ปาเลสไตน์ Palestine
เพื่อนบ้านของอิสราเอล-ธวัช เย็นใจ
ปาเลสไตน์ Palestine
เรื่องราวของปาเลสไตน์(ฟีลิสเตีย)พบครั้งแรกในพระคัมภีร์
คือพระธรรมปฐมกาล และไล่เรื่อยไปจนถึงพระธรรมเล่มอื่นๆ
ไม่ว่าจะเป็นซามูเอล ซาอูล และบรรดาผู้วินิจฉัย ดาวิด และผู้เผยพระวจนะ
ต่างรู้จักและคุ้นเคยกับคนฟีลิสเตีย และทำสงครามขับเคี่ยวกันมาตลอดเวลา
ดังนั้นจึงนับได้ว่า ชาวปาเลสไตน์นั้น อยู่คู่กับชนชาติอิสราเอลมาตั้งแต่เริ่มต้น
ปาเลสไตน์ : เป็นภาษาอาหรับว่าฟีลิสทีน ภาษาอังกฤษคือ Palestine และภาษาฮีบรูว่าปาเลสตีนาห์ เป็นชื่อเรียกดินแดนที่อยู่ระหว่างทะเลเมดิเตอร์เรเนียนและแม่น้ำจอร์แดน ซึ่งได้รับการประกาศให้เป็นรัฐปาเลสไตน์ในปี คศ. ๑๙๘๘ โดยองค์การสหประชาชาติ มีดินแดนบางส่วนอยู่ในเวสต์แบ้งค์และบางส่วนอยู่ในฉนวนกาซ่า คำว่าฟีลิสทีน (Philistine)หรือฟีลิสเตีย หมายถึงชนเผ่าที่อาศัยอยู่ในชายฝั่งทางด้านใต้ของดินแดนนี้
หลังจากสงครามอาหรับ-อิสราเอลในปี คศ. ๑๙๔๘ ได้มีข้อตกลงสงบศึกในปี คศ. ๑๙๔๙ กำหนดให้แบ่งดินแดนออกเป็นสี่ส่วน ให้แก่อิสราเอล และชาติอาหรับที่อยู่ในบริเวณนั้นอีกสามชาติคือ อียิปต์ จอร์แดนและซีเรีย อิสราเอลได้เนื้อที่ไป ๒๖ เปอร์เซ็นต์ คือทางฝั่งตะวันตกของแม่น้ำจอร์แดน ส่วนประเทศจอร์แดนได้ไป ๒๑ เปอร์เซ็นต์ กรุงเยรูซาเล็มแบ่งออกเป็นสองส่วนให้กับอิสราเอลและจอร์แดน ส่วนประเทศอียิปต์ได้ฉนวนกาซ่า หลังจากแบ่งดินแดนเรียบร้อยแล้ว ทุกประเทศต่างก็ขนประชาชนเข้าไปอยู่ในดินแดนของตน
เราอ่านพบเรื่องของปาเลสไตน์ครั้งแรกในพระคัมภีร์ “คัสลูฮิมผู้เป็นต้นตระกูลของคนฟีลิสเตีย” (ปฐก. ๑๐.๑๔) ต่อมากล่าวถึงผู้นำชาวยิวผู้เป็นพ่อหมู่ว่า “อับราฮัมอาศัยอยู่ในแคว้นชาวฟีลิสเตีย” (ปฐก. ๒๑.๓๔) ในสมัยของโยชูวานั้นได้บุกเข้าครอบครองดินแดนคานาอันเป็นเวลาหลายปี แต่ยังมีดินแดนต่างๆที่จะต้องรวบรวมเข้ามาไว้ด้วยกัน เช่น เมืองกาซา เมืองอัชโดด เมืองอัชเคโลน เมืองกัทและเมืองเอโครน ซึ่งเป็นถิ่นที่อยู่ของชาวปาเลสไตน์ (ยชว. ๑๓.๒-๓)
ในพระคัมภีร์เราพบว่า ดินแดนของชาวฟีลิสเตีย(ปาเลสไตน์)นั้นอยู่บริเวณที่ราบริมฝั่งทะเลเมดิเตอร์เรเนียน ทะเลแห่งนี้บางครั้งจะเรียกว่า “ทะเลของชาวฟีลิสเตีย” (อพย. ๑๓.๑๗, ๒๓.๓๑) เชื่อกันว่าพวกเขาอพยพโยกย้ายมาจากเกาะครีต ในสมัยก่อนโน้นเรียกเกาะนี้ว่าคัฟโทร์ ต่อมาผู้เผยพระวจนะเยเรมีย์ได้กล่าวทำนายถึงความล่มจมของฟีลิสเตีย ซึ่งถูกกองทัพของฟาโรห์แห่งอียิปต์เข้าโจมตี (ยรม. ๔๗)
บริเวณที่ชาวปาเลสไตน์อาศัยอยู่ เรียกว่า “เมืองทั้งห้าของชาวฟีลิสเตีย” ดังที่ได้กล่าวมาแล้ว อันได้แก่เมืองกาซา อัชโดด อัชเคโลน เมืองกัท และเอโครน ส่วนผู้ปกครองเมืองนั้นพระคัมภีร์ก็เรียกว่า “เจ้านายทั้งห้าแห่งชาวฟีลิสเตีย” ซึ่งปรากฏอยู่ในพระธรรมโยชูวาบทที่ ๑๓ ผู้วินิจฉัยบทที่ ๓, ๑๖, ๑ ซามูเอลบทที่ ๕-๗ และบทที่ ๒๙
แสดงว่าชาวปาเลสไตน์มีอิทธิพลพอสมควรในดินแดนแถบนี้ ทั้งในสมัยโบราณและปัจจุบัน
ศาสนาของฟีลิสเตีย : เมื่อโมเสสพาชนชาติอิสราเอลเดินทางมาถึงภูเขาซีนาย พระเจ้าได้ตรัสแก่พวกเขาว่า “อย่ามีพระเจ้าอื่นใดนอกเหนือจากพระองค์ และอย่ากราบไหว้รูปเคารพใดๆ” (อพย. ๒๐.๑-๔) แต่พอพวกเขาย่างกรายเข้าในเขตคานาอันเท่านั้น ชาวยิวก็รับเอาศาสนาของคนต่างชาติเสียแล้ว คงจะเหมือนกับคนไทยที่มีคติว่า “เข้าเมืองตาหลิ่ว ต้องหลิ่วตาตาม” หรืออยู่บ้านท่าน จงทำเหมือนท่านนั่นแหละ
การทำตามค่านิยมของคนต่างชาติ(หรือของชาวโลก) เป็นสิ่งที่พระเจ้าไม่พอพระทัยอย่างยิ่ง เพราะพระองค์ตรัสว่า “อย่าประพฤติตามอย่างคนในยุคนี้ แต่จงรับการเปลี่ยนแปลงจิตใจ แล้วอุปนิสัยของท่านจะเปลี่ยนใหม่” (รม. ๑๒.๒)
เรือลอยอยู่ในน้ำ แต่น้ำไม่อยู่ในเรือ (ถ้าน้ำเข้าเรือแสดงว่าเรือรั่วแล้ว) เปรียบเหมือนคริสเตียนอยู่ในโลกนี้ แต่โลกต้องไม่อยู่ในคริสเตียน!
อย่างที่รู้กันว่า ชาวฟีลิสเตียได้เข้ามาอยู่ในคานาอันและกลายเป็นชนพื้นเมืองเผ่าหนึ่งของที่นั่น พวกเขากราบไหว้พระของชาวคานาอันคือ พระบาอัล (Baal) ชื่อนี้แปลว่าเจ้านาย, ผู้ครอบครอง สามี (lord, possessor, husband)
เป็นพลังธรรมชาติที่อยู่ในรูปบุคคล เป็นชื่อตำแหน่งของฮาดัดซึ่งเป็นเทพแห่งดินฟ้าอากาศและการเกษตรกรรม มเหสีของบาอัลคืออัสทาร์เท ซึ่งเป็นเจ้าแห่งความรักและสงคราม บิดาของบาอัลคือเอล มเหสีของเอลคืออาเชราห์(Asherah) ชื่อนี้แปลว่า “นายหญิง” ผู้เป็นหัวหน้าของเจ้าเทพเทวีทั้งหลาย (อพย. ๓๔.๑๓, ๑ พกษ. ๑๖.๒๙-๓๓) อาเชราห์เป็นเอกพจน์ และเรียกอาเชริมเป็นพหูพจน์ เป็นเสาไม้ หรือศิลาแกะสลัก หรือเป็นรูปเคารพ สถานที่นมัสการพระบาอัลกับอาเชราห์เรียกว่าปูชนียสถานสูง ตั้งอยู่บนภูเขาทั่วแผ่นดิน
ในสมัยพระคัมภีร์เดิมเราจะเห็นว่า พวกอิสราเอลได้นมัสการพระเจ้าด้วยวิธีการที่คล้ายคลึงกันนี้ อาจจะเนื่องมาจากอิทธิพลของชาวฟีลิสเตียนและคานาอันก็เป็นได้
นอกจากนั้น ชาวฟีลิสเตียยังมีพระของตนเองด้วย พวกเขากราบไหว้บูชาพระดาโกน พระบาอัลเซบูบ มีวิหารสำหรับพระดาโกนอยู่ที่เมืองอัชโดดและเมืองกาซา (ดู ผวฉ. ๑๖.๒๓, ๑ ซมอ. ๕.๑-๕, ๓๑.๘-๑๓, ๑ พศด. ๑๐.๘-๑๒, ๒ พกษ. ๑.๒) ในพระคัมภีร์ใหม่เรียกมารซาตานว่าเบเอลซาบูบ ผู้เป็นนายผี (มธ. ๑๐.๒๕, ๑๒.๒๔-๒๗) อยู่ที่เมืองเอโครนของฟีสเตีย (๒ พกษ. ๑.๑.๒) ชื่อนี้หมายถึงเจ้าแห่งแมลงวัน เพราะชาวฟีลิสเตียเชื่อว่า พระองค์องค์นี้จะต้องกันให้พ้นจากโรคระบาดที่แมลงต่างๆนำมา ในขณะเดียวกันก็ยังหมายถึง “เจ้าแห่งความสกปรกโสโครก” ด้วย พระคัมภีร์เรียกมันว่าผีโสโครก
ในพระคัมภีร์ใหม่ พระเยซูคริสต์กับเหล่าสาวกได้ทรงดำเนินไปตามที่ต่างๆ ในดินแดนของคนต่างชาติ และหลายครั้งหลายครา พระองค์ทรงพบกับคนที่ถูกผีโสโครกเข้าสิง มีความทุกข์ทรมานยิ่งนัก และพระองค์ทรงใช้ฤทธิ์อำนาจขับไล่พวกมันออกไป
ปัจจุบันผีสกปรกพวกนี้ยังคงอยู่และรบกวนมนุษย์ เพียงแต่เปลี่ยนแปลงรูปแบบและมีพฤติกรรมต่างไปเท่านั้น!
เราได้เห็นว่าชาวฟีลิสเตียนั้นนับถือพระมากมายหลายองค์เหมือนกับคนอินเดียและคนไทย เช่น เรามีพระเครื่อง, พระธาตุ, พระบูชา, พระแผง(พระที่พิมพ์ติดกันเป็นแผง), พระภูมิ(เทพารักษ์ประจำพื้นที่),พระฤาษี, พระอิฐพระปูน, พระอินทร์ พระพรหม, พระศิวะ พระที่เป็นสัตว์ เช่นพระโค(วัว) พระพิฆเนศ (หัวเป็นช้างตัวเป็นคน) พระราหู (ชอบความมืดและของดำ) พระที่เป็นธรรมชาติ(พระแม่คงคา) ต้นไม้และพืช (พระโพสพ) พระที่เป็นมนุษย์ ฯลฯ
อับราฮัมกับฟีลิสเตีย : ในพระคัมภีร์ปฐมกาล จะเห็นว่าในสมัยของอับราฮัมนั้น ท่านได้เข้าไปเกี่ยวข้องกับอาบีเมเลคซึ่งเป็นษัตริย์ของชาวปาเลสไตน์ เนื่องจากนางซารายเป็นคนสวย และอับราฮัมเกิดความรักตัวกลัวตาย จึงโกหกไปว่านางเป็นน้องสาวของตน เรื่องนี้ทำให้อาบีเมคเล็คไม่พอใจอย่างมากมาย (ปฐก. ๒๐.๑-๑๘) ต่อมาอีกครั้งหนึ่งที่อับราฮัมได้ร้องทุกข์ต่อกษัตริย์อาบีเมเล็คเรื่องการที่บ่อน้ำถูกคนของกษัตริย์แย่งชิงเอาไป แล้วทั้งสองฝ่ายก็ได้มาเจรจาและทำข้อตกลงกัน จึงเรียกที่นั่นว่าเบเออร์เชบา ซึ่งแปลว่าบ่อน้ำแห่งคำสาบาน (ปฐก. ๒๑.๒๒-๓๔)
จุดเด่นของเรื่องนี้อยู่ที่อับราฮัม แม้ว่าท่านจะผิดพลาดไป แต่สิ่งหนึ่งที่น่ายกย่องชมเชยคือ “อับราฮัมนมัสการออกพระนามของพระเจ้าที่นั่น” (ข้อ ๓๓)
แซมสันกับชาวฟีลิสเตีย : เหตุการณ์อันน่าตื่นเต้นที่บันทึกไว้ในพระคัมภีร์เกิดขึ้นในสมัยของผู้วินิจฉัย เวลานั้นอิสราเอลตกเป็นเบี้ยล่างของชาวปาเลสไตน์ พระเจ้าทรงต้องการช่วยกอบกู้ประชากรของพระองค์ จึงได้ส่งชายหนุ่มคนหนึ่งมาเกิดในเผ่าดาน เขามีชื่อว่าแซมสัน (Samson) ในภาษาฮีบรูว่าชิมโชน (shimshon) ภาษากรีกคือSampson หมายถึง “อาทิตย์ดวงเล็ก”(ผวฉ. บทที่ ๑๓-๑๖)
แซมสันเป็นคนที่ได้รับของประทานยิ่งใหญ่จากพระเจ้า คือมีพลังมหาศาล เขาเกิดมาเป็นพวกนาศีร์(คนที่ถวายไว้แด่พระเจ้า จะไม่ตัดผมและไม่ดื่มเหล้าองุ่น) เขาจะเป็นคนช่วยชนชาติอิสราเอลให้พ้นจากเงื้อมมือของพวกฟีลิสเตีย จะเห็นว่าแซมสันได้สำแดงเดชจนกระทั่งพวกศัตรูกลัวลานเลยทีเดียว
แต่น่าเสียดายและเสียใจอย่างยิ่ง ที่ชายหนุ่มคนนี้ได้ไปหลงรักเดลิลาห์หญิงสาวชาวฟีลิสเตีย และได้บอกความ ลับแห่งขุมพลังแก่เธอ แซมสันจึงถูกจับกล้อนผมและถูกควักลูกตาจนบอดทั้งสองข้าง แล้วนำตัวไปจำคุกไว้ เมื่อผมของเขาค่อยๆงอกยาวขึ้นมา พลังก็กลับคืนมาเหมือนเดิม ชาวฟีลิสเตียได้พาเขาไปที่วิหารเพื่อให้เล่นตลกต่อหน้าฝูงชน ที่นั่นแซมสันได้อธิษฐานต่อพระเจ้าและผลักเสาสองต้นของวิหารจนล้มครืนลง ชายหนุ่มผู้ทรงพลังเสียชีวิตไปพร้อมกับชาวฟีลิสเตียจำนวนมาก
บทเรียนจากเรื่องนี้ พระเจ้าทรงเรียกคริสเตียนทุกคนให้ออกไปกอบกู้จิตวิญญาณของชาวโลก แต่ถ้าเราไม่ระมัดระวังในการดำเนินชีวิตให้ดี หลงไปกับแสงสีเสียง ความสวยงามที่เย้ายวนใจ และเผลอทำความผิดบาป เมื่อนั้นพลังฝ่ายจิตวิญญาณก็สูญสลายไปและตกเป็นทาสของมารซาตาน แล้วกลายเป็นที่เยาะเย้ย เป็นขี้ปากของชาวบ้าน เป็นที่เสื่อมเสียพระเกียรติของพระเจ้า
ดาวิดกับฟีลิสเตีย : ล่วงมาถึงสมัยของกษัตริย์ซาอูลปกครองอิสราเอล ก็ยังต้องทำสงครามกับชาวฟีลิสเตียอยู่เสมอ คนพวกนี้ยกทัพเข้ามาโจมตีและยึดเอาหีบพระสัญญาของพระเจ้าไป แต่พวกเขาก็ต้องพบกับความเดือดร้อน จนต้องส่งคืนกลับมาให้อิสราเอล (๑ ซมอ. ๔-๕)
เมื่อดาวิดได้รับการเจิมตั้งเป็นกษัตริย์ และไปรบก็มีชัยชนะอย่างงดงามกลับมาทุกครั้ง ทำให้ประชาชนพากันร้องเพลงต้อนรับว่า “ซาอูลฆ่าคนเป็นพันๆ แต่ดาวิดฆ่าคนเป็นหมื่นๆ” พอซาอูลได้ยินเข้าเท่านั้นแหละก็เกิดความไม่พอใจและอิจฉาถึงกับพยายามฆ่าดาวิด ทำให้ต้องหนีไปอยู่ที่เมืองกัทซึ่งเป็นเขตปกครองของฟีลิสเตีย และซ่องสุมผู้คนสำหรับการปล้นและสงคราม (๑ ซมอ. ๒๑, ๒๗) ดาวิดได้นำหน่วยรบพิเศษของตนออกไปรบกับคนหลายชาติ แต่ไม่เคยรบกับกองทัพอิสราเอลเลย เรื่องนี้ทำให้กษัตริย์ฟีลิสเตียมีความหวาดระแวงอยู่ค่อนข้างมาก
ข้อคิดจากเรื่องนี้คือ เป็นสิ่งที่ไม่น่าเชื่อว่า เสียงของผู้คนที่ร้องเพลงสรรเสริญสรรเสริญคนอื่น แต่ไม่สรรเสริญตนเอง ทำให้กษัตริย์ซาอูลถึงกับโกรธแค้นและตามไล่ฆ่าดาวิดแบบสุดหล้าฟ้าเขียว แต่ดาวิดก็มีโอกาสที่ฆ่าซาอูลได้อย่างง่ายดายที่หินเลียงผา ถ้ำเอนเกดี(อยู่ทางตะวันตกของทะเลตาย) แต่ชายหนุ่มแค่ตัดชายฉลองของกษัตริย์เท่านั้น เพราะดาวิดถือว่าซาอูลเป็นเสมือนบิดาของตน (๑ ซมอ. ๒๔)
กษัตริย์ซาอูลได้ทำสงครามกับชาวฟีลิสเตียจนกระทั่งวาระสุดท้ายของชีวิต พระองค์พร้อมด้วยโยนาธานราชโอรส(เพื่อนรักของดาวิด)ถูกฆ่าตายในสนามรบ (๑ ซมอ. ๓๑.๑-๗) ดังนั้น เมื่อดาวิดขึ้นมาเป็นกษัตริย์จึงได้ทำสงครามขับเคี่ยวต่อและได้ขับไล่พวกฟีลิสเตียออกไป และไม่สามารถเป็นเสี้ยนหนามของแผ่นดินอิสราเอลต่อไปได้ (๒ ซมอ. ๓. ๕, ๘)
เมื่อเราศึกษาพระคัมภีร์ต่อมาก็พบว่า มีหลายชาติได้เข้าโจมตีฟีลิสเตีย ต้องพบกับสงครามที่ยืดเยื้อเรื้อรัง เช่น ซีเรีย อัสซีเรีย อียิปต์และกรีก และในที่สุดก็ค่อยสูญสิ้นอำนาจไป (ดู ๒ พกษ. ๑๒, อสย. ๒๐, ยรม. ๔๗, อสค. ๒๕, ศฟย. ๒, ศคย. ๙)
คำพยากรณ์เกี่ยวกับประเทศฟีลิสเตีย โดยผู้เผยพระวจนะอาโมส (อมส. ๑.๖-๘)
“พระเจ้าตรัสว่า ชาวกาซาทำบาปแล้วทำบาปอีก
เราจะลงโทษเขาแน่ที่เขานำชนทั้งชาติไปมอบให้ชาวเอโดม
เราจึงจะให้ไฟตกลงมาที่กำแพงเมืองกาซา
เผาผลาญป้อมปราการเมืองนั้น
เราจะเอาตัวผู้ปกครองเมืองอัชโดดและอัชเคโลนไปเสีย
แล้วจัดการกับเมืองเอโครน ชาวฟีลิสเตียที่เหลืออยู่
ทั้งหมดจะต้องตายสิ้น”








