คริสตจักรหายไปไหน
บทความเพื่อชีวิตที่ดีกว่า
คริสตจักรหายไปไหน?
ธวัช เย็นใจ
“พระองค์ทรงเป็นพระคริสต์
พระบุตรของพระเจ้าผู้ทรงพระชนม์อยู่
.....ฝ่ายเราบอกว่าท่านคือเปโตร(petros)
และบนศิลา(Petra)นี้ เราจะสร้างคริสตจักร
ของเราไว้ และพลังแห่งความตายจะมีชัยต่อคริสตจักรไม่ได้”
(มธ. ๑๖.๑๖-๑๘)
ปีนี้ผมได้ลาพักงานติดต่อกันสองสัปดาห์ จึงพาครอบครัวอันประกอบด้วยภรรยาและลูกหลาน ยกขบวนกันล่องใต้ เราขับรถจากเชียงใหม่ไปจอดฝากไว้ที่กรุงเทพฯ และจับเครื่องบิน(ตั๋วราคาถูก)ร่อนลงไปตามด้านขวานทอง จนถึงฝั่งอันดามันอันสวยงามและเลื่องชื่อของเมืองไทย เมื่อล้อของแอร์เอเชียแตะที่รันเวย์ภูเก็ตก็สังเกตเห็นว่า กิจการท่องเที่ยวยังคงคึกคัก แม้ว่าจะมีหลายประเทศห้ามคนของตนเองมาเยือนและมีข่าวระเบิดกันโครมๆในกรุงเทพฯก็ตาม
เพื่อนของเราขับรถไปรอรับที่สนามบินตอนสามทุ่มเศษ และพาเราห้อตะบึงต่อไปอีกราวชั่วโมงครึ่งกว่าจะถึงที่พักและล้มหัวลงนอนได้ก็ล่วงเลยไปเกือบเที่ยงคืนแล้ว บ้านพักของเราอยู่ห่างจากชายหาดเพียงไม่เกินสามร้อยเมตร โดยมีถนนคั่นกลาง สถานที่แห่งนี้เคยโดนสึนามิถล่มอย่างหนักเมื่อหลายปีก่อน ร่องรอยยังคงพอปรากฏให้เห็นอยู่บ้าง เช่น อนุสรณ์สถานที่ตั้งขึ้นเพื่อรำลึกถึงผู้คนจำนวนมากที่จบชีวิตลงด้วยคลื่นยักษ์
ตลอดทางชั่วโมงกว่าเราคุยกับเพื่อนในหลายเรื่องราว ตอนหนึ่งเราถามว่า “ตอนนี้งานของอาจารย์เป็นยังไงบ้าง?” เขาหยุดนิ่งไปนิดหนึ่งแล้วพูดว่า “ตอนนี้ผมต้องทำงานหาเงินเองเพื่อเลี้ยงครอบครัว เนื่องจากองค์การที่เคยสนับสนุนเราเขาถอนตัวออกไปแล้ว คริสตจักรจึงต้องเลี้ยงตนเอง”
“นี่เป็นเหตุการณ์ปกติหรือเปล่า?” เราถาม
“เหมือนกันครับ หลังจากเหตุการณ์สึนามิผ่านไปสองสามปีแล้ว หน่วยงานและองค์กรต่างๆก็ไม่มีเงินถวายเข้ามา ต่างก็พากันถอนทัพกลับ ปล่อยให้คริสตจักรท้องถิ่นเลี้ยงตนเอง บางแห่งก็รอด บางแห่งก็ร่อแร่ และบางแห่งก็ปิดตัวไป” เขาเล่าด้วยน้ำเสียงเศร้าสร้อย
ทำให้เราเกิดนึกหวั่นอยู่ในใจว่า คริสตจักรที่พระเยซูคริสต์ทรงตั้งหลายสิบแห่งตามเส้นวิปโยคแห่งนี้จะเป็นอย่างไรในอนาคต?
แต่ละวันเราก็วางโปรแกรมว่าจะไปเที่ยวที่ไหนบ้าง เช่น บางวันก็จะนั่งเรือออกไปดำน้ำดูปะการังและปลาที่เกาะสิมิลัน และบริเวณโดยรอบ คนไทยกันเองบริษัทเขาคิดราคาถูกเป็นพิเศษ แค่คนละ ๑,๘๐๐ บาทเท่านั้น ไปเช้าเย็นกลับ มีบริการอย่างน่าประทับยิ่ง บางวันก็จะขับรถไปที่อ่าวพังงาและลงเรือหางยาวขนาด ๑๒ คน (แต่เราไปกันแค่เจ็ดคน เขาคิดราคาเพียงพันเดียวเท่านั้น) คนขับเรือชื่อดำเป็นกันเองมาก (คนทางภาคใต้ไม่ค่อยยิ้ม แต่ใจดีมาก) ระหว่างทางผ่านเกาะซึ่งเป็นภูเขาสูงอยู่กลางน้ำ เขาชี้ชวนให้เราดูทางด้านขวาบอกว่า “ภูเขานี้เรียกว่าหมาจู” เรามองตามก็เห็นภาพนั้นจริงๆด้วย คุณดำเสริมอีกว่า “ถ้ามาในเดือนเมษา มันจะกลายเป็นหมาขี้เรื้อน เพราะต้นไม้ใบหญ้าที่ขึ้นบนภูเขานั้นมันแห้งตายหมดแล้ว”
ก่อนที่จะถึงเกาะปันหยี คุณดำก็ให้เรามองไปเบื้องหน้า “คุณเห็นภูเขาที่อยู่ด้านหลังเกาะปันหยีนั่นไหม? เรียกว่ากอริลากำลังทำปากยื่นออกมา” เราเห็นภาพนั้นแล้วก็ต้องบอกว่า คนมองนี่มีจินตนาการอย่างแท้จริง เพราะเห็นลิงกอริลากำลังนอนหงายและทำอากัปกริยาอย่างนั้นจริงๆ
เรือแล่นไปขึ้นฝั่งที่เกาะปันหยี แวะกินข้าวเที่ยง จากนั้นก็ไปดูเขาพิงกัน (เมื่อเห็นแล้วก็ต้องพิศวงจริงๆ เพราะภูเขาหินสองลูกมันพิงกันอยู่ มีถ้ำตื้นๆให้นักท่องเที่ยวถ่ายรูปไว้เป็นที่ระลึก) ห่างออกไปเพียงนิดเดียวก็เป็นเขาตาปู (มีรูปร่างสูงชะลูดขึ้นจากน้ำทะเล ตอนแรกเราเข้าใจว่า เป็นรูปร่างเหมือนตาปู แต่คนขับเรือบอกว่า เกาะนี้เป็นชื่อของคนสูงอายุคนหนึ่งที่ชื่อปู จึงเรียกเขาตาปู)
การนั่งเรือแคนนูก็สนุกไม่เบา เพียงแค่คนละสองร้อยบาทเท่านั้น คนพายได้นำเราไปรอบเกาะๆ ชมหินย้อยและโพรงถ้ำต่างๆ บางช่วงจะลอดถ้ำ(ในช่วงน้ำลง) ป่าโกงกางที่เต็มไปด้วยปูก้ามดาบและปลาตีน เราเห็นแล้วก็อดที่จะสรรเสริญและขอบพระคุณพระเจ้าไม่ได้ถึงฝีพระหัตถ์อันทรงฤทธิ์ของพระองค์ ทรงสร้างไว้อย่างสวยงามและอัศจรรย์ยิ่งนัก
พอวันอาทิตย์มาถึงเราก็วางโปรแกรมจะไปร่วมนมัสการพระเจ้ากับพี่น้องคริสเตียนท้องถิ่น แต่เราไม่รู้ว่าจะไปที่คริสตจักรไหนดี พรรคพวกจึงเซิร์ชหาข้อมูลในอินเตอร์เนท ปรากฏว่ามีชื่อคริสตจักรปรากฏขึ้นมากมายในบริเวณนั้น เหมือนกับที่เราเคยได้รับข้อมูลจากเพื่อนคนหนึ่งว่า ในช่วงเกิดสึนามิใหม่ๆ แถวนี้ในระยะทาง ๕ กิโลเมตร มีคริสตจักรผุดขึ้นถึง ๓๖ แห่ง เรียกได้ว่าเกือบทุกคณะนิกายเลยทีเดียว และมีคนแห่แหนกันเข้าประชุมแน่นโบสถ์
แน่นอน ความทุกข์ยากลำบากทำให้คนเรียกร้องหาความช่วยเหลือจากพระเจ้า!
จึงถามพี่น้องที่นั่นว่า คริสตจักรที่อยู่ใกล้ที่สุดจะมีการนมัสการกี่โมง? เธอตอบว่า “อ๋อ ตอนนี้ไม่มีการนมัสการพระเจ้าแล้วค่ะ เพราะสมาชิกน้อยลง”
เราจึงถามถึงอีกคริสตจักรหนึ่งที่ห่างออกไปหน่อย เธอก็ตอบว่า “ตอนเช้าวันอาทิตย์มีเฉพาะแต่ประชุมของพวกเด็กๆเท่านั้นค่ะ” เธอเสริมว่า “ถ้าขับรถออกไปราวสิบกิโลก็จะพบโบสถ์แห่งหนึ่ง คริสตจักรแห่งนี้มีสมาชิกมากพอสมควร
แต่ทางโบสถ์ต้องขับรถออกไปรับสมาชิกจากที่ไกลๆให้มาร่วมประชุมนมัสการค่ะ ไม่งั้นก็ไม่มีคนมาเหมือนกัน”
เมื่อได้ข้อมูลพอสมควรแล้ว เราก็มาทำความตกลงกันว่าจะไปที่ไหน เสียงส่วนใหญ่บอกให้ขับรถเข้าเมือง เพราะที่ปรากฏในอินเตอร์เนทนั้นเป็นคริสตจักรที่มีชื่อเสียงแห่งหนึ่ง เราใช้เวลาในการเดินทางประมาณ ๒๐ นาที ขับรถวนเวียนหาโบสถ์ดังกล่าว เมื่อไปถึงบ้านเลขที่ซึ่งระบุไว้ ก็กลายเป็นร้านเกมส์ไปเสียแล้ว
“ขับออกทางขวา เข้าซอยที่ข้างๆสถานีตำรวจ จะมีคริสตจักรอีกแห่งหนึ่ง” สมาชิกในกลุ่มของเราบอกพร้อมกับจ้องข้อมูลในอินเตอร์เนท ปรากฏว่าเราวนอยู่ในซอยนั้นถึงสามรอบ แต่ไม่วี่แววของคริสตจักรเลย จึงตัดสินกลับไปทางเดิมและพบป้ายชื่อคริสตจักรแห่งหนึ่งอยู่ข้างทาง เราจึงร่วมนมัสการพระเจ้ากับพี่น้องในคริสตจักรนั้น ซึ่งมีสมาชิกอยู่ราว ๒๐ คน และเป็นผู้หญิงเสีย ๑๘ คนและมีผู้ชายเพียง ๒ คนเท่านั้น
เปโตรได้บอกความจริงแก่เราว่า “พระเยซูเป็นพระคริสต์ พระบุตรของพระเจ้าผู้ทรงพระชนม์อยู่” นั่นเป็นความจริงร้อยเปอร์เซนต์เลยทีเดียว แต่เป็นความจริงสำหรับคริสตจักรของพระองค์ในปัจจุบันไหม?
พระเยซูตรัสแก่เปโตรว่า “บนศิลานี้เราจะสร้างคริสตจักรของเราไว้ และพลังแห่งความตายจะมีชัยต่อคริสตจักรไม่ได้” นี่ก็เป็นความจริงด้วยเช่นเดียวกัน ศิลาคือความแข็งแกร่ง ยั่งยืนและมั่นคง คริสตจักรจะมีชัยชนะเหนือผีมารซาตานและอำนาจชั่วร้ายทั้งปวง แต่คริสตจักรหลายแห่งเลิกราและล้มหายตายจากไป มันหมายความว่าอย่างไร?
ในวันสุดท้ายเราได้พบกับเพื่อนมิชชันนารีคนหนึ่ง ที่ยังยืนหยัดรับใช้พระเจ้าอยู่ที่ภาคใต้ เขามีมูลนิธิช่วยเหลือผู้ประสบภัย มีโรงเรียนสำหรับพวกลูกๆหลานๆของคนที่เสียชีวิตด้วยภัยสึนามิ มีคริสตจักรที่โอบอุ้มจิตวิญญาณของคนที่บอกช้ำจากภัยธรรมชาติ มีการส่งเสริมอาชีพที่ให้สมาชิกสามารถเลี้ยงตนเองได้
เขาได้บอกแก่เราว่า “ตอนนี้ผมได้สร้างผู้นำคริสตจักรท้องถิ่นขึ้นมาหลายคน เพื่อให้พวกเขาทำงานรับใช้พระเจ้า วันหนึ่งจะมาถึงเมื่อผมต้องจากที่นี่ไป คนเหล่านี้จะรับไม้ต่อและงานทุกอย่างจะดำเนินต่อไปได้ โดยไม่ต้องอาศัยเงินจากต่างประเทศ ตอนนี้แต่ละเดือนคริสตจักรแห่งนี้มีเงินถวายจากพี่น้องคริสเตียนท้องถิ่นเพียงพอที่จะเลี้ยงตนเองได้แล้ว”
เราขอบคุณพระเจ้า และบอกเขาด้วยความชื่นชมยินดีว่า นี่เป็นความคิดที่มาจากหลักการของพระคัมภีร์ และได้รับการทรงนำจากพระวิญญาณบริสุทธิ์อย่างแท้จริง ถ้ามิชันนารีหรือองค์กรและองค์การ หรือมูลนิธิต่างๆทำแบบนี้ ป่านนี้คริสตจักรที่ตั้งขึ้นเรียงรายตามชายฝั่งอันดามัน จะอยู่รอดปลอดภัย และเจริญเติบโตขึ้น(ในความเชื่อ ความรัก ความรอดและสันติสุข) เป็นที่ถวายเกียรติแด่พระเจ้า
แต่วันนี้ยังไม่สายเกินไป
พระเยซูคริสต์ตรัสว่า “เจ้าจงตื่นขึ้น และจงเสริมกำลังส่วนที่เหลืออยู่ซึ่งจวนจะตายแล้วนั้น” (วว. ๓.๒)
หมายความว่า ที่แล้วก็แล้วกันไป เอาส่วนที่เหลืออยู่ให้รอดดีกว่า.








