คิดแบบไทย โดยธวัช เย็นใจ
ไม่กระดิกหู
ในหนังสือประมวลโวหารคำไทย[1]เริ่มคำแรกคือ “กข ไม่กระดิกหู” หมายถึงเรียนหนังสือแล้วไม่รู้เรื่อง อ่านไม่ออกและเขียนไม่ได้เลย พจนานุกรมฉบับมติชนได้ให้ความจำกัดความของคำนี้ว่า “ไม่รู้เรื่องเลย”
ใครที่เป็นอย่างนี้อาจแสดงถึงความบกพร่องทางด้านสติปัญญา หรือขาดการเอาใจใส่ในสิ่งนั้น
ความหมายคงใกล้เคียงกับคำว่า “เป่าปี่ใส่หูควาย” หรือ “สีซอให้ควายฟัง” หรือ “ไปไหนมา สามวาสองศอก” หรือพูดไม่รู้ฟังนั่นแหละ!
เหมือนกับกษัตริย์ซาโลมอนที่เริ่มต้นด้วยการคิดว่าตนเองเป็นนักปราชญ์(ปัญญาจารย์) ต่อมาก็พบว่าเป็นเพียงผู้รู้ และในตอนท้ายของชีวิตท่านก็ตระหนักว่าตนเองเป็นเพียง “ผู้เรียนรู้” เท่านั้น เหมือนดังที่เปาโลบอกว่า บางทีความรู้ก็มีอันตรายอยู่เหมือนกัน “เราทั้งหลายทราบแล้วว่า เราทุกคนต่างมีความรู้ ความรู้นั้นทำให้ลำพอง แต่ความรักเสริมสร้างขึ้น” (๑ คร. ๘.๒)
ข้อคิด : ปัจจุบันสิ่งที่น่าเป็นห่วงอย่างยิ่งคือ ชาวโลกที่ยังไม่รู้ถึงข่าวประเสริฐของพระเยซูคริสต์เจ้า
เพราะความไม่รู้นี่เอง ที่ต้องทำให้พวกเขาถึงความพินาศฝ่ายจิตวิญญาณ พระเจ้าทรงเป็นความรักและห่วงใยจิตวิญญาณที่กำลังพบความหายนะ พระองค์จึงต้องใช้โยนาห์ไปประกาศแก่ชาวเมืองนีนะเวห์ เพราะความบาปชั่วของเขาถูกฟ้องร้องขึ้นไปเบื้องพระพักตร์พระองค์ “เมืองใหญ่นี้มีพลเมืองมากกว่าหนึ่งแสนสองหมื่นคน ผู้ไม่ทราบว่าข้างไหนมือขวาและข้างไหนมือซ้าย” (ยนา. ๔.๑๑)
มิใช่เพราะพวกเขาตั้งใจทำบาป แต่เขาไม่รู้จักทางขององค์ผู้บริสุทธิ์
“ผู้ที่ยังไม่เชื่อในพระเยซู จะทูลขอต่อพระองค์อย่างไรได้ ผู้ที่ยังไม่ได้ยินถึงพระองค์ จะเชื่อในพระองค์อย่างไรได้
และเมื่อไม่มีผู้ใดประกาศให้เขาฟัง เขาจะได้ยินถึงพระองค์อย่างไรได้” (รม. ๑๐.๑๔)
หากคริสเตียนเราประกาศข่าวประเสริฐให้แก่คนที่ “ไม่กระดิกหู” (ฝ่ายวิญญาณ)แล้ว
หากเขากลับใจเสียใหม่ และมาถึงความรอดและชีวิตนิรันดร์
เขาก็พ้นโทษและเราก็พ้นโทษด้วย
แต่ถ้าพวกเขาไม่ฟังและไม่ยอมรับรู้ นั่นก็เป็นเรื่องความรับผิดชอบของเขา และเราพ้นโทษแล้ว
แต่หากเราไม่ประกาศฯ แน่นอน ความผิดย่อมตกอยู่กับเราแบบเต็มๆเลย
แล้วพระเจ้าจะถามเมื่อเราขึ้นไปพบพระองค์ที่สวรรค์.
[1] สำนวน สุภาษิตและคำพังเพย ของไพโรจน์ อยู่มณเทียร เยลโลการพิมพ์ กรุงเทพฯ









