เรื่องของ “ไพร่”
บทความเพื่อผู้นำจิตวิญญาณ
เรื่องของ “ไพร่”
ธวัช เย็นใจ
คำว่า “ไพร่” เคยโด่งดังเมื่อสองสามปีก่อนในไทย
ที่มีการต่อสู้กันทางด้านการเมืองของสีต่างๆ
จริงๆแล้วถ้าดูความหมายในพจนานุกรม
ส่วนมากแล้วคำนี้มีความหมายไปในทางที่ไม่ดี
เหมือนกับคำพูดที่ว่า “ยุคที่ผู้ดีเดินตรอก ขี้คอก
เดินถนน”
คนไทยสมัยก่อนได้มีการแยกแยะคนออกด้วยพฤติกรรมที่แสดงออก บางคนเป็น “ผู้ดี” และบางคนเป็น “ไพร่”
ผู้ดีคือ คนที่เกิดในตระกูลดี, คนที่มีมารยาทดีงาม, ผู้ดีตีนแดง คือ คำเปรียบเปรยว่าแสร้งทำเป็นผู้ดี, ผู้ดีแปดสาแหรก คือ
ผู้ที่มีเชื้อสายฝ่ายบิดาหรือมารดาเป็นผู้ดี, ปัจจุบันใช้เป็นคำเสียดสีเรียกคนที่ดัดจริตทำตัวเป็นผู้ดี
พจนานุกรมได้กล่าวถึง “ไพร่” : (โบ) น. ชาวเมือง, พลเมืองสามัญ, คนที่ไม่ใช่ผู้ดี, ปัจจุบันเป็นคำเรียกอย่างเหยียดหยาม หมายถึงมีฐานะหรือมีกิริยามารยาททราม ในภาษาอังกฤษใช้คำว่า population, citizen, vulgarian (วัลแกเรียน คือ คนหยาบคาย, ไม่สุภาพ, ต่ำช้า, สถุล, สามานย์, สามหาว) churl (เชิร์ล คือคนต่ำช้า)
ไพร่บ้านไพร่เมือง : น. ประชาชนทั่วไป, ไพร่พล : น. พลทหาร, โดยปริยายหมายถึงกำลังทหาร,(troops) ไพร่ฟ้า : น. ข้าแผ่นดิน, พลเมือง,(subjects, people) ไพร่ฟ้าหน้าใส : น. ประชาชนพลเมือง, ไพร่ราบ : (โบ) น. พลทหาร, ไพร่สม : (โบ) น. ราษฎรที่ถูกเกณฑ์ขึ้นสังกัดมูลนาย, ไพร่ส่วย : (โบ) น. พวกไพร่หลวงที่ส่งส่วยแทนการเกณฑ์ใช้แรงงาน, ไพร่หลวง : (โบ) น. ราษฎรที่ถูกเกณฑ์ขึ้นสังกัดเป็นคนหลวง, ไพร่หัวงาน : น. ไพร่ที่ทำหน้าที่เป็นหัวหน้าไพร่อื่นๆในการใช้แรงงาน[1]
ในพระคริสตธรรมคัมภีร์เดิม เราพบคำว่า “ไพร่” เพียง ๔ ครั้ง(ในฉบับ ๑๙๗๑)เท่านั้น
สองครั้งแรกเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อชนชาติอิสราเอลต้องตกไปเป็นทาสในประเทศอียิปต์ เป็นเวลาเนิ่นนานร่วม ๔๐๐ ปี ตอนแรกพวกเขาอพยพเข้าไปเพียงแค่ ๗๐ คนเท่านั้น แต่คนยิวได้แพร่พันธุ์อย่างรวดเร็วเพิ่มขึ้นนับล้านคน จนกระทั่งกษัตริย์ฟาโรห์รู้สึกไม่ปลอดภัยและหวาดกลัว จึงออกกฎหมายจับพวกยิวให้เป็นทาสแรงงานทำอิฐและก่อสร้าง
พวกเขาได้รับความทุกข์ทรมานอย่างแสนสาหัส จนไม่สามารถทนทานต่อไปได้ จึงร้องอธิษฐานทูลต่อพระเจ้า ขอทรงโปรดช่วยเหลือ พระองค์ทรงเรียกชายคนหนึ่งชื่อโมเสสแล้วส่งมากอบกู้ชนชาติอิสราเอล มีการขับเคี่ยว ต่อรองและต่อสู้กันอยู่หลายยก
กษัตริย์ฟาโรห์ไม่ยอมลดละเลิก แต่ได้ทำการข่มเหงชาวยิวหนักข้อยิ่งขึ้น และกล่าวหาโมเสสว่า “เจ้าโมเสสกับอาโรน เจ้าทำให้ประชาชนละทิ้งการงานของเขาเสียทำไม?” ในวันนั้นเองฟาโรห์มีพระบัญชาสั่งนายงานและนายกองของประชาชนว่า “ตั้งแต่วันนี้ไป อย่าให้ฟางแก่พวกไพร่สำหรับใช้ทำอิฐเหมือนแต่ก่อน แต่ให้พวกเขาไปเที่ยวหาฟางเอาเอง ส่วนจำนวนอิฐก็อย่าได้ลดหย่อนลง” (อพย. ๕.๔-๘)
ครั้งที่สามเราพบเรื่องราวเกิดขึ้นในสมัยที่กษัตริย์ดาวิดครองราชย์ในประเทศอิสราเอล พระองค์ได้ทรงแผ่อาณาจักรออกไปโดยรอบ โดยการโจมตีพวกฟีลิสเตียและปราบเสียราบคาบ จากนั้นพระองค์ทรงรบชนะพวกโมอับ
กษัตริย์ดาวิดได้ทำต่อพวกโมอับแปลกมาก คือบังคับให้คนพวกนี้นอนลงเป็นแถว แล้วใช้เชือกเส้นหนึ่งวัด ปลายเชือกไปตกตรงไหนก็ให้ทหารทำการประหารชีวิตเสียสองแถว และให้รอดชีวิตหนึ่งแถว พระคัมภีร์บันทึกว่า “คนโมอับก็เป็นไพร่ของดาวิด และได้นำเครื่องบรรณาการมาถวาย” (๒ ซมอ. ๘.๑-๒)
ครั้งที่สี่พบได้ในพระธรรมผู้เผยพระวจนะเอเสเคียล ท่านได้กล่าวโทษชนชาติอิสราเอล เพราะทำบาปชั่วด้วยการไปกราบไหว้นับถือรูปเคารพของคนต่างชาติที่รอบข้าง พระเจ้าได้ทรงอ้างความเป็นเจ้าของว่า ทรงอยู่ในฐานะของเจ้าบ่าวหรือผู้เป็นสามี ส่วนชาวยิวอยู่ในฐานะของเจ้าสาวหรือผู้เป็นภรรยา
แต่น่าเสียดายและเสียใจ ที่เจ้าสาว(คือชนชาติอิสราเอล)ไปเล่นชู้ “พระเจ้าตรัสว่า แหมใจของเจ้าเป็นโรครักเสียจริงๆ ในเมื่อเจ้ากระทำสิ่งเหล่านี้ ซึ่งเป็นการกระทำของหญิงแพศยาไพร่ๆ” “ดูซิ ยอมรับรองแขกแปลกหน้าแทนที่จะรับรองสามี” (อสค. ๑๖.๓๐-๓๕)
บทเรียนฝ่ายจิตวิญญาณจากเรื่องนี้
(๑)ชนชาติอิสราเอลตกเป็นไพร่อยู่ในอียิปต์ และพระเจ้าทรงไถ่พวกเขาออกมาและให้มีเสรีภาพ ทำนองเดียวกันแต่ก่อนเราก็ตกเป็นไพร่(ทาส)ของผีมารซาตานและวิญญาณชั่ว แต่ขอบพระคุณพระเจ้า ที่พระเยซูคริสต์ได้เสด็จมาสิ้นพระชนม์บนไม้กางเขน (เหมือนกับลูกแกะปัสคา) เพื่อไถ่โทษความผิดบาปของเรา ดังนั้น เราจึงไม่ใช่ไพร่อีกต่อไป แต่เป็นเสรีชนในพระเยซูคริสต์
(๒)อิสราเอลอยู่ในฐานะเจ้าสาวของพระเจ้าฉันใด คริสเตียนทุกคนก็อยู่ในฐานะเจ้าสาวของพระเยซูคริสต์ฉันนั้น
ดังนั้น ขอพระองค์ทรงช่วยเราที่จะไม่นอกใจ เล่นชู้และทำตัวเป็นหญิงแพศยาไพร่ๆ แต่มอบกายถวายชีวิต มีรักเดียวใจเดียวต่อพระองค์ ตลอดทั้งชีวิตนี้และตราบจนกระทั่งถึงแผ่นดินสวรรค์
(๓)ไพร่คือผู้มีนิสัยหยาบกระด้าง มารยาททราม ไม่สุภาพ หยาบคาย ต่ำช้า สถุล สามานย์ สามหาว มักใหญ่ใฝ่สูง และเต็มไปด้วยความผิดบาป แต่ก่อนเราเป็นคนอย่างนั้น ทว่าเดี๋ยวนี้พระเจ้าทรงเปลี่ยนแปลงชีวิตของเราเสียใหม่แล้ว “เหตุฉะนั้น ผู้ใดที่อยู่ในพระคริสต์ เขาก็เป็นคนที่ถูกสร้างใหม่แล้ว สิ่งสารพัดที่เก่าๆก็ล่วงไป นี่แน่ะ กลายเป็นสิ่งใหม่ทั้งสิ้น” (๒ คร. ๕.๑๗)
ขอบคุณพระเจ้า ที่พวกไพร่สามารถเปลี่ยนเป็นผู้ดีทางจิตวิญญาณได้
ไม่ใช่ด้วยการเปลี่ยนขั้วทางการเมือง ไม่ใช่ด้วยการใช้เงินฟาดหัว
มีทางเดียวเท่านั้น คือ สัมผัสกับฤทธิ์เดชอำนาจของพระเยซูคริสต์.
[1] พจนานุกรมฉบับมติชน








