คำขวัญวันเด็ก 555
บทความเพื่อชีวิตที่ดีกว่า
คำขวัญวันเด็ก 555
ธวัช เย็นใจ
คำขวัญวันเด็ก ปี 2555
“สามัคคี
มีความรู้คู่ปัญญา
คงรักษาความเป็นไทย
ใส่ใจเทคโนโลยี”
นี่เป็นคำขวัญวันเด็กของรัฐบาลคุณยิ่งลักษณ์ ชินวัตร
วันเด็กในแต่ละปีนั้น รัฐบาลก็จะคิดคำขวัญออกมาให้เป็นหลักการในชีวิตของพวกเด็กไทยทั้งหลาย ตั้งแต่สมัยของจอมพล ป.พิบูลย์สงคราม เป็นนายกรัฐมนตรี คำขวัญคือ “จงบำเพ็ญตนให้เป็นประโยชน์แก่ผู้อื่นและส่วนรวม” มาถึงสมัยของจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ เป็นนายกรัฐมนตรี คือ “ขอให้เด็กสมัยปฏิวัติของข้าพเจ้า จงเป็นเด็กที่รักความก้าวหน้า” และมีคำขวัญที่คล้ายคลึงกันในอีกสี่ปีต่อมา
ในสมัยที่พลเอกพลเปรม ติณสูลานนท์ มีคำขวัญวันเด็กที่ยาวขึ้น “นิยมไทย มีวินัย ใช้ประหยัด ใจซื่อสัตย์ ถือคุณธรรม” มาถึงสมัยของนายชวน หลีกภัย รัฐบาลประชาธิปัตย์ คำขวัญก็หดสั้นลง “ขยัน ประหยัด ซื่อสัตย์ มีวินัย” และห้วงปีต่อมาเปลี่ยนเป็น “มีวินัย ใฝ่รู้ คู่คุณธรรม นำประชาธิปไตย”
ในสมัยที่คุณสัญญา ธรรมศักดิ์เป็นนายก มีคำขวัญวันเด็กที่สั้นมากว่า “สามัคคีคือพลัง” ส่วนในสมัยของรัฐบาลนายกพลตำรวจโททักษิณ ชินวัตร ในปีแรกคือ “เรียนให้สนุก เล่นให้มีความรู้ สู่อนาคตที่สดใส” เห็นด้วยอย่างมากกับคำขวัญนี้ ทำอะไรต้องชอบ ถ้าชอบก็จะสนุก ถ้าสนุก(มีความสุขอยู่กับมัน)แล้วก็จะสามารถทำได้อย่างยั่งยืน
คอลัมน์นิสต์หนังสือพิมพ์บางฉบับ กระเซ้าเย้าแหย่ว่า ปีหน้าคำขวัญวันเด็กน่าจะเป็น “เด็กไทยวันนี้ คือเกาหลีในวันหน้า”
สำหรับคำขวัญปีนี้ถูกใจเรามากๆ เพราะอะไร?
ประการแรก เพราะประเทศชาติของเราเวลานี้ต้องการความ “สามัคคี” ปรองดอง ซึ่งไม่ใช่เรื่องของคำพูดหรือเล่นลิ้นเพื่อให้ดูดี แต่อยากจะเห็นมันเกิดขึ้นจริงๆ พระคัมภีร์กล่าวถึงเรื่องนี้บ่อยๆ “ดูเถิด ซึ่งพี่น้องอาศัยอยู่ด้วยกัน มีความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน ก็เป็นการดีและน่าชื่นใจมากสักเท่าใด” (สดด. ๑๓๓.๑)
เปาโลบอกได้อธิษฐานต่อพระเจ้า โดยขอให้คริสเตียนมีความสามัคคีกัน “ทรงโปรดให้ท่านมีความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน” (รม. ๑๕.๕) ในขณะที่พวกผู้หลักผู้ใหญ่ที่เมืองโครินธ์มีความคิดเห็นขัดแย้งกัน ท่านก็บอกพวกเขาว่า “ขอให้ท่านเป็นปรองดองและน้ำหนึ่งใจเดียวกัน” (๑ คร.๑.๑๐) ที่คริสตจักรเอเฟซัสก็เช่นกัน “จงเพียรพยายามให้คงความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน” (อฟ. ๔.๓)
แสดงว่าสิ่งนี้สำคัญจริงๆสำหรับทุกคน ทุกวงการ ไม่ว่าในด้านศาสนาและการเมือง
ประการที่สอง มี “ความรู้คู่ปัญญา” เป็นไปได้ที่เราจะมีความรู้แต่ไม่มีสติปัญญา ที่คนไทยพูดว่า “ความรู้ท่วมหัว เอาตัวไม่รอด” นั่นไง ทำเรื่องง่ายๆก็กลายเป็นเรื่องยาก และทำเรื่องยากให้เป็นเรื่องสุดปัญญาไป เป็นที่ร่ำลือกันมานานแล้ว คนส่วนใหญ่พร้อมในแนวรับมากกว่าแนวรุก เพราะคนไทยเราไม่ค่อยอ่านหนังสือ (ไม่ใช่เฉพาะเด็กอย่างเดียว ผู้ใหญ่ด้วย) พอไม่อ่านไม่ศึกษาก็เลยแก้ปัญหาไม่ค่อยเป็น ผู้คนชอบดู และชอบฟังมากกว่าชอบอ่าน สถิติที่เขาวิจัยออกมาเห็นแล้วอกอีแป้นจะแตก เพราะคนไทยเราอ่านหนังสือกันปีละเพียงไม่กี่บรรทัด และส่วนมากเป็นหนังสือประเภทดารา บันเทิงเริงรมย์ซะมากกว่า ที่เหลือก็เป็นพวกดูดวงชะตาราศี
ไม่ว่าจะได้รับข้อมูลอะไรมา สิ่งที่จำเป็นที่สุดคือการวิเคราะห์ พินิจพิจารณา พร้อมกับศึกษาค้นคว้า กรณีตัวอย่างจากคำทำนายของเด็กชายปลาบู่นั่นไง ผู้คนที่ได้ยินเรื่องราวภัยพิบัติใหญ่หลวงที่จะเกิดขึ้นในปี ๒๕๕๕ ต่างแตกตื่นกันโกลาหล เพราะตัดสินใจบนพื้นฐานของอารมณ์มากกว่าบนพื้นฐานของความเป็นจริง
มีตัวอย่างที่ดีจากชาวเมืองเบโรอา เพราะพวกเขาได้รับข้อมูลมาเยอะแยะมาจากเมืองเธสะโลนิกา แต่พวกเขาไม่ได้เชื่อทั้งหมด ทว่าฟังหูไว้หู สิ่งสำคัญคือการศึกษาค้นคว้าหาความจริง คืออ่านจากพระคริสตธรรมคัมภีร์โดยตรง “ยิวชาวเมืองนั้น(เบโรอา)มีจิตใจสูงกว่าชาวเมืองเธสะโลนิกา ด้วยเขามีใจเลื่อมใสรับพระวจนะของพระเจ้า และค้นดูพระคัมภีร์ทุกวัน หวังจะรู้ข้อความเหล่านั้นจะจริงดังกล่าวหรือไม่” (กจ. ๑๗.๑๑)
ประการที่สาม “คงรักษาความเป็นไทย” พวกครูบาอาจารย์ทั้งหลายเน้นกันมาก ไม่ว่าจะเป็นการพูด การเขียนและการแต่งกาย จำได้สมัยก่อนโน้นวัยรุ่นบ้านเราเห่อฝรั่ง ต่อมาก็หันไปเห่อญี่ปุ่น “คิกขุ อาโนเนะ” มาถึงวันนี้เราเห็นรูปแบบสไตล์เกาหลีเต็มบ้านเต็มเมืองไปหมด ดารา เพลง การแต่งตัว ภาษา ล้วนแล้วแต่กอปปี้จากแดนโสมทั้งสิ้น
ไทยแปลว่า “อิสระ” เราภาคภูมิใจนักหนาว่า ประเทศไทยไม่เคยเป็นเมืองขึ้นของใคร แต่ขอให้มองตามความเป็นจริง โดยไม่ลำเอียงหรือเข้าอ้างตนเอง เรามีอิสระอย่างแท้จริงหรือไม่? อย่างที่ว่าไปแล้ว ทางด้านค่านิยมเราตกเป็นเมืองขึ้นของเกาหลี ทางด้านจิตใจและจิตวิญญาณ ผู้คนส่วนตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของผีสาง เทพเทวดา อำนาจมืด ไสยศาสตร์ มนต์ดำ เครื่องรางของขลัง โชคชะตาราศี และมารซาตาน
พระเยซูคริสต์ในฐานะผู้ปลดปล่อยที่แท้จริง ได้ตรัสว่า “ถ้าท่านทั้งหลายดำรงอยู่ในถ้อยคำของเรา ท่านก็เป็นสาวกของเราอย่างแท้จริง และท่านทั้งหลายจะรู้จักสัจจะ และสัจจะนั้นจะทำให้ท่านทั้งหลายเป็นไท” (ยน. ๘.๓๑-๓๒)
ต้องเป็นไทยทางด้านจิตใจและจิตวิญญาณเสียก่อน แล้วจากนั้นเราจึงจะเป็นไทยทางด้านกายภาพ
ประการสุดท้าย “ใส่ใจเทคโนโลยี” อันนี้ไม่ต้องบอกหรอก เพราะตอนนี้ใครที่ไม่มีคอมพิวเตอร์ ไม่มีอีเมล ไม่เล่นเฟซบุ๊คหรือทวีทเตอร์ จะกลายเป็นคนชายขอบล้าสมัยไปทันที ปัญหาที่เกิดขึ้นก็คือเด็กและวัยรุ่นจำนวนมาก ต่างใส่ใจในสิ่งเหล่านี้มากจนเกินไป โดยปราศจากการควบคุม จึงกลายเป็นผลเสียต่อชีวิต
เราพบความจริงว่า คริสเตียนสามารถนำเครื่องมือเทคโนโลยีเหล่านี้มาใช้เกิดผลทางด้านจิตวิญญาณได้ มีหลายองค์การที่มีการประกาศข่าวประเสริฐทางอินเตอร์เนท และนำคนมาถึงความรอด บางคริสตจักรมีเว็บไซต์ของเป็นของตนเอง ศิษยาภิบาลจำนวนมากใช้อีเมลหรือเฟซบุ๊คเพื่อส่งข่าวและติดตามความเคลื่อนไหวของสมาชิกในคริสตจักร แจ้งข่าวสารได้อย่างรวดเร็วทันใจ
ผมและอาจารย์กิตติคุณ ได้ทำเว็บไซต์ www.thaisermons.com มาเป็นเวลาหลายปีแล้ว ก่อให้เกิดประโยชน์อย่างมากมายต่อผู้คน บริการฟรีทางด้านคำเทศนา ข่าวสาร บทความ เรื่องตลก และการวิเคราะห์เจาะลึกในปัญหาบางประเด็นที่ไม่มีใครกล้าพูดถึง ขอบคุณพระเจ้า ที่บางวันมีแฟนคลับเข้าไปเยี่ยมชมเกือบ ๓ พันคน
ถูกแล้วครับ ที่เราจะต้องหนุนใจเด็กและอนุชนคริสเตียนให้ “ใส่ใจในเทคโนโลยี” ในด้านที่จะเป็นประโยชน์สำหรับการศึกษาสามัญ และแสวงหาความเติบโตทางด้านจิตวิญญาณ เพื่อจะบรรลุถึงความเป็นผู้ใหญ่ในพระคริสต์ และเพื่อจะรับใช้อย่างเกิดผลในพระราชกิจของพระเจ้า.








