ คนที่เชื่อนานแล้วและคนระดับผู้นำ ฉะนั้น ศิษยาภิบาลจะต้องเป็นคนที่คอยสังเกตดูความต้องการฝ่ายจิตวิญญาณของคนเหล่านี้ และคอยให้อาหารอย่างถูกคน ถูกวิธีและถูกเวลา
“พระคัมภีร์มีเขียนไว้ว่า มนุษย์จะดำรงชีวิตด้วยอาหารเพียงอย่างเดียวไม่ได้ แต่ต้องดำรงชีวิตด้วยพระวจนะทุก
คำที่ออกมาจากพระโอษฐ์ของพระเจ้า” (มธ. ๔.๔)
พระเยซูทรงห่วงใยบรรดาผู้เชื่อมากแค่ไหน ขนาดเมื่อจะเสด็จขึ้นสู่สวรรค์อยู่รอมร่อแล้ว ก็ยังตรัสถามเปโตรว่า “ท่านรักเราหรือ?” เมื่อเปโตรตอบว่าใช่ พระองค์จึงสั่งเสียแก่เขาว่า “จงเลี้ยงดูลูกแกะของเราเถิด” (ยน. ๒๑.๑๗) พระองค์ไม่ได้ห่วงเรื่องใดมากเท่ากับการเจริญเติบโตฝ่ายจิตวิญญาณของคริสเตียน
เมื่อเปโตรมีโอกาสได้เขียนจดหมายไปถึงผู้เชื่อที่กระจัดกระจายกันอยู่ในแคว้นทั้งห้า ท่านพูดหลายเรื่องด้วยกัน แต่สิ่งที่ลืมไม่ได้คือการเติบโต “เช่นเดียวกับทารกแรกเกิด จงปรารถนาน้ำนมฝ่ายวิญญาณที่ไร้สิ่งเจือปน เพื่อโดยน้ำนมนั้น พวกท่านจะได้เติบโตขึ้นสู่ความรอด” (๑ ปต. ๒.๒) เด็กที่คลอดออกมาปกติดีย่อมจะต้องหิวนม และน้ำนมของคุณแม่นั้นปลอดภัยและดีที่สุด แต่ถ้าคุณแม่ไม่ระวังในเรื่องอาหารที่ตนเองกิน เช่น กินเผ็ดหรือเปรี้ยวเกินไป มันจะส่งผลต่อลูกที่ทานนมแล้วอาจท้องเสียก็ได้
พระวจนะของพระเจ้าที่ศิษยาภิบาลป้อนให้แก่สมาชิกนั้น จะต้องบริสุทธิ์(ฉบับเดิม) ไม่มีสารพิษใดๆเจือปน ศิษยาภิบาลจะต้องระวังที่จะไม่ปลอมปนความคิดของตนเอง หลักปรัชญา ความคิดแบบโลก และคำสอนของศาสนาดั้งเดิมลงไปพร้อมกับพระคำของพระเจ้า เพราะนั่นย่อมมีอันตรายอย่างมากต่อตนเองและสมาชิกด้วย
(๓)ศิษยาภิบาลมีหน้าที่เทศนาพระวจนะ
นักศาสนศาสตร์ท่านหนึ่งกล่าวว่า “เราสามารถสอนได้โดยไม่ต้องเทศนา แต่ไม่สามารถเทศนาตามพระคัมภีร์ได้โดยไม่สอน จริงๆแล้วเราไม่มีอะไรที่จะเทศนา จนกว่าเราจะได้สอน” แม้คำว่าเทศนาและสั่งสอนเป็นสิ่งที่ต้องควบคู่กันไป
แต่ในภาษาเดิมใช้คำว่า “สั่งสอน” มากกว่าคำว่าเทศนา (นักศาสนศาสตร์บางคนอ้างว่า ไม่มีคำว่าเทศนาในพระคัมภีร์)
ในพระธรรม ๒ ทธ. ๔.๒ เปาโลได้กล่าวกำชับทิโมธีอย่างขึงขังให้รีบเร่งในการประกาศข่าวประเสริฐของพระคริสต์ “จงประกาศพระวจนะ จงทำการอย่างขะมักเขม้นทั้งในขณะที่คนสนใจและไม่สนใจ จงชักชวน ตักเตือนและหนุนใจด้วยความอดทนและด้วยการสั่งสอนอย่างเต็มที่”
ท่าทีของศิษยาภิบาลต่องานรับใช้คือ หนึ่ง ประกาศพระวจนะอย่างขะมักเขม้น (ตั้งใจทำให้เสร็จโดยเร็ว, มานะอย่างใจจดจ่อ, ก้มหน้าก้มตาทำ โดยไม่สนใจสิ่งอื่น) สอง การชักชวน คือพยายามโน้มน้าวน้าวจิตใจของผู้คนด้วยพระคัมภีร์ให้เข้ามาพระคริสต์ สาม ตักเตือน คือ สั่งสอนให้สำนึกตัว และสี่ หนุนใจ[2] คือส่งเสริม ผลักดัน ช่วยเหลือคนอื่นให้เจริญเติบโตขึ้นในฝ่ายจิตวิญญาณ
เปาโลเป็นห่วงคริสตจักรโคโลสี ท่านจึงได้เขียนจดหมายไปบอกในทำนองเดียวกันว่า ท่านได้ประกาศพระวจนะ เตือนสติ และสั่งสอนทุกคน “เพื่อเราจะถวายทุกคนที่เป็นผู้ใหญ่ในพระคริสต์” (คส. ๑.๒๘) จุดประสงค์อันสูงสุดในการรับใช้ของศิษยาภิบาลก็คือ เทศนาสั่งสอนให้ผู้เชื่อทุกคนเติบโตขึ้นในฝ่ายจิตวิญญาณ และถวายคนเหล่านั้นแด่พระเจ้า
ศิษยาภิบาลที่รัก ไม่มีคำสอนอื่นใดทั้งสิ้น นอกจากพระวจนะของพระเจ้าเท่านั้น!
(๔)ศิษยาภิบาลเป็นผู้เตรียมธรรมิกชน
พระธรรม อฟ. ๔.๑๑-๑๓ “พระองค์เองประทานให้บางคนเป็นอัครทูต บางคนเป็นผู้เผยพระวจนะ บางคนเป็นผู้ประกาศข่าวประเสริฐ บางคนเป็นศิษยาภิบาลและอาจารย์ เพื่อเตรียมธรรมิกชนสำหรับการปรนนิบัติและเสริมสร้างพระกายของพระคริสต์ จนกว่าทุกคนจะบรรลุถึงความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน ในความเชื่อและความรู้ถึงพระบุตรของพระเจ้า บรรลุถึงความเป็นผู้ใหญ่ คือเติบโตถึงขนาดความบริบูรณ์ของพระคริสต์”
ในพระธรรม ๑ ปต. ๔.๑๐-๑๑ กล่าวถึงการที่คริสเตียน “ได้รับของประทาน” และใช้ของประทานนั้นเพื่อ
“ปรนนิบัติซึ่งกันและกัน นอกจากนั้นเปาโลได้กล่าวถึงของประทานชนิดต่างๆที่เหมาะสมสำหรับแต่ละคนเพื่อใช้ใน
งานของพระเจ้า (ดู ๑ คร. ๑๒.๑-๑๑, รม. ๑๒.๖-๘)
หลักการสำคัญคือ ประการแรก เรารับของประทานจากพระเจ้า ประการที่สอง ใช้ของประทานนั้นในคริสตจักร ประการที่สาม เพื่อเสริมสร้างคนอื่นให้เติบโตขึ้นในฝ่ายจิตวิญญาณ ผลลัพธ์อันน่าพึงพอใจที่ได้คือ คนเหล่านั้นที่ได้รับการสอนแล้ว ต่างก็ออกไปเกิดผลเพื่อพระเจ้า (๒ ทธ. ๒.๒)
เคยมีการถามความคิดเห็นของศิษยาภิบาลหลายคนว่า “ทำไมท่านจึงไม่สร้างผู้นำหรือผู้รับใช้ของพระเจ้าขึ้นในคริสตจักร?” คำตอบที่ได้รับน่าตกใจมาก คือ “หากสร้างคนเหล่านั้นขึ้นมาทำงานแทน ผมก็คงจะต้องตกงานอย่างแน่นอน”
แท้จริงแล้ว ผู้รับใช้ของพระเจ้าคนไหนที่ซื่อสัตย์ ขยันขันแข็ง และเอาจริงเอาจัง คริสตจักรและหน่วยงานต่างๆได้อ้าแขนพร้อมที่จะประเคนตำแหน่งให้อยู่แล้ว
(๕)ศิษยาภิบาลมีชีวิตที่เป็นแบบอย่างที่ดี
อาจกล่าวได้ว่า ศิษยาภิบาลเป็นพ่อฝ่ายจิตวิญญาณ ดังนั้น ต้องทำตัวเป็นแบบอย่างที่ดี ในภาษาอังกฤษมีคำกล่าวว่า Every one should remember the one day his children will follow his example instead of his advice “ผู้เป็นพ่อทุกคนควรระลึกไว้เสมอว่า วันหนึ่งลูกๆของท่านจะดำเนินตามแบบอย่างของท่าน แทนที่จะทำตามคำแนะนำของท่าน”
ภาษาจีนมีคำว่า ฟู่ หมู่ ซื่อ ปาง ย่าง : “บิดามารดาเป็นแบบอย่าง” อิ่ว ฉี ฟู่ อิ่ว ฉี่จื่อ : “บิดาเป็นอย่างไร ลูกชายก็เป็นอย่างนั้น” นี่เป็นความจริงในแง่ของคริสตจักร ศิษยาภิบาลผู้อยู่ในฐานะของพ่อฝ่ายวิญญาณ ศิษยาภิบาลเป็นอย่างไร สมาชิกในคริสตจักรก็เป็นอย่างนั้น
ในพระธรรม ๑ ทธ. ๔.๑๒ เปาโลได้บอกให้ผู้นำคริสตจักรเป็นแบบอย่างทางด้านคุณธรรมและจริยธรรม ในเรื่องของ ๑) การใช้วาจา ๒) วิธีการดำเนินชีวิต ๓) ในด้านความรัก ๔) ในด้านความเชื่อ และ ๕) ในความบริสุทธิ์ ท่านกล่าวเน้นว่า “จงเป็นแบบอย่างแก่คนทั้งปวงที่เชื่อ”
อฟ. ๔.๒๙ หากเราต้องการให้คริสตจักรเจริญเติบโตขึ้นจะต้อง “อย่าให้คำเลวร้ายออกจากปากท่านทั้งหลาย แต่จงกล่าวคำดีๆ ที่เสริมสร้างและที่เหมาะกับความต้องการ เพื่อจะได้เป็นคุณแก่ทุกคนที่ต้องการ” แต่ถ้าเราต้องการทำลายคริสตจักรก็ง่ายนิดเดียวคือ “จงกล่าวแต่คำเลวร้าย คำที่ทำลายและไม่เหมาะสม เพื่อจะได้เป็นโทษแก่ทุกคน”
(๖)ศิษยาภิบาลจะต้องป้องกันคำสอนเทียมเท็จ
ในสมัยโบราณกับในสมัยนี้แทบจะไม่แตกต่างกันในด้านคำสอนเท็จ ที่แพร่ระบาดเข้ามาในคริสตจักรของพระเจ้า และนับวันจะเพิ่มทวีมากยิ่งขึ้น พระธรรม กจ. ๒๐.๒๘-๓๑ เมื่อเปาโลจากคริสตจักรเอเฟซัสไป ท่านรู้สึกเป็นห่วงเป็นใยต่อสวัสดิภาพทางด้านจิตวิญญาณของบรรดาสมาชิก จึงเชิญบรรดาผู้ปกครองคริสตจักรมาเพื่อหนุนใจว่า จะมีพวกหมาป่า(ผู้สอนเท็จ)อันร้ายกาจเข้ามาลัก ลาก ฆ่าและทำลายลูกแกะของพระเจ้า พวกเขาจะต้องระวังตัวและปกป้องฝูงแกะเอาไว้ให้ได้
ในพระธรรม ๑ ทธ. ๑.๓-๔ เปาโลได้กล่าวถึงคน(อาจารย์ชาวยิว)ที่สอนแปลกออกไปที่แอบเข้ามาในคริสตจักร โดยเน้นสอนในเรื่องนิทานนิยายและลำดับวงศ์ตระกูล เรื่องไร้สาระ ที่ขัดแย้งกับคำสอนในพระวจนะของพระเจ้า ศิษยาภิบาลคือทิโมธีจะต้องกำชับคนพวกนี้ไม่ให้สอนผิดแผกไป
สิ่งสำคัญคือ ผู้นำคริสตจักรจะต้องยึดมั่นในพระวจนะของพระเจ้า และดำเนินชีวิตของตนเองให้เป็นแบบอย่างที่ดีเสียก่อน (๒ ทธ. ๑.๑๓) “ยึดมั่นในพระวจนะอันสัตย์จริงตามคำสอน เพื่อจะสามารถหนุนใจด้วยคำสอนที่ถูกต้อง และชี้แจงต่อผู้ที่คัดค้าน” (ทต. ๑.๙)
การที่จะรู้ว่าธนบัตรใบไหนจริงและใบไหนปลอม ก็โดยการที่ต้องรู้จักธนบัตรจริงเสียก่อน เช่นเดียวกัน การที่
จะรู้ว่าคำสอนไหนเทียมเท็จหรือคำสอนไหนจริง ก็โดยการสอนสมาชิกในคริสตจักรของเราให้รู้พระคัมภีร์ ดร. เดนิส มอค ศิษยาภิบาลแห่งคริสตจักร First Baptist Church กล่าวว่า “วิธีดีที่สุดที่จะต่อสู้กับคำสอนผิดๆ ก็คือสอนหลักอย่างถูกต้องตามพระวจนะของพระเจ้า”
2
ศิษยาภิบาลกับการเทศนา
ผู้รับใช้ของพระเจ้าบางคนไม่ชอบใช้คำว่าเทศนา แต่เลี่ยงไปใช้คำว่า “สอนพระคัมภีร์” แทน เพราะเขาอ้างว่าการเทศนาไม่มีในพระคัมภีร์ (คงจะเหมือนกับการอ้างคำว่า “ศาสนาจารย์” ไม่มีในพระคัมภีร์นั่นแหละ) และบอกอีกว่าคำเทศนาที่มีอยู่ในคริสตจักรต่างๆในปัจจุบันนี้ส่วนใหญ่ไม่ได้มาจากพระคัมภีร์
คำเทศนาในทุกวันนี้มีลักษณะเป็น
๑) การแสดง ในศาสนาดั้งเดิมของไทยเราจะใช้คำว่า “แสดงพระธรรมเทศนา” ซึ่งชีวิตส่วนตัวของผู้เทศนาอาจจะไม่เป็นตามที่เทศนานั้นก็ได้
๒) เป็นการแสดงสุนทรพจน์ หมายถึงคำปราศรัยที่เป็นพิธีการ[3]
๓) เป็นการพูดถึงเรื่องศาสนาในที่สาธารณชน
๔) เป็นการเล่าเรื่องราวสถานการณ์ความเป็นไป เล่าข่าวหนังสือพิมพ์ ทีวีและอินเตอร์เนท
๕) เป็นทอล์คโชว์เพื่อความบันเทิง ให้ความตลกโปกฮา แต่สาระทางฝ่ายจิตวิญญาณมีน้อยเหลือเกิน
สิ่งที่กล่าวมาหลายประการเหล่านี้ไม่ใช่งานของศิษยาภิบาลเลย แต่เราผู้รับใช้ของพระเจ้าจะต้องตระหนักอยู่ตลอดเวลาว่า คำเทศนาที่แท้จริง คือคำสอนจากพระคริสตธรรมคัมภีร์โดยตรง!
(๑)การเทศนาแบบอรรถาธิบาย (Expository)
ตามที่เราทั้งหลายซึ่งเป็นผู้รับใช้ของพระเจ้าทราบกันคือ มีคำเทศนาแบบหัวข้อ (หรือหัวเรื่อง) และคำเทศนาแบบอรรถาธิบาย ซึ่งมาจากคำว่า “อรรถ” หมายถึงเนื้อความ,สาระ และคำว่า “อธิบาย” คือไขความ, ขยายความ, ชี้แจง, เมื่อรวมเข้าด้วยกันก็คือ “การอธิบายความ”[4] มีนักศาสนศาสตร์บางคนใช้คำว่า “เทศนาแบบธรรมาธิบาย”
การเทศนาแบบอรรถาธิบายประกอบด้วยหลักต่อไปนี้
๑.การประกาศข้อความจากพระวจนะของพระเจ้า โดยวิธีอย่างมีระบบระเบียบ และเป็นขั้นเป็นตอน
๒.การอธิบายความหมายของพระคัมภีร์
เพื่อคนจะรู้และเข้าใจได้ จะเห็นตัวอย่างจากการฟื้นฟูจิตวิญญาณในสมัยของเนหะมีย์ เอสราได้ยืนขึ้นอ่านพระธรรมของพระเจ้า และมีผู้ช่วยหลายคนยืนอยู่เคียงข้าง บรรดาประชาชนก็ตั้งใจฟัง (ฉบับเดิมว่าตะแคงหูฟัง) “คนเลวีได้ช่วยให้ประชาชนเข้าใจธรรมบัญญัติ...และพวกเขาอ่านจากหนังสือธรรมบัญญัติของพระเจ้าอย่างชัดเจน และเขาก็อธิบายความหมาย ประชาชนจึงเข้าใจข้อความที่อ่านนั้น” (อสร. ๘.๑-๘)
๓.การกำชับและตักเตือน
ในการเทศนาสั่งสอนของศิษยาภิบาลนั้น มีจุดประสงค์เพื่อผู้คนสมาชิกในคริสตจักรและในที่ประชุมเชื่อฟังพระวจนะของพระเจ้า แล้วนำความจริงนั้นไปใช้กับชีวิตประจำวันของแต่ละคน
ขอให้ผู้รับใช้ของพระเจ้าทุกคนเข้าใจว่า ในการเทศนาแบบอรรถาธิบายนั้น ตัวของศิษยาภิบาลผู้เทศนาเองเป็นเพียงเครื่องมืออันทรงประสิทธิภาพของเจ้า (พระคัมภีร์บางตอนใช้คำว่า “เป็นภาชนะของพระเจ้า” หรือผู้พูดแทนพระองค์) เพื่อนำพระวจนะแห่งความจริงไปถึงผู้คน แต่พระเจ้าจะทรงเป็นผู้เปิดเผยและมีฤทธิ์อำนาจในการเปิดใจของผู้ฟังให้รับพระวจนะนั้น
(๒)ลักษณะของคำเทศนาสั่งสอนแบบอรรถาธิบาย
ประการแรก ศิษยาภิบาลจะต้องยกเอาพระคัมภีร์ทั้งตอน หรือทั้งย่อหน้า (บางทีตอนหนึ่งจะมีหลายย่อหน้า)มาอธิบายอย่างเป็นระบบระเบียบ มีลำดับเป็นขั้นตอนไป สิ่งที่ลืมไม่ได้คือนักเทศน์จะต้องคำนึงถึงบริบทของพระคัมภีร์ตอนนั้นๆด้วย (คือตอนก่อนหน้านี้และตอนหลังจากนั้น) เพื่อจะทราบที่มาหรือที่ไปของท้องเรื่อง และเพื่อจะไม่เทศนาไขว้เขวออกนอกทางไป
ประการที่สอง เทศนาสั่งสอนจากพระคัมภีร์เป็นบท เป็นตอน หรือยกมาทั้งเล่มเพื่ออธิบาย สิ่งสำคัญคือนักเทศน์จะต้องศึกษาเบื้องหน้าเบื้องหลัง (ที่เรียกว่าการสำรวจพระคัมภีร์)มาเป็นอย่างดีเสียก่อน ซึ่งปัจจุบันนี้มีหนังสือมากมายให้ค้นคว้าทั้งในภาษาอังกฤษและภาษาไทย ในอินเตอร์เนทก็มีอยู่ไม่น้อย ลองคลิกเข้าไปเสาะหาดู
ประการที่สาม ให้พระคัมภีร์เป็นตัวกำหนดทั้งในเนื้อหาสาระและโครงเรื่อง เหมือนกับคำที่ ดร.เดนิส เลนใช้ในการเขียนหนังสือเล่มหนึ่งชื่อ “ให้พระคัมภีร์พูดเองเถิด” หมายความว่าใช้พระคัมภีร์ตีความหมายของพระคัมภีร์ ถ้าทำอย่างนี้เราจะได้เนื้อแท้ของคำสอนตอนนั้น
ประการที่สาม ขอให้ศิษยาภิบาลเข้าใจว่า การเทศนาแบบอรรถาธิบายนั้นแตกต่างจากการเทศนาตามหัวข้ออย่างสิ้นเชิง การเทศนาตามหัวข้อนั้นนักเทศน์เป็นผู้กำหนดว่าจะพูดเรื่องอะไร แต่แบบธรรมาธิบายนักเทศน์กำหนดไม่ได้ ต้องปล่อยให้เป็นหน้าที่ของพระคัมภีร์ตอนนั้นว่า จะพูดถึงเรื่องอะไรบ้าง บางทีมีเพียงเรื่องเดียว แต่บางครั้งพูดหลายเรื่องด้วยกัน
ประการที่สี่ นักเทศน์จะต้องศึกษาถึงภาษาเดิมหรือความหมายที่แท้จริงของพระคัมภีร์ (ในภาษากรีกและฮีบรู รวมทั้งภาษาอังกฤษด้วย)ตอนที่จะเทศนาอย่างละเอียด อ่านเปรียบเทียบกันหลายๆเล่ม เพราะพระคัมภีร์แต่ละฉบับ(version)แปลข้อความอาจไม่เหมือนกัน ซึ่งจะทำให้ความคิดของนักเทศน์แตกฉานมากขึ้น (พระคัมภีร์ในภาษาไทยของเรามีราว ๗-๘ ฉบับ)
ประการที่ห้า การใช้ตัวอย่างเพื่อประกอบคำเทศนา ตัวอย่างที่ดีที่สุดมาจากพระคัมภีร์โดยตรง ศิษยาภิบาลอาจจะยกตัวอย่างหรืออุทาหรณ์จากที่อื่นได้บ้าง เพื่อจะทันสมัยและทำให้สมาชิกเข้าใจง่าย แต่ทางที่ดีที่สุดคือ พระคัมภีร์เดิมและใหม่มีตัวอย่างอยู่พร้อมมูลแล้ว
ประการที่ห้า ในการเทศนาแต่ละครั้งหรือแต่ละช่วง ศิษยาภิบาลจะต้องไม่ลืมที่จะนำเอาบทเรียนจากเรื่องนั้นๆมาประยุกต์ใช้กับชีวิตของพี่น้องคริสเตียนในยุคปัจจุบัน ให้พวกเขารู้ว่า พระคัมภีร์นั้นใหม่และทันสมัยอยู่เสมอ และสามารถใช้กับทุกเหตุการณ์และทุกเวลา
ประการที่หก สิ่งสำคัญอีกอย่างหนึ่งในการเทศนาคือ ศิษยาภิบาลต้องนำเอาพระวจนะมาท้าชวนสมาชิกในคริสตจักร ให้พวกเขาแสดงท่าทีตอบสนองต่อพระดำรัสของพระเจ้าไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง เพื่อชีวิตฝ่ายจิตวิญญาณจะได้เติบ
โลกและรับการเปลี่ยนแปลง
๑)ตัวอย่างจากพระคัมภีร์เดิม
ในพระคัมภีร์เดิมมีคำเทศนาแบบธรรมาธิบาย คือ พระธรรมเนหะมีย์บทที่ ๘.๑-๑๒ มีบันทึกไว้ว่า ประชาชนชาวยิวต่างมาชุมนุมกันที่ลานเมืองหน้าประตูน้ำ เอสราผู้เป็นธรรมาจารย์ก็เอาหนังสือพระคัมภีร์ม้วนออกมาอ่านด้วยเสียงอันดัง พร้อมกับมีการอธิบายด้วยภาษาง่ายๆที่ทุกคนสามารถเข้าใจได้
สิ่งที่เกิดขึ้นคือ “ประชาชนทุกคนต่างตั้งใจฟังหนังสือธรรมบัญญัติ” ผลตอบสนองหลังจากที่มีการเผยพระวจนะแล้วคือ “ประชาชนได้ร้องไห้(รู้สึกประทับใจหรืออาจเสียใจในความผิดบาปของตนเอง)เมื่อได้ยินถ้อยคำของพระบัญญัติ”
ท้ายสุดจบลงการกินเลี้ยงฉลองกัน “เปรมปรีดิ์กันอย่างยิ่ง เพราะพวกเขาเข้าใจถ้อยคำซึ่งประกาศให้เขาฟังนั้น”
๒)ตัวอย่างจากพระคัมภีร์ใหม่
ส่วนในพระคัมภีร์ใหม่ก็ศึกษาได้จากคำเทศนาของเปโตรเนื่องในวันเพนเตคอส คือกิจการ ๒.๑๔-๔๑ จะเห็นว่ามีศูนย์กลางอยู่ที่ข้อความจากพระคัมภีร์ มีการอธิบายอย่างละเอียดในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินชีวิตของผู้คน และดูว่าผู้ฟังตอบสนองต่อพระวจนะนั้นอย่างไร
“เมื่อคนทั้งหลายได้ยินแล้วก็รู้สึกแปลบปลาบใจ จึงกล่าวกับเปโตรและอัครทูตคนอื่นๆว่า พี่น้องเอ๋ย เราจะทำอย่างไรดี?” (ข้อ ๓๗)ทันใดนั้นเองเปโตรก็บอกถึงทางออกว่าให้กลับใจเสียใหม่ และรับบัพติสมา เพื่อพระเจ้าจะทรงโปรดยกโทษความผิดบาปของพวกเขา “เปโตรจึงกล่าวอีกหลายเรื่องเป็นพยานและเตือนสติพวกเขาทั้งหลาย” (ข้อ ๓๘, ๔๐)
ผลที่เกิดขึ้นคือมีคนกลับใจใหม่และบัพติสมาถึง ๓,๐๐๐ คน แต่ไม่ได้หยุดเพียงเท่านั้น พวกคริสเตียนใหม่เหล่านั้นยังอุทิศตัวฟังคำสอน ร่วมสามัคคีธรรมและทำพิธีมหาสนิทร่วมกันด้วย
คำจำกัดความของการเทศนาแบบอรรถาธิบาย
๑.การอธิบาย คือ ไขความ, ขยายความ, ชี้แจง (to explain, to describe)
๒.ให้คำแนะนำ คือ ชี้ให้ทำหรือปฏิบัติ บอกให้รู้จักกัน (to guide, to direct, to coach, to suggest, to advice, to instruct, to present)
๓.การตอบสนอง (to respond to, to react) สิ่งสำคัญอย่างยิ่งในการเทศนาแบบอรรถาธิบายคือ การเรียกร้องให้ผู้ฟังตอบสนองโดยการรับเอาพระวจนะของพระเจ้ามาใช้ให้เกิดผลจริงในชีวิตของแต่ละคน พระเจ้าตรัสผ่านผู้เผยพระวจนะอิสยาห์ว่า “คำของเราที่ออกจากปากของเรา จะไม่กลับมาสู่เราเปล่าๆ แต่จะทำให้สิ่งที่เราพอใจนั้นสำเร็จ และให้สิ่งที่เราใช้ไปทำนั้นสำเร็จ” (อสย. ๕๕.๑๑)
(๓)คำเทศนาสั่งสอนที่แท้จริง
ตามปกติในทุกวันอาทิตย์และทุกธรรมาสน์ และในทุกคริสตจักรทั่วโลก มีการเทศนาสั่งสอนอยู่แล้ว แต่จะรู้ได้อย่างไรว่า อันไหนเป็นคำเทศนาที่แท้จริงและอันไหนเป็นแค่มีคนหนึ่งไปยืนขยับปากอยู่บนธรรมาสน์ เราสามารถแยกแยะคำเทศนาของศิษยาภิบาลและผู้รับใช้ของพระเจ้าในปัจจุบันนี้ได้ ๒ ประเภท คือ
๑)ลักษณะที่ไม่ใช่คำเทศนาแบบอรรถาธิบาย
๑.เป็นลักษณะของกากของพระกิตติคุณ
๒.มีการใช้พระคัมภีร์เพียงเล็กน้อยเพื่ออ้างอิงเท่านั้น ฝรั่งเรียกว่าใช้พระวจนะของพระเจ้าเป็นแค่ “สปริงบอร์ด” (spring board) ใช้เป็นประโยชน์เพียงฐานรองรับเพื่อกระโดดลงในสระว่ายน้ำเท่านั้น
๓.พูดถึงแต่เรื่องของศาสนา ความคิดเห็นในเรื่องขนบธรรมเนียมและประเพณีต่างๆ
๔.เทศนาเรื่องปรัชญาและสติปัญญาของมนุษย์
๕.เน้นเกี่ยวกับการประสบความสำเร็จของชีวิตในโลกนี้
๖.มุ่งทำให้เกิดความบันเทิงและเพลิดเพลินทางด้านอารมณ์ เล่าเรื่องตลกและเรียกเสียงหัวเราะเท่านั้น
๗.เน้นการแสดงออกตอบสนองทางด้านร่างกายและอารมณ์เป็นหลัก ทำให้สมาชิกเข้าใจผิดว่า การมีของประทานบางอย่าง เช่น การภาษาแปลกๆ จะทำให้จิตวิญญาณเจริญเติบโต และเป็นที่พอพระทัยของพระเจ้ามากที่สุด
๘.ให้คำสัญญาทางด้านวัตถุในลักษณะของข่าวประเสริฐเทียมเท็จว่า เมื่อเชื่อวางใจในพระเยซูคริสต์แล้ว จะมีสุขภาพที่ดี มีความมั่งคั่ง ร่ำรวยและรุ่งเรือง
๙.เทศนาเรื่องของพระเจ้า พระเยซูคริสต์ และพระวิญญาณบริสุทธิ์ไม่ตรงกับความเป็นจริงทั้งหมดในพระคัมภีร์
๑๐.ใช้หลักจิตวิทยาและหลักปรัชญาในการเทศนาสั่งสอน และแนะนำการแก้ปัญหาชีวิตชนิดที่ไม่ได้เป็นไปตามแบบอย่างของพระคัมภีร์ เช่น อธิษฐานขอแล้วจะได้ทุกสิ่งที่ต้องการ หรืออ่านพระคัมภีร์มากๆแล้วปัญหาจะหมดไป หรือนมัสการแล้วจะไม่มีปัญหา เป็นต้น
๑๑.เทศนาโดยใช้ศิลปะการแสดงเพื่อดึงดูดใจของผู้ฟัง (เช่น ดนตรี, นักร้อง, ดารา, นักแสดง, ภาพยนตร์, มายากล และอื่นๆ) ดร. เดนิส มอคได้กล่าว่า “พระวจนะของพระเจ้าไม่จำเป็นต้องได้รับการเสริมจากดนตรีของชาวโลก ความบันเทิง การแข่งขัน รางวัลและอาหาร”
๑๒.ไม่กล้าเทศนาแตะต้องความผิดบาป เพราะกลัวว่าสมาชิกจะหายไปจากโบสถ์ เพียงแต่แนะนำว่ารู้สึกเสียใจก็พอแล้ว พยายามปรับปรุงตนเองให้ดีขึ้น และใช้พระคุณของพระเจ้าเป็นช่องทางสนองตัณหาของตนเอง
๑๓.เทศนาในสิ่งที่คนอยากจะฟัง เช่น ความคิดสร้างสรรค์ในเชิงบวก
๑๔.อ่านพระคัมภีร์หนึ่งข้อหรือหนึ่งตอน แล้วกระโดดออกนอกบริบทไปไกล
๒)คำเทศนาแบบอรรถาธิบาย
ศิษยาภิบาลหรือนักเทศน์จะไม่พึ่งพาอาศัยในความรู้และความสามารถของตนเอง แต่ต้องมีความเชื่อมั่นในสิทธิอำนาจแห่งพระวจนะของพระเจ้า ดังที่เปาโลบอกแก่พี่น้องคริสเตียนในเมืองเธสะโลนิกาว่า พวกเขารับพระวจนะอย่างไม่ใช่เป็นคำของมนุษย์ “แต่รับไว้ตามความเป็นจริง คือเป็นพระวจนะของพระเจ้า ซึ่งกำลังทำงานอยู่ภายในท่านที่เชื่อ” (๑ ธส. ๒.๑๓)
แม้ว่าในคำประกาศหรือเทศนาของเรานั้น จะแยกคนฟังออกเป็นสองพวก คือ พวกแรกฟังแล้วไม่เชื่อ และพวกที่สอง ได้ฟังแล้วและก็รับเอาไว้ในใจ พระวจนะของพระเจ้าจะปลดปล่อยพวกเขาให้มีเสรีภาพอย่างแท้จริง “พระเยซูจึงตรัสแก่พวกยิวที่ไว้วางใจในพระองค์ว่า ถ้าพวกท่านยึดมั่นในคำสอนของเรา ท่านก็เป็นสาวกของเราอย่างแท้จริง และพวกท่านจะรู้จักสัจจะ และสัจจะจะทำให้ท่านเป็นไท” (ยน. ๘.๓๑-๓๒)
ผู้เขียนพระธรรมฮีบรูยืนยันว่า พระคัมภีร์มีฤทธิ์อำนาจในการแตะต้องสัมผัสและเปลี่ยนแปลงชีวิตของมนุษย์ (ฮบ. ๔.๑๒) ผู้เขียนพระธรรมสดุดี ๑๙.๖-๑๑ ก็กล่าวถึงว่า พระวจนะของพระเจ้าเพียงอย่างเดียว ก็นับว่าเพียงพอแล้ว
“ดีพร้อมและฟื้นฟูชีวิต ทำให้คนรู้น้อยมีปัญญา พระวจนะถูกต้องและทำให้ใจยินดี บริสุทธิ์และทำให้ดวงตากระจ่าง พระวจนะสัตย์จริงและชอบธรรม มีค่ามากกว่าทองคำ หวานยิ่งกว่าน้ำผึ้ง และที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งคือ ตักเตือนผู้รับใช้ของพระองค์”
(๓)คำหนุนใจนักเทศน์แบบอรรถาธิบาย
-ให้ประกาศพระวจนะของพระเจ้าอย่างไม่ย่อท้อ แม้ว่าผู้คนจะไม่ยอมฟังคำสอนแบบมีหลักการ แล้วหันไปนิยมชมชอบนักเทศน์ประเภทเอาอกใจคนฟัง หรือเพื่อความบันเทิง (๒ ทธ. ๔.๒-๔)
-ให้เทศนาอย่างตรงไปตรงมา ด้วยยืนอยู่บนมาตรฐานของพระเจ้า ดังที่เปาโลได้ยืนยันตัวท่านเองว่า “เราได้ละทิ้งการกระทำ(เล่ห์เหลี่ยม)ต่างๆ ที่แอบแฝงและน่าอับอายไปแล้ว เราไม่ใช้อุบายและไม่ได้บิดเบือนพระวจนะของพระเจ้า
แต่โดยเปิดเผยความจริง เราเสนอตัวเราต่อมโนธรรมของทุกคนเฉพาะพระพักตร์พระเจ้า” (๒ คร. ๔.๒)
-นักเทศน์จะต้องไม่ทำให้น้ำหนักแห่งพระวจนะของพระเจ้านั้นเบาบางลง โดยใช้คำว่า “อาจจะ, บางที, คงเป็นดังนั้น...ฯลฯ”
-นักเทศน์ต้องไม่บิดเบือนพระวจนะของพระเจ้า คือทำให้ข้อเท็จจริงพลาดไปอย่างตั้งใจ (distort ทำให้รับข้อมูลผิดๆ misrepresent การแสดงอย่างผิดๆ หลอกลง และบิดเบือน)
-นักเทศน์ต้องเป็นคนซื่อสัตย์ ไม่เพิ่มเติมพระวจนะหรือตัดออก เพื่อจะนำคนออกนอกลู่นอกทาง ดังที่เปาโลได้ยืนยันว่า “อย่าออกนอกขอบเขตของพระคัมภีร์” (๑ คร. ๔.๖-๗)
-อย่าเทศนาด้วยการอาศัยสติปัญญาของตนเองหรือของโลกนี้ เพราะจะทำให้เรื่องกางเขนหมดฤทธิ์เดช (๑ คร. ๑.๑๗-๑๙, รม. ๑.๑๖-๑๗)
-อย่าได้วิตกกังวลในเรื่องขาดทักษะในการเทศนา ไม่มีวาทศิลป์ หรือเห็นว่านักเทศน์คนอื่นมีสติปัญญาเหนือกว่า จงเทศนาสั่งสอนตามพระคัมภีร์เท่านั้น โดยให้ความสำคัญเรื่ององค์พระเยซูคริสต์ผู้ทรงถูกตรึงที่ไม้กางเขน (๑ คร. ๒.๑)
-จงเทศนาด้วยความถ่อมใจ ยำเกรงและถวายเกียรติแด่พระเจ้าเสมอ โดยรู้ตัวเองอยู่ตลอดเวลาอ่อนแอและขาดพลัง จำเป็นต้องพึ่งฤทธิ์เดชแห่งพระวิญญาณบริสุทธิ์ (๑ คร. ๒.๓)
-นักเทศน์และนักเขียนท่านหนึ่งกล่าวว่า “ผู้คนจะเกิดความซาบซึ้งในพระวจนะของพระเจ้า มากกว่าคำพูดของนักเทศน์”
-นักเทศน์จะต้องขวนขวายศึกษาหาความรู้อยู่เสมอ ห้องสมุดควรจะเป็นที่อยู่ของศิษยาภิบาลในเกือบจะทุกวัน
ในระหว่างสัปดาห์ เขาจะศึกษาความหมายของภาษาเดิม และการตีความหมาย (hermeneutic) พระคัมภีร์ พร้อมกับนั่งลงอธิษฐานต่อพระเจ้า แล้วเขียนคำเทศนาอย่างละเอียด ทำการแก้ไข ดัดแปลงและปรับปรุงให้พร้อมสำหรับการขึ้นสู่ธรรมาสน์ในเช้าวันอาทิตย์.
[1] พจนานุกรมฉบับมติชน
[2] คำว่าหนุนใจไม่มีในภาษาไทย มีแต่ในพระคัมภีร์เท่านั้น
[3] พจนานุกรมฉบับมติชน
[4] อ้างแล้ว








