คิดแบบไทย โดยธวัช เย็นใจ
ไก่งามเพราะขน
“ไก่งามเพราะขน คนงามเพราะแต่ง”
คนสมัยก่อนจะชี้ให้พวกลูกหลานดูไก่ตัวผู้ที่ป้ออยู่กลางลานบ้าน ท่าทางสง่า ขนของมันมีหลายสี และมันวาวเป็นเงางาม แล้วนำมาเปรียบเทียบกับมนุษย์ที่เป็นสตรีว่า จะต้องมีการตกแต่งร่างกายให้งดงาม ยิ่งสมัยนี้ไม่เพียงเสื้อผ้าแพรพรรณเท่านั้น แต่ต้องแต่งส่วนอื่นๆด้วย เช่น ใบหน้า คิ้ว ปากและสีผิวด้วย
ตามห้างสรรพสินค้าชื่อดังจะมีร้านเสริมสวย-ศัลยกรรมความงามเป็นตัวชูโรง เขาจะเขียนโฆษณาติดที่กระจกหน้าร้านว่า ราคาของความงามแต่ละอย่างนั้นเท่าไหร่ เช่น การเสริมจมูกให้โด่งขึ้น ทำคิ้วถาวรให้ดกดำผิดธรรมชาติ ฉีดโบทอกซ์ปกปิดร่องแก้ม ทำให้ผิวหน้าดูเต่งตึง การฉีดสารทำให้ผิวขาวขึ้นภายในเวลาครึ่งชั่วโมง การดึงหน้า (แต่ไปกองอยู่ที่คอ) เหลาแก้มและคาง (เหลาไม่ดีทำให้ปากบิดเบี้ยว) ที่ธรรมดาที่สุดคือการโกรกผมเป็นสีต่างๆ
ในแต่ละปีร้านศัลยกรรมเหล่านี้กวาดเงินจำนวนมหาศาลจากกระเป๋าของคนที่เกลียดตัวเอง!
ความสวยความงามเป็นสิ่งทำให้เจริญหูเจริญตา แต่ว่าเป็นสิ่งที่อนิจจัง ไม่จีรังยังยืน คนเราพออายุถึงขนาดหนึ่ง ก็ต้องยอมรับความจริงว่า ดึงไม่หยุดฉุดไม่อยู่แล้ว เมื่ออายุ ๖๐-๗๐ ปีร่างกายก็เหี่ยวย่น สายตาฝ้าฟาง ฟันสึกกร่อนและหลุดไป โรคภัยรุมเร้า และในที่สุดสังขารอันไม่เที่ยงก็กลายเป็นธุลีดินไป
เมื่อครั้งที่มีการเลือกกษัตริย์องค์ใหม่ขึ้นปกครองประเทศอิสราเอล พระเจ้าตรัสบอกว่าซามูเอลว่า “อย่ามองที่เพียงรูปร่างร่างภายนอก(ความสวยและความหล่อ) พระเจ้าทอด พระเนตรไม่เหมือนที่มนุษย์ดู เพราะมนุษย์ดูที่รูปลักษณ์ภายนอก แต่พระเจ้าทอดพระเนตรที่จิตใจ” (๑ ซมอ. ๑๖.๗)
พระองค์บอกว่า ความดีและความสามารถเป็นสิ่งสำคัญกว่า แต่ทุกวันนี้มีคนจำนวนมากที่ “สวยแต่รูป จูบไม่หอม” ดังที่มีคำกล่าวว่า “ข้างนอกสุกใส ข้างในเป็นโพรง” นั่นแหละ
ท่านผู้อ่านที่รัก สู้ให้เรามาเสริมสวยความงามทางด้านจิตใจดีกว่า เพราะความสวยไม่คงที่ แต่ความดีสิคงทน!
“คนจะสวย สวยที่ใจ ใช่ใบหน้า
คนจะงาม งามจรรยา ใช่ตาหวาน”
ในพระคัมภีร์มีหญิงสาวคนหนึ่งชื่อเรเบคาห์ เธอมีครบทั้งสองอย่างคือ รูปสมบัติและคุณสมบัติ (คนแบบนี้หายากมากในสังคมปัจจุบัน เหมือนดังงมเข็มในมหาสมุทรทีเดียวแหละ) ประการแรก เธอเป็นคนขยันขันแข็งในการทำงาน ประการที่สอง รูปร่างและหน้าตาสวยงามมาก และประการที่สาม ยังเป็นโสด เธอรักษาพรหมจรรย์ไว้จนกระทั่งถึงวันแต่งงาน (ปฐก. ๒๔.๑๕-๑๖)
ความสวยงามที่แท้จริงประกอบด้วยน้ำ ๓ อย่างคือ (๑) น้ำจิตน้ำใจ หมายถึงความเมตตากรุณา มีความรัก เอื้ออาทรและช่วยเหลือคนหนึ่งโดยไม่หวังการตอบแทน (๒) น้ำอดน้ำทน หรือน้ำพักน้ำแรง คือความขยันขันแข็งในการทำงาน และเก็บหอมรอบริบ และไม่ทำตัวให้เป็นภาระของคนอื่น (๓) น้ำมือ หมายถึงมีฝีมือในการเข้าครัว เข้าทำนอง “เสน่ห์ปลายจวัก ผัวรักจนตาย” มิใช่เป็นพวกแม่บ้านถุงพลาสติก-ซื้อกับข้าวถุงกินลูกเดียว
เคยมีการตั้งคำถามสำหรับผู้ชาย ๑๐๐ คนว่า อยากจะแต่งงานกับผู้หญิงแบบไหน? เชื่อไหมว่า ๙๐ เปอร์เซ็นต์ตอบว่า “เป็นคนดีและไม่จำเป็นต้องสวย”
ก็คือเลือกคนที่มีความงามทางด้านจิตใจนั่นเอง.









