gototopgototop
Get Adobe Flash player
เรื่องสั้น สาระ
แหล่งรวมบทความ
Trendy:
Global Thaisermons
Thaisermons Share
Delicious
ค้นหาบทความ-โครงเทศน์
Home คลังบทความ เกี่ยวกับผู้นำ ศิษยาภิบาล(Pastor)

ศิษยาภิบาล(Pastor)

www.thaisermons.com

ธวัช เย็นใจ/พระคริสตธรรมไทยเชียงใหม่

ศิษยาภิบาล(Pastor)

     คนไทยโดยทั่วไปไม่ค่อยคุ้นเคยกับคำว่า “ศิษยาภิบาล” เพราะคำนี้เป็นภาษาของคริสเตียนโดยเฉพาะ ในพจนานุกรมไทยมีแต่คำว่า “ศิษย์ คือผู้ที่ได้รับการสั่งสอนจากครู” และคำว่า “อภิบาล คือ เลี้ยงดู, บำรุงรักษา”[1] ดังนั้น พวกเราจึงได้นำสองคำมาผสมผสานกันจนกลายเป็น “ศิษยาภิบาล” หมายถึง “ผู้บำรุงเลี้ยงและดูแลศิษย์” ซึ่งเป็นการอภิบาลทั้งสามด้านคือ ร่างกาย จิตใจ(อารมณ์)และจิตวิญญาณ ในความหมายที่แท้จริงของพระคัมภีร์ ศิษบาภิบาลก็คือผู้เลี้ยงแกะ (shepherd) นั่นเอง

                น่าสังเกตว่าในพจนานุกรมฉบับภาษาอังกฤษ ก็ยังให้คำจำกัดความที่ไม่ค่อยตรงกับความจริง คำแรก Pastor คือพระหรือบาทหลวง และคำ Pastoral หมายถึงเกี่ยวกับชีวิตในชนบท, เกี่ยวกับพระหรือบาทหลวง, เกี่ยวกับฟาร์มเลี้ยงสัตว์, ชีวิตความเป็นอยู่ที่เรียบง่าย

 

หน้าที่ของศิษยาภิบาล

            พระคัมภีร์ได้กล่าวถึงหน้าที่ความรับผิดชอบของศิษยาภิบาล คือ เป็นผู้เลี้ยงดูลูกแกะของพระเจ้า บางคนเรียกว่า “ชุมพาบาล” ชุมพาหมายถึงแกะตัวผู้ คำนี้นำมาใช้ในที่นี้ไม่ค่อยถูกต้องนัก เพราะผู้เลี้ยงแกะต้องไม่เลือกเพศ ไม่ว่าตัวผู้หรือตัวเมียก็ล้วนเป็นแกะของพระเจ้าทั้งสิ้น

                (๑)ศิษยาภิบาลคือผู้เลี้ยง

                ศิษยาภิบาลมีหน้าที่เลี้ยงดู ปกป้อง คุ้มครองรักษา ทะนุถนอม หนุนจิตชูใจและนำสมาชิกที่อยู่ในความรับผิด ชอบของตน เปโตรซึ่งเป็นผู้นำรุ่นใหญ่ได้บอกกับผู้นำคริสตจักรในสมัยโบราณว่า “เพราะฉะนั้น ข้าพเจ้าจึงตักเตือนบรรดาผู้อาวุโสในพวกท่าน ในฐานะที่ข้าพเจ้าก็เป็นทั้งผู้อาวุโส และเป็นพยานถึงความทุกข์ทรมานของพระคริสต์ และเป็นหุ้นส่วนที่จะรับศักดิ์ศรีที่กำลังจะปรากฏ”

                พร้อมกับย้ำถึงหน้าที่อันสำคัญว่า “จงเลี้ยงดูฝูงแกะของพระเจ้าที่อยู่ท่ามกลางพวกท่าน (โดยเอาใจใส่ดูแล) ไม่ใช่ด้วยความฝืนใจ แต่ด้วยความเต็มใจ (ตามพระประสงค์ของพระเจ้า) ไม่ใช่ด้วยโลภในทรัพย์สิ่งของ แต่ด้วยใจกระตือรือร้น และไม่เหมือนผู้ใช้อำนาจบาตรใหญ่ข่มขี่ผู้ที่อยู่ในความดูแล แต่ให้เป็นแบบอย่างแก่ฝูงแกะนั้น และเมื่อพระผู้เลี้ยงที่ยิ่งใหญ่เสด็จมาปรากฏ พวกท่านจะได้รับมงกุฎที่ไม่มีวันร่วงโรย” (๑ ปต. ๕.๑-๔ ฉบับมาตรฐาน ๒๐๑๑)

                นั่นแสดงว่ามีศิษยาภิบาลอยู่สองประเภทใช่หรือไม่?  ประเภทแรกคือ เลี้ยงดูแกะด้วยความเอาใจใส่ ด้วยความเต็มใจ ด้วยความร้อนรนและด้วยการเสียสละ แต่ประเภทที่สองคือ เลี้ยงแกะด้วยความฝืนใจ เพราะเห็นแก่อามิสสินจ้าง ทำเพื่อเงิน และชอบใช้อำนาจเข้าขู่บังคับลูกแกะ

                (๒)เลี้ยงดูด้วยพระวจนะของพระเจ้า

                ในคริสตจักรของพระเจ้ามีคนหลายระดับ คนที่กำลังสนใจในเรื่องความรอดของพระเยซูคริสต์ คนที่เพิ่งเชื่อใหม่ คนที่เชื่อนานแล้วและคนระดับผู้นำ ฉะนั้น ศิษยาภิบาลจะต้องเป็นคนที่คอยสังเกตดูความต้องการฝ่ายจิตวิญญาณของคนเหล่านี้ และคอยให้อาหารอย่างถูกคน ถูกวิธีและถูกเวลา

                “พระคัมภีร์มีเขียนไว้ว่า มนุษย์จะดำรงชีวิตด้วยอาหารเพียงอย่างเดียวไม่ได้ แต่ต้องดำรงชีวิตด้วยพระวจนะทุก

คำที่ออกมาจากพระโอษฐ์ของพระเจ้า” (มธ. ๔.๔)

                พระเยซูทรงห่วงใยบรรดาผู้เชื่อมากแค่ไหน ขนาดเมื่อจะเสด็จขึ้นสู่สวรรค์อยู่รอมร่อแล้ว ก็ยังตรัสถามเปโตรว่า “ท่านรักเราหรือ?” เมื่อเปโตรตอบว่าใช่ พระองค์จึงสั่งเสียแก่เขาว่า “จงเลี้ยงดูลูกแกะของเราเถิด” (ยน. ๒๑.๑๗) พระองค์ไม่ได้ห่วงเรื่องใดมากเท่ากับการเจริญเติบโตฝ่ายจิตวิญญาณของคริสเตียน

                เมื่อเปโตรมีโอกาสได้เขียนจดหมายไปถึงผู้เชื่อที่กระจัดกระจายกันอยู่ในแคว้นทั้งห้า ท่านพูดหลายเรื่องด้วยกัน แต่สิ่งที่ลืมไม่ได้คือการเติบโต “เช่นเดียวกับทารกแรกเกิด จงปรารถนาน้ำนมฝ่ายวิญญาณที่ไร้สิ่งเจือปน เพื่อโดยน้ำนมนั้น พวกท่านจะได้เติบโตขึ้นสู่ความรอด” (๑ ปต. ๒.๒) เด็กที่คลอดออกมาปกติดีย่อมจะต้องหิวนม และน้ำนมของคุณแม่นั้นปลอดภัยและดีที่สุด แต่ถ้าคุณแม่ไม่ระวังในเรื่องอาหารที่ตนเองกิน เช่น กินเผ็ดหรือเปรี้ยวเกินไป มันจะส่งผลต่อลูกที่ทานนมแล้วอาจท้องเสียก็ได้

                พระวจนะของพระเจ้าที่ศิษยาภิบาลป้อนให้แก่สมาชิกนั้น จะต้องบริสุทธิ์(ฉบับเดิม) ไม่มีสารพิษใดๆเจือปน ศิษยาภิบาลจะต้องระวังที่จะไม่ปลอมปนความคิดของตนเอง หลักปรัชญา ความคิดแบบโลก และคำสอนของศาสนาดั้งเดิมลงไปพร้อมกับพระคำของพระเจ้า เพราะนั่นย่อมมีอันตรายอย่างมากต่อตนเองและสมาชิกด้วย

                (๓)ศิษยาภิบาลมีหน้าที่เทศนาพระวจนะ

                นักศาสนศาสตร์ท่านหนึ่งกล่าวว่า “เราสามารถสอนได้โดยไม่ต้องเทศนา แต่ไม่สามารถเทศนาตามพระคัมภีร์ได้โดยไม่สอน จริงๆแล้วเราไม่มีอะไรที่จะเทศนา จนกว่าเราจะได้สอน” แม้คำว่าเทศนาและสั่งสอนเป็นสิ่งที่ต้องควบคู่กันไป

แต่ในภาษาเดิมใช้คำว่า “สั่งสอน” มากกว่าคำว่าเทศนา (นักศาสนศาสตร์บางคนอ้างว่า ไม่มีคำว่าเทศนาในพระคัมภีร์)

                ในพระธรรม ๒  ทธ. ๔.๒ เปาโลได้กล่าวกำชับทิโมธีอย่างขึงขังให้รีบเร่งในการประกาศข่าวประเสริฐของพระคริสต์ “จงประกาศพระวจนะ จงทำการอย่างขะมักเขม้นทั้งในขณะที่คนสนใจและไม่สนใจ จงชักชวน ตักเตือนและหนุนใจด้วยความอดทนและด้วยการสั่งสอนอย่างเต็มที่”

                ท่าทีของศิษยาภิบาลต่องานรับใช้คือ หนึ่ง ประกาศพระวจนะอย่างขะมักเขม้น (ตั้งใจทำให้เสร็จโดยเร็ว, มานะอย่างใจจดจ่อ, ก้มหน้าก้มตาทำ โดยไม่สนใจสิ่งอื่น) สอง การชักชวน คือพยายามโน้มน้าวน้าวจิตใจของผู้คนด้วยพระคัมภีร์ให้เข้ามาพระคริสต์ สาม ตักเตือน คือ สั่งสอนให้สำนึกตัว และสี่ หนุนใจ[2] คือส่งเสริม ผลักดัน ช่วยเหลือคนอื่นให้เจริญเติบโตขึ้นในฝ่ายจิตวิญญาณ

                เปาโลเป็นห่วงคริสตจักรโคโลสี ท่านจึงได้เขียนจดหมายไปบอกในทำนองเดียวกันว่า ท่านได้ประกาศพระวจนะ เตือนสติ และสั่งสอนทุกคน “เพื่อเราจะถวายทุกคนที่เป็นผู้ใหญ่ในพระคริสต์” (คส. ๑.๒๘) จุดประสงค์อันสูงสุดในการรับใช้ของศิษยาภิบาลก็คือ เทศนาสั่งสอนให้ผู้เชื่อทุกคนเติบโตขึ้นในฝ่ายจิตวิญญาณ และถวายคนเหล่านั้นแด่พระเจ้า

                ศิษยาภิบาลที่รัก ไม่มีคำสอนอื่นใดทั้งสิ้น นอกจากพระวจนะของพระเจ้าเท่านั้น!

                (๔)ศิษยาภิบาลเป็นผู้เตรียมธรรมิกชน

                พระธรรม อฟ. ๔.๑๑-๑๓ “พระองค์เองประทานให้บางคนเป็นอัครทูต บางคนเป็นผู้เผยพระวจนะ บางคนเป็นผู้ประกาศข่าวประเสริฐ บางคนเป็นศิษยาภิบาลและอาจารย์ เพื่อเตรียมธรรมิกชนสำหรับการปรนนิบัติและเสริมสร้างพระกายของพระคริสต์ จนกว่าทุกคนจะบรรลุถึงความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน ในความเชื่อและความรู้ถึงพระบุตรของพระเจ้า บรรลุถึงความเป็นผู้ใหญ่ คือเติบโตถึงขนาดความบริบูรณ์ของพระคริสต์”

                ในพระธรรม ๑ ปต. ๔.๑๐-๑๑ กล่าวถึงการที่คริสเตียน “ได้รับของประทาน” และใช้ของประทานนั้นเพื่อ

“ปรนนิบัติซึ่งกันและกัน นอกจากนั้นเปาโลได้กล่าวถึงของประทานชนิดต่างๆที่เหมาะสมสำหรับแต่ละคนเพื่อใช้ใน

งานของพระเจ้า (ดู ๑ คร. ๑๒.๑-๑๑, รม. ๑๒.๖-๘)

                หลักการสำคัญคือ ประการแรก เรารับของประทานจากพระเจ้า ประการที่สอง ใช้ของประทานนั้นในคริสตจักร ประการที่สาม เพื่อเสริมสร้างคนอื่นให้เติบโตขึ้นในฝ่ายจิตวิญญาณ ผลลัพธ์อันน่าพึงพอใจที่ได้คือ คนเหล่านั้นที่ได้รับการสอนแล้ว ต่างก็ออกไปเกิดผลเพื่อพระเจ้า (๒ ทธ. ๒.๒)      

                เคยมีการถามความคิดเห็นของศิษยาภิบาลหลายคนว่า “ทำไมท่านจึงไม่สร้างผู้นำหรือผู้รับใช้ของพระเจ้าขึ้นในคริสตจักร?” คำตอบที่ได้รับน่าตกใจมาก คือ “หากสร้างคนเหล่านั้นขึ้นมาทำงานแทน ผมก็คงจะต้องตกงานอย่างแน่นอน”

แท้จริงแล้ว ผู้รับใช้ของพระเจ้าคนไหนที่ซื่อสัตย์ ขยันขันแข็ง และเอาจริงเอาจัง คริสตจักรและหน่วยงานต่างๆได้อ้าแขนพร้อมที่จะประเคนตำแหน่งให้อยู่แล้ว

                (๕)ศิษยาภิบาลมีชีวิตที่เป็นแบบอย่างที่ดี

                อาจกล่าวได้ว่า ศิษยาภิบาลเป็นพ่อฝ่ายจิตวิญญาณ ดังนั้น ต้องทำตัวเป็นแบบอย่างที่ดี ในภาษาอังกฤษมีคำกล่าวว่า Every one should remember the one day his children will follow his example instead of his advice “ผู้เป็นพ่อทุกคนควรระลึกไว้เสมอว่า วันหนึ่งลูกๆของท่านจะดำเนินตามแบบอย่างของท่าน แทนที่จะทำตามคำแนะนำของท่าน”

                ภาษาจีนมีคำว่า ฟู่ หมู่ ซื่อ ปาง ย่าง : “บิดามารดาเป็นแบบอย่าง” อิ่ว ฉี ฟู่ อิ่ว ฉี่จื่อ : “บิดาเป็นอย่างไร ลูกชายก็เป็นอย่างนั้น” นี่เป็นความจริงในแง่ของคริสตจักร ศิษยาภิบาลผู้อยู่ในฐานะของพ่อฝ่ายวิญญาณ ศิษยาภิบาลเป็นอย่างไร สมาชิกในคริสตจักรก็เป็นอย่างนั้น

                ในพระธรรม ๑ ทธ. ๔.๑๒ เปาโลได้บอกให้ผู้นำคริสตจักรเป็นแบบอย่างทางด้านคุณธรรมและจริยธรรม ในเรื่องของ ๑) การใช้วาจา ๒) วิธีการดำเนินชีวิต ๓) ในด้านความรัก  ๔) ในด้านความเชื่อ และ ๕) ในความบริสุทธิ์ ท่านกล่าวเน้นว่า “จงเป็นแบบอย่างแก่คนทั้งปวงที่เชื่อ”

                อฟ. ๔.๒๙ หากเราต้องการให้คริสตจักรเจริญเติบโตขึ้นจะต้อง “อย่าให้คำเลวร้ายออกจากปากท่านทั้งหลาย แต่จงกล่าวคำดีๆ ที่เสริมสร้างและที่เหมาะกับความต้องการ เพื่อจะได้เป็นคุณแก่ทุกคนที่ต้องการ” แต่ถ้าเราต้องการทำลายคริสตจักรก็ง่ายนิดเดียวคือ “จงกล่าวแต่คำเลวร้าย คำที่ทำลายและไม่เหมาะสม เพื่อจะได้เป็นโทษแก่ทุกคน”

                (๖)ศิษยาภิบาลจะต้องป้องกันคำสอนเทียมเท็จ

                ในสมัยโบราณกับในสมัยนี้แทบจะไม่แตกต่างกันในด้านคำสอนเท็จ ที่แพร่ระบาดเข้ามาในคริสตจักรของพระเจ้า และนับวันจะเพิ่มทวีมากยิ่งขึ้น  พระธรรม กจ. ๒๐.๒๘-๓๑ เมื่อเปาโลจากคริสตจักรเอเฟซัสไป ท่านรู้สึกเป็นห่วงเป็นใยต่อสวัสดิภาพทางด้านจิตวิญญาณของบรรดาสมาชิก จึงเชิญบรรดาผู้ปกครองคริสตจักรมาเพื่อหนุนใจว่า จะมีพวกหมาป่า(ผู้สอนเท็จ)อันร้ายกาจเข้ามาลัก ลาก ฆ่าและทำลายลูกแกะของพระเจ้า พวกเขาจะต้องระวังตัวและปกป้องฝูงแกะเอาไว้ให้ได้

                ในพระธรรม ๑ ทธ. ๑.๓-๔ เปาโลได้กล่าวถึงคน(อาจารย์ชาวยิว)ที่สอนแปลกออกไปที่แอบเข้ามาในคริสตจักร โดยเน้นสอนในเรื่องนิทานนิยายและลำดับวงศ์ตระกูล เรื่องไร้สาระ  ที่ขัดแย้งกับคำสอนในพระวจนะของพระเจ้า ศิษยาภิบาลคือทิโมธีจะต้องกำชับคนพวกนี้ไม่ให้สอนผิดแผกไป

                สิ่งสำคัญคือ ผู้นำคริสตจักรจะต้องยึดมั่นในพระวจนะของพระเจ้า และดำเนินชีวิตของตนเองให้เป็นแบบอย่างที่ดีเสียก่อน (๒ ทธ. ๑.๑๓) “ยึดมั่นในพระวจนะอันสัตย์จริงตามคำสอน เพื่อจะสามารถหนุนใจด้วยคำสอนที่ถูกต้อง และชี้แจงต่อผู้ที่คัดค้าน” (ทต. ๑.๙)

                การที่จะรู้ว่าธนบัตรใบไหนจริงและใบไหนปลอม ก็โดยการที่ต้องรู้จักธนบัตรจริงเสียก่อน เช่นเดียวกัน การที่

จะรู้ว่าคำสอนไหนเทียมเท็จหรือคำสอนไหนจริง ก็โดยการสอนสมาชิกในคริสตจักรของเราให้รู้พระคัมภีร์  ดร. เดนิส มอค ศิษยาภิบาลแห่งคริสตจักร First Baptist Church กล่าวว่า “วิธีดีที่สุดที่จะต่อสู้กับคำสอนผิดๆ  ก็คือสอนหลักอย่างถูกต้องตามพระวจนะของพระเจ้า”

 

 

 

 

 

                                              2

                              ศิษยาภิบาลกับการเทศนา

 

                ผู้รับใช้ของพระเจ้าบางคนไม่ชอบใช้คำว่าเทศนา แต่เลี่ยงไปใช้คำว่า “สอนพระคัมภีร์” แทน เพราะเขาอ้างว่าการเทศนาไม่มีในพระคัมภีร์ (คงจะเหมือนกับการอ้างคำว่า “ศาสนาจารย์” ไม่มีในพระคัมภีร์นั่นแหละ) และบอกอีกว่าคำเทศนาที่มีอยู่ในคริสตจักรต่างๆในปัจจุบันนี้ส่วนใหญ่ไม่ได้มาจากพระคัมภีร์

                คำเทศนาในทุกวันนี้มีลักษณะเป็น

                ๑) การแสดง ในศาสนาดั้งเดิมของไทยเราจะใช้คำว่า “แสดงพระธรรมเทศนา” ซึ่งชีวิตส่วนตัวของผู้เทศนาอาจจะไม่เป็นตามที่เทศนานั้นก็ได้ 

                ๒) เป็นการแสดงสุนทรพจน์ หมายถึงคำปราศรัยที่เป็นพิธีการ[3]

                ๓) เป็นการพูดถึงเรื่องศาสนาในที่สาธารณชน

                ๔) เป็นการเล่าเรื่องราวสถานการณ์ความเป็นไป เล่าข่าวหนังสือพิมพ์ ทีวีและอินเตอร์เนท

                ๕) เป็นทอล์คโชว์เพื่อความบันเทิง ให้ความตลกโปกฮา แต่สาระทางฝ่ายจิตวิญญาณมีน้อยเหลือเกิน

                สิ่งที่กล่าวมาหลายประการเหล่านี้ไม่ใช่งานของศิษยาภิบาลเลย แต่เราผู้รับใช้ของพระเจ้าจะต้องตระหนักอยู่ตลอดเวลาว่า คำเทศนาที่แท้จริง คือคำสอนจากพระคริสตธรรมคัมภีร์โดยตรง!

                (๑)การเทศนาแบบอรรถาธิบาย (Expository)

                ตามที่เราทั้งหลายซึ่งเป็นผู้รับใช้ของพระเจ้าทราบกันคือ มีคำเทศนาแบบหัวข้อ (หรือหัวเรื่อง) และคำเทศนาแบบอรรถาธิบาย ซึ่งมาจากคำว่า “อรรถ” หมายถึงเนื้อความ,สาระ และคำว่า “อธิบาย” คือไขความ, ขยายความ, ชี้แจง, เมื่อรวมเข้าด้วยกันก็คือ “การอธิบายความ”[4] มีนักศาสนศาสตร์บางคนใช้คำว่า “เทศนาแบบธรรมาธิบาย”

                การเทศนาแบบอรรถาธิบายประกอบด้วยหลักต่อไปนี้

                ๑.การประกาศข้อความจากพระวจนะของพระเจ้า โดยวิธีอย่างมีระบบระเบียบ และเป็นขั้นเป็นตอน

                ๒.การอธิบายความหมายของพระคัมภีร์

                เพื่อคนจะรู้และเข้าใจได้ จะเห็นตัวอย่างจากการฟื้นฟูจิตวิญญาณในสมัยของเนหะมีย์  เอสราได้ยืนขึ้นอ่านพระธรรมของพระเจ้า และมีผู้ช่วยหลายคนยืนอยู่เคียงข้าง บรรดาประชาชนก็ตั้งใจฟัง (ฉบับเดิมว่าตะแคงหูฟัง) “คนเลวีได้ช่วยให้ประชาชนเข้าใจธรรมบัญญัติ...และพวกเขาอ่านจากหนังสือธรรมบัญญัติของพระเจ้าอย่างชัดเจน และเขาก็อธิบายความหมาย ประชาชนจึงเข้าใจข้อความที่อ่านนั้น” (อสร. ๘.๑-๘)

                ๓.การกำชับและตักเตือน

                ในการเทศนาสั่งสอนของศิษยาภิบาลนั้น มีจุดประสงค์เพื่อผู้คนสมาชิกในคริสตจักรและในที่ประชุมเชื่อฟังพระวจนะของพระเจ้า แล้วนำความจริงนั้นไปใช้กับชีวิตประจำวันของแต่ละคน

                ขอให้ผู้รับใช้ของพระเจ้าทุกคนเข้าใจว่า ในการเทศนาแบบอรรถาธิบายนั้น ตัวของศิษยาภิบาลผู้เทศนาเองเป็นเพียงเครื่องมืออันทรงประสิทธิภาพของเจ้า (พระคัมภีร์บางตอนใช้คำว่า “เป็นภาชนะของพระเจ้า” หรือผู้พูดแทนพระองค์) เพื่อนำพระวจนะแห่งความจริงไปถึงผู้คน แต่พระเจ้าจะทรงเป็นผู้เปิดเผยและมีฤทธิ์อำนาจในการเปิดใจของผู้ฟังให้รับพระวจนะนั้น

                (๒)ลักษณะของคำเทศนาสั่งสอนแบบอรรถาธิบาย

                ประการแรก ศิษยาภิบาลจะต้องยกเอาพระคัมภีร์ทั้งตอน หรือทั้งย่อหน้า (บางทีตอนหนึ่งจะมีหลายย่อหน้า)มาอธิบายอย่างเป็นระบบระเบียบ มีลำดับเป็นขั้นตอนไป สิ่งที่ลืมไม่ได้คือนักเทศน์จะต้องคำนึงถึงบริบทของพระคัมภีร์ตอนนั้นๆด้วย (คือตอนก่อนหน้านี้และตอนหลังจากนั้น) เพื่อจะทราบที่มาหรือที่ไปของท้องเรื่อง และเพื่อจะไม่เทศนาไขว้เขวออกนอกทางไป

                ประการที่สอง เทศนาสั่งสอนจากพระคัมภีร์เป็นบท เป็นตอน หรือยกมาทั้งเล่มเพื่ออธิบาย สิ่งสำคัญคือนักเทศน์จะต้องศึกษาเบื้องหน้าเบื้องหลัง (ที่เรียกว่าการสำรวจพระคัมภีร์)มาเป็นอย่างดีเสียก่อน ซึ่งปัจจุบันนี้มีหนังสือมากมายให้ค้นคว้าทั้งในภาษาอังกฤษและภาษาไทย ในอินเตอร์เนทก็มีอยู่ไม่น้อย ลองคลิกเข้าไปเสาะหาดู

                ประการที่สาม ให้พระคัมภีร์เป็นตัวกำหนดทั้งในเนื้อหาสาระและโครงเรื่อง เหมือนกับคำที่ ดร.เดนิส เลนใช้ในการเขียนหนังสือเล่มหนึ่งชื่อ “ให้พระคัมภีร์พูดเองเถิด” หมายความว่าใช้พระคัมภีร์ตีความหมายของพระคัมภีร์ ถ้าทำอย่างนี้เราจะได้เนื้อแท้ของคำสอนตอนนั้น

                ประการที่สาม ขอให้ศิษยาภิบาลเข้าใจว่า การเทศนาแบบอรรถาธิบายนั้นแตกต่างจากการเทศนาตามหัวข้ออย่างสิ้นเชิง การเทศนาตามหัวข้อนั้นนักเทศน์เป็นผู้กำหนดว่าจะพูดเรื่องอะไร แต่แบบธรรมาธิบายนักเทศน์กำหนดไม่ได้ ต้องปล่อยให้เป็นหน้าที่ของพระคัมภีร์ตอนนั้นว่า จะพูดถึงเรื่องอะไรบ้าง บางทีมีเพียงเรื่องเดียว แต่บางครั้งพูดหลายเรื่องด้วยกัน

            ประการที่สี่ นักเทศน์จะต้องศึกษาถึงภาษาเดิมหรือความหมายที่แท้จริงของพระคัมภีร์ (ในภาษากรีกและฮีบรู รวมทั้งภาษาอังกฤษด้วย)ตอนที่จะเทศนาอย่างละเอียด อ่านเปรียบเทียบกันหลายๆเล่ม เพราะพระคัมภีร์แต่ละฉบับ(version)แปลข้อความอาจไม่เหมือนกัน ซึ่งจะทำให้ความคิดของนักเทศน์แตกฉานมากขึ้น (พระคัมภีร์ในภาษาไทยของเรามีราว ๗-๘ ฉบับ)

            ประการที่ห้า การใช้ตัวอย่างเพื่อประกอบคำเทศนา ตัวอย่างที่ดีที่สุดมาจากพระคัมภีร์โดยตรง ศิษยาภิบาลอาจจะยกตัวอย่างหรืออุทาหรณ์จากที่อื่นได้บ้าง เพื่อจะทันสมัยและทำให้สมาชิกเข้าใจง่าย แต่ทางที่ดีที่สุดคือ พระคัมภีร์เดิมและใหม่มีตัวอย่างอยู่พร้อมมูลแล้ว

            ประการที่ห้า ในการเทศนาแต่ละครั้งหรือแต่ละช่วง ศิษยาภิบาลจะต้องไม่ลืมที่จะนำเอาบทเรียนจากเรื่องนั้นๆมาประยุกต์ใช้กับชีวิตของพี่น้องคริสเตียนในยุคปัจจุบัน ให้พวกเขารู้ว่า พระคัมภีร์นั้นใหม่และทันสมัยอยู่เสมอ และสามารถใช้กับทุกเหตุการณ์และทุกเวลา

            ประการที่หก สิ่งสำคัญอีกอย่างหนึ่งในการเทศนาคือ ศิษยาภิบาลต้องนำเอาพระวจนะมาท้าชวนสมาชิกในคริสตจักร ให้พวกเขาแสดงท่าทีตอบสนองต่อพระดำรัสของพระเจ้าไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง เพื่อชีวิตฝ่ายจิตวิญญาณจะได้เติบ

โลกและรับการเปลี่ยนแปลง

                ๑)ตัวอย่างจากพระคัมภีร์เดิม

                ในพระคัมภีร์เดิมมีคำเทศนาแบบธรรมาธิบาย คือ พระธรรมเนหะมีย์บทที่ ๘.๑-๑๒ มีบันทึกไว้ว่า ประชาชนชาวยิวต่างมาชุมนุมกันที่ลานเมืองหน้าประตูน้ำ เอสราผู้เป็นธรรมาจารย์ก็เอาหนังสือพระคัมภีร์ม้วนออกมาอ่านด้วยเสียงอันดัง พร้อมกับมีการอธิบายด้วยภาษาง่ายๆที่ทุกคนสามารถเข้าใจได้

                สิ่งที่เกิดขึ้นคือ “ประชาชนทุกคนต่างตั้งใจฟังหนังสือธรรมบัญญัติ” ผลตอบสนองหลังจากที่มีการเผยพระวจนะแล้วคือ “ประชาชนได้ร้องไห้(รู้สึกประทับใจหรืออาจเสียใจในความผิดบาปของตนเอง)เมื่อได้ยินถ้อยคำของพระบัญญัติ”

ท้ายสุดจบลงการกินเลี้ยงฉลองกัน “เปรมปรีดิ์กันอย่างยิ่ง เพราะพวกเขาเข้าใจถ้อยคำซึ่งประกาศให้เขาฟังนั้น” 

                ๒)ตัวอย่างจากพระคัมภีร์ใหม่ 

                ส่วนในพระคัมภีร์ใหม่ก็ศึกษาได้จากคำเทศนาของเปโตรเนื่องในวันเพนเตคอส คือกิจการ ๒.๑๔-๔๑ จะเห็นว่ามีศูนย์กลางอยู่ที่ข้อความจากพระคัมภีร์ มีการอธิบายอย่างละเอียดในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินชีวิตของผู้คน และดูว่าผู้ฟังตอบสนองต่อพระวจนะนั้นอย่างไร

                “เมื่อคนทั้งหลายได้ยินแล้วก็รู้สึกแปลบปลาบใจ จึงกล่าวกับเปโตรและอัครทูตคนอื่นๆว่า พี่น้องเอ๋ย เราจะทำอย่างไรดี?” (ข้อ ๓๗)ทันใดนั้นเองเปโตรก็บอกถึงทางออกว่าให้กลับใจเสียใหม่ และรับบัพติสมา เพื่อพระเจ้าจะทรงโปรดยกโทษความผิดบาปของพวกเขา “เปโตรจึงกล่าวอีกหลายเรื่องเป็นพยานและเตือนสติพวกเขาทั้งหลาย” (ข้อ ๓๘, ๔๐)

ผลที่เกิดขึ้นคือมีคนกลับใจใหม่และบัพติสมาถึง ๓,๐๐๐ คน แต่ไม่ได้หยุดเพียงเท่านั้น พวกคริสเตียนใหม่เหล่านั้นยังอุทิศตัวฟังคำสอน ร่วมสามัคคีธรรมและทำพิธีมหาสนิทร่วมกันด้วย

                คำจำกัดความของการเทศนาแบบอรรถาธิบาย

                ๑.การอธิบาย คือ ไขความ, ขยายความ, ชี้แจง (to explain, to describe)

                ๒.ให้คำแนะนำ คือ ชี้ให้ทำหรือปฏิบัติ บอกให้รู้จักกัน (to guide, to direct, to coach, to suggest, to advice, to instruct, to present)

                ๓.การตอบสนอง (to respond to, to react) สิ่งสำคัญอย่างยิ่งในการเทศนาแบบอรรถาธิบายคือ การเรียกร้องให้ผู้ฟังตอบสนองโดยการรับเอาพระวจนะของพระเจ้ามาใช้ให้เกิดผลจริงในชีวิตของแต่ละคน พระเจ้าตรัสผ่านผู้เผยพระวจนะอิสยาห์ว่า “คำของเราที่ออกจากปากของเรา จะไม่กลับมาสู่เราเปล่าๆ แต่จะทำให้สิ่งที่เราพอใจนั้นสำเร็จ และให้สิ่งที่เราใช้ไปทำนั้นสำเร็จ” (อสย. ๕๕.๑๑)

                (๓)คำเทศนาสั่งสอนที่แท้จริง

                ตามปกติในทุกวันอาทิตย์และทุกธรรมาสน์ และในทุกคริสตจักรทั่วโลก มีการเทศนาสั่งสอนอยู่แล้ว แต่จะรู้ได้อย่างไรว่า อันไหนเป็นคำเทศนาที่แท้จริงและอันไหนเป็นแค่มีคนหนึ่งไปยืนขยับปากอยู่บนธรรมาสน์ เราสามารถแยกแยะคำเทศนาของศิษยาภิบาลและผู้รับใช้ของพระเจ้าในปัจจุบันนี้ได้ ๒ ประเภท คือ

                ๑)ลักษณะที่ไม่ใช่คำเทศนาแบบอรรถาธิบาย

                ๑.เป็นลักษณะของกากของพระกิตติคุณ

                ๒.มีการใช้พระคัมภีร์เพียงเล็กน้อยเพื่ออ้างอิงเท่านั้น ฝรั่งเรียกว่าใช้พระวจนะของพระเจ้าเป็นแค่ “สปริงบอร์ด” (spring board) ใช้เป็นประโยชน์เพียงฐานรองรับเพื่อกระโดดลงในสระว่ายน้ำเท่านั้น

                ๓.พูดถึงแต่เรื่องของศาสนา ความคิดเห็นในเรื่องขนบธรรมเนียมและประเพณีต่างๆ

                ๔.เทศนาเรื่องปรัชญาและสติปัญญาของมนุษย์

                ๕.เน้นเกี่ยวกับการประสบความสำเร็จของชีวิตในโลกนี้

                ๖.มุ่งทำให้เกิดความบันเทิงและเพลิดเพลินทางด้านอารมณ์ เล่าเรื่องตลกและเรียกเสียงหัวเราะเท่านั้น

                ๗.เน้นการแสดงออกตอบสนองทางด้านร่างกายและอารมณ์เป็นหลัก ทำให้สมาชิกเข้าใจผิดว่า การมีของประทานบางอย่าง เช่น การภาษาแปลกๆ จะทำให้จิตวิญญาณเจริญเติบโต และเป็นที่พอพระทัยของพระเจ้ามากที่สุด

                ๘.ให้คำสัญญาทางด้านวัตถุในลักษณะของข่าวประเสริฐเทียมเท็จว่า เมื่อเชื่อวางใจในพระเยซูคริสต์แล้ว จะมีสุขภาพที่ดี มีความมั่งคั่ง ร่ำรวยและรุ่งเรือง

                ๙.เทศนาเรื่องของพระเจ้า พระเยซูคริสต์ และพระวิญญาณบริสุทธิ์ไม่ตรงกับความเป็นจริงทั้งหมดในพระคัมภีร์

                ๑๐.ใช้หลักจิตวิทยาและหลักปรัชญาในการเทศนาสั่งสอน และแนะนำการแก้ปัญหาชีวิตชนิดที่ไม่ได้เป็นไปตามแบบอย่างของพระคัมภีร์ เช่น อธิษฐานขอแล้วจะได้ทุกสิ่งที่ต้องการ หรืออ่านพระคัมภีร์มากๆแล้วปัญหาจะหมดไป หรือนมัสการแล้วจะไม่มีปัญหา เป็นต้น

                ๑๑.เทศนาโดยใช้ศิลปะการแสดงเพื่อดึงดูดใจของผู้ฟัง (เช่น ดนตรี, นักร้อง, ดารา, นักแสดง, ภาพยนตร์, มายากล และอื่นๆ) ดร. เดนิส มอคได้กล่าว่า “พระวจนะของพระเจ้าไม่จำเป็นต้องได้รับการเสริมจากดนตรีของชาวโลก ความบันเทิง การแข่งขัน รางวัลและอาหาร”

                ๑๒.ไม่กล้าเทศนาแตะต้องความผิดบาป เพราะกลัวว่าสมาชิกจะหายไปจากโบสถ์  เพียงแต่แนะนำว่ารู้สึกเสียใจก็พอแล้ว พยายามปรับปรุงตนเองให้ดีขึ้น และใช้พระคุณของพระเจ้าเป็นช่องทางสนองตัณหาของตนเอง

                ๑๓.เทศนาในสิ่งที่คนอยากจะฟัง เช่น ความคิดสร้างสรรค์ในเชิงบวก

                ๑๔.อ่านพระคัมภีร์หนึ่งข้อหรือหนึ่งตอน แล้วกระโดดออกนอกบริบทไปไกล

                ๒)คำเทศนาแบบอรรถาธิบาย

                ศิษยาภิบาลหรือนักเทศน์จะไม่พึ่งพาอาศัยในความรู้และความสามารถของตนเอง แต่ต้องมีความเชื่อมั่นในสิทธิอำนาจแห่งพระวจนะของพระเจ้า ดังที่เปาโลบอกแก่พี่น้องคริสเตียนในเมืองเธสะโลนิกาว่า พวกเขารับพระวจนะอย่างไม่ใช่เป็นคำของมนุษย์ “แต่รับไว้ตามความเป็นจริง คือเป็นพระวจนะของพระเจ้า ซึ่งกำลังทำงานอยู่ภายในท่านที่เชื่อ” (๑ ธส. ๒.๑๓)

                แม้ว่าในคำประกาศหรือเทศนาของเรานั้น จะแยกคนฟังออกเป็นสองพวก คือ พวกแรกฟังแล้วไม่เชื่อ และพวกที่สอง ได้ฟังแล้วและก็รับเอาไว้ในใจ พระวจนะของพระเจ้าจะปลดปล่อยพวกเขาให้มีเสรีภาพอย่างแท้จริง “พระเยซูจึงตรัสแก่พวกยิวที่ไว้วางใจในพระองค์ว่า ถ้าพวกท่านยึดมั่นในคำสอนของเรา ท่านก็เป็นสาวกของเราอย่างแท้จริง และพวกท่านจะรู้จักสัจจะ และสัจจะจะทำให้ท่านเป็นไท” (ยน. ๘.๓๑-๓๒)

                ผู้เขียนพระธรรมฮีบรูยืนยันว่า พระคัมภีร์มีฤทธิ์อำนาจในการแตะต้องสัมผัสและเปลี่ยนแปลงชีวิตของมนุษย์ (ฮบ. ๔.๑๒) ผู้เขียนพระธรรมสดุดี ๑๙.๖-๑๑ ก็กล่าวถึงว่า พระวจนะของพระเจ้าเพียงอย่างเดียว ก็นับว่าเพียงพอแล้ว

“ดีพร้อมและฟื้นฟูชีวิต ทำให้คนรู้น้อยมีปัญญา พระวจนะถูกต้องและทำให้ใจยินดี บริสุทธิ์และทำให้ดวงตากระจ่าง พระวจนะสัตย์จริงและชอบธรรม  มีค่ามากกว่าทองคำ หวานยิ่งกว่าน้ำผึ้ง และที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งคือ ตักเตือนผู้รับใช้ของพระองค์”

                (๓)คำหนุนใจนักเทศน์แบบอรรถาธิบาย

                -ให้ประกาศพระวจนะของพระเจ้าอย่างไม่ย่อท้อ แม้ว่าผู้คนจะไม่ยอมฟังคำสอนแบบมีหลักการ แล้วหันไปนิยมชมชอบนักเทศน์ประเภทเอาอกใจคนฟัง หรือเพื่อความบันเทิง (๒ ทธ. ๔.๒-๔)

                -ให้เทศนาอย่างตรงไปตรงมา ด้วยยืนอยู่บนมาตรฐานของพระเจ้า ดังที่เปาโลได้ยืนยันตัวท่านเองว่า “เราได้ละทิ้งการกระทำ(เล่ห์เหลี่ยม)ต่างๆ ที่แอบแฝงและน่าอับอายไปแล้ว เราไม่ใช้อุบายและไม่ได้บิดเบือนพระวจนะของพระเจ้า

แต่โดยเปิดเผยความจริง เราเสนอตัวเราต่อมโนธรรมของทุกคนเฉพาะพระพักตร์พระเจ้า” (๒ คร. ๔.๒)

                -นักเทศน์จะต้องไม่ทำให้น้ำหนักแห่งพระวจนะของพระเจ้านั้นเบาบางลง โดยใช้คำว่า “อาจจะ, บางที, คงเป็นดังนั้น...ฯลฯ”  

                -นักเทศน์ต้องไม่บิดเบือนพระวจนะของพระเจ้า คือทำให้ข้อเท็จจริงพลาดไปอย่างตั้งใจ  (distort ทำให้รับข้อมูลผิดๆ misrepresent การแสดงอย่างผิดๆ หลอกลง และบิดเบือน)

                -นักเทศน์ต้องเป็นคนซื่อสัตย์ ไม่เพิ่มเติมพระวจนะหรือตัดออก เพื่อจะนำคนออกนอกลู่นอกทาง ดังที่เปาโลได้ยืนยันว่า “อย่าออกนอกขอบเขตของพระคัมภีร์” (๑ คร. ๔.๖-๗)

                -อย่าเทศนาด้วยการอาศัยสติปัญญาของตนเองหรือของโลกนี้ เพราะจะทำให้เรื่องกางเขนหมดฤทธิ์เดช (๑ คร. ๑.๑๗-๑๙, รม. ๑.๑๖-๑๗)

                -อย่าได้วิตกกังวลในเรื่องขาดทักษะในการเทศนา ไม่มีวาทศิลป์ หรือเห็นว่านักเทศน์คนอื่นมีสติปัญญาเหนือกว่า จงเทศนาสั่งสอนตามพระคัมภีร์เท่านั้น โดยให้ความสำคัญเรื่ององค์พระเยซูคริสต์ผู้ทรงถูกตรึงที่ไม้กางเขน (๑ คร. ๒.๑)

                -จงเทศนาด้วยความถ่อมใจ  ยำเกรงและถวายเกียรติแด่พระเจ้าเสมอ  โดยรู้ตัวเองอยู่ตลอดเวลาอ่อนแอและขาดพลัง จำเป็นต้องพึ่งฤทธิ์เดชแห่งพระวิญญาณบริสุทธิ์ (๑ คร. ๒.๓)

                -นักเทศน์และนักเขียนท่านหนึ่งกล่าวว่า “ผู้คนจะเกิดความซาบซึ้งในพระวจนะของพระเจ้า มากกว่าคำพูดของนักเทศน์”

                -นักเทศน์จะต้องขวนขวายศึกษาหาความรู้อยู่เสมอ ห้องสมุดควรจะเป็นที่อยู่ของศิษยาภิบาลในเกือบจะทุกวัน

ในระหว่างสัปดาห์ เขาจะศึกษาความหมายของภาษาเดิม และการตีความหมาย (hermeneutic) พระคัมภีร์ พร้อมกับนั่งลงอธิษฐานต่อพระเจ้า แล้วเขียนคำเทศนาอย่างละเอียด ทำการแก้ไข ดัดแปลงและปรับปรุงให้พร้อมสำหรับการขึ้นสู่ธรรมาสน์ในเช้าวันอาทิตย์.   

 

               



[1] พจนานุกรมฉบับมติชน

[2] คำว่าหนุนใจไม่มีในภาษาไทย มีแต่ในพระคัมภีร์เท่านั้น

[3] พจนานุกรมฉบับมติชน

[4] อ้างแล้ว

 
เรื่องเด่น
“จับมัดไว้เลยแม่

 

                                        “จับมัดไว้เลยแม่”

                                            รักจริง หวังแต่ง!

                                             ธวัช  เย็นใจ

 

                เรื่องของโสภาพรรณราย ชื่อของเธอก็บอกอยู่แล้ว สวยเพริศพริ้งขนาดไหน มีชายหนุ่มหลายมารุมตอมและขอความรัก แอบแนบอิงอุรา  “รักจริงหวังแต่ง”

ตอนที่เธอ มีอายุ ๑๘ ปี คุณแม่บอกว่า “โสภาเอ๊ย มีคนมาขอแต่งงานกับลูกแน่ะ”

โสภาฯถามไปทันที “เค้าหล่อไหมแม่?”

            เมื่อเธอมีอายุได้ ๒๐ ปี วันหนึ่งคุณแม่ก็บอกอีกว่า “มีคนหนึ่งอยากจะมาสู่ขอลูกนะ”

                โสภาฯถามกลับไปว่า “เขารวยไหมคะคุณแม่?”

                เมื่อเธอมีอายุ ๒๕ ปี คุณแม่ก็บอกว่า “เออนี่ มีคนหนึ่งมาพูดกับแม่ว่า เขาอยากเป็นฝั่งเป็นฝา และเขาหมายตาลูกไว้นะ”

                “เขารักจริงไหมคะแม่?” โสภาฯถามเสียงอ่อน

                เวลาผ่านไป(ไวเหมือนโกหก) เมื่อเธอย่างเข้าวัย ๓๐ ปี วันหนึ่งคุณแม่ก็พูดด้วยความห่วงใยว่า “มีคนหนึ่งจะมาทาบทามสู่ขอลูก”

            โสภาฯถามแม่เบาๆว่า “เขาเป็นคนดีไหมคะแม่?”

                วันเวลาผันผ่านไป โสภาพรรณรายย่างเข้าสู่ยามบ่ายคล้อย แสงแดดเริ่มโรยรา เธอก็มาถึงวัย ๓๕ ปี ในที่สุดก็มีฟางเส้นสุดท้ายลอยมา “เออนี่ มีคนหนึ่งเขาอยากจะมีทาบทามสู่ขอลูกไปเป็นเมียแน่ะ”

                “มันอยู่ไหนคะแม่?” โสภาฯถามอย่างร้นรน “จับมันมัดไว้ก่อนเลยค่ะแม่ เดี๋ยวนี้หนูลงไป”

                ???!!

                คุณคิดอย่างไรกับคู่ของอาดัมเอวา ทั้งสองไม่ได้มีสิทธิ์เลือกคู่ครองเลย ทุกอย่างพระเจ้าจัดให้หมด ส่วนคู่ของอับราฮัมกับซาราห์ก็เป็นการแต่งงานกับญาติใกล้ชิด(ลูกพี่ลูกน้อง) ส่วนคู่ของอิสอัคกับเรเบคาห์นั้นแม้จะยังอยู่ในหมู่เครือญาติ แต่ผู้ใหญ่ก็ยังเปิดโอกาสให้เลือกบ้าง อ่านในปฐมกาลบทที่ ๒๔

                ศิษยาภิบาลหลายคนนำเรื่องของทั้งสองคนมาเป็นตัวอย่าง “คู่พระพร” โดยเสนอหลักความจริงคือ ประการแรก การเสาะหาคู่ครองจะเริ่มต้นเมื่อถึงวัยอันสมควร ประการที่สอง มีคิดถึงเรื่องนี้อย่างจริงจัง เพื่อการเลือกจะถูกต้องตามน้ำพระทัยของพระเจ้า เราเห็นว่าคนรับใช้ของอับราฮัมจะต้องให้คำสัญญา(สาบาน)อย่างเคร่งครัด ที่จะไม่หาหญิงต่างชาติ(ประยุกต์ : คนที่ไม่ใช่คริสเตียน) มาเป็นภรรยาของอิสอัคผู้เป็นนาย ซึ่งเรื่องนี้มีความสำคัญต่ออนาคต เป็นตัวกำหนดความราบรื่นและยืนยาวนานในชีวิตการครองเรือนของเขาทั้งสองด้วย 

ประการที่สาม ใช้เวลาและขั้นตอนในการเสาะหาคู่ครองนานพอสมควร  ประการที่สี่  เมื่อคนรับใช้ของอับราฮัมเห็นหญิงสาวที่เหมาะสมแล้ว เขาไม่ได้รีบผลีผลามเข้าไปกระโตกกระตาก(ทำให้ไก่ตื่น) แต่คุกเข่าลงอธิษฐานขอความมั่นใจในน้ำพระทัยของพระเจ้า ประการที่สาม มีการติดต่อพูดคุยทั้งตัวเจ้าสาวเองและครอบครัวของเธอ ประการสุดท้าย มีการ “เข้าตามตรอก ออกตามประตู”กล่าวคือมีสู่ขอ ให้ของหมั้นและก็ลงเอยด้วยการแต่งงานแต่งการ

“อิสอัคก็พาเธอเข้ามาในเต๊นท์ของซาราห์มารดาของท่าน(เป็นการประกอบพิธีสมรส)และรับเธอไว้เป็นภรรยาของท่าน และท่านก็รักเธอ อิสอัคก็ได้รับความเล้าโลม ภายหลังจากที่มารดาของท่านสิ้นชีวิตแล้ว” (ฐก. ๒๔.๖๗)

พระคัมภีร์ฉบับประชานิยมแปลได้บรรยากาศดี “แล้วอิสอัคก็พาเรเบคาห์เข้าไปอยู่ในกระโจมของเขา รับเธอไว้เป็นภรรยา อิสอัครักเรเบคาห์มาก เขาค่อยมีความสุขขึ้นจากที่ได้นางมาเป็นผู้ปลอบใจ หลังจากที่มารดาของเขาสิ้นชีวิตไปแล้ว”

วันหนึ่ง เราได้ถามพวกหญิงสาวในคริสตจักรว่า อยากจะได้คู่ชีวิตแบบไหน? คำตอบออกมาคือต้อง “หล่อ รวย และซื่อสัตย์”

เมื่อถามว่าถ้าเลือกคุณสมบัติได้เพียงแค่สองอย่างล่ะ จะเลือกเอาอะไร? พวกเธอตอบว่า “ร่ำรวยและซื่อสัตย์”

และเราถามต่อไปอีกว่า หากสามารถเลือกได้เพียงอย่างเดียวล่ะ?  จะเอาอะไร? พวกเธอตอบอย่างพร้อมเพียงกันว่า “เป็นคนที่ซื่อสัตย์”

            พระวจนะของพระเจ้ายืนยันว่า “คนที่ซื่อสัตย์จะได้รับพร” (สภษ. ๒๘.๒๐) พระองค์ทรงอวดโมเสสต่อหน้าประชากรอิสราเอลว่า ท่านเป็นคนซื่อสัตย์ (กดว. ๑๒.๗) เปาโลเตือนคริสเตียนในเมืองฟีลิปปีว่า “จงเป็นคนซื่อสัตย์ในประการทั้งปวง” (๑ ทธ. ๓.๑๑) และตัวของเปาโลเป็นตัวอย่างในเรื่องนี้ก่อน (๒ คร. ๘.๒๑)

            เป็นจริงตามที่พระคัมภีร์ที่กล่าวถึงการดำเนินชีวิตคู่ผัวตัวเมียที่ดีนั้น จะเป็นแบบอย่างแก่คนอื่น มีความสุข เป็นที่พอพระทัยของพระเจ้า และชีวิตของทั้งคู่จะเป็นพระพรต่อเชื้อสายวงศ์ตระกูล เป็นประโยชน์ต่อคริสตจักร ต่อชุมชนและประเทศชาติ “จงให้น้ำพุของเจ้าได้รับพร และเปรมปรีดิ์อยู่กับภรรยาคนที่เจ้าได้เมื่อยังหนุ่มนั้น” (สภษ. ๕.๑๘)

                “จงสุขสันต์กับภรรยาอย่าเปลี่ยนแปร

            ใฝ่รักแท้หญิงเดียวที่ร่วมวิวาห์

นางแสนงามสวยสง่าดูท่าทาง

ดุจนางกวางรวยเล่ห์เสน่หา

นางเสนอบำเรอสุขปลุกวิญญาณ์

แนบอุราด้วยรักประจักษ์ใจ”[1]



[1] สภษ. ๕.๑๘-๑๙ ฉบับประชานิยม

Read More

๑๑ วัยของมนุษย์

 

๑๑ วัยของมนุษย์

ธวัช  เย็นใจ

 

                คนจีนเค้ามีการนับวัยของมนุษย์ไว้อย่างน่าสนใจ

                ๐ ขวบ เป็นวัยออกโรง

            ๑๐ ขวบ วันเจริญเติบโต

            ๒๐ ปี วัยวุ่นวายรัก

            ๓๐ ปี วัยตั้งตัวได้

            ๔๐ ปี วัยชิงชัย และบุกเบิก

            ๕๐ ปี วัยตั้งรากฐานมั่นคง

            ๖๐ ปี วัยเกษียณ

            ๗๐ ปี วัยงานการกุศล

            ๘๐ ปี วัยรับแดดอุ่น

            ๙๐ ปี วัยนอนเตียง

            ๑๐๐ ปี วัยแขวนผนัง

                อธิบายเพิ่มเติมนิดหนึ่ง วัยออกโรงหมายถึงวัยแรกเกิด เค้าพูดไว้อย่างน่าคิด “คนเราตอนที่ลืมตาดูโลกก็ร้องไห้เป็นวรรคเป็นเวร (แต่คนรอบข้างกลับชื่นชมยินดี) เพราะคนเกิดเองรู้ว่าจะตนต้องเผชิญกับปัญหาและความทุกข์ยากลำบากในโลกนี้อีกยาวนาน แต่เมื่อถึงตอนเสียชีวิต ตัวผู้ตายเขาเองกลับเงียบกริบ (เพราะรู้ตัวว่าพ้นทุกข์พ้นโศกและสุขสบายแล้ว) แต่คนรอบข้างกลับร่ำไห้อาลัยอาวรณ์...แปลก!

                สามวัยสุดท้ายคือ “วัยรับแดดอุ่น” เพราะประเทศจีนอยู่ในเขตอากาศค่อนข้างหนาวเย็น ตอนเช้าคนแก่ๆจะออกมานั่งรับแสงแดดอยู่ที่หน้าบ้าน เพื่อให้ร่างกายอบอุ่น “วัยนอนเตียง” คือความเจ็บไข้ได้ป่วยมาเยือน ต้องเข้าๆออกๆโรงพยาบาลเป็นประจำ นอนแซ่วอยู่บนเตียงเกือบตลอดเวลา และวัยสุดท้ายคือ “แขวนผนัง” หมายถึงต้องจากโลกนี้ไป

พวกลูกหลานเอารูปผู้ตายแขวนไว้ที่ผนัง หรือตั้งไว้บนหิ้งเพื่อเคารพบูชา ตามธรรมเนียมที่บรรพบุรุษเคยทำกันมา

                พระคัมภีร์กล่าวถึงการที่มนุษย์คนหนึ่งคนใดเกิดมาในโลกนี้ มิใช่เป็นเหตุบังเอิญหรือเพราะเหตุการณ์ต้องสืบพันธุ์เท่านั้น แต่เป็นมาจากเบื้องบน “นี่แน่ะ บุตรทั้งหลายเป็นมรดกจากพระเจ้า(ยาห์เวห์) ผลิตผลของครรภ์เป็นรางวัล” และการที่มีลูกดกทวีมากขึ้น ก็เป็นผลมาจากครอบครัวนั้นมีความยำเกรงพระเจ้า (สดด. ๑๒๗.๓, ๑๒๘.๑-๓)

                ดังนั้น เมื่อมนุษย์คนใดคนหนึ่งเกิดมาในโลกนี้แล้ว เขาควรจะมีความภาคภูมิใจด้วยการขอบพระคุณและสรร

เสริญพระเจ้า ทำหน้าที่การงานของตนให้ดีที่สุดเท่าที่จะมากได้ ทุ่มเทและเอาจริงเอาจังเพราะว่าเราเกิดมาในโลกนี้เพียงครั้งเดียว (ฮบ.๙.๒๗) “มือของเจ้ากับการงานอะไร ก็จงทำการนั้นด้วยเต็มกำลัง เพราะในแดนคนตายที่เจ้าจะไปนั้น ไม่มีการงานหรือความคิด หรือความรู้ หรือสติปัญญา” (ปญจ. ๙.๑๐)

                สำหรับคริสเตียนแล้ว งานหลักของเราทุกคนคือการปรนนิบัติรับใช้พระเจ้า ตามตะลันด์ ของประทานและตามความสามารถของตนเอง (ไม่จำเป็นต้องเป็นนักเทศน์ ศิษยาภิบาลและอาจารย์สอนพระคัมภีร์เสมอไป) พระคัมภีร์บอกว่า “งานปรนนิบัติรับใช้ที่เขารับทำในองค์พระผู้เป็นเจ้านั้น จงตั้งใจทำให้สำเร็จ” (คส. ๔.๑๗) เมื่อเป็นดังนั้นแล้ว ในวาระสุดท้ายของชีวิต เมื่อความตายเยือนเข้ามาใกล้ เราจะสามารถกล่าวเหมือนดังเปาโลว่า “ข้าพเจ้าได้ต่อสู้อย่างเต็มกำลัง ได้วิ่งแข่งขัน(ฝ่ายจิตวิญญาณ) จนครบถ้วน และได้รักษาความรักษาความเชื่อไว้แล้ว ตั้งแต่นี้ไปมงกุฎแห่งความชอบธรรมจะเป็นของข้าพเจ้า” (๒ ทธ. ๔.๖-๗)

                มีพระวจนะของพระเจ้าหลายตอนที่กล่าวถึง “วัย” ของมนุษย์ไว้อย่างน่าสนใจยิ่ง

                ในภาษาฮีบรูเมื่อพูดถึง “ผู้สูงอายุ” จะใช้คำว่า “วันทั้งหลาย” เมื่อพูดถึง “ผู้อาวุโส” จะใช้คำว่า “ปีมากมาย” เนื่องจากว่าคนที่มีอายุมากย่อมมีวัยวุฒิและคุณวุฒิ เป็นผู้ที่มีประสบการณ์ชีวิตมาก ดังนั้น จึงเป็นผู้สอนที่ดี ดังเอลีฮูผู้อ่อนวัยได้กล่าว “ข้าพเจ้าเป็นผู้เยาว์ ส่วนพวกท่านเป็นผู้อาวุโส เพราะฉะนั้น ข้าพเจ้าจึงวิตกและกลัวที่จะแสดงความคิดเห็นแก่ท่าน ข้าพเจ้าว่า ขอให้ผู้สูงอายุพูดเถิด และให้ผู้อาวุโสสอนปัญญาเถิด” (โยบ. ๓๒.๖-๗)

                ปัญญาจารย์ได้แนะนำเยาวชนให้มีความเฉลียวฉลาด “โอ เยาวชน จงเปรมปรีดิ์ในวัยหนุ่มสาวของเจ้า จงดำเนินชีวิตตามที่เจ้าเห็นสมควร  และจงรู้เถิดว่า พระเจ้าจะทรงนำทุกอย่างเข้าสู่การพิพากษา” (ปญจ. ๑๑.๙) และบอกถึงวิถีทางที่ดีที่สุดว่า “จงระลึกถึงพระผู้เนรมิตสร้าง เมื่อเจ้ายังหนุ่มยังสาว ก่อนที่วันอันเลวร้ายจะมาถึง” (ปญจ. ๑๒.๑) วันอันเลวร้ายในที่นี้หมายถึงช่วงเวลาแห่งความแก่เฒ่ามาเยือน

                ผู้เขียนสดุดีกล่าวถึงวัยรุ่นว่าเป็นวัยที่แข็งแกร่งดัง “นกอินทรี” (สดด. ๑๐๓.๕) คนทางภาคเหนือเปรียบเทียบว่าเป็นวัย “ยะก๋านเหมือนฟ้าผ่า” (ทำงานอย่างมุทะลุดุดัน) พร้อมกับบอกให้คนของพระเจ้าตระหนักถึงวันเวลาที่มันผันผ่านไปอย่างรวดเร็ว และไม่มีวันหวนกลับมาอีก “เพราะวัยหนุ่มสาวและวัยฉกรรจ์นั้นเป็นอนิจจัง” (ปญจ. ๑๑.๑๐) 

            เมื่อถึงวัยสุดท้ายก็ยังมั่นคงความเชื่อในพระเจ้า “เมื่อถึงวัยชรา ขออย่าทรงเหวี่ยงข้าพระองค์ทิ้งเสีย ขออย่าทอดทิ้งข้าพระองค์ เมื่อข้าพระองค์หมดแรง” ท่านผู้เขียนได้ย้ำกับพระเจ้าอีกครั้งว่า “เมื่อข้าพระองค์ถึงวัยชรา และมีผมหงอกก็ตาม ข้าแต่พระเจ้า ขออย่าทอดทิ้งข้าพระองค์” (สดด. ๗๑.๙, ๑๘)

                เราชอบเพลงชีวิตคริสเตียนที่ชื่อว่า Work, for the Night Is Coming แปลเป็นไทย “เร่งทำงานเพราะจวนค่ำคืน” มีความหมายสองอย่างคือ ๑) ให้คริสเตียนรีบเร่งในการทำงานรับใช้พระเจ้า ขณะที่ตนเองยังมีกำลังและเรี่ยวแรงอยู่ ๒) รีบประกาศข่าวประเสริฐของพระเยซูคริสต์และนำคนมาถึงความรอดและชีวิตนิรันดร์ เพราะว่าพระองค์จวนจะเสด็จกลับมาแล้ว

                คนไทยมักจะพูดว่า “อายุเป็นเพียงตัวเลข” และ “ปัญหามีไว้แก้ มิใช่มีไว้กลุ้ม”

                คำพูดนี้เสริมสร้างกำลังใจอย่างมากทีเดียว

                ท่านที่รัก ไม่ว่าเราจะอยู่ในวัยใดก็ตาม

                พระเจ้ายังเห็นว่าชีวิตของเรายังมีประโยชน์อยู่แน่นอน.

Read More

ไหทองคำ

www.thaisermons.com

บทความเสริมสร้างจิตวิญญาณ-ธวัช เย็นใจ

                                                                            ไหทองคำ!

 

            เมื่อมีเวลาว่างผมมักชอบเข้าเยี่ยมชมในเว็บที่เกี่ยวเรื่องโบราณๆ พวกนิทานปรัมปราอะไรทำนองนั้น เพราะมีข้อคิดและบทเรียนดีอยู่เยอะเลย แล้วนำมาเล่าต่อให้แฟนไทยเซอร์มอนส์ดอทคอม และประยุกต์ให้เข้ากับบรรยากาศของคริสเตียนแบบเนียนๆหน่อย

            ไปเจอเรื่องหนึ่งเข้าแบบไทยแท้ทีเดียว

                มีเรื่องเล่าว่า ชายคนหนึ่งที่กลัวว่าพวกลูกหลานจะไม่เอาใจใส่ดูแลยามที่ตนเองเฒ่าชะแรแก่ชราแล้ว เขาจึงเที่ยวบอกใครต่อใครว่า เขาได้สะสมทองคำจำนวนมากใส่ไว้ในไหใบหนึ่ง เวลาไปไหนมาไหนก็จะอุ้มไหไปนั้นไปด้วย เวลานอนก็กอดไว้ ทำให้พวกลูกหลานอยากจะได้สมบัตินั้น จึงพากันมาปรนนิบัติพัดวีอย่างดี

                จนกระทั่งวันหนึ่ง ชายแก่คนนี้ก็เสียชีวิตลง พวกลูกหลานจึงจัดงานศพให้อย่างสมเกียรติ และนัดแนะกันว่า หลังจากพิธีศพแล้วจะมาเปิดไหและแบ่งทองคำกัน

                “รู้สึกว่าไหใบนี้จะมีกลิ่นแปลกๆนะ?” คนหนึ่งพูดขึ้นขณะอุ้มไหออกมาว่าที่นอกชานบ้าน

                “พ่อคงจะเก็บทองคำไว้นาน มันอาจจะขึ้นราก็ได้” อีกคนหนึ่งออกความเห็น

            “เหมือนกับอะไรมันเน่าอยู่ในไห”

                เพื่อขจัดความสงสัย

พอเปิดฝาไหออกมาเท่านั้นแหละ ทุกคนก็ผงะและใช้มืออุดจมูก เพราะในนั้นมีแต่ขี้!

                ???!!

            ข้อคิด : นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า อย่าทำอะไรโดยหวังผลประโยชน์ส่วนตนเท่านั้น

เปาโลได้ยกตัวอย่างจากชายคนหนึ่งซึ่งเป็นผู้รับใช้ของพระเจ้าอยู่ที่คริสตจักรเอเฟซัส “ข้าพเจ้าไม่มีผู้ใดมีน้ำใจเหมือนกับทิโมธี เขาเป็นคนเอาใจใส่ทุกข์สุขของท่านอย่างแท้จริง” พร้อมกับบอกถึงพฤติกรรมของคนพวกหนึ่งว่า “เพราะว่าคนอื่นๆย่อมแสวงหาประโยชน์ของตนเอง ไม่ได้แสวงหาผลประโยชน์ของพระคริสต์” (ฟป. ๒.๒๐-๒๑)

ประการต่อมา พระคัมภีร์สอนหน้าที่ของลูกๆต่อบิดามารดา “ฝ่ายบุตรจงนบนอบเชื่อฟังบิดามารดาของตนในองค์พระผู้เป็นเจ้า เพราะกระทำอย่างนั้นเป็นการถูก...เพื่อเจ้าจะไปดีมาดีและมีอายุยืนยาวนานบนแผ่นดินโลก” (อฟ. ๖.๑-๓)

ในฐานะที่เราเป็นคริสเตียนจะต้องสำแดงชีวิตเป็นอย่างอันดี โดยการเอาใจใส่บุคคลในครอบครัวของตนเองก่อน

(มิใช่เพื่อหวังผลประโยชน์หรือมรดก) พระวจนะของพระเจ้ากล่าวว่า “ถ้าแม้ผู้ใดไม่เลี้ยงดูวงศ์ญาติของตน โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนในบ้านเรือนของตน ผู้นั้นก็ได้ ปฏิเสธพระศาสนา(ความเชื่อในพระเจ้า)เสียแล้ว และชั่วยิ่งกว่าคนที่ไม่เชื่อเสียอีก” (๑ ทธ.๕.๘)

                พูดกันตรงๆก็คือว่า ถ้าคุณบอกว่าเป็นคริสเตียน แต่ไม่ดูแล เอาใจใส่และเลี้ยงดูพ่อแม่ของตนเอง ก็อย่ามาพูดให้เมื่อยปากเลย เพราะมันไม่สอดคล้องกับหลักของพระคัมภีร์.     

Read More

ไม่มีเวลาสำหรับซาตาน

www.thaisermons.com

บทความเสริมสร้างจิตวิญญาณ-ธวัช เย็นใจ

                                       ไม่มีเวลาสำหรับซาตาน

 

          เรื่องนี้ชอบเล่ากันในสถาบันพระคริสต์

                อาจารย์ท่านหนึ่งได้ให้ข้อสอบแก่นักศึกษาปี ๑ ในวิชาพระวิญญาณบริสุทธิ์ และวิชามารซาตาน โดยกำหนดเวลาวิชาละหนึ่งชั่วโมง ปรากฏว่านักศึกษาคนหนึ่งได้ใช้เวลาเขียนข้อสอบวิชาพระวิญญาณบริสุทธิ์เกือบสองชั่วโมง

ในตอนสุดท้ายเขาได้เขียนที่ท้ายกระดาษสอบว่า “ผมไม่มีเวลาสำหรับซาตาน”

 ???!!

นี่อาจจะเป็นความจริงสำหรับคริสเตียนหลายคน ที่ต้องเสียเวลาไปมากมายเพื่อเรียนรู้เรื่องผี เสาะหาต้นสายปลายของพวกภูตปิศาจ บางคนถึงกับสนทนากับพวกมารและวิญญาณชั่ว และบางคนถึงเขียนหนังสือออกที่เกี่ยวกับซาตาน

แต่พระคัมภีร์บอกอย่างชัดเจนว่า “อย่าให้โอกาสแก่มาร” (อฟ. ๔.๒๗) ในภาษากรีกมาจากคำว่า topos (โทพอส) แปลว่า “สถานที่” หรือ “ที่อยู่” แห่งใดแห่งหนึ่ง  คือคริสเตียนจะต้องไม่ให้ที่อยู่แก่มารซาตาน อย่าให้มันมีโอกาสแทรกแซงเข้ามาใช้ความคิด คำพูดและการกระทำของเราเป็นที่แสดงออกถึงพฤติกรรมอันชั่วร้ายของมัน

จงคิดและพูดอยู่เสมอว่า “ผม/ดิฉัน ไม่มีเวลาสำหรับมารซาตาน”.

Read More

ไม่กระดิกหู

www.thaisermons.com

คิดแบบไทย  โดยธวัช เย็นใจ

                                                                                                                                                   ไม่ไม่กระดิกหู

 

                ในหนังสือประมวลโวหารคำไทย[1]เริ่มคำแรกคือ “กข ไม่กระดิกหู” หมายถึงเรียนหนังสือแล้วไม่รู้เรื่อง อ่านไม่ออกและเขียนไม่ได้เลย พจนานุกรมฉบับมติชนได้ให้ความจำกัดความของคำนี้ว่า “ไม่รู้เรื่องเลย”  ใครที่เป็นอย่างนี้อาจแสดงถึงความบกพร่องทางด้านสติปัญญา หรือขาดการเอาใจใส่ในสิ่งนั้น

                ความหมายคงใกล้เคียงกับคำว่า “เป่าปี่ใส่หูควาย” หรือสีซอให้ควายฟัง หรือไปไหนมา สามวาสองศอก นั่นแหละ!

                เหมือนกับกษัตริย์ซาโลมอนที่เริ่มต้นด้วยการคิดว่าตนเองเป็นนักปราชญ์(ปัญญาจารย์) ต่อมาก็พบว่าเป็นเพียงผู้รู้ และในตอนท้ายของชีวิตท่านก็ตระหนักว่าตนเองเป็นเพียงผู้เรียนรู้เท่านั้น แต่เปาโลบอกว่า บางทีความรู้ก็มีอันตราย

“เราทั้งหลายทราบแล้วว่า เราทุกคนต่างมีความรู้ ความรู้นั้นทำให้ลำพอง แต่ความรักเสริมสร้างขึ้น” (๑ คร. ๘.๒)

                ข้อคิด : ปัจจุบันสิ่งที่น่าเป็นห่วงอย่างยิ่งคือ ชาวโลกที่ยังไม่รู้ถึงข่าวประเสริฐของพระเยซูคริสต์เจ้า เพราะความไม่รู้ต้องทำให้พวกเขาถึงความพินาศฝ่ายจิตวิญญาณ เหมือนกับที่พระเจ้าทรงใช้โยนาห์ไปประกาศแก่ชาวเมืองนีนะเวห์ เพราะความบาปชั่วของเขาถูกฟ้องร้องขึ้นไปเบื้องพระพักตร์พระองค์ “เมืองใหญ่นี้มีพลเมืองมากกว่าหนึ่งแสนสองหมื่นคน ผู้ไม่ทราบว่าข้างไหนมือขวาและข้างไหนมือซ้าย” (ยนา. ๔.๑๑) มิใช่เพราะพวกเขาตั้งใจทำบาป แต่เขาไม่รู้จักทางขององค์ผู้บริสุทธิ์

            “ผู้ที่ยังไม่เชื่อในพระเยซู จะทูลขอต่อพระองค์อย่างไรได้ ผู้ที่ยังไม่ได้ยินถึงพระองค์ จะเชื่อในพระองค์อย่างไรได้

และเมื่อไม่มีผู้ใดประกาศให้เขาฟัง เขาจะได้ยินถึงพระองค์อย่างไรได้” (รม. ๑๐.๑๔)

                คริสเตียนที่รัก ถ้าเราประกาศข่าวประเสริฐให้แก่คนที่ “ไม่กระดิกหู” (ฝ่ายวิญญาณ)แล้ว หากเขากลับใจเสียใหม่ เขาก็มาถึงความรอดและชีวิตนิรันดร์ เขาก็พ้นโทษและเราก็พ้นโทษด้วย แต่ถ้าพวกเขาไม่ฟังและไม่ยอมรับรู้ นั่นก็เป็นเรื่องความรับผิดชอบของเขา และเราพ้นโทษแล้ว แต่หากเราไม่ประกาศฯ แน่นอน ความผิดย่อมตกอยู่กับเราแบบเต็มๆเลย และพระเจ้าจะถามเมื่อเราขึ้นไปพบพระองค์ที่สวรรค์.

                 



[1] สำนวน สุภาษิตและคำพังเพย ของไพโรจน์ อยู่มณเทียร เยลโลการพิมพ์ กรุงเทพฯ

Read More

ไม่กระดิกหู

www.thaisermons.com

คิดแบบไทย  โดยธวัช เย็นใจ

                                                      ไม่กระดิกหู

 

                ในหนังสือประมวลโวหารคำไทย[1]เริ่มคำแรกคือ “กข ไม่กระดิกหู” หมายถึงเรียนหนังสือแล้วไม่รู้เรื่อง อ่านไม่ออกและเขียนไม่ได้เลย พจนานุกรมฉบับมติชนได้ให้ความจำกัดความของคำนี้ว่า “ไม่รู้เรื่องเลย” 

                ใครที่เป็นอย่างนี้อาจแสดงถึงความบกพร่องทางด้านสติปัญญา หรือขาดการเอาใจใส่ในสิ่งนั้น

                ความหมายคงใกล้เคียงกับคำว่า “เป่าปี่ใส่หูควาย” หรือ “สีซอให้ควายฟัง” หรือ “ไปไหนมา สามวาสองศอก” หรือพูดไม่รู้ฟังนั่นแหละ!

                เหมือนกับกษัตริย์ซาโลมอนที่เริ่มต้นด้วยการคิดว่าตนเองเป็นนักปราชญ์(ปัญญาจารย์) ต่อมาก็พบว่าเป็นเพียงผู้รู้ และในตอนท้ายของชีวิตท่านก็ตระหนักว่าตนเองเป็นเพียง “ผู้เรียนรู้” เท่านั้น เหมือนดังที่เปาโลบอกว่า บางทีความรู้ก็มีอันตรายอยู่เหมือนกัน “เราทั้งหลายทราบแล้วว่า เราทุกคนต่างมีความรู้ ความรู้นั้นทำให้ลำพอง แต่ความรักเสริมสร้างขึ้น” (๑ คร. ๘.๒)

                ข้อคิด : ปัจจุบันสิ่งที่น่าเป็นห่วงอย่างยิ่งคือ ชาวโลกที่ยังไม่รู้ถึงข่าวประเสริฐของพระเยซูคริสต์เจ้า

                เพราะความไม่รู้นี่เอง ที่ต้องทำให้พวกเขาถึงความพินาศฝ่ายจิตวิญญาณ พระเจ้าทรงเป็นความรักและห่วงใยจิตวิญญาณที่กำลังพบความหายนะ พระองค์จึงต้องใช้โยนาห์ไปประกาศแก่ชาวเมืองนีนะเวห์ เพราะความบาปชั่วของเขาถูกฟ้องร้องขึ้นไปเบื้องพระพักตร์พระองค์ “เมืองใหญ่นี้มีพลเมืองมากกว่าหนึ่งแสนสองหมื่นคน ผู้ไม่ทราบว่าข้างไหนมือขวาและข้างไหนมือซ้าย” (ยนา. ๔.๑๑)

                มิใช่เพราะพวกเขาตั้งใจทำบาป แต่เขาไม่รู้จักทางขององค์ผู้บริสุทธิ์

            “ผู้ที่ยังไม่เชื่อในพระเยซู จะทูลขอต่อพระองค์อย่างไรได้ ผู้ที่ยังไม่ได้ยินถึงพระองค์ จะเชื่อในพระองค์อย่างไรได้

และเมื่อไม่มีผู้ใดประกาศให้เขาฟัง เขาจะได้ยินถึงพระองค์อย่างไรได้” (รม. ๑๐.๑๔)

                หากคริสเตียนเราประกาศข่าวประเสริฐให้แก่คนที่ “ไม่กระดิกหู” (ฝ่ายวิญญาณ)แล้ว

                หากเขากลับใจเสียใหม่ และมาถึงความรอดและชีวิตนิรันดร์

                เขาก็พ้นโทษและเราก็พ้นโทษด้วย

                แต่ถ้าพวกเขาไม่ฟังและไม่ยอมรับรู้ นั่นก็เป็นเรื่องความรับผิดชอบของเขา และเราพ้นโทษแล้ว

                แต่หากเราไม่ประกาศฯ แน่นอน ความผิดย่อมตกอยู่กับเราแบบเต็มๆเลย

                แล้วพระเจ้าจะถามเมื่อเราขึ้นไปพบพระองค์ที่สวรรค์.

                 



[1] สำนวน สุภาษิตและคำพังเพย ของไพโรจน์ อยู่มณเทียร เยลโลการพิมพ์ กรุงเทพฯ

Read More

ไก่งามเพราะขน

www.thaisermons.com

คิดแบบไทย โดยธวัช  เย็นใจ

                                                      ไก่งามเพราะขน

 

                “ไก่งามเพราะขน คนงามเพราะแต่ง”

คนสมัยก่อนจะชี้ให้พวกลูกหลานดูไก่ตัวผู้ที่ป้ออยู่กลางลานบ้าน ท่าทางสง่า ขนของมันมีหลายสี และมันวาวเป็นเงางาม แล้วนำมาเปรียบเทียบกับมนุษย์ที่เป็นสตรีว่า จะต้องมีการตกแต่งร่างกายให้งดงาม ยิ่งสมัยนี้ไม่เพียงเสื้อผ้าแพรพรรณเท่านั้น แต่ต้องแต่งส่วนอื่นๆด้วย เช่น ใบหน้า คิ้ว ปากและสีผิวด้วย

ตามห้างสรรพสินค้าชื่อดังจะมีร้านเสริมสวย-ศัลยกรรมความงามเป็นตัวชูโรง เขาจะเขียนโฆษณาติดที่กระจกหน้าร้านว่า ราคาของความงามแต่ละอย่างนั้นเท่าไหร่ เช่น การเสริมจมูกให้โด่งขึ้น ทำคิ้วถาวรให้ดกดำผิดธรรมชาติ ฉีดโบทอกซ์ปกปิดร่องแก้ม ทำให้ผิวหน้าดูเต่งตึง การฉีดสารทำให้ผิวขาวขึ้นภายในเวลาครึ่งชั่วโมง การดึงหน้า (แต่ไปกองอยู่ที่คอ) เหลาแก้มและคาง (เหลาไม่ดีทำให้ปากบิดเบี้ยว) ที่ธรรมดาที่สุดคือการโกรกผมเป็นสีต่างๆ

ในแต่ละปีร้านศัลยกรรมเหล่านี้กวาดเงินจำนวนมหาศาลจากกระเป๋าของคนที่เกลียดตัวเอง!

ความสวยความงามเป็นสิ่งทำให้เจริญหูเจริญตา แต่ว่าเป็นสิ่งที่อนิจจัง ไม่จีรังยังยืน คนเราพออายุถึงขนาดหนึ่ง ก็ต้องยอมรับความจริงว่า ดึงไม่หยุดฉุดไม่อยู่แล้ว เมื่ออายุ ๖๐-๗๐ ปีร่างกายก็เหี่ยวย่น สายตาฝ้าฟาง ฟันสึกกร่อนและหลุดไป โรคภัยรุมเร้า และในที่สุดสังขารอันไม่เที่ยงก็กลายเป็นธุลีดินไป

เมื่อครั้งที่มีการเลือกกษัตริย์องค์ใหม่ขึ้นปกครองประเทศอิสราเอล พระเจ้าตรัสบอกว่าซามูเอลว่า “อย่ามองที่เพียงรูปร่างร่างภายนอก(ความสวยและความหล่อ) พระเจ้าทอด พระเนตรไม่เหมือนที่มนุษย์ดู เพราะมนุษย์ดูที่รูปลักษณ์ภายนอก แต่พระเจ้าทอดพระเนตรที่จิตใจ” (๑ ซมอ. ๑๖.๗)

พระองค์บอกว่า ความดีและความสามารถเป็นสิ่งสำคัญกว่า แต่ทุกวันนี้มีคนจำนวนมากที่ “สวยแต่รูป จูบไม่หอม” ดังที่มีคำกล่าวว่า “ข้างนอกสุกใส ข้างในเป็นโพรง” นั่นแหละ

ท่านผู้อ่านที่รัก สู้ให้เรามาเสริมสวยความงามทางด้านจิตใจดีกว่า เพราะความสวยไม่คงที่ แต่ความดีสิคงทน!

“คนจะสวย สวยที่ใจ ใช่ใบหน้า

คนจะงาม งามจรรยา ใช่ตาหวาน”

ในพระคัมภีร์มีหญิงสาวคนหนึ่งชื่อเรเบคาห์ เธอมีครบทั้งสองอย่างคือ รูปสมบัติและคุณสมบัติ (คนแบบนี้หายากมากในสังคมปัจจุบัน เหมือนดังงมเข็มในมหาสมุทรทีเดียวแหละ) ประการแรก เธอเป็นคนขยันขันแข็งในการทำงาน ประการที่สอง รูปร่างและหน้าตาสวยงามมาก และประการที่สาม ยังเป็นโสด เธอรักษาพรหมจรรย์ไว้จนกระทั่งถึงวันแต่งงาน (ปฐก. ๒๔.๑๕-๑๖)

ความสวยงามที่แท้จริงประกอบด้วยน้ำ ๓ อย่างคือ (๑) น้ำจิตน้ำใจ หมายถึงความเมตตากรุณา มีความรัก เอื้ออาทรและช่วยเหลือคนหนึ่งโดยไม่หวังการตอบแทน (๒) น้ำอดน้ำทน หรือน้ำพักน้ำแรง คือความขยันขันแข็งในการทำงาน และเก็บหอมรอบริบ และไม่ทำตัวให้เป็นภาระของคนอื่น (๓) น้ำมือ หมายถึงมีฝีมือในการเข้าครัว เข้าทำนอง “เสน่ห์ปลายจวัก ผัวรักจนตาย” มิใช่เป็นพวกแม่บ้านถุงพลาสติก-ซื้อกับข้าวถุงกินลูกเดียว

เคยมีการตั้งคำถามสำหรับผู้ชาย ๑๐๐ คนว่า อยากจะแต่งงานกับผู้หญิงแบบไหน? เชื่อไหมว่า ๙๐ เปอร์เซ็นต์ตอบว่า “เป็นคนดีและไม่จำเป็นต้องสวย”

ก็คือเลือกคนที่มีความงามทางด้านจิตใจนั่นเอง.        

Read More

โฮซันนา ขอโปรดช่วยเถิด

www.thaisermons.com

สารานุกรมพระคัมภีร์

โฮซันนา ขอโปรดช่วยเถิด

ธวัช  เย็นใจ

 

            พวกเขาจึงจูงลูกลามาให้พระเยซู แล้วเอาเสื้อผ้าของตนปูลง

            บนหลังลา พระองค์จึงทรงลานั้น มีคนจำนวนมากเอา

            เสื้อผ้าของตนปูตามถนน และบางคนก็ตัดกิ่งไม้เขียวสดจาก

            ทุ่งนามาปู คนที่เดินไปข้างหน้ากับคนที่เดินตามมาข้างหลัง

            ก็โห่ร้องว่า

                        “โฮซันนา ขอให้ผู้เสด็จมาในพระนามขององค์พระ

            ผู้เป็นเจ้าทรงพระเจริญ ความเจริญรุ่งเรืองจงมีแก่แผ่นดินที่

            จะมาตั้งอยู่ ซึ่งเป็นของดาวิดบรรพบุรุษของเรา โฮซันนาในที่

            สูงสุด”  (มก. ๑๑.๗-๑๐)

             

          โฮซันนา (Hosanna) อ่านว่า Ho-zan-a ในภาษาฮีบรูคือ Hosa-na ในพระคัมภีร์เป็นคำทับศัพท์ที่มีความหมายว่า “ขอทรงโปรดช่วยให้รอดเดี๋ยวนี้เถิด” หรือ “ช่วยด้วย” (save now) แรกเริ่มเดิมทีนั้นเป็นการอธิษฐานในพระธรรมสดุด ๑๑๘.๒๕ บทเพลงแห่งชัยชนะ “ข้าแต่พระยาเวห์ ขอทรงช่วยข้าพระองค์ทั้งหลายให้รอดเถิด ข้าแต่พระยาเวห์ ขอทรงประทานความสำเร็จให้แก่ข้าพระองค์เถิด”

                ในพระคัมภีร์ภาษาไทยใช้คำทับศัพท์ ซึ่งมาจากภาษาเดิมสองคำคือ “พระยาเวห์”(พระเจ้า) และคำ “ช่วยให้รอด”

ปรากฏเพียงครั้งเดียวในพระธรรมสดุดีดังที่กล่าวมาข้างต้น ชาวยิวจะร้องเพลงบทนี้ในเทศกาลเฉลิมฉลองชัยชนะอันยิ่งใหญ่แห่งของกษัตริย์ของตน เป็นชัยชนะที่มาจากพระเจ้า ทุกคนที่ไปร่วมงานนี้จะถือทางตาลโบกไปมาแสดงถึงความชื่นชมยินดี ต้อนรับการเสด็จมาของพระราชา  (สดด. ๑๑๘.๒๕-๒๗)

                ข้อความนี้ใช้ร้องเป็นเพลงในเทศกาลตั้งทับอาศัย (เต็นท์) พวกปุโรหิจะร้องเพลงนี้ทุกๆวัน วันละหนึ่งครั้ง และในวันที่เจ็ดปุโรหิตจะเดินรอบแท่นบูชาเจ็ดครั้งพร้อมกับร้องเพลงไปด้วยว่า “ฮาเล” แล้วประชาชนจะต้องร้องรับตอบว่า “ลูยา”พร้อมกับโบกกิ่งไม้ใบปาล์มไปมา

                คนไทยเราเห็นภาพนี้เกิดขึ้นเมื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงครองราชย์ครบ ๘๐ พระพรรษา ประชาชนพากันไปคอยต้อนรับการเสด็จของพระองค์ท่าน ตามถนนหนทางจนถึงในพระราชวัง ผู้คนนับล้านโบกธงสีเหลือและธงชาติไทย แล้วโห่ร้องพร้อมกันด้วยเสียงอันดังสนั่นหวั่นไหวว่า “ทรงพระเจริญ ทรงพระเจริญ ทรงพระเจริญ”

                เหตุการณ์คล้ายคลึงในพระคัมภีร์เดิมได้เกิดขึ้นอีกครั้งในพระคัมภีร์ใหม่ เมื่อพระเยซูได้เสด็จเข้าสู่กรุงเยรูซาเล็ม ผู้คนจำนวนมากต่างถือทางตาลและใบไม้เขียวโบกไปมา และปูเสื้อผ้าของตนลงบนพื้น เพื่อให้พระองค์ผู้ทรงลาเหยียบลงไป เป็นการแสดงต้อนรับพระองค์ในฐานะกษัตริย์ฝ่ายจิตวิญญาณแห่งแผ่นดินสวรรค์ (มก. ๑๑.๗-๑๐)

                ในพระธรรมยอห์นได้เพิ่มรายละเอียดลงไป “พระเยซูเสด็จเข้ากรุงเยรูซาเล็มอย่างผู้พิชิต” พวกประชาชนต่างถือทางอินทผลัมและร้องตะโกนว่า “โฮซันนา ขอให้พระองค์ผู้เสด็จมาในพระนามขององค์พระผู้เป็นเจ้า คือพระมหากษัตริย์แห่งอิสราเอลทรงพระเจริญ” (ยน. ๑๒.๑๒-๑๕) และอ้างข้อความจากคำพยากรณ์ในพระธรรมเศคาริยาห์ที่ว่า “ธิดาแห่งศิโยนเอ๋ย อย่ากลัวเลย จงดูกษัตริย์ของเธอเสด็จมาประทับบนลูกลา” (ศคย. ๙.๙)

                บทเรียนจากเรื่องนี้คือ

                ๑.พระเยซูทรงเป็นพระมหากษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่

                การเสด็จมาของพระเยซูคริสต์นั้นเป็นไปตามคำทำนายในพระคัมภีร์เดิมทุกประการ พระองค์ทรงเป็นทั้งพระมหากษัตริย์แห่งแผ่นดินโลกและสวรรค์ แม้ว่าพระองค์มีพระชนม์อยู่ในโลกนี้เพียง ๓๐ ปี แล้วเสด็จสู่สวรรค์แต่ในอนาคตพระองค์จะกลับมาอีกและรับเราทุกคนไปอยู่กับพระองค์ที่นั่นอย่างมีความสุขนิรันดร

                ๒.พระเยซูทรงเป็นพระผู้ช่วยให้รอด

                คำว่า “เยซู” (Jesus)ในภาษาฮีบรูมีความหมายว่า “ช่วยให้รอด” (Jehoshua) หรือพระมาซีฮาห์ (Mashiah) ในภาษากรีกคือ “ผู้ที่ได้การเจิมตั้งไว้เป็นกษัตริย์” (Christos) ดังนั้น พระเยซูจึงอยู่ในฐานะของพระผู้ช่วยมนุษย์ให้รอดพ้นจากความผิดบาป (ยน. ๓.๑๖) และเป็นกษัตริย์แห่งแผ่นดินสวรรค์ที่เสด็จมาครอบครองจิตวิญญาณของมนุษย์

                ๓.ท่าทีของคริสเตียน

                เมื่อทราบความจริงเช่นนี้แล้ว  ประการแรก เราคริสเตียนซึ่งเป็นผู้เชื่อและวางใจ ควรจะท่าทีเหมือนกับชาวกรุงเยรูซาเล็มคือ อ่อนน้อมถ่อมใจลงยอมรับการเสด็จมาของพระองค์ ด้วยวางจิตใจและจิตวิญญาณลง เป็นหนทางให้พระองค์เสด็จผ่านไป ประการที่สอง ยกย่องสรรเสริญพระเยซู ด้วยนมัสการ ด้วยเสียงเพลงและคำอธิษฐาน ประการที่สาม

มีใจชื่นชมยินดีในพระองค์ตลอดเวลา “จงชื่นชมยินดีในองค์พระผู้เป็นเจ้าทุกเวลา ข้าพเจ้าขอย้ำอีกครั้งว่า จงชื่นชมยินดีเถิด” (ฟป. ๔.๔)

                โฮซันนา!.

 

Read More

โอ้ ภาราตี

โอ้ ภาราตี

นายคือผู้รับใช้พระเจ้าหรือ?

ธวัช เย็นใจ

 

                ผมไม่ใช่นักท่องเว็บ

            แต่เมื่อมีเวลาบ้างก็จะเข้าไปในเว็บของข่าวคริสตชน

            เจออยู่ข่าวหนึ่ง รู้สึกสะดุดสายตา เขาพาดหัวข่าวว่า

            “ภาราตี ศิษยาภิบาลแปลงเพศคนแรกของอินเดีย”

            พร้อมมีภาพของเธอ(ใช้คำว่าเขาดีกว่า)ปรากฏหราเลย

            ข่าวคริสตชนได้ให้รายละเอียดพอสมควร

 

                ขอทบทวนข่าวสักนิดนะครับ

                ภาราตี หญิงสาว(ผมว่าที่จริงคือชายหนุ่มมากกว่า)วัย ๒๕ ปี ชาวทามิลนาดู เป็นศิษยาภิบาลแปลงเพศ จากชายเป็นหญิงคนแรกของประเทศอินเดีย เธอรับปริญญาตรีทางด้านศาสนศาสตร์เมื่อเดือนเมษายน ปี ๒๐๑๑ ที่ผ่านมา และได้เป็นศิษยาภิบาลของคริสตจักรอีแวนเจลิคอลเชิร์ชแห่งอินเดีย (ECI) สาขาเมืองเชงกาลปัตตู เป็นศิษยาภิบาลมาได้ราว ๘ เดือนแล้ว

                ในวัยเด็กนั้น ภาราตีมักจะถูกคนอื่นล้อเลียนอยู่เสมอ (คงจะเป็นเพราะมีกิริยาท่ากระตุ้งกระติ้งกระมัง?) ซึ่งก็ทำให้เธอรู้สึกเจ็บช้ำน้ำใจพอสมควร เธอเล่าว่าเมื่อตอนอายุได้ราว ๑๐ ขวบ ก็มีทูตสวรรค์องค์หนึ่งมาพบเธอที่บ้าน (แต่ในข่าวไม่ได้บอกรายละเอียดว่า ทั้งสองคุยกันในเรื่องอะไร เดาว่าอาจจะเป็นเรื่องอื่นๆ ที่ไม่ใช่เกี่ยวกับการแปลงเพศ) ต่อมามีคนพาเธอไปเข้าโบสถ์แห่งหนึ่ง จากนั้นภาราตีก็เริ่มอ่านพระคัมภีร์ อธิษฐาน และได้รับเชื่อเมื่อตอนอายุได้ ๑๒ ขวบ อีกสามปีต่อมาเธอก็เข้าพิธีรับศีลบัพติสมา

                ภาราตีกล่าว(คงจะด้วยเสียงใหญ่แหบห้าว)ว่า “นี่ไม่ใช่ช่วงเวลาแห่งความภาคภูมิใจของฉันเท่านั้น แต่เป็นของกลุ่มคนแปลงเพศทั้งหมดด้วย ฉันเชื่อเช่นนี้ ฉันไม่เพียงแต่เลือกที่จะรับใช้พระเจ้า แต่พระองค์ทรงเลือกให้ฉันรับใช้พระองค์ด้วย”

                ต่อจากนั้นก็เป็นคอมเมนท์

                คอมเมนท์แรก : คิดยังไงของเขา ในเมื่อเขาไม่พอใจกับสิ่งที่พระเจ้าประทานให้

                คอมเมนท์ที่สอง : แล้วจะรอดไหมคะเนี่ย

            คอมเมนท์ที่สาม : ถ้ายังไม่เปลี่ยนเป็นชายคืน หมายถึงด้านพฤติกรรมและความคิด ผมว่าผิดนะนั่น ก็เหมือน

                                   เอาขี้เมาขึ้นมาเทศน์แทนศิษยาภิบาล

            คอมเมนท์ที่สี่ : ฉธบ. ๒๒.๕ ถูกหรือผิดคิดเอาเอง

                คอมเมนท์ที่ห้า : ต่อไปคำว่า “ล่วงประเวณี” คงไม่ต้องใช้แล้วใช่ไหมครับ

                ยังมีความเห็นของผู้อ่านอีกหลายคน แต่คัดเอามาเฉพาะที่เด่นๆเท่านั้น บางคนถึงกับบอกว่า ควรจะลบข่าวนี้ออกจากเว็บเสีย (เพราะคิดว่าเป็นอันตรายต่อความเชื่อของคริสเตียนกระมัง)

                เราสนใจข้อความของท่านที่บอกว่า “เขาไม่พอใจกับสิ่งที่พระเจ้าทานให้” นั่นเป็นความจริงเลยทีเดียว เพราะเมื่อพระองค์ทรงสร้างโลกกับสรรพสิ่งเสร็จแล้ว ก็ทอดพระเนตรเห็นว่า “ดี” (ปฐก. ๑.๑๘, ๒๕) จนกระทั่งพระองค์ทรงสร้าง

มนุษย์คู่แรกของโลกขึ้น “ตามพระฉายาของพระองค์ และได้ทรงสร้างให้เป็นชายและหญิง” เป้าหมายคือให้ครอบครองและรับพระพร (ปฐก. ๑.๒๖-๒๘) ตอนท้ายของบทบอกว่า “พระเจ้าทรงทอดพระเนตรสิ่งทั้งปวงที่พระองค์ทรงสร้าง ทรงเห็นว่าดีนัก”

                พระเจ้าทรงแยกเพศอย่างชัดเจนตั้งแต่แรก ถ้าคุณเกิดเป็นชายนั่นแหละสุดยอดแล้วล่ะ และถ้าคุณเป็นหญิงนั่นแหละไร้เทียมทาน พระองค์ไม่มีพระประสงค์ให้ชายกลาย(แปลงเพศ)เป็นหญิง หรือหญิงกลายเป็นชาย หรือครึ่งๆกลางๆ เป็นกะเทย ทอมดี้ ตุ๊ด(ภาษาเหนือว่า “ปู๊เมีย”)อะไรทำนองนั้น

                คนเราถ้าไม่พอใจในสิ่งที่มีอยู่ ซึ่งพระเจ้าประทานให้ เขาจะไม่มีความสุขตลอดชีวิต!

                น่าสนใจตรงคอมเมนท์ของน้องคนหนึ่ง อ้างพระคัมภีร์เฉลยธรรมบัญญัติ ๒๒.๕ นั่นตรงเป๊ะเลย “อย่าให้ผู้หญิงใช้เครื่องแต่งกายของผู้ชาย และอย่าให้ผู้ชายแต่งกายด้วยเครื่องของผู้หญิง เพราะผู้ใดกระทำสิ่งเหล่านี้ก็เป็นที่พึงรังเกียจแด่พระเยโฮวาห์พระเจ้าของเจ้าของท่าน”

                จริงๆแล้วโดยเอามาตรฐานของพระคัมภีร์มาจับในเรื่องนี้ แค่การใช้เครื่องแต่งกายผิดเพศก็ถือว่าบาปแล้ว แต่คุณภาราตีนี่มากยิ่งกว่านั้น เขาลงทุนแปลงเพศเลย (ตามข่าวเราเข้าใจว่า เป็นการตัดอวัยวะเพศชายทิ้ง แล้วเจาะช่องเป็นแบบอวัยวะเพศหญิงแทน) แต่ข่าวไม่ได้บอกว่า เขาได้แต่งงานกับผู้ชายและทำผิดประเวณีหรือไม่

                ขนาดคนธรรมดามีพฤติกรรมอย่างนี้ ผู้คนก็ถือว่าเป็นเรื่องที่ผิดปกติและรู้สึกผะอืดผะอมแล้ว แต่ถ้าคนนั้นมาเป็นถึงผู้นำคริสตจักร(ศิษยาภิบาล) ชาวโลกเขาจะมองด้วยสายตาอย่างไร และบรรดาสมาชิกในคริสตจักรจะวางตัวแบบไหน

ก็เกินไม่เกินที่จะจินตนาการได้ ความจริงก็คือว่า “ในบ้านพ่อแม่เป็นอย่างไร ลูกๆก็จะเป็นอย่างนั้น” ทำนองเดียวกัน “ในคริสตจักรผู้นำเป็นอย่างไร สมาชิกก็จะเป็นอย่างนั้น”

                หลายคนมีข้อกังขามากที่สุดก็คือ องค์การทางศาสนาที่รู้เห็นเป็นใจก็คือ อีแวนเจลิคอลเชิร์ชแห่งอินเดีย ชื่อนี้

Evangelical Church มีความหมายว่าเป็นคริสเตียนฝ่ายอนุรักษ์นิยม ที่เคร่งครัดและทำตามคำสอนของพระคริสตธรรมคัมภีร์ แต่ไหงมาปล่อยให้ศิษยาภิบาลแปลงเพศอย่างนี้ได้ยังไงไม่ทราบ ถ้าเขาปล่อยให้ศิษยาภิบาลทำได้ขนาดนี้ แล้วคริสเตียนธรรมดาจะเลยเถิดไปถึงขนาดไหน  น่าจะเปลี่ยนเป็น Liberal Church เสียให้หมดเรื่องหมดราว บอกโลกว่าฉันนี่เพี้ยนจากพระคัมภีร์ไปแล้ว เพื่อผู้คนเขาจะไม่คลางแคลงใจอีกต่อไป

                  คุณภาราตีแกบอกว่า ไม่ใช่เป็นความภูมิใจของเธอ(เขา)คนเดียวเท่านั้น แต่มันเป็นความภูมิใจของพวกแปลงเพศทั้งหลายด้วย เห็นไหมครับ พอความบาปแรกมันเริ่มจุดขึ้นแล้ว ก็หยุดยาก มันก็จะลุกลามไปอย่างรวดเร็ว เหมือนบาปในสมัยของโนอาห์และในสมัยของโลตนั่นแหละ

                ภาราตีบอกว่า เธอ(เขา)เลือกที่จะรับใช้พระเจ้า และกล้าบอกอีกว่า “พระองค์ทรงเลือกฉันให้รับใช้พระองค์” ในพระคัมภีร์เราอ่านพบว่า พระเจ้าทรงเลือกคนมากมายให้เป็นผู้รับใช้ของพระองค์ ทรงเลือกผู้ชายผู้หญิง คนแก่และเด็ก ทรงเลือกคนเก่งคนไม่เก่ง คนเก็บภาษี คนฝักใฝ่การเมือง คนมีป้อมด้อยและมีปมเด่น ทรงเลือกคนกล้าหาญและคนขี้ขลาด แม้แต่คนต่างชาติให้รับใช้พระองค์

                แต่ไม่มีพระคัมภีร์สักตอนที่บอกว่า ได้ทรงเลือกคนที่แปลงเพศหรือกะเทยให้เป็นผู้รับใช้ของพระเจ้า

                นี่ภาราตีจริงใจหรือไก่กาไม่ทราบ

                แล้วบอกว่าเรียนจบปริญญาศาสนศาสตร์มาได้ไง.     

 

Read More

โลกายังไม่พินาศ

www.thaisermons.com

บทความเพื่อเสริมสร้างจิตวิญญาณ

                                               โลกายังไม่พินาศ!     

                                           พระเยซูมิได้เสด็จกลับมา

                                        คำพยากรณ์เท็จมีโทษถึงตาย!

                                                    ธวัช  เย็นใจ

 

                วันที่ ๒๐ พฤษภาคม ๒๐๑๑ ผมยังอยู่ในพิธีศพของเพื่อนที่ชัยนาท

            นักเทศน์ผู้ประกอบพิธีได้พูดในทำนองว่า วันนี้เราฝังเรือนดินของเขา

            แต่ถ้าคำพยากรณ์เรื่องการเสด็จกลับมาของพระเยซูคริสต์เป็นจริง

พรุ่งนี้(๒๑ พค.)เราจะพบกับเขาที่เบื้องพระพักตร์พระเจ้า!

 

มีพี่น้องคริสเตียนที่ภาคกลาง ได้เล่าให้ผมฟังว่า ที่จังหวัดนครสวรรค์มีคนกลุ่มหนึ่ง ได้ลงทุนลงแรงทำป้ายประชาสัมพันธ์ขนาดใหญ่แขวนไว้ตามที่ต่างๆ ตามข้างถนนและสะพานลอย แจ้งถึงเรื่องการที่พระเจ้าจะมาพิพากษาโลกในวันที่ ๒๑ พค.๑๑ ทำให้ผู้คนแตกตื่นและถามไถ่กันให้วุ่นไปหมด

ก็นึกในใจว่า อะไรนักหนา ทำไมแน่ใจกันถึงขนาดนั้น!

แต่แล้ว วันแห่งโลกาวินาศได้ผ่านไปอย่างเงียบเชียบ เลยเส้นตายคือ ๑๘.๐๐ น. ของวันที่ ๒๑ พค.ไปแล้ว โดยไม่มีอะไรเกิดขึ้น ไม่มีเสียงแตรดังลั่นท้องฟ้า ไม่มีเหตุการณ์แผ่นดินไหวรุนแรงแบบสะเทือนสะท้านพิภพ พระเยซูไม่ได้เสด็จมาบนท้องฟ้า คนตายไม่ได้เป็นขึ้น และคนเป็นก็ไม่ได้ลอยขึ้นไป

ทุกอย่างปกติสุขดี

คำทำนายของคุณฮาโรลด์ แคมปิง กลายเป็นหมันไป!

คุณฮาโรลด์คนนี้ตามข่าวบอกว่าเป็นนักประกาศศาสนาคริสต์ชาวอเมริกัน (ไม่ทราบว่าเป็นคริสต์คณะไหน หรือสังกัดอะไร ทำไมจึงอาจหาญชาญชัย “ฟันธง” โชะเลย) อายุอานามก็ปาเข้าไป ๘๙ ปีแล้ว ข่าวไม่ได้แจ้งว่ายังสติสัมปชัญญะยังครบถ้วนอยู่หรือเปล่า? แกมีสถานีวิทยุเครือข่าย “แฟมิลี่ เรดิโอ อินเตอร์เนชั่นแนล” อยู่มากมายหลายสถานี ทั้งในอเมริกา ยุโรปและเอเชีย

เคยทำนายพลาดมาแล้วว่า พระเยซูจะเสด็จกลับมาในปี ๑๙๙๔

คราวนั้นเงียบเชียบเลย!

แต่มาคราวนี้ก็พลาดอีกจนได้ (ซีน่า)

คุณฮาโรลด์ไม่เข้าใจคำตรัสของพระเยซูในเรื่องการการเสด็จมาหรือ? น่าแปลกใจมาก บทเรียนจากอดีตไม่ได้สอนอะไรบ้างเลยหรือ?

พระองค์ตรัสว่า “แต่ในวันนั้น โมงนั้น ไม่มีใครรู้ ถึงบรรดาทูตสวรรค์หรือพระบุตรก็ไม่รู้ รู้แต่พระบิดาองค์เดียว...เหตุฉะนั้น ท่านทั้งหลายจงเฝ้าระวังอยู่ เพราะท่านไม่รู้ว่า องค์พระผู้เป็นเจ้าของท่านจะเสด็จมาเวลาไหน...ท่านทั้งหลายจงเตรียมตัวพร้อมไว้ เพราะในโมงที่ท่านไม่คิดไม่ฝันนั้น บุตรมนุษย์จะเสด็จมา” (มธ. ๒๔.๓๖, ๔๒, ๔๔)

พระคัมภีร์บอกว่า ไม่มีใครทราบกำหนดเวลา นอกจากพระบิดาเจ้าองค์เดียวเท่านั้น!

สาระสำคัญคือ พระเยซูไม่ได้บอกถึงวันเวลาแห่งการเสด็จกลับมาของพระองค์ แต่ให้ผู้เชื่อทุกคนเตรียมตัวให้พร้อมไว้เสมอ ทั้งทางด้านร่างกาย จิตใจและจิตวิญญาณ

ฮาโรลด์ แคมปิง คุณเป็นใครกัน จะมารู้ดีกว่าพระเยซู?

แถมยังบอกอีกว่า ในวันดังกล่าวจะมีเพียง ๒๐๐ ล้านคนเท่านั้นจะได้เข้าสู่แผ่นดินสวรรค์ (ทำไมมักน้อยจัง?)

พระเยซูทรงอ้างถึงสองเหตุการณ์คือ ในสมัยของโนอาห์เมื่อฝนตกหนักและน้ำท่วมโลก กวาดเอาทุกสิ่งทุกอย่างพินาศไปโดยผู้คนไม่ทันตั้งตัว กับเหตุการณ์ที่ขโมยขึ้นบ้าน ไม่มีการแจ้งให้ทราบล่วงหน้า นักย่องเบาไม่ได้ส่งข่าวว่า “วันนี้เวลาตีสองนะ ผมจะแอบย่องเข้าบ้านคุณ”

หนังสือพิมพ์ได้รายงานในวันรุ่งขึ้น(๒๒ พค.)ว่า “วันสิ้นโลกผ่านไปโดยไร้เหตุร้าย คนทำนายหน้าแตก ถูกทับถมยับ” “พวกที่ไม่เชื่อพากันเฉลิมฉลองกันใหญ่” พวกที่ไม่เชื่อพระเจ้ามีงานปาร์ตี้กันอย่างสนุกสนาน เพื่อล้อเลียนคริสเตียน เรียกงานนี้ว่า “เวลาแห่งการสิ้นโลก” (End of the world)

บางคนเย้ยว่า “ให้เอารองเท้าของพวกคริสเตียนไปวางไว้ที่กลางสนาม เพื่อจะให้ชาวโลกรู้ว่า คนพวกนี้ได้ลอยขึ้นไปในอากาศแล้ว ได้พบกับพระเจ้า และได้ไปอยู่กับพระองค์ในสวรรค์แล้ว”

ทั้งก่อนและหลังวันที่ ๒๑ พค. มีผลกระทบต่อคำทำนายหลายๆด้าน

(๑)ผู้ที่เชื่อเรื่องนี้ (กล่าวให้ถูกต้องคือพวก “หลงเชื่อ”) ต่างตีปีก ตื่นเต้นและยินดีปรีดา ต่างเฝ้ารอคอยการเสด็จมาของพระเยซูด้วยใจจดจ่อ พร้อมที่จะถูกรับขึ้นไปอยู่กับพระองค์ หลายคนถึงกับขายสิ่งของและขึ้นไปรอพระองค์อยู่บนภูเขา คนที่น่าจะปลอดโปร่งโล่งอกมากที่สุดก็คงจะเป็นพวกที่เป็นหนี้เป็นสินอยู่นับแสนนับล้านบาท เพราะถึงเวลาที่จะหนีหนี้ได้อย่างปลอดภัยที่สุด

ข่าวบอกว่า ในวันดังกล่าว นายฮาโรลด์ได้รอคอยอยู่ที่บ้าน เพื่อดูความพินาศของโลกและมนุษยชาติ และหวังว่าตนเองกับพรรคพวกจะถูกรับขึ้นไปยังสวรรค์ (แต่ในที่สุดก็กลายเป็น “สวรรค์ล่ม” จนได้)

                (๒)ผู้ที่เชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง ก็เกิดอาการกล้าๆกลัวๆ เป็นโรคจิตวิตกและหวาดผวา ไม่แน่ใจว่า ถ้าวันสิ้นโลกเกิดขึ้นจริง ตนเองและคนรักกับครอบครัวเป็นอย่างไร จะได้ขึ้นสวรรค์หรือลงนรก?

โอโฮ มันปั่นป่วนในหัวใจสิ้นดี!

                (๓)ส่วนผู้ที่ไม่เชื่อในเรื่องนี้ ต่างเฝ้ารอคอยเพื่อเย้ยหยันพวกคริสเตียน (เขาไม่รู้หรอกว่า คริสเตียนมีกี่พวก ไม่รู้ว่าบางพวกเป็นคริสเตียนอย่างแท้จริง บางพวกเป็นพวกตกขอบ ตีความหมายพระคัมภีร์แบบเลยเถิด แบบจับแพะชนแกะ แบบเอาสีข้างเข้าถู หรือลากเข้าโบสถ์) ดังที่เปโตรกล่าวว่า “จงรู้ข้อนี้ก่อนคือ ในกาลสุดท้ายคนที่ชอบเยาะเย้ยจะเกิดขึ้น...และจะถามว่า คำที่ทรงสัญญาไว้ว่า พระองค์จะเสด็จมานั้นอยู่ที่ไหน” (๒ ปต. ๓.๓-๔)

                เมื่อคำพยากรณ์ไม่ได้เกิดขึ้นจริง ย่อมนำความเสื่อมเสียและอับอายขายหน้ามาสู่องค์พระผู้เป็นเจ้าของเรา (หน้าของพวกคริสเตียนเหลือเพียง ๒ นิ้ว ไปไหนมาไหนแทบจะต้องเอาปี๊บคลุมหัวเลย) ดังที่พระคัมภีร์กล่าวว่า “คนต่างชาติพูดหยาบหยามต่อพระนามของพระเจ้า ก็เพราะท่านทั้งหลาย” (รม. ๒.๒๔, อสย. ๕๒.๒)

                พระเจ้าไม่ได้เพิกเฉยในเรื่องนี้ (และคริสเตียนก็ไม่ควรเมินเฉยด้วยเช่นกัน)

ประการแรก สำหรับผู้เผยพระวจนะแท้จริง พระองค์ตรัสว่า “เราจะโปรดให้เกิดผู้เผยพระวจนะในหมู่พวกเจ้า เราจะใส่ถ้อยคำของเราในปากของเขา  และเขาจะกล่าวบรรดาสิ่งที่เราบัญชาเขาไว้นั้นแก่ประชาชนทั้งหลาย” (ฉธบ. ๑๘.๑๘)

                พระองค์ทรงบอกอีกด้วยว่า ให้ประชากรเชื่อฟังผู้เผยพระวจนะนั้น “ถ้าผู้ใดไม่เชื่อฟังถ้อยคำของเรา ซึ่งผู้เผยพระวจนะกล่าวในนามของเรา เราจะกำหนดโทษผู้นั้น” พูดอย่างง่ายๆก็คือ ถ้าในไม่เชื่อจะต้องรับโทษ มีอันเป็นไปอย่างใดอย่างหนึ่ง!

                ประการที่สอง สำหรับผู้เผยพระวจนะเท็จ (ผู้ทำนายเทียม) นั้น พระเจ้าตรัสว่า “เมื่อผู้เผยพระวจนะกล่าวในพระนามของพระเจ้า ถ้ามิได้เป็นไปจริงตามคำของผู้กล่าว ถ้อยคำนั้นมิได้เป็นพระวจนะที่พระเจ้าตรัส ผู้เผยพระวจนะนั้นบังอาจกล่าวเอง ท่านทั้งหลายอย่ากลัวเขาเลย” (ฉธบ. ๑๘.๒๒)

                ประการสุดท้าย พร้อมกันนั้น พระองค์ได้ทรงกำหนดโทษทัณฑ์ผู้ทำนายเท็จไว้ด้วย “แต่ผู้เผยพระวจนะคนใดบังอาจกล่าวคำในนามของเรา ซึ่งเรามิได้บัญชาไว้ให้กล่าว หรือผู้นั้นกล่าวในนามของพระอื่น ผู้เผยพระวจนะนั้นต้องมีโทษถึงตาย” (ฉธบ. ๑๘.๒๐)

                อย่างแรก พระคัมภีร์สอนถึงท่าทีองคริสเตียนต่อผู้ทำนายเท็จว่า “อย่ากลัวเขา” หมายถึงไม่ไปให้เกียรติ นับถือ ไม่ต้องไปเชื่อฟัง เออออห่อหมก ไม่ต้องเฉยๆแม้ไม่เห็นด้วย จะต้องประกาศออกไปว่า คนเหล่านี้ไม่ใช่คนของพระเจ้าอย่างแท้จริง และทำการคัดค้านในทุกวิถีทาง ไม่ว่าจะโดยทางคำพูด การประกาศ การสอนและเทศนาในคริสตจักร

                อย่างต่อมา ผู้ทำนายเท็จนั้น “มีโทษถึงตาย” ขณะนี้เราเชื่อแน่ว่า เขาได้รับโทษอย่างสาสม สิ้นชีวิตไปเรียบร้อยแล้ว คือ ตายเพราะได้รับการดูถูกดูหมิ่นจากผู้คนที่ไม่เชื่อพระเจ้า และจากคริสเตียนที่รู้จักพระคัมภีร์ดี  วันนี้ผู้เผยพระวจนะเท็จและพรรคพวกของเขา เขาถูกประหารชีวิตไปแล้วอย่างแท้จริง ด้วยดาบอันคมกริบแห่งลมปากของผู้คน และจากกระสุนจากปลายปากกาของบรรดาสื่อมวลชนทั้งหลาย

            ตายโดยพระแสงแห่งพระวิญญาณ คือ พระวจนะของพระเจ้า

                ดังนั้น พวกเราคริสเตียนจึงไม่ต้องทำอะไรอีก

นอกจากอธิษฐานเผื่อคุณฮาโรลด์ แคมปิงกับพรรคพวกเขา

ขอให้พวกเขากลับใจใหม่ และขอพระเจ้าทรงเมตตาเขาอีกครั้ง.

Read More

โลกทัศน์คริสเตียน

www.thaisermons.com

ธวัช เย็นใจ : บรรณาธิการเว็บไซต์

                                            โลกทัศน์คริสเตียน

                                        Christian World View

 

                “ชีวิตมักเป็นเรื่องศึกษาสิ่งตรงกันข้าม” เป็นคำกล่าวของจอร์จ บาร์นา ผู้เขียนหนังสือเรื่อง Think Like Jesus  ซึ่งเมื่อไม่นานมานี้ เขาได้ทำการสำรวจโลกทัศน์ของคริสเตียนในอเมริกา มีข้อมูลที่น่าสนใจมาก

                จอร์จ บาร์นาได้ตั้งคำถามว่า พระเจ้ามีอยู่จริงไหม? แล้วพระลักษณะของพระองค์เป็นอย่างไร? อะไรคือธรรมชาติ? โลกนี้เกิดขึ้นมาทำไมและอย่างไร? อะไรเกิดขึ้นหลังจากที่เราตายไปแล้ว? สิทธิอำนาจฝ่ายจิตวิญญาณมีอยู่จริงหรือไม่? และคริสตจักรสามารถช่วยคุณได้อย่างไร?

            จอร์จ บาร์นากล่าวถึงชีวิตคริสเตียนในหลายๆด้าน เช่น พฤติกรรมในช่วงที่เจ็ดวันผ่านมา กิจกรรมทางด้านศาสนาหรือจิตวิญญาณ ความเชื่อในพระเจ้าหรือในพระเยซูคริสต์

                                                                                                มีโลกทัศน์              ไม่มี         คต.แต่ชื่อ

-มีเจตนาไม่ซื้อสินค้ายี่ห้อหนึ่งยี่ห้อใด เพื่อจะต่อต้านผู้ผลิต                             ๒๘ %                    ๗ %      ๗๗ %

-อาสาสมัครช่วยเหลือองค์กรการกุศล                                                                               ๔๙                          ๒๙        ๒๒

-สูบบุหรี่ ดื่มเหล้า สิ่งเสพติด                                                                                                ๗                             ๒๒          ๓๗

-ไม่ดูหนังหรือวีดิโอที่มีเนื้อหารุนแรง                                                                    ๕๐                          ๒๗          ๑๔

-ดูเรื่องราวในอินเตอร์เนท ที่ไม่เหมาะสม                                                            ๐                             ๙             ๙

-อธิษฐานเผื่อผู้นำประเทศ                                                                                   ๙๐                          ๘๒          ๗๓

-อ่านพระคัมภีร์ส่วนตัว                                                                                         ๓                             ๕๔          ๒๔

-เข้าร่วมนมัสการพระเจ้าในคริสตจักร                                                                                ๗๙                          ๖๐          ๒๙

-อาสาช่วยงานคริสตจักร                                                                                     ๕๑                          ๓๓          ๑๑

-ไปร่วมกลุ่มสามัคคีธรรม(เซลส์)                                                                         ๒๓                          ๒๗          ๑๒

-มีความเชื่อในพระเจ้าผู้ยิ่งใหญ่สูงสุด                                                                                ๑๐๐                       ๘๗          ๕๒

-เชื่อว่าพระคัมภีร์ทั้งเล่มถูกต้อง รับการดลใจจากพระเจ้า                                               ๑๐๐                       ๕๙          ๒๕

-ประกาศและเป็นพยานข่าวประเสริฐ                                                                                ๑๐๐                       ๕๑          ๒๑

-เชื่อว่าการทำคุณงามความดีไม่สามารถไปสวรรค์ได้                                      ๑๐๐                       ๓๙          ๑๖

-มารซาตานมีอยู่จริง                                                                                             ๑๐๐                       ๒๒          ๑๓

-พระเยซูดำเนินชีวิตในโลกนี้โดยปราศจากบาป                                                               ๑๐๐                       ๕๑          ๒๗

-ผู้ไม่เคยเรียนพระคัมภีร์เข้มข้นอย่างในสถาบันพระคริสตธรรม สามารถตีความหมายได้อย่างถูกต้อง

                                                                                                                                ๑๐๐                       ๕๘          ๕๐

-การอธิษฐานต่อธรรมิกชนที่ล่วงลับไปแล้วไม่มีผลอะไร                                  ๗๖                          ๒๙          ๒๐

-คนที่เกิดมาไม่ใช่คนดีหรือชั่ว เขาต้องเลือกเอาเมื่อเติบโตขึ้น                          ๕๖                          ๑๔          ๑๐

-เชื่อในพระเจ้าเดียว ในลักษณะตรีเอกานุภาพ                                                 ๑๐๐                       ๘๔          ๕๕

-จิตวิญญาณเป็นสิ่งที่ดำรงอยู่ตลอดไป                                                                             ๙๓                          ๗๕          ๕๒

-พระคัมภีร์ของศาสนาต่างๆแสดงถึงความจริงฝ่ายวิญญาณ                         ๘๕                          ๓๐          ๑๓

-สามารถค้นพบความจริงได้ทางตรรกะ เหตุผล และประสบการร์ส่วนตัว     ๗๑                          ๒๕          ๑๘

--พระคัมภีร์ประณามรักร่วมเพศอย่างชัดเจน ถือว่าเป็นความผิดบาป          ๙๒                          ๔๗          ๒๗

-เป็นไปไม่ได้ที่จะติดต่อกับคนที่ตายไปแล้ว                                                       ๗๘                          ๔๓          ๓๐

-มนุษย์ตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของผีมารวิญญาณชั่ว                                          ๘๘                          ๓๗          ๑๗

-มีเป้าหมายในชีวิตอย่างชัดเจน                                                                          ๙๗                          ๗๕          ๖๗

 

ลัทธิต่าง

                จอร์จ บาร์นา ได้กล่าวถึงลัทธิต่างๆที่ไม่ได้เป็นไปตามแบบพระคัมภีร์

                ๑.ลัทธิเทวัสนิยม : พระเจ้าทรงละเว้นการปฏิบัติหน้าที่  ซึ่งบรรดานักคิดทั้งหลายเช่น วอลแตร์ จอห์น ล็อค สเทเฟน ฮอว์กิ้น และอัลเบิร์ต ไอสไตน์ คนเหล่านี้เชื่อว่าพระเจ้ามีอยู่จริงและทรงสร้างจักรวาล แต่ทรงปล่อยให้โลกเป็นตามครรลองของมันและพระองค์ไม่มีส่วนสัมพันธ์ใดๆกับมนุษย์

                ๒.ลัทธิธรรมชาตินิยม : สิ่งที่คุณเห็นคือสิ่งที่คุณได้รับ ความเชื่อแบบนี้ได้รับการสนับสนุนจากเบอร์เทรนด์ รัสเซล คาร์ล มาร์กซ์ และคนอื่นๆอีกจำนวนมาก พวกเขาบอกว่าพระเจ้าไม่มีอยู่จริง  พระองค์ไม่ได้สร้างโลกและไม่มีการอัศจรรย์ใดๆ สสารวัตถุและจักรวาลดำรงอยู่ก่อนแล้ว  มนุษย์เป็นเพียงสิ่งหนึ่งบนโลกเท่านั้น

                ๓.ลัทธิว่างเปล่านิยม : ปฏิเสธการดำรงอยู่ มีผู้เชี่ยวชาญในความเชื่อแบบนี้เช่น ฟรายด์ดิช นิชเช่, ฟรานซ์ กาฟกา, ซามูเอล เบ็คเคต และเคิร์ต วอนเนกัท จูเนียร์ เขาบอกว่าไม่มีสิ่งใดดำรงอยู่อย่างแท้จริง ไม่มีพระเจ้า ไม่มีความรู้ ไม่มีความหมายและไม่มีคุณค่าอะไร ปฏิเสธทุกอย่างสิ้นเชิง ไม่มีสงครามฝ่ายวิญญาณและไม่มีพระผู้ช่วยให้รอด

                ๔.ลัทธิจิตนิยม : ความเป็นจริงที่ไร้ความหมาย ลัทธินี้เป็นส่วนหนึ่งของลัทธิธรรมชาตินิยม ผู้นำของเขาคือ จีน พอล, ซาเทร, และอัลเบิร์ต คาร์มัส ยืนยันว่าชีวิตไม่มีความหมายสูงสุด ทุกคนต้องกำหนดความหมายให้ชีวิตของตนเอาเอง ดังนั้นเพื่อให้ตรงกันข้ามกับลัทธิว่างเปล่านิยม การดำรงชีวิตให้เป็นประโยชน์จึงต้องสร้างคุณค่าของชีวิตขึ้นมา

                ๕.ลัทธิปัจเจกชน : เน้นความเป็นตัวตนของมนุษย์ ใครจะเชื่อในเรื่องใดก็ได้ไม่มีการบังคับกัน คนเหล่านี้อาจจะเชื่อในเรื่องของพระเจ้าและพระคัมภีร์ แต่จะเลือกเชื่อในส่วนที่ตนเองเห็นชอบเท่านั้น บางครั้งคนเหล่านี้จะแฝงตัวอยู่ในกลุ่มสิทธิมนุษยชน (NGO)

                ๖.ลัทธิเทวนิยม : เชื่อว่ามีพระหรือพระเจ้าและเทพต่างๆ แต่ไม่ใช่บุคคล เป็นการผสมผสานกันกับหลายลัทธิ  ระหว่างศาสนาและปรัชญาตะวันตกกับตะวันออก ศาสนาพุทธ ศาสนาฮินดู ศาสนาเซน และการทำสมาธิ การอัศจรรย์เหนือธรรมชาติ

                ๗.ลัทธินิวเอจ : (New Age) เป็นการรวมข้อดีของทุกศาสนามาเข้าไว้ด้วยกัน  และเชื่อว่ามนุษย์สามารถเป็นพระเจ้าได้ ผู้นำคนหนึ่งกล่าวว่า “ข้าพเจ้าเชื่อว่าไม่มีพระเจ้า จนกระทั่งพบว่า ข้าพเจ้าเป็นพระเจ้า”

                ๘.ลัทธิกิตติคุณแห่งความมั่งคั่ง (Prosperity Gospel) สอนว่าเชื่อพระเจ้า/พระเยซูแล้วจะมั่งคั่งร่ำรวย ไม่มีอุปสรรคปัญหาใดๆในชีวิต จะไม่เจ็บไข้ได้ป่วย จะมีความสุขสบายและเจริญรุ่งเรืองตลอดไป

                ๙.ลัทธิอัศจรรย์อิงไสยศาสตร์ สอนว่าเมื่อเชื่อพระเจ้าแล้วจะมีเหตุการณ์บางอย่างเกิดขึ้น ซึ่งเกินเลยจากคำสอนในพระวจนะของพระเจ้า เช่น การพูดภาษาแปลกๆ การรักษาโรค การหัวเราะ ร้องไห้ ล้ม ทำเสียงสัตว์ในพระวิญญาณ มีผงทองตกลงมาจากฟ้า มีน้ำมันไหลเยิ้มออกมาจากพระคัมภีร์ สามารถเดินทางไปสวรรค์และนรกได้ขณะที่ยังมีชีวิตอยู่ และสามารถติดต่อกับคนที่ตายไป หรือเป็นพยานเรื่องความรอดกับผีต่างๆและนำผีกลับใจเสียใหม่ได้ เป็นต้น

                ๑๐.ลัทธิตกขอบ : เช่น

                -ผู้นำมีอำนาจเด็ดขาด สมาชิกจะต้องเชื่อฟังผู้นำเท่านั้น (ผู้นำคริสตจักรมีอำนาจควบคุมชีวิตผู้เชื่อทุกคน) กลุ่มเน้นวันสิ้นโลก เช่น

                -ลัทธิฮาโรลด์ แคมปิ้ง วัย ๘๖ ปี พยากรณ์ว่าพระเยซูจะเสด็จมาในวันที่ ๒๑ พค. ๑๑ 

                -ลัทธิจิมโจนส์ ที่ฆ่าสาวกด้วยยาพิษเมื่อปี ๑๙๗๘ ที่ในป่าประเทศกายอานา

                -ลัทธิเดวิดเดียน เผาสาวกตายไป ๘๓ คนในปี ๑๙๙๓ ในรัฐเท็กซัส สหรัฐอเมริกา

                -ลัทธิโซล่าร์ เทมเปิ้ล ที่ยิงสาวกตายไป ๗๓ คนที่ประเทศคานาดา ในปี ๑๙๙๔ คนเหล่านี้เชื่อว่า พระเจ้าจะส่งดาวหางมารับพวกเขาไปสวรรค์

                -ลัทธิแอปเปิ้ล ไวท์ เรียกตัวเองว่า เฮฟเว่น เกต (ประตูสวรรค์) คนเหล่านี้ได้ฆ่าตัวตายหมู่ ๓๙ คน

                -ลัทธิมูน ผู้นำเป็นชาวเกาหลี แพร่หลายในกลุ่มวัยรุ่น นักเรียนและนักศึกษา ในโครงการ “หนุ่มสาวก้าวสวย”

มูนบอกว่าตนเองเป็นพระเยซูคริสต์  ค้าอาวุธสงคราม ชอบมั่วเรื่องเพศ และจัดพิธีสมรสหมู่ครั้งละนับพันๆคู่ให้แก่สมาชิกของตน’

            -ลัทธิลูกของพระเจ้า เน้นความรักและการแบ่งปันทุกอย่างแก่กัน แม้กระทั่งเรื่องเพศ

                -ลัทธิพยานพระเยโฮวาห์ คนพวกนี้จะนับถือเฉพาะพระเยโฮวาห์(พระเจ้า)เท่านั้น และไม่ยอมรับว่าพระเยซูเป็นพระเจ้าที่เสด็จมาในโลกนี้ในฐานะพระบุตร พระผู้ช่วยให้รอด

                -ลัทธิเซเว่นเดย์ แอดเวนติสต์ ก่อตั้งโดยนางเอเลน ไวท์ สอนเน้นในเรื่องการบริโภคอาหารตามหลักคำสอนในพระคัมภีร์เดิม และนมัสการพระเจ้าในวันเสาร์เท่านั้น

                -ลัทธิโรมันคาทอลิก หรือคริสตัง ซึ่งยึดมั่นในพิธีกรรมทางศาสนา และกราบไหว้บูชาพวกแม่พระ นักบุญต่างๆ และถือว่าโป๊ป(สันตปาปา)เป็นตัวแทนของพระเยซูคริสต์ในโลกนี้ ตัวโป๊ปเองไม่เคยทำผิดใดๆทั้งสิ้น                                                                                                                     

 

 

 

Read More

แล้วไงต่อ

แล้วไงต่อ?

ธวัช เย็นใจ

 

            มีเรื่องเล่าว่า นายพรานสองคนเข้าไปล่าสัตว์ในป่า

                แต่ไม่รู้ด้วยเหตุอะไร ขณะที่กำลังซุ่มโป่งนายพรานคนหนึ่งก็ครางออกมาเบาๆ พร้อมกับเอามือกดที่หน้าอกของตนเอง จากนั้นก็ล้มลงไปนอนแผ่หลาบนพื้นแล้วแน่นิ่งไป

                เพื่อนของเขารู้สึกตกใจมาก รีบเข้าไปประคอง และเห็นว่าคนป่วยหายใจรวยริน เขาจึงควักโทรศัพท์มือถือออกมากดหมายเลขฉุกเฉิน พร้อมกับละล่ำละลักว่า “ช่วยผมด้วยครับ เพื่อนของผม...เพื่อนของผมกำลังจะตาย..ช่วยผมหน่อย จะทำยังไงดี?”

                “ใจเย็นๆค่ะ” เสียงปลายสายตอบมาอย่างราบเรียบ “ค่อยๆพูด เล่าอย่างช้าๆนะคะว่ามีอะไรเกิดขึ้น?”

                “คือ คืออย่างนี้ครับ ผม..ผมจะเริ่มต้นที่ไหนดี?” นายพรานผู้แจ้งเหตุลนลาน “อ้อ เพื่อนของผม เรามาล่าสัตว์ด้วยกัน แต่อยู่ดีๆเขาก็ล้มลงไปกลางป่า...ช่วยผมด้วย ดูเหมือนว่าเขาหายใจแผ่วเบา”

            “อยากแรกเลยนะคะ คุณต้องแน่ใจว่า เขาตายแล้วหรือยัง?” หน่วยฉุกเฉินแนะนำ

                เสียงของผู้แจ้งเหตุเงียบหายไป แล้วก็มีเสียงปืนดังขึ้นหนึ่งนัด “ปัง!”

                จากนั้นก็มีเสียงของนายพรานถามมาตามสายว่า “แล้วไงต่อ?”

                “???!!”

 

                เรื่องนี้ทำให้คิดถึงเมื่อเกิดเหตุการณ์น้ำท่วมในประเทศไทย เมื่อเดือนตุลาคมต่อช่วยพฤศจิกายนที่ผ่านมา มวลน้ำขนาดใหญ่ไหลท่วมภาคกลาง และทะลักไปท่วมถึงกรุงเทพมหานคร ตอนแรกมีการตั้งศูนย์หน่วยช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยอยู่ที่ดอนเมือง ซึ่งรับปากอย่างมั่นเหมาะว่า จะรับมืออยู่  น้ำจะไม่ท่วมชั้นในของเมืองหลวง

                ประชาชนต่างพากันหวั่นวิตกกันมาก แต่วันหนึ่งน้ำก็พากันเดินขบวนเข้ามาถึงบริเวณปทุมธานีและรังสิต ศูนย์ช่วยเหลือฯจึงประกาศว่า “ขณะนี้น้ำกำลังจะท่วมปทุมธานีและรังสิตแล้ว ขอให้ประชาชนอย่าตกอกตกใจ ให้มีสติ อย่าแตกตื่น แต่ขอให้รีบเก็บข้าวของอพยพหนีน้ำตั้งแต่ชั่วโมงนี้เลย”

                ตอนนี้น้ำท่วมกรุงเทพฯเรียบร้อยแล้ว

                ประชาชนต่างพากันถามว่า “แล้วไงต่อ?”

Read More

แผ่นดินไหว ใจไหวหรือเปล่า

                                                     

                   แผ่นดินไหว ใจไหวหรือเปล่า?

                                ธวัช เย็นใจ

 

 

                ญี่ปุ่นวิปโยค แผ่นดินไหว สึนามิ ไฟไหม้

            เขย่า ๘.๙ ริกเตอร์ คลื่นยักษ์สึนามิสูง ๑๐ เมตร

            ถล่มฝั่งมิยางิ กลืนทุกอย่างที่ขวางหน้า คน ตึก บ้าน

            รถ เรือ ไฟโหมโรงกลั่นน้ำมัน เผยยอดตายอื้อ

            รัฐบาลสั่งปิดโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ สั่งระงับเครื่องบิน

            และรถไฟความเร็วสูง

                นี่เป็นพาดหัวข่าวหนังสือพิมพ์เกือบทุกฉบับ เมื่อวันที่ ๑๓ มีนาคม ๒๐๑๑ (เหตุเกิดเมื่อ ๑๑ มีนาคม เวลา ๑๖.๔๕ น.) พร้อมกับมีภาพขนาดใหญ่เต็มหน้า เห็นถึงน้ำทะเลซัดขึ้นฝั่งอย่างรุนแรง กวาดซากปรักหักพังลอยไปตามน้ำ ปะทะเข้ากับตึกรามบ้านช่อง พร้อมกับเกิดไฟลุกไหม้แทบทุกจุด โตเกียวในยามค่ำคืนตกอยู่ในความมืดมน ในขณะที่มีอาฟเตอร์ช็อคอีกราว ๑๒ ครั้ง  เป็นภัยพิบัติที่เกิดขึ้นรุนแรงที่สุดในรอบ ๑๔๐ ปี

            นี่ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่พระเยซูได้ตรัสไว้แล้วในพระคัมภีร์เมื่อนับพันๆปีก่อน “ทั้งจะเกิดแผ่นดินไหวในที่ต่างๆ” (มธ. ๒๔.๗) หลายคนฟังธงว่า ใกล้จะถึงเวลาที่องค์พระคริสต์จะเสด็จกลับมาแล้ว (บางคนถึงกับทึกทักเอาว่า เดือนพฤษภาคม๒๐๑๑ นี้แหละ พระเยซูจะเสด็จกลับมาแน่นอน[1]) แต่ผู้รู้พระคัมภีร์แย้งว่า เหตุการณ์แผ่นดินไหวเป็นเพียงหมายสำคัญอย่างหนึ่งในหมายสำคัญ ๙ อย่างนั้น (คือผู้เผยพระวจนะเท็จ-พระคริสต์ปลอมเกิดขึ้น, มีสงคราม, มีการสู้รบระหว่างประชาชาติ, การกันดารอาหาร, แผ่นดินไหว, การข่มเหงและอายัดคริสเตียน, และความรักของคนจะเยือกเย็นลง, ความอธรรมแผ่กว้างออกไป)

                ในพระธรรมลูกา ๒๑.๗-๑๘ ได้เพิ่มภัยพิบัติอีก ๔ อย่างเข้ามาด้วย คือ

(๑) การจลาจล (ประเทศต่างๆทางตะวันกลางกำลังเข้าสู่มิคสัญญีแล้วใช่ไหม? ในไทยเราก็มีกลุ่มสีต่างๆออกมาเดินขบวนเย้วๆและปิดการจราจรบนท้องถนน นัยว่าเพื่อต้องการประชาธิปไตย-แบบไทยๆ) 

(๒) โรคภัยในที่ต่างๆ ปัจจุบันการเยียวยารักษาทันสมัยขึ้น แต่ขณะ เดียวกันก็มีโรคใหม่ๆเกิดขึ้น และยังหาตัวยารักษาไม่ได้

(๓) มีความวิบัติอันน่ากลัว ในวันนั้นจะความพินาศแบบย่อยยับ จนชนิดที่ผู้พบเห็นจะขนพองสยองเกล้า ความน่ากลัวนั้นมันติดตาติดใจและลืมไม่ได้เลยตลอดชีวิตนี้

(๔) หมายสำคัญใหญ่จากท้องฟ้า ซึ่งผู้เผยพระวจนะโยเอลได้กล่าวไว้ และเปโตรได้นำมาเทศนาในวันเพนเตคอส พระเจ้าตรัสว่า “เราจะสำแดงการอัศจรรย์ในอากาศเบื้องบน และนิมิตที่แผ่นดินเบื้องล่าง เป็นเลือด ไฟ และไอควัน ดวงอาทิตย์จะมืดไป ดวงจันทร์จะกลับเป็นเลือด ก่อนถึงวันใหญ่นั้น คือวันยิ่งใหญ่ของพระเจ้า” (กจ. ๒.๑๙-๒๐)

ย้อนกลับไปที่เรื่องแผ่นดินไหว มีรายงานของสำนักงานสำรวจทางธรณีวิทยาของสหรัฐอเมริกาว่า ตลอด ๑๑ ปีที่ผ่านมา (พศ. ๒๕๓๖-๒๕๕๔) มีผู้คนต้องเสียชีวิตจำนวนมากถึง ๗๐๐,๑๓๐ คน จากเหตุการณ์แผ่นดินไหว ตั้งแต่ ๖.๒ ริก

เตอร์จนถึง ๘.๙ ริกเตอร์ ในประเทศอินเดีย อิหร่าน ตุรกี อินโดนีเซีย ปากีสถาน จีน และญี่ปุ่น

เมื่อเราดูสถิติของการเกิดสึนามิ เมื่อวันที่ ๒๖ ธันวาคม ๒๐๐๔ เกิดแผ่นดินไหวขนาด ๙.๓ ริกเตอร์นอกชายฝั่งเกาะสุมาตรา คร่าชีวิตของผู้คนในอินโดนีเซีย มาเลเซีย ไทย พม่า บังคลาเทศและอินเดียไปกว่า ๑ แสน ๖ หมื่นคน วันที่ ๑๗ กรกฎาคม ๒๐๐๖ เกิดขึ้นที่อินโดนีเซียเช่นกัน ขนาด ๗.๗ ริกเตอร์ คลื่นสึนามิได้ถล่มเกาะชวา ทำให้มีคนตายไปกว่า ๖ ร้อยคน วันที่ ๒ เมษายน ๒๐๐๗ เกิดแผ่นดินไหวและคลื่นสึนามิที่หมูเกาะซาโลมอน ขนาด ๘ ริกเตอร์ คร่าชีวิตผู้คนไปราว ๕๒ คน  วันที่ ๒๙ กันยายน ๒๐๐๙ บนเกาะซามัวและบริเวณใกล้เคียงในมหาสมุทรแปซิฟิก ขนาด ๘ ริกเตอร์ มีผู้คนเสียชีวิตกว่า ๑๙๐ คน

วันที่ ๒๗ กุมภาพันธ์ ๒๐๑๐ เกิดแผ่นดินไหวและตามด้วยสึนามิ ที่ประเทศชิลี ขนาดความแรง ๘.๘ ริกเตอร์ มีผู้เสียชีวิตราว ๕๒๑ คน และรายล่าสุดสดๆร้อนๆ แผ่นดินไหวที่ประเทศญี่ปุ่น แรงสั่นสะเทือน ๘.๙ ริกเตอร์ ส่งผลให้เกิดคลื่นยักษ์สึนามิมีความสูงถึง ๑๐ เมตร ซัดเข้าทำลายเมืองชายฝั่งทางเหนือของญี่ปุ่น ยังไม่อาจประเมินความเสียหายและคนเสียชีวิตได้

นักธรณีวิทยาบอกว่า ถ้าแผ่นดินไวขนาด ๖.๐-๖.๙ ริกเตอร์ จะสร้างความเสียหายได้ในรัศมีประมาณ ๘๐ กิโลเมตร ไหวขนาด ๗.๐-๗.๙ ริกเตอร์ จะรุนแรงมากขึ้น และสามารถทำลายได้กว้างขึ้น ไหวขนาด ๘.๐-๘.๙ ริกเตอร์ จะสร้างความเสียหายได้ในรัศมีเป็นร้อยๆกิโลเมตรเป็นต้นไป หากแผ่นไหวขนาด ๙.๐-๙.๙ ริกเตอร์ รุนแรงมาก จัดอยู่ระดับล้างผลาญ สร้างความเสียหายได้นับพันๆกิโลเมตร

หากไหวขนาด ๑๐.๐ ขึ้นไป จะจัดอยู่ในระดับทำลายล้างอย่างแท้จริง ซึ่งยังไม่มีบันทึกเพราะยังไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน!

ภายหลังจากน้ำท่วมโลกครั้งใหญ่ในสมัยของโนอาห์ มนุษยชาติตายสิ้น เหลือแต่เพียง ๘ คนเท่านั้น พระเจ้าตรัสแก่พวกเขาว่า “เราจะตั้งพันธสัญญาของเราไว้กับพวกเจ้าว่า จะไม่ทำลายบรรดามนุษย์และสัตว์โดยให้น้ำท่วมโลกอีก และจะไม่มีน้ำมาท่วมทำลายโลกอีกต่อไป” (ปฐก. ๑๐.๑๑)

ดังนั้น พระสัญญาของพระเจ้านี้ ทำให้มนุษย์เราไม่ต้องหวั่นวิตกว่า จะเกิดน้ำท่วมล้างโลกอีก แต่ในระคัมภีร์ใหม่ได้บันทึกถึงเหตุการณ์วันสุดท้ายดังนี้ “แต่ว่าวันของพระผู้เป็นเจ้านั้น จะมาถึงเหมือนขโมยแอบย่องมา และในวันนั้น ท้องฟ้าจะล่วงเสียไปด้วยเสียงที่ดังกึกก้อง และโลกธาตุจะสลายไปด้วยไฟ และแผ่นดินโลกกับสิ่งสารพัดที่มีอยู่ในโลกนั้น จะต้องไหม้เสียสิ้น” (๒ ปต. ๓.๑๐)

ตอนแรกเรานึกไม่ออกว่า ไฟมันจะไหม้โลกของเราได้อย่างไรนะ? อาจจะเกิดความแห้งแล้งขนาดหนัก จนกระทั่งลุกเป็นไฟไปทุกหย่อมหญ้า หรืออุกาบาตที่เป็นไฟตกพุ่งลงมาใส่โลกและเกิดระเบิดขึ้น แต่เมื่อมาเห็นข่าวทางทีวีที่แผ่นดิน ไหวและเกิดสึนามิในญี่ปุ่นคราวนี้ คลื่นยักษ์ได้ถลาโถมเข้ามา ไฟก็ปะทุขึ้นตามที่ต่างๆ (น้ำกับไฟปนกัน)  เพราะมีแกส น้ำมัน (อนาคตจะมีนิวเคลียร์ด้วย) จนแดงฉานไปทั่วทุกหนทุกแห่ง

นี่ไฟลุกแค่เพียงบางเมืองเท่านั้น ยังน่ากลัวขนาดนี้

แต่วันนั้น(วันของพระเจ้าที่เสด็จมาพิพากษา)ไฟบัลลัยกัลป์จะแดงฉานและโชติช่วงไปทั่วทุกมุมโลก

คุณเตรียมตัวพร้อมหรือยังสำหรับการเสด็จมาของพระเยซูคริสต์

เพื่อที่จะขึ้นไปอยู่กับพระองค์ที่สวรรค์.     



[1] ผมขอบอกแก่ผู้ทำนายแบบนี้ว่า ขอช่วยโอนเงินในบัญชีของท่าน พร้อมทั้งบ้าน ที่ดินและรถยนต์ เข้าในบัญชีของผมได้ไหม? เพราะไหนๆคุณก็จะไปแล้ว สิ่งของที่คุณมีอยู่ขอเอามาสนับสนุนผมในการรับใช้พระเจ้าก็แล้ว (ไม่ต้องฮา!)

Read More

แต่งงานกับศพ

www.thaisermons.com

บทความเพื่อจิตวิญญาณ

แต่งงานกับศพ

ความรักไม่มีวันตาย

ธวัช  เย็นใจ

               

            นั่งดูข่าวเที่ยงของช่องเจ็ดสี เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา

            ที่สะดุดความสนใจมากที่สุดก็คือ คนเป็นแต่งงานกับคนตาย

            แปลกมาก เพราะไม่เคยเห็นภาพอย่างนี้มาก่อน

            มันเกิดขึ้นในไทยแลนด์แดนสยามของเรานี่เอง

            ต่างจากเมื่อหลายปีก่อนได้ดูข่าว สัปเหร่อข่มขืนศพ

            นั่นเป็นเรื่องที่แย่มากๆเลย และกฎหมายเอาผิดไม่ได้

            เพราะศพไม่มีชีวิต เป็นแค่สิ่งของชิ้นหนึ่งเท่านั้น!

 

            ต่างจากกรณี “แต่งงานกับศพ” ซึ่งนักข่าวให้หัวข้อว่า “ความรักไม่มีวันตาย” (แม้ว่าคนรักตายไปแล้ว) เรื่องของเรื่องมันเกิดขึ้นที่จังหวัดสุรินทร์ มีหนุ่มสาวคู่หนึ่งรักกันมานานร่วมสิบปี และสัญญาว่าจะแต่งงานกัน ฝ่ายหญิงนั้นป่วยด้วยโรคหัวใจ และคิดว่าตนเองจะมีชีวิตอยู่ได้มานาน แต่ทางฝ่ายชายก็ให้คำมั่นหมายว่า แม้ว่าเธอตายไปแล้ว เขาก็ยังยินดีที่จะแต่งงานด้วย

                ปรากฏว่าเมื่อไม่กี่วันมานี้ ฝ่ายหญิงก็เสียชีวิตลงอย่างกะทันหัน มิใช่ด้วยโรคหัวใจ แต่ประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์  ทีวีได้ฉายให้เห็นภาพเหตุการณ์ที่วัดแห่งหนึ่ง หญิงสาวนอนอยู่บนตั่งยาวในชุดเจ้าสาวขาวสะอาด และฝ่ายชายอยู่ในชุดสูทสีน้ำเงินเต็มยศในฐานะเจ้าบ่าว ท่ามกลางสายตาของแขกเหรื่อที่มาในงานศพนั้น เจ้าบ่าวได้บรรจงสวมแหวนแต่งงานให้แก่เจ้าสาว เสร็จก็ก้มลงประทับจูบที่หน้าผากของเธอ  จากนั้นก็เป็นการทำพิธีศพทางศาสนา  แล้วส่งร่างของเธอขึ้นสู่เมรุเตาเผา (หาดูรายละเอียดในเรื่องนี้ได้จากยูทูบครับ)

                เรื่องนี้ทำให้คิดถึงพระคัมภีร์ที่บอกว่า  ทุกสิ่งทุกอย่างในโลกนี้จะเสื่อมสลายลง ไม่ว่าจะเป็นการเผยพระวจนะ การพูดภาษาแปลกๆ วิชาความรู้ต่างๆ แต่มีสามสิ่งที่จะต้องมั่นคงอยู่เป็นนิตย์ “ทั้งสามสิ่งนี้ยังดำรงอยู่ คือความเชื่อ ความหวัง และความรัก แต่ความรักนั้นใหญ่ที่สุดในสามสิ่งนี้” (๑ คร. ๑๓.๑๓)

                ตอนสมัยที่เรียนอยู่พระคริสตธรรม อาจารย์ผู้สอนชอบเล่าเรื่องหวานแหววของหนุ่มสาวคู่หนึ่ง ที่รักกันปานจะกลืนกิน เหมือนเพลงโบราณที่ว่า “บ่เห็นหน้าเจ้า กินข้าวบ่ลงคอ พอเห็นหน้าเจ้า กินข้าวหมดหม้อ” บ้านของทั้งสองห่างกันหลายสิบกิโลเมตร แต่ถึงกระนั้นฝ่ายชายก็พยายามดั้นด้นหาทางไปพบคนรักจนได้ หากวันไหนไม่ได้ไปเอง ก็จะเขียนจดหมายแล้วจ้างเด็กปั่นจักรยานเอาไปส่งให้แฟน

                ตอนหนึ่งของจดหมาย “พี่รักน้องมากที่สุด ถ้าขาดน้องแล้วชีวิตนี้ก็ไม่มีความหมาย พี่ขอตายเสียดีกว่า พี่อยากจะอยู่ใกล้น้องทุกวันเวลา พรุ่งนี้ตอนเย็นเราพบกับที่เก่าเวลาเดิม รัก รัก รัก จากพี่สมชาย”  แต่ในตอนท้ายดูเหมือนว่าชายหนุ่มจะนึกอะไรได้ จึงเขียนว่า “ปล. หากฝนตก พี่คงไปพบได้นะคนดี”

                ???!!

                ประการแรก ความรักแท้มาจากพระเจ้า พระองค์ตรัสผ่านทางผู้เผยพระวจนะเยเรมีย์ว่า “พระเจ้า(ยาเวห์)ทรงปรากฎแก่เขาจากที่ไกลว่า เรารักเจ้าด้วยความรักนิรันดร์ เพราะฉะนั้น เราจึงนำเจ้ามาด้วยความรักมั่นคง เราจะสร้างเจ้า

อีก และเจ้าจะถูกสร้างใหม่” (ยรม. ๓๑.๓-๔)

                ประการที่สอง ความรักแท้ไม่มีข้อแม้หรือเงื่อนไข ดูความรักของพระเยซูคริสต์เป็นตัวอย่าง พระธรรมโรมบันทึกว่า “ขณะเมื่อเราอ่อนกำลัง พระคริสต์สิ้นพระชนม์เพื่อคนอธรรมในเวลาที่เหมาะสม อันที่จริง มีน้อยคนนักที่จะยอมตายเพื่อคนชอบธรรม แต่บางทีจะมีคนยอมตายเพื่อคนดีก็ได้ แต่พระเจ้าทรงสำแดงความรักของพระองค์แก่เรา คือขณะที่เรายังเป็นคนบาปอยู่นั้น พระคริสต์สิ้นพระชนม์เพื่อเรา  (รม. ๕.๖-๘)

                จะว่าไปแล้ว เมื่อมนุษย์ได้ทำความผิดบาป เราก็สิ้นชีวิตอยู่ในบาป (จิตวิญญาณตายแล้ว)เหมือนซากศพเดินได้นั่นแหละ แต่ด้วยพระคุณ ความรักของพระเจ้า จึงทรงส่งพระบุตรองค์เดียวของพระองค์ลงมาในฐานะ “เจ้าบ่าว” และแต่งงานกับ “เจ้าสาวเน่าๆ” อย่างพวกเรา และทรงเปลี่ยนแปลงชีวิตของเราทั้งหลายเสียใหม่

                อย่างนี้เรียกได้ว่า “ความรักแท้ไม่มีวันตาย”

                ขอบคุณและสรรเสริญพระเจ้า.  

 

               

                 

 

               

Read More

แจร็อก ลี ผู้มีบารมีสูงสุด

www.thaisermons.com

เว็บไซต์คริสเตียนระดับผู้นำ

                                      แจร็อก ลี ผู้มีบารมีสูงสุด

                                                 ธวัช  เย็นใจ

 

                “แจร็อก ลี ถูกเลือกให้เป็นผู้นำคริสเตียนที่มีบารมีสูงสุด

            แห่งปี ๑๐ คนแรก ติดต่อกันเป็นปีที่สอง”

สัปดาห์ที่แล้วมีหนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่งส่งมาถึงคริสตจักรของเรา

            เมื่อเปิดออกก็เห็นจั่วหน้าแรกว่า “หนังสือพิมพ์มันมิน” (Manmin News)

ของเดือนกุมภาพันธ์ ๒๐๑๑ ส่งมาจากศูนย์พันธกิจคริสเตียนประชา

ชาติ มีที่อยู่แถวๆจังหวัดเชียงรายนี่แหละ

หนังสือพิมพ์ฉบับนี้เนื้อหาส่วนใหญ่เป็นเรื่องการประกาศพระกิตติคุณ หรือที่เรียกว่าเป็นการฟื้นฟู (เขาอ้างว่าอย่างนั้นนะครับ-ธวัช เย็นใจ)มีเรื่องการอธิษฐาน มีบทความที่เกี่ยวกับพระคัมภีร์ มีการพูดถึงที่มาที่ไปของคริสตจักรมันมินเซนทรัล และภารกิจการงานของคุณแจร็อก ลี ซึ่งเป็นผู้นำสูงสุดของพวกเขา

ที่ทำให้เราแปลกใจก็อยู่ตรงที่หนังสือพิมพ์ฉบับนี้มีรูปภาพของแจร็อก ลีเต็มไปหมด ทั้งภาพเล็กภาพใหญ่ ภาพล่างภาพบน ภาพกลางหน้าแทบจะทุกหน้า(ซีน่า) บางภาพอาจทำให้เกิดความเข้าใจไขว้เขวได้ เพราะเป็นรูปของผู้คนที่กำลังชุมนุมกันอย่างแน่นขนัด แล้วแปะรูปของแจร็อก ลีไว้ข้างบน ใส่ชุดหรูหราดังปุโรหิต กำลังก้มลงมาและทำท่าเหมือนกับอธิษฐาน

            ที่น่าสนใจอยู่ตรงหน้าสุดท้ายครับ

                นิตยสารอินวิคตอรีและสำนักข่าวคริสเตียนเทเลกราฟ

ประกาศรายชื่อผู้รับใช้แห่งปี ๒๐๑๐ ดร.แจร็อก ลี และ

ดร.ริค วอร์เรน ถูกเลือกให้เป็น “ผู้นำคริสเตียนที่มีบารมี

สูงสุดแห่งปี ๑๐ คนแรก” ติดต่อกันเป็นปีที่สอง

เมื่อมาไล่เรียงรายชื่อดู ผมก็รู้จักอยู่เพียงสองคน (เพราะผมเป็นที่โลกทัศน์ไม่กว้างไกล จึงไม่ค่อยรู้จักคนดังๆทั้งหลายแหล่) คนแรกคือ อาจารย์ริค วอร์เรน เพราะผมเคยไปเยี่ยมคริสตจักรแซทเทิ้ลแบคเมื่อสองปีก่อน และเคยอ่านหนังสือที่ท่านเขียนสองสามเล่ม นับว่าเขียนได้ดีและมีประโยชน์ฝ่ายวิญญาณมาก แต่ตอนหลังนี้ได้ข่าวหึ่งๆ(แมลงวันหัวเขียวบินว่อน)อยู่เหมือนกัน

คนที่สองคือ อาจารย์แฟร้งคลิน เกรแฮม (ซึ่งเป็นลูกของชายของ ดร.บิลลี่ เกรแฮม นักเทศน์ชื่อดังที่สุดในโลก) ก่อนมาเชื่อพระเจ้านั้นแกเกเรเกตุงขนาดหนัก ผมพบอาจารย์แฟร้งคลินเมื่อปี ๒๐๐๐ ณ กรุงอัมสเตอร์ดัม ประเทศเนเธอร์แลนด์(เมืองใต้ทะเล) ท่านเป็นประธานของมูลนิธิสะมาริทัน และมาเทศนาแทนคุณพ่อ(ที่ไม่ค่อยสบาย) คือว่า ผมรู้จักอาจารย์แฟร้งคลินฝ่ายเดียวนะครับ ส่วนท่านไม่รู้จักผมหรอก(ฮา!) เห็นท่านอยู่บนเวทีไกลลิบๆโน่น ส่วนผมนั่งอยู่อัฒจันทร์ เพราะเวลานั้นมีผู้นำคริสเตียนจากทั่วโลกเข้าร่วมประชุมราว ๒๐,๐๐๐ คน

ส่วนคนอื่นๆที่อ้างชื่อในหนังสือพิมพ์มันมิน ผมต้องเกาหัวแกรกๆ มึนครับ แบะๆ!

ข้อความที่น่าสนใจคือ “ผู้นำคริสเตียนที่มีบารมี!!

มันหมายความว่าอะไรกันนะ?

ไปค้นหาความหมายในพจนานุกรมก็พบว่า “บารมี คือ คุณความดีที่บำเพ็ญเพียร มี ๑๐ อย่างได้แก่ ทาน ศีล เนกขัมมะ (ออกบวช) ปัญญา วิริยะ ขันติ สัจจะ  อธิษฐาน เมตตา อุเบกขา เรียกว่าทศบารมี, ความดีที่ได้บำเพ็ญมา, อำนาจอันเป็นที่เคารพ”[1]

ดูแล้วมันเป็นภาษาทางศาสนาดั้งเดิมของเรา ที่บอกถึงคนที่พยายามทำความดีก็จะได้รับผลตอบแทนในบั้นปลายมันคือมี “บารมี” นั่นเอง

ไปดูในภาษาอังกฤษบ้าง เขาใช้คำแรกว่า virtue หมายถึง “คุณความดี, คุณงามความดี, คุณประโยชน์, ความซื่อสัตย์สุจริต, บุญ, กุศล, ความบริสุทธิ์  คำที่สองคือ merit หมายถึงข้อดี, ความดี, บุญกุศล, รางวัลหรือเกียรติยศ, สิ่งที่ควรได้รับ

แต่สำหรับคริสเตียนเรา นั่นหมายความว่าระดับผู้นำเหล่านี้(ที่กล่าวมาแล้ว)มีคุณความดีที่ได้เพียรกระทำมาอย่างเหลือเกิน จนได้รับการเทิดทูนยกย่องขึ้นได้รับเกียรติยศอันสูงส่ง จนเป็นผู้มีบารมีเหนือคนอื่นๆ และเห็นว่าปีที่ผ่านมามีเพียง ๑๐ คนเท่านั้น

ถ้าคิดในแง่ของความเป็นจริงตามพระวจนะของพระเจ้า จะพบหลักการดังนี้

๑)มนุษย์ไม่มีคุณงามความดี

พระคัมภีร์สอนอย่างชัดเจนว่า มนุษย์ทุกคนทำบาปและเสื่อมจากพระสิริของพระเจ้า (รม. ๓.๒๓) และความบาปนั้นนำมนุษย์ไปถึงความพินาศในบึงไฟนรก แต่เพราะความรักอันยิ่งใหญ่ของพระเจ้า ทรงส่งพระบุตรคือพระเยซูคริสต์ให้เสด็จลงมาในโลกนี้ เสียสละโดยทรงสิ้นพระชนม์บนไม้กางเขนเพื่อไถ่โทษบาปของเรา (รม. ๖.๒๓)

พูดตรงๆก็คือมนุษย์ไม่มีคุณงามความดีอะไรอยู่ในตัวเองเลย ผู้เขียนสดุดียอมรับว่า “ข้าพระองค์ไม่มีดีเลย” (สดด. ๑๖.๒) เปาโลเองก็กล่าวในทำนองเดียวกัน “ในตัวของข้าพเจ้าไม่มีความดีประการใดอยู่เลย เพราะเจตนาดีของข้าพเจ้าก็มีอยู่ แต่ซึ่งจะกระทำดีนั้นข้าพเจ้าหาทำไม(คือไม่ได้ทำความดีนั้นเอง)” (รม. ๗.๑๘)

คริสเตียน(ไม่ว่าระดับใด)ในอดีตเป็นเพียงคนชั่วช้า แต่ได้กลับใจบังเกิดใหม่ รับความรอดและรับการสร้างขึ้นใหม่ตามแบบอย่างพระเยซูคริสต์ ดังนั้น เราไม่เพียงแต่ไม่มีคุณงามความดีแล้ว เรายังเป็นหนี้พระคุณของพระเจ้าอีกด้วย

๒)พระเจ้าทรงดีแต่เพียงผู้เดียว

ในพระธรรมสดุดีบทที่ ๑๑๙ ข้อ ๖๘ บอกเราอย่างชัดเจนว่า “พระองค์ประเสริฐ และพระองค์ทรงกระทำการดี” ส่วนในฉบับอมตธรรมร่วมสมัยแปลได้น่ารักดี “พระเจ้าทรงแสนดี และสิ่งพระองค์ทรงกระทำนั้นก็ดีเลิศ”  ยังจำได้ไหมพระเยซูทรงสนทนากับเศรษฐีรุ่นใหม่คนหนึ่ง พระองค์ทรงบอกเขาถึงพระบิดาเจ้าผู้สถิตใจสวรรค์และยกย่องว่าเป็น “ผู้ที่ดีแต่เพียงผู้เดียว” (มธ. ๑๙.๑๗) 

๓)เกียรติและบารมี(รับการยกย่อง)

พระคัมภีร์สอนคริสเตียนว่า ให้เราถวายเกียรติแด่พระเจ้า (สภษ. ๓.๙) พระเยซูเองขณะที่พระองค์ทรงรับสภาพของมนุษย์ พระองค์ได้ถวายพระเกียรติแด่พระเจ้าอย่างสูงส่ง (ยน. ๑๗.๔) คนที่แสวงหาบารมีและชอบรับเกียรติ ไม่เป็นที่พอพระทียของพระเจ้า ในลูกา ๑๑.๔๓, ๑๔.๗ พระเยซูคริสต์ได้บริภาษพวกผู้นำศาสนาของยิวว่า “วิบัติ[2] แก่เจ้าพวกฟาริสี ด้วยว่าพวกเจ้าชอบที่นั่งอันมีเกียรติในธรรมศาลา และชอบให้คนคำนับที่กลางตลาด” (ลก. ๑๑.๔๓)

ที่ในบ้านของขุนนางผู้หนึ่ง ขณะที่พระเยซูทรงสั่งสอนประชาชนอยู่ ก็สังเกตเห็นว่าคนพวกนี้(นักศาสนาที่หน้าซื่อใจคด)เลือกเอาที่นั่งอันมีเกียรติ พระองค์จึงตรัสว่า “เพราะทุกคนที่ยกตัวขึ้นจะต้องถูกเหยียดลง และคนที่ถ่อมตัวลงนั้นจะได้รับการยกขึ้น” (ลก. ๑๔.๑๑)

ในพระธรรมซามูเอล ได้บันทึกถึงเรื่องของกษัตริย์ซาอูลที่ไม่เชื่อฟังพระเจ้า เหลิงในอำนาจ ก้าวก่ายหน้าที่

พระเจ้าจึงทรงให้ซามูเอลมาถอดถอนท่านออกจากตำแหน่ง แต่กษัตริย์ซาอูลนั้นหน้าใหญ่เกินไป (เหมือนคนไทยที่พูดว่า “เสียอะไรก็เสียได้ แต่อย่าเสียหน้า!”) จึงบอกแก่ซามูเอล(คงจะทำนองป้องปากกระซิบกระซาบ)ว่า “ข้าพเจ้าได้กระทำบาปแล้ว แต่บัดนี้ขอท่านให้เกียรติแก่ข้าพเจ้า ต่อหน้าผู้ใหญ่ของประชาชนของข้าพเจ้าและต่อหน้าคนอิสราเอล” (๑ ซมอ. ๑๕.

๓๐) คือว่า ขอท่านอย่าเอ่ยคำตรัสของพระเจ้าออกไปโต้งๆเลย อายเขาน่ะ ขอเบาๆและพูดอ้อมๆบ้างก็ได้ ไว้หน้าผมบ้าง   

                พระเยซูทรงสอนคริสเตียนว่า เราจะต้องไม่เสาะแสวงหาเกียรติ ชื่อเสียงและตำแหน่งสำหรับตนเอง แม้ว่าคนอื่นจะใส่พานประเคนให้เราก็ตาม ไม่ว่าจะเป็นตำแหน่งศาสนาจารย์ ผู้ทรงคุณวุฒิ ตำแหน่งกิตติมศักดิ์ หรือตำแหน่งผู้มีบารมี ฯลฯ

ที่ริมทะเลสาบกาลิลี พระเยซูทรงกระทำการอัศจรรย์ด้วยการทวีขนมปังห้าก้อนกับปลาสองตัว ให้สามารถเลี้ยงผู้คนได้ถึง ๕ พันคน  ผู้คนพากันทึ่งและอัศจรรย์ใจแล้วพวกเขาคงพูดกันว่า นี่แหละกษัตริย์องค์ใหม่ของเรา “เมื่อพระเยซูทรงทราบว่า เขาทั้งหลายจะมาจับพระองค์ไปตั้งให้เป็นกษัตริย์ พระองค์ก็เสด็จไปที่ภูเขาอีกตามลำพัง” (ยน. ๖.๑๕)

มันแปลกตรงที่พระคัมภีร์ไม่ได้บันทึกว่า พอพระเยซูทรงทราบว่าพวกประชาชนจะเอาราชรถมาเกยให้กษัตริย์

ยิวองค์ใหม่ขึ้นครองราชย์  พระองค์จึงทรงอาบน้ำขัดสีฉวีวรรณ แล้วแต่งตัวรอคอยด้วยความภาคภูมิใจ และประกาศให้ใครต่อใครได้ทราบว่า “ฉันเป็นผู้มีบารมี” แล้วนะ 

เปล่าเลย พระเยซูกลับหลบลี้หนีหน้าเข้าป่าไป ไม่ยอมรับเอาเกียรติที่มนุษย์หยิบยื่นให้!  

                ตำแหน่ง “ผู้มีบารมีแห่งปี” ที่ว่านี้ ฟังดูแล้วมันโก้ดีนะในสายตาของมนุษย์

                แต่พระเจ้าทรงคิดอย่างไร?  

พระเจ้าตรัสแก่เยเรมีย์ให้ไปบอกแก่บารุคว่า “เจ้าแสวงหาสิ่งใหญ่เพื่อตนเองหรือ อย่าหามันเลย” (ยรม. ๔๕.๕)

คริสเตียนที่รัก ขอให้เรามีท่าทีเหมือนดังที่พระเยซูคริสต์ตรัสว่า “เมื่อท่านทั้งหลายได้กระทำสิ่งสารพัด ซึ่งเราได้บัญชาแก่ท่านนั้น ก็จงพูดด้วยว่า ข้าพเจ้าทั้งหลายเป็นบ่าว(ทาส)ที่ไม่มีบุญคุณต่อนาย ข้าพเจ้าได้กระทำตามหน้าที่ซึ่งข้าพเจ้าควรกระทำเท่านั้น” (ลก. ๑๗.๑๐)

ตกลงไหมครับ?.

 

หมายเหตุ : คณะกรรมการประสานงานคริสตจักรโปรเตสแตนท์แห่งประเทศไทย ได้ออกแถลงการณ์ “เตือนสมาชิกเรื่องคำสอนของคริสตจักรมันมินซุงอัง เมื่อวันที่ ๘ กุมภาพันธ์ ๒๐๑๑ ว่า “คำสอนของคริสตจักรมันมินไม่สอดคล้องกับหลักคำสอนของพระคริสต์ธรรมคัมภีร์” (หมายถึงสอนเท็จนั่นแหละ-ธวัช เย็นใจ) โปรดระมัดระวังและไม่เข้าไปเกี่ยวข้องกับคำสอนของกลุ่มคริสตจักรดังกล่าว”

                ลงชื่อโดย ศจ.ธงชัย ประดับชนานุรัตน์ ศจ.ดร.บุญรัตน์ บัวเย็น และศจ.ปรีชา เจ็งเจริญ

            โปรดรับทราบโดยทั่วกัน

 

   

 



[1] พจนานุกรมฉบับมติชน หน้า ๕๐๑

[2] แปลเป็นภาษาชาวบ้านว่า “ฉิบหาย” หรือความวอดวาย

Read More

News Plus Date
ศูนย์ประสานงานเฉพาะกิจเพื่อการขับเคลื่อน
19 May 2012
ศูนย์ประสานงานเฉพาะกิจเพื่อการขับเคลื่อน สหกิจคริสเตียนแห่งประเทศไทย หายไปไหน?                                                                                                          สมัยที่ผมเป็นวัยรุ่นอยู่ ได้ไปสมัครเป็นกระเป๋ารถเมล์             สาย ๔๓ วิ่งระหว่างบางขุนเทียนกับสนามหลวง กว่า             จะได้ใบอนุญาตมาก็ลำบากลำบนพอสมควร นอกจาก            ...
Live Clock Date
ข้อเขียน ชวนคิด
ศาลคริสเตียน เห็นด้วยกับศาลคริสเตียน เรื่องนี้ไม่ได้กระทบเฉพาะสหกิจคริสเตียน แต่น่าจะมีผลกระทบถึงสภาคริสตจักร และแบ๊บติสต์ พ่วงถึงเซเว่นเดย์ เซถึงคาทอลิค ผมเสนอว่า คณะตุลาการศาลคริสเตียน น่าจะมีสภาคริสตจักร แบ๊บติสต์ เข้ามามีส่วนเป็นองค์ตุลาการศาลคริสเตียน ขอบคุณครับผม อ.บุญธรรม จอมแพง

 หนังสือ-วรรณกรรม

หนังสือ-วรรณกรรมเขียนโดยอ.ธวัช เย็นใจ

 

Tawat Yenjai