อียิปต์
เพื่อนบ้านอิสราเอล-ธวัช เย็นใจ
อียิปต์ Egypt
อับราฮัมได้เข้าไปในอียิปต์
คนมีเดียนก็ขายโยเซฟในอียิปต์
พระเจ้าตรัสกับโมเสสว่า เราจะอยู่กับเจ้าแน่...
เมื่อเจ้านำประชากรออกจากอียิปต์
ในเวลากลางคืนโยเซฟจึงลุกขึ้นพากมารกับมารดา
ไปยังประเทศอียิปต์...เพื่อจะให้สำเร็จตามพระวจนะที่ว่า
“เราได้เรียกบุตรของเราให้ออกมาจากอียิปต์
(ปฐก. ๑๒.๑๔, ๓๗.๓๖, อพย. ๓.๑๒, มธ. ๒.๑๔-๑๕)
อียิปต์ มีประวัติศาสตร์ยาวนานมากว่า ๕ พันปี ปัจจุบันเป็นสาธารณะรัฐอาหรับอียิปต์ (Arab Republic of Egypt) ชื่ออียิปต์มาจากภาษาลาตินว่า Aegytus ชื่อในภาษาอียิปต์โบราณว่า Hi-ku-ptah มาจากชื่อของอารามในเมืองเทเบส และชื่อในภาษากรีกคือ “ไอคุปตอส” (Aiguptos) พระคัมภีร์ภาษาไทยฉบับแปลดั้งเดิมเรียกว่า “อายคุปโต”
และเรียกคนเหล่านี้ว่า “มิซรายิม” (Mizraim-Mitsrayim)
ประเทศอียิปต์มีเนื้อที่เพาะปลูกได้เพียง ๔ เปอร์เซ็นต์ ที่เหลือนอกนั้นเป็นทะเลทรายทั้งหมด ไม่ค่อยมีฝนตกเลย ประชาชนจึงอาศัยอยู่ในบริเวณนี้เท่านั้น โดยมีแม่น้ำไนล์หล่อเลี้ยงชีวิตของผู้คน สัตว์และการเกษตร ในสมัยโบราณเมืองหลวงชื่อเมมฟีส ตั้งอยู่บนฝั่งแม่น้ำไนล์ ซึ่งอยู่ใกล้ๆกับกรุงไคโรในปัจจุบัน
อียิปต์เป็นประเทศอยู่ในอาฟริกาตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งมีจำนวนประชากรมากที่สุด มีพื้นที่มากกว่า ๑ ล้านตารางกิโลเมตร มีพรมแดนด้านตะวันตกอยู่ติดกับประเทศลิเบีย ด้านใต้ติดกับประเทศซูดาน ด้านตะวันออกเฉียงเหนือติดกับอิสราเอล ชายฝั่งทางเหนือติดกับทะเลเมดิเตอร์เรเนียน และด้านตะวันออกติดกับทะเลแดง ประเทศอียิปต์มีชื่อเสียงทางด้านอารยธรรมโบราณ และมีอนุสาวรีย์ที่มีชื่อเสียงและแปลกตาคือพีระมิด อารามคาร์นัค และหุบเขาของกษัตริย์
(Valley of the King) ปัจจุบันนี้ถือได้ว่า อียิปต์เป็นศูนย์กลางทางด้านการเมืองและวัฒนธรรมแห่งโลกอาหรับเลยทีเดียว
เชื้อสายของโนอาห์ : พระคัมภีร์บันทึกว่า พวกอียิปต์สืบเชื้อสายมาจากลูกหลานของโนอาห์ ทางสายของฮามคือชาวอียิปต์โบราณ ซึ่งกระจัดกระจายกันอยู่ทางภาคเหนือของอาฟริกา “บุตรของฮามชื่อคูช อียิปต์ พูดและคานาอัน” (ปฐก. ๑๐.๖) และกล่าวถึงอียิปต์ว่า “แผ่นดินของฮาม” (สดด. ๗๘.๕๑, ๑๐๕.๒๓, ๒๗) ส่วนคนที่เป็นเชื้อสายของเชม (ที่เรียกชื่อในเวลาต่อมาว่าเชมไมต์หรือเชเมติกได้อพยพไปอยู่ในอียิปต์ ปะปนอยู่กับคนพื้นเมืองและช่วยพัฒนาประเทศอียิปต์ให้เจริญรุ่งเรืองขึ้น
ที่นี่เราจะเห็นว่า ชาวอียิปต์ที่เป็นศัตรูของอิสราเอลมาตลอดเวลานั้น ที่จริงเมื่อสืบสาวราวเรื่องไปแล้ว ก็พบว่ามาจากต้นตระกูลเดียวกัน
กษัตริย์ผู้ก่อตั้งอียิปต์ชื่อนาร์เมอร์ (ราวปี กคศ. ๓๐๐๐) และมีผู้สืบทอดอำนาจต่อมาอีกราว ๓๐ ราชวงศ์ แบ่งเป็น ๓ ช่วงคืออาณาจักรเก่า หรือเรียกว่ายุคปิรามิด ราวปี กคศ. ๒๕๗๕-๒๑๕๐ อาณาจักรกลางราวปี กคศ. ๑๙๗๕-๑๖๔๐ เป็นช่วงเวลาที่เกิดความกันดารอาหาร ทำให้อับราฮัมกับคนในครอบครัวได้อพยพโยกย้ายจากคานาอันเข้าไปยังดินแดนอียิปต์ เพื่อหนีความอดอยาก ท่านได้โกหกต่อฟาโรห์ว่าซารายเป็นน้องสาว เพื่อจะรอดพ้นจากการถูกฆ่าตาย (ปฐก. ๑๒.๑๐-๒๐)
เราจะเห็นว่า แม้คนที่ได้ชื่อว่ารักพระเจ้า ซื่อสัตย์ ชอบธรรมและเป็นบิดาแห่งความเชื่อ บางครั้งถูกการทดลองก็
สามารถทำบาปบางอย่าง(ที่คาดไม่ถึง)ได้เหมือนกัน ดังนั้นเราคริสเตียนจะต้องระมัดระวังตัวอยู่เสมอ ที่จะไม่ตกลงในการล่อลวงของมารซาตาน
อาณาจักรใหม่ หรือเรียกว่ายุคจักรวรรดิ ราวปี กคศ. ๑๕๓๙-๑๐๗๕ กษัตริย์อียิปต์มักจะทำสงครามกับชาวคานาอันและซีเรีย และได้สร้างวิหารที่สำคัญคือเมมฟีสและเธเบส (แปลว่าเมืองศักดิ์สิทธิ์)ขึ้น เป็นช่วงเวลาที่ฟาโรห์ปิราเมเสสและราอัมเสสขึ้นครองราช ตรงกับสมัยที่พระคัมภีร์บันทึกไว้ในพระธรรมอพยพ ซึ่งชนชาติอิสราเอลตกเป็นทาสในอียิปต์และถูกกดขี่ข่มเหงอย่างหนัก
กษัตริย์ฟาโรห์ : พระราชาผู้ปกครองอียิปต์เรียกว่าฟาโรห์ (Pharoh) ฟาโรห์ไม่ใช่ชื่อของคนแต่เป็นตำแหน่งที่คนอียิปต์ใช้เรียกกษัตริย์ ฟาโรห์ไม่ใช่ผู้ครอบครองประเทศเท่านั้น แต่เป็นเทพเจ้าแห่งเหยี่ยวโฮรัส ซึ่งผสมผสานกับการบูชาเร(เทพเจ้าแห่งดวงอาทิตย์) ตามความคิดของประชาชนอียิปต์ ดังนั้น ฟาโรห์จึงเป็นผู้มีวาจาสิทธิ์ ชี้นกเป็นนก ชี้ไม้เป็นไม้ เป็นผู้ที่ไม่เคยทำความผิด และอยู่นอกเหนือการวิพากษ์วิจารณ์ใดๆทั้งสิ้น
คนอียิปต์นับถือพระเจ้าหลายองค์ ส่วนมากเป็นพระที่เกี่ยวข้องกับธรรมชาติ มีฤทธิ์อำนาจเหนือดินฟ้าอากาศ
โดยเฉพาะอย่างยิ่งพระองค์ที่ปกครองแม่น้ำไนล์ ซึ่งเป็นเส้นเลือดใหญ่ล่อเลี้ยงชีวิตของประชาชน มีพระหลายองค์ที่มีชื่อเสียง และหนึ่งในนั้นได้มาเกิดเป็นกษัตริย์ฟาโรห์ ดังนั้น เมื่อกษัตริย์สิ้นพระชนม์ลงก็เป็นการกลับไปสู่สรวงสวรรค์ จึงต้องมีการอาบยาศพอย่างดี และสร้างอุโมงค์หรือปิรามิดอย่างใหญ่โตหรูหรา เพื่อสักวันหนึ่ง พระองค์อาจจะกลับมายังโลกนี้อีกและเข้าสู่ร่างเดิมนั้น
ตัวอย่างจากการสร้างปีรามิดแห่งกิซา ซึ่งมีความสูงถึง ๑๔๗ เมตรของฟาโรห์คูฟู (กคศ. ๒๕๕๐) ใช้เวลาในการก่อสร้างนาน ๒๐ ปี คนงานจะลากหินปูนก้อนใหญ่หนัก ๒ ตันครึ่งที่ขุดจากเขตต้นน้ำ ต้องใช้ก้อนหินถึง ๒ ล้าน ๓ แสนก้อน แล้วขนล่องมาทางเรือตามแม่น้ำไนล์ และสร้างอาคารหมู่ไว้โดยรอบ มีตัวสฟิงค์ที่ดูเหมือนสิงโต แต่มีใบหน้าคล้ายคลึงกับคาเฟรราชโอรสของฟาโรห์คูฟู คอยพิทักษ์รักษาปิรามิดอยู่
ภาพสลักของราชินีเนเฟอร์ตารี ซึ่งเป็นมเหสีของฟาโรห์ราเสสที่ ๒ พระนางประดับหมวกด้านหน้าเป็นรูปนกแร้ง (เทพเทวีแห่งอียิปต์บน) และต่างหูเป็นรูปงูเห่า (เทพเทวีแห่งอียิปต์ล่าง) ซึ่งแสดงให้เห็นถึงการรวมเป็นหนึ่งเดียวกันของประเทศอียิปต์
พระของอียิปต์ : เมื่อครั้งที่พระเจ้าทรงบัญชาให้โมเสสไปปลดปล่อยและนำชนชาติอิสราเอลออกมาจากการเป็นทาสของอียิปต์ ท่านต้องเผชิญกับอำนาจของพวกพระกับหมอผี และสามารถเอาชนะได้ด้วยฤทธิ์อำนาจของพระเจ้า มีพระแห่งแม่น้ำไนล์คือฮาบี (habi) กับเทวีชื่อไอซีส (Isis) ร่วมกับเทพคะนุม (khaum) มีเทพองค์หนึ่งมีรูปร่างเป็นหญิงสาวแต่มีหัวเป็นกบชื่อเฮเคท (heqet) มีเทพเจ้าแห่งทะเลทรายสามองค์ชื่อเซท (set) อวทชิด (uatchit) และเทพเจ้าแห่งแมลงวันชื่อบาเอลซาบู (baelsabu) ที่คอยปกป้องผู้คนชาวอียิปต์ให้พ้นจากพวกแมลงร้ายต่างๆ
เทพเจ้าแห่งความอุดมสมบูรณ์ชื่อเอพีส (epis) มีร่างกายเป็นมนุษย์แต่มีหัวเป็นวัว เทพเทวีฮาทอร์ (hathor) พระผู้ขจัดโรคภัยไข้เจ็บออกไป และยังพระอีกสององค์ที่ปกป้องประชาชนให้พ้นจากโรคผิวหนังชื่อซูนู (sunu) กับเทวีเซคเมท (sekhmet) มีร่างกายเป็นคนแต่มีหัวเป็นสิงโต พระนัท(nut) และโอไซรีส (oziris) มีหน้าที่ปกป้องพืชพันธุ์ธัญญาหาร นอกจากนั้นยังมีพระแห่งดวงอาทิตย์ชื่อเร (re) ซึ่งเป็นเทพสุริยะ
เมื่อเราอ่านพระคัมภีร์อพยพบทที่ ๗-๑๒ จะพบว่า โมเสสได้ใช้ฤทธิ์อำนาจของพระเจ้าผู้ยิ่งใหญ่สูงสุด สบประมาทอำนาจพระของชาวอียิปต์ โดยทำให้แม่น้ำไนล์กลายเป็นโลหิต เรียกกบขึ้นมาอาละวาด(ถึงในพระราชวังของฟาโรห์) ทำฝุ่นให้กลายเป็นริ้น และให้เหลือบฝูงมหึมาบินมาตอมกัดประชาชนและสัตว์เลี้ยงทั้งหลาย ทำให้เกิดโรคระบาดขึ้น มีเขม่าฝุ่นและฝี มีลูกเห็บตกลงมาจากท้องฟ้า มีฝูงตั๊กแตนบินมากินพืชผล ความมืดมิดเกิดขึ้น และแม้แต่ฟาโรห์ที่ถือว่าเป็นพระของพวกเขาก็ยังต้องสูญเสียโอรสหัวปีไป
ในยุค กคศ. ๑๐๐๐ ชาวลิเบียยกทัพเข้ารุกรานอียิปต์ ต่อมาชาวนูเบียหรือชาวคูชได้รวบรวมกันกำลังเข้าต่อสู้และมีชัยชนะ มีฟาโรห์เชื้อสายนูเบียปกครองมาจนถึงปี กคศ. ๖๖๗ ก็ถูกกองทัพซีเรียเข้ามาพิชิต จากนั้นชนชาติต่างๆก็ผลัดกันเข้ามปกครองอียิปต์ เช่น เปอร์เซีย มาซิโดเนีย ภายใต้การนำทัพของอเล็กซานเดอร์มหาราช (กคศ. ๓๓๒-๓๒๓)และราชวงศ์ทอเลมี และสุดท้ายอียิปต์ก็ตกอยู่ภายใต้การครอบครองของโรมัน โดยการนำทัพของออกัสตัส ซีซาร์ ซึ่งสามารถโค่นล้มอำนาจของพระนางคลีโอพัตราลงได้
ชีวิตหลังความตาย : ชาวอียิปต์ส่วนมากมีความหวังจะมีความสุขหลังจากความตาย อยู่ในอาณาจักรของโอซิริส (oziris) พวกเขามีคาถาที่บันทึกไว้ในม้วนพาไพรัส (ทำจากต้นกกอียิปต์) เป็นบทสวดมนต์ที่จะช่วยให้คนตายพ้นจากการพิพากษาลงโทษ กล่าวกันว่าฟาโรห์องค์ที่สิ้นพระชนม์แล้วจะได้ไปอยู่กับเทพเจ้าแห่งดวงอาทิตย์(เร) ซึ่งในตอนกลางวันจะนั่งเรือสวรรค์ข้ามฟากฟ้า ส่วนกลางคืนจะเข้าไปในเขตของโอซิริส(เทพแห่งความตายและนรก) เพื่อจัดเตรียมอาหารให้แก่ประชาชนของพระองค์ที่สิ้นชีวิตไปแล้ว
ชาวอียิปต์จะกราบไหว้บูชาทวยเทพต่างๆ และกษัตริย์ฟาโรห์ที่สิ้นพระชนม์ไปแล้ว ด้วยเครื่องเซ่นไหว้ บางเทศกาลมีการแห่รูปปั้นไปตามถนนหนทางและในวิหารต่างๆ บางคนบอกว่าเหมือนกับสดุดีบทที่ ๑๐๔ ต่างกันตรงที่ว่าคนอียิปต์สรรเสริญพระของตน แต่คนอิสราเอลยกย่องสรรเสริญความยิ่งใหญ่และความบริสุทธิ์ของพระเจ้า เมื่อนมัสการพระของตนเสร็จแล้ว ชาวอียิปต์ก็จะหยุดงานและสนุกสนานกันอย่างเต็มที่ โมเสสเคยอ้างเรื่องนี้กราบทูลฟาโรห์ เพื่อให้คนยิวหยุดงานไปฉลองการนมัสการพระเจ้าของตน (อพย. ๕.๑-๓)
ในเรื่องเกี่ยวกับชีวิตหลังความตายนั้น ความเชื่อของชาวอียิปต์แตกต่างจากของคริสเตียน พระคัมภีร์บอกว่าพระเจ้าองค์เที่ยงแท้ไม่ต้องการอาหารหรือเครื่องเซ่นไหว้ “เราเป็นพระเจ้าของเจ้า เราจะไม่รับวัวหรือแพะจากเจ้า ถ้าเราหิวเราจะไม่บอกเจ้า...” (สดด. ๕๐.๗-๑๓)
เปาโลได้เทศนาให้บรรดานักปราชญ์ชาวกรีกฟังในกิจการ ๑๗.๑๖-๓๔ ว่า พระเจ้าทรงเป็นผู้สร้างโลกและสิ่งทั้งปวง พระองค์ทรงเป็นเจ้าของสวรรค์และแผ่นดินโลก ไม่ได้อยู่ในปูชนียสถานที่มนุษย์สร้างขึ้น และไม่จำเป็นต้องให้มือมนุษย์มาปรนนิบัติพระองค์ เพราะพระองค์เป็นผู้ประทานชีวิตและลมหายใจให้แก่มนุษย์ ทรงสร้างมนุษย์ทุกชาติให้สืบสายโลหิตอันเดียวกันและอยู่ทั่วพิภพโลก เพื่อเขาจะได้เสาะแสวงหาให้พบกับพระองค์ได้(โดยทางพระเยซูคริสต์)
พระเจ้าไม่ใช่วัตถุที่ทำด้วยทอง เงินหรือหิน อันเป็นปฏิมากรสำเร็จด้วยศิลปะและความคิดของมนุษย์ ในเวลาที่มนุษย์ไร้เดียงสา(ไม่รู้เรื่องของพระเจ้าและพระเยซูผู้ช่วยให้รอด) พระเจ้ามิได้ทรงถือโทษ แต่บัดนี้ เมื่อทุกคนได้ยินข่าวประเสริฐของพระคริสต์แล้ว พระองค์จึงตรัสสั่งให้มนุษย์ทุกคนกลับใจเสียใหม่ คืนดีกันกับพระเยซูคริสต์ และต้อนรับพระองค์เป็นพระผู้ช่วยให้รอด
อียิปต์กับอิสราเอล : ในสมัยที่กษัตริย์ซาโลมอนทรงครอบครองอิสราเอลนั้น (กคศ. ๙๗๐) พระองค์ทรงรับเจ้าหญิงอียิปต์มาเป็นมเหสี ด้วยเหตุผลทางด้านการเมืองและการค้า (๑ พกษ.๓.๑, ๔.๒๑, ๑๐.๒๘-๒๙) นี่เป็นสิ่งผิดต่อพระคัมภีร์และไม่เป็นที่พอพระทัยของพระเจ้า สมัยต่อมาเมื่อฟาโรห์องค์ใหม่ขึ้นเถลิงราชสมบัติ ก็ทรงหวาดระแวงอำนาจของซาโลมอน จึงไปสนับสนุนผู้ก่อการร้ายทั้งภายในอิสราเอลและตามตะเข็บชายแดน จนกระทั่งครั้งหนึ่งในช่วงของราชโอรสของซาโลมอนครองอำนาจ ชิชักกษัตริย์แห่งอียิปต์ได้ยกกองทัพบุกกรุงเยรูซาเล็มและปล้นเอาทรัพย์สินเงินทองนำกลับไปยังประเทศอียิปต์ (๑ พกษ. ๑๔.๒๕-๒๗)
สมัยต่อมาเมื่ออิสราเอลแบ่งแยกเป็นฝ่ายเหนือและและฝ่ายใต้ พวกเขาก็หวังพึ่งอียิปต์เพื่อต่อสู้กับศัตรูคือพระราชาแชลมาเนเสอร์แห่งอาณาจักรอัสซีเรีย แต่พวกยิวก็ผิดหวัง เพราะอียิปต์ไม่ได้ช่วยเหลืออะไรเลย ซ้ำยังนำภัยพิบัติมาให้อีกด้วย (๒ พกษ. ๑๗.๔-๖) มาถึงยุคของเซนนาเคอริบปกครองอัสซีเรียก็ส่งคนมาเยาะเย้ยพวกยิวว่า “หวังพึ่งอียิปต์ซึ่งเป็นไม้อ้อที่เดาะแล้ว” (๒ พกษ. ๑๘.๒๑, ๒๔) ในสมัยที่กษัตริย์โยสิยาห์ปกครองยูดาห์ ทรงเป็นว่าฟาโรห์เนโคแห่งอียิปต์กำลังไปผูกไมตรีกับอัสซีเรีย จึงยกกองทัพไปสกัดกั้นไว้ ณ บริเวณแม่น้ำยูเฟรตีส แต่ยูดาห์ก็ต้องพ่ายแพ้แก่กองทัพของอียิปต์ และตกเป็นเมืองขึ้นซึ่งต้องส่งบรรณาการอย่างหนักด้วย (๒ พกษ. ๒๓.๒๘-๓๕)
ในปี กคศ. ๖๐๖ กษัตริย์เนบูคัดเนสซาร์แห่งบาบิโลนได้ชัยชนะเหนืออียิปต์ที่เมืองคาร์เคมิช ริมแม่น้ำยูเฟรตีส ดังนั้นบาบิโลนจึงยึดครองยูดาห์ด้วย (๒ พกษ. ๒๔.๗, ยรม. ๔๖.๒) แต่ยูดาห์ยอมอยู่ได้ไม่นานก็คิดกบฏ ทำให้กองทัพบาบิโลนยกมาตีกรุงเยรูซาเล็มและจับผู้คนจำนวนมากไปเป็นเชลย แล้วตั้งเศเดคียาห์ขึ้นเป็นกษัตริย์องค์ใหม่ แต่แล้วเศเดคียาห์ก็ไปขอความช่วยเหลือจากอียิปต์อีก ซึ่งเยเรมีย์ผู้เผยพระวจนะของพระเจ้าในสมัยนั้นบอกว่า เป็นวิธีการที่โง่เขลาและใช้การไม่ได้ ควรจะยอมอยู่ใต้อำนาจบาบิโลนก็ดีกว่า แต่พวกเขาก็กล่าวหาว่าเยเรมีย์เอาใจฝักใฝ่ฝ่ายบาบิโลน (ยรม. ๒.๑๘, ๓๖, ๒๑.๑-๑๐, ๓๗.๖-๑๐)
คราวนี้เนบูคัดเนสซาร์รู้สึกเดือดดาลมาก จึงยกกองทัพมาอีกครั้งและโจมตีกรุงเยรูซาเล็ม เผาจนราบเป็นหน้ากลอง พร้อมกับจับเศเดคียาห์และโอรสประหารชีวิตเสีย แล้วจับชาวยิวจำนวนมากไปเป็นเชลย เหลือคนที่พิการและอ่อนแอจำนวนหนึ่งไว้เฝ้ากรุงที่มีแต่ซากปรักหักพัง และตั้งเกดาลิยาห์ให้เป็นผู้ปกครองเมือง (กคศ. ๕๘๖-๕๘๗) แต่พวกที่ฝักใฝ่ในอียิปต์ได้ลอบฆ่าเกดาลิยาห์และหลบหนีไปยังอียิปต์ (๒ พกษ. ๒๕.๑-๒๖, ยรม. ๔๐.๑๓-๔๓.๗)
เรื่องนี้มีบทเรียนสอนใจว่า พึ่งพระเจ้าก็ดีกว่าพึ่งอียิปต์
วางใจในพระเยซูคริสต์ก็ดีกว่าวางใจในมนุษย์.
-------------------------------
หนังสือที่ควรอ่านเพิ่มเติม :
๑.พระคริสตธรรมคัมภีร์ของสมาคมพระคริสตธรรมไทย ฉบับปี ๑๙๗๑
๒.เว็บไซต์วิกิพิเดียเรื่องอียิปต์
๓.หนังสืออธิบายพระธรรมอพยพ ของธวัช เย็นใจ
๔.ข้อพระคัมภีร์ที่กล่าวถึงประเทศอียิปต์
ปฐก. ๑๒.๑๐-๒๐, ๓๗-๕๐, อพย. ๑.๑๑, บทที่ ๑-๑๔, ๑ พกษ. ๑๔.๒๕-๒๗, ๒ พกษ. ๑๗.๔, ๑๙.๙-๑๓,
ยรม. ๓๗.๕-๗, ๔๔.๓๐
๕.สารานุกรมพระคัมภีร์ ของดอน เฟลมมิง
๖.The Lion Encyclopedia of The Bible สำนักพิมพ์กนกบรรสาร
๗.พลิกประวัติศาสตร์โลก ของแพทริเซีย แดเนียล และสตีเวน ไฮสลอป








