แบ่งกันกินบ้างสิ
บทความเพื่อเสริมสร้างจิตวิญญาณ
แบ่งกันกินบ้างสิ
ธวัช เย็นใจ
ข่าวติดตามมาในช่วงน้ำเริ่มท่วมเมืองไทย
นอกจากน้ำใจที่หลั่งไหลไปสู่พี่น้องที่ตกทุกข์ได้ยากแล้ว
ได้เห็นความช่วยเหลือเกื้อกูลของคนไทยและต่างชาติ
จากส่วนบุคคล จากหน่วยงานต่างๆมากมาย
นอกนั้นยังได้เห็นถึงธาตุแท้ของคน(บางคน)อีกด้วย
ที่กักตุนสินค้าและของแจกไว้ด้วยความเห็นแก่ตัว!
ก่อนโน้นเราได้เห็นถึงความอดอยากแร้นแค้นที่เกิดขึ้นในประเทศแถบอาฟริกา ที่ผู้คนได้ทำการปล้นรถส่งเสบียงอาหารขององค์การช่วยเหลือระหว่างประเทศ เห็นพวกทหารได้ยึดสิ่งของที่ส่งไปช่วยเหลือบรรเทาทุกข์ และได้เห็นประชาชนรุมเข้าแย่งชิงอาหาร น้ำและเสื้อผ้า แทบจะเหยียบกันตาย ทำให้เรารู้สึกไม่ดีเท่าไหร่กับเหตุการณ์เหล่านั้น
เมื่อครั้งเกิดพายุใหญ่พัดกระหน่ำประเทศพม่าจนเสียหายยับเยิน ก็เช่นเดียวกัน ความช่วยเหลือต่างๆได้ถูกส่งลำเลียงเข้าไป แต่ปรากฎว่ามันไปตกอยู่ในมือของผู้มีอำนาจเพียงหยิบมือเดียว ทำให้ผู้คนต้องอดอยากและล้มตายเป็นจำนวนมาก ช่างเป็นเรื่องที่น่าเศร้าใจจริงๆ ทำให้บรรดาประชาชาติต่างๆออกมาแสดงความไม่พอใจในเรื่องนี้
หลายคนตำหนิประเทศอเมริกาที่อยู่ดีกินดี ซะจนคนชาติอื่นๆขาดแคลน เขาบอกว่าชาวอเมริกันบริโภคทรัพยากรของโลกนี้ถึงสองในสามเลยทีเดียว “ทุกอย่างสำหรับชาวมะกันต้องชั้นหนึ่ง” นั่นเป็นความจริงอยู่ไม่น้อย เมื่อเราได้มีโอกาสไปสัมผัสอเมริกามาหลายครั้งหลายครา แต่ในอีกด้านหนึ่ง พวกเขาก็ยังมีน้ำใจที่จะช่วยเหลือเกื้อกูลเพื่อนร่วมโลกด้วย ไม่เหมือนกับประเทศแถบที่อุดมด้วยน้ำมัน ซึ่งเราไม่เคยได้ข่าวเลยว่า เขาได้เจียดเงิน(จากการขายน้ำมัน)เหล่านั้นมาเผื่อแผ่เจือจานให้แก่ผู้ที่ประสบภัยและตกทุกข์ได้ยากจากน้ำท่วม แผ่นดินไหวและสึนามิ
ความจริงสำหรับชาวโลกปัจจุบันนี้ก็คือ
“ไม่ใช่เราไม่มีกิน แต่เราไม่แบ่งกันกินต่างหาก!”
เมื่อวานนี้มีรายงานข่าวจากมูลนิธิการกุศลคนหนึ่ง ที่นั่งเรือลุยเข้าไปในพื้นที่น้ำท่วม เขาไปที่บ้านหลังหนึ่งและเจ้าของบ้านรายหนึ่งโอดครวญว่า “ไม่มีหน่วยงานไหนมาแจกของเลย ไม่มีใครเข้ามาดูแลทำให้อดๆอยากๆ ไม่มีอะไรกิน” เจ้าหน้าที่มูลนิธิเชื่ออย่างสนิทใจ จึงแจกของให้ไป พอดีบังเอิญเขาปวดท้องเบาจึงขอเข้าไปทำธุระที่ข้างหลังบ้าน เมื่ออ้อมไปถึงก็ถึงกับตกตะลึง เพราะมีข้าวของมากมายกักตุนไว้ที่หลังบ้านเป็นกองใหญ่
ในทีวีเราได้เห็นการเข้าไปทำข่าวในห้างสรรพสินค้า เมื่อกล้องแพนไปตามชั้นวางของต่างๆก็เห็นแต่ความว่างเปล่า ตลอดแนวไม่มีสินค้าอะไรเลย พร้อมกับป้ายเขียนติดไว้ว่า “ขออภัย สินค้าหมดแล้ว” จากนั้นกล้องก็ไปจับที่เคาเตอร์จ่ายเงิน ก็เห็นผู้คนต่างเข็นรถที่เต็มแน่นไปด้วยข้าวของเครื่องใช้ต่างๆ รอคิวเพื่อจ่ายเงิน บางทีคนเดียวต้องใช้รถเข็นถึงสองคัน
โอ จะกักตุนสินค้าอะไรกันมากมายขนาดนั้น ทำไม ไม่ยอมแบ่งให้คนอื่นบ้าง?
เราชอบผู้หญิงวัยกลางคนที่ให้สัมภาษณ์ว่า “ทุกคนก็เดือดร้อนพอๆกันทั้งนั้น ในยามนี้จะต้องเฉลี่ยความทุกข์กัน
ไม่ต้องไปซื้อเยอะ ไม่ต้องกักตุน เพราะคนที่แย่กว่าเราและไม่มีกินก็ยังมี ในยามยากลำบากจะต้องเห็นอกเห็นใจคนอื่น
เอาไปแค่พอกินก็พอแล้ว”
ทำให้คิดถึงเรื่องในพระคัมภีร์เดิม ๒ พกษ. ๗ พระราชาแห่งมหาอำนาจซีเรียได้ยกกองทัพมาปิดล้อมประเทศอิสราเอลอยู่เป็นเวลานาน ทำให้เกิดภาวะข้าวยากหมากแพงทั่วกรุงสะมาเรีย “มีการกันดารอาหารอย่างหนัก” แค่หัวลาหัวเดียวขายกันเป็นเงินแปดสิบเชเขล แห้วไทยลิตรละห้าเชเขล มีความอดอยากจนกระทั่งต้องฆ่าทารกกินเป็นอาหาร
เรียกว่าอะไรพอจับใส่ปากได้ก็กินหมดว่างั้นเถอะ
พระคัมภีร์บอกต่อไปว่า ผู้เผยพระวจนะเอลีชาได้พยากรณ์ว่าพระเจ้าจะเสด็จมาช่วยเหลือในวันรุ่งขึ้น ทุกอย่างจะกลับเข้าสู่เหตุการณ์ปกติ ข้าวของจะถูกลงทันที แต่นายทหารของพระราชาอิสราเอลบางคนไม่เชื่อพร้อมกับพูดจาดูหมิ่นพระองค์ คนของพระเจ้าจึงตอบว่า “ท่านจะได้เห็นกับตาของท่านเอง แต่จะไม่ได้กิน”
ภาพตัดไปที่ประตูเมืองสะมาเรีย มีคนโรคเรื้อนสี่คนนั่งอยู่ที่นั่นและขาดแคลนอาหารอย่างหนัก เขาพูดปรึกษา หารือกันว่า “เราจะมานั่งอดอยากรอคอยความตายอยู่ที่นี่ทำไม? ถ้าเข้าไปในเมืองที่กำลังกันดารอาหารเราก็ตาย ถ้าเราจะออกไปที่นอกเมืองก็มีกองทัพซีเรียอยู่ที่นั่น และเราก็ต้องพบกับความตายอยู่ดี แต่ถ้าพวกศัตรูเมตตาปรานีเราก็อาจจะรอดชีวิต” ดังนั้น พวกเขาคิดสาระตะแล้ว ทุกทางมีค่าเท่ากับตายและตาย...
พระคัมภีร์บันทึกต่อไปว่า ทั้งสี่คนออกเดินทางไปยังที่ตั้งของกองทัพซีเรีย พอไปถึงพวกเขาต้องเบิกตาโพลง เพราะที่นั่นมีแต่ความว่างเปล่า ไม่มีกองทัพและไม่มีทหารสักคน ทิ้งอาหาร สัมภาระข้าวของและเครื่องใช้ไว้กลาดเกลื่อน
เพราะพระเจ้าทรงทำการอัศจรรย์ยิ่งใหญ่ ทำให้กองทัพของศัตรูตกใจแตกหนีไป
คนโรคเรื้อนดีใจมากรีบเข้าไปกินดื่มในเต็นท์ต่างๆ พออิ่มหมีพลีมันแล้วก็พากันเก็บข้าวของไปซ่อนไว้
โอโฮ เป็นประสบการณ์ที่สุดยอดจริงๆ นึกในใจว่า “รอดแล้วเรา”
แล้วพวกเขามานึกขึ้นได้ว่า เอ...เราทำไม่ถูกเสียแล้ว เพราะเรามีกินอย่างอุดมสมบูรณ์ แต่ชาวเมืองสะมาเรียกำลังอดอยากและจะตาย เขาจึงปรึกษาหารือกันและตัดสินใจกลับเข้าไปในเมืองและแจ้งข่าวดีนี้ พอชาวเมืองทราบข่าวก็กรูกันออกไปยึดเอาอาหารและข้าวของเครื่องใช้เหล่านั้น ขณะนั้นนายทหารของพระราชาอิสราเอลยืนอยู่ที่ประตูเมือง จึงถูกประชาชนวิ่งชนและเหยียบจนถึงแก่ความตาย
เรื่องนี้มันเกี่ยวอะไรกับเหตุการณ์น้ำท่วมเมืองไทย?
อยากจะนำบทเรียนจากคนโรคเรื้อนมาเตือนใจนิดหน่อย ตรงที่ว่า แม้ว่าพวกเขาเป็นโรคร้าย น่าเกลียดน่ากลัว เป็นโรคที่ไม่สามารถรักษาให้หายได้ในสมัยนั้น น่ารังเกียจและผู้คนไม่คบหาสมาคม ทว่าพวกเขาพิการทางกายเท่านั้น แต่จิตใจไม่พิการเลย พวกเขาไม่เห็นแก่ตัว ไม่กักตุนและมีใจเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ พวกเขายอมเสี่ยงตายไปยังค่ายของทหารซีเรีย
ได้เห็นการอัศจรรย์ยิ่งใหญ่ที่พระเจ้าทรงกระทำ และพวกเขาได้กลายเป็นพระพรแก่ผู้คนทั่วไป
แล้วเราคนไทยล่ะ มีร่างกายที่สมบูรณ์ มีอวัยวะครบถ้วน แต่เราจะยอมเป็นคนที่พิการทางใจหรือ?
พระเยซูคริสต์ตรัสว่า “การให้เป็นเหตุให้มีความสุขยิ่งกว่าการรับ” (กจ. ๒๐.๓๕)
ในท่ามกลางภาวะทุกข์ยากเช่นนี้ ให้เรามาแบ่งปันความทุกข์และความสุขกันเถอะ.








