เข้าใจอดีตเพื่อลิขิตอนาคต
บทเรียนจากประวัติศาสตร์คริสตจักร
เข้าใจอดีตเพื่อลิขิตอนาคต
ธวัช เย็นใจ
มีเรื่องเล่าว่า ชายตาบอดคนหนึ่งไปเที่ยวรัฐเท็กซัส เขาเคยได้ยินหลายคนบอกว่า ที่รัฐนี้อะไรๆมันใหญ่โตไปเสียทั้งหมด เขาก็ไม่เข้าใจจนกระทั่งมาสัมผัสด้วยตนเอง ขณะที่นั่งรถไฟจากสนามบินเข้าเมือง เขาคลำเบาะแล้วพูดขึ้นว่า “โอโฮ มันช่างใหญ่จริงๆเบาะเดียวนั่งได้เป็นสิบคนเชียวนะนี่”
พอถึงโรงแรมที่พัก ชายตาบอดก็สั่งน้ำส้มมาดื่ม เขาคลำดูแก้วแล้วต้องใช้สองมือจับขึ้นดื่ม แล้วอุทานว่า “แก้วมันมโหฬารเหลือเกิน แล้วผมจะดื่มให้หมดได้อย่างไรเนี่ย?” แต่เขาก็พยายามดื่มน้ำส้มจนหมดแก้วยักษ์นั้น แล้วก็ให้รู้สึกปวดท้องฉี่ขึ้นมาทันที จึงขอให้พนักงานบอกทางไปให้ห้องน้ำ
แต่เขาเดินหลงไปทางสระว่ายน้ำ และก้าวหล่นลงไปในน้ำจนมิดหัว พอโผล่ขึ้นมาได้ก็ร้องตะโกนเสียงหลงว่า “อย่าเพิ่งกดชักโครกนะ!!”
???!!
เราจะนำเรื่องนี้มาเปรียบเทียบกับอะไรดี?
เป็นไปไม่ได้ที่เราจะเข้าใจคริสตจักร คริสเตียนและชีวิตฝ่ายจิตวิญญาณ ถ้าเราไม่ได้รับการเปิดตาให้เห็นถึงประวัติศาสตร์ การอ่านแค่พระคัมภีร์และเข้าใจเนื้อความนั้นเป็นสิ่งที่ดีและถูกต้อง แต่ยังไม่เป็นการเพียงพอ จะต้องเรียนรู้ถึงความเป็นมาในอดีตด้วย
มีการแบ่งยุคต่างๆของประวัติศาสตร์คริสตจักรไว้ทั้งหมด ๑๒ ยุคด้วยกัน คือ
ยุคแรกเรียกว่ายุคข่าวประเสริฐของพระเยซูคริสต์ (ปี กคศ. ๔-คศ. ๓๐)[1] นับตั้งแต่การเสด็จมาประสูติของพระองค์ ทรงกระทำพระราชกิจในโลกนี้ การทนทุกข์และสิ้นพระชนม์บนไม้กางเขน การฟื้นคืนพระชนม์และเสด็จสู่สวรรค์ จุดเน้นคือ “พระคริสต์ทรงเป็นศิลามุมเอก” และการกระทำตามพระมหาบัญชาของพระองค์คือ ออกไปประกาศข่าวแห่งความรอดจากกรุงเยรูซาเล็มและขยายวงออกไปจนถึงทั่วโลก
ยุคที่สองคือยุคแห่งพันธสัญญาใหม่ (ปี คศ. ๓๐-๑๐๐) เป็นช่วงเวลาของการตั้งคริสตจักร ประกาศข่าวประเสริฐแห่งการรอดพ้นจากความผิดบาป รับชีวิตนิรันดรในพระคริสต์ และขยายแผ่นดินของพระเจ้าออกไป รายละเอียดปรากฎอยู่ในพระธรรมกิจการตลอดทั้งเล่ม
ยุคที่สามเรียกว่า ยุคคริสตจักรคาทอลิกสากล (ปี คศ. ๑๐๐-๓๑๒) เป็นช่วงเวลาหน้าสิ่วหน้าขวาน ที่คริสตจักรของพระเยซูคริสต์ต้องเผชิญหน้ากับโลก ท่ามกลางการกดขี่ข่มเหงจากคนบาปที่ตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของมารซาตาน คริสเตียนได้พยายามปกป้องความเชื่อไว้อย่างมั่นคง มีคนจำนวนมากที่ยอมพลีชีพเพื่อพระคริสต์
ยุคที่สี่คือ ยุคคริสเตียนในจักรวรรดิโรมัน (ปี คศ. ๓๑๒-๕๙๐) ก่อนหน้านี้เรื่องของพระเยซูถือว่าเป็นสิ่งนอกรีตใครเป็นคริสเตียนมีความผิดตามกฎหมาย แต่ช่วงเวลาที่จักรพรรดิคอนสะแตนตินแห่งโรมได้หันมายอมรับนับถือศาสนาคริสต์ และประกาศให้บรรดาประชาราษฎร์นับถือตามอย่างของพระองค์ เรื่องของพระเยซูจึงกลายเป็นสิ่งถูกต้องตามกฎหมาย แต่ผลเสียที่ติดตามมาก็คือ มีคริสเตียนจอมปลอมจำนวนมาก และทำให้ความเชื่อของคริสตจักรอ่อนแอลง สันตปาปาองค์แรกแห่งยุคนี้ชื่อเกรกอรี่
ยุคที่ห้าคือคริสตจักรในยุคกลาง (ปี คศ. ๕๙๐-๘๐๐) เป็นห้วงเวลาที่โรมันคาทอลิกมีอิทธิพลอย่างเต็มที่ พระสันตปาปาชาร์ลสมัง (สันตะปาปาองค์แรกแห่งโรมันอันศักดิ์สิทธิ์)เป็นผู้ที่มีอำนาจสิทธิ์ขาดแต่เพียงผู้เดียว จะชี้นกเป็นนก ชี้ไม้เป็นไม้ และเป็นเวลาเดียวกันที่พวกมุสลิมแผ่อำนาจบุกเข้ามา
ต่อมายุคที่หกเรียกว่า ยุคจักรวรรดิโรมันอันศักดิ์สิทธิ์ (ปี คศ. ๘๐๐-๑๐๕๔) ในคริสตจักรเริ่มมีระบบศักดินา ถือว่าจักรพรรดิแห่งโรมันเป็นเหมือนเทพเจ้า มีการสร้างรูปเหมือนขึ้นมาให้ประชาชนกลราบไหว้บูชา
ยุคที่เจ็ดนี่โด่งดังมาก เป็นที่รู้จักกันดีคือยุคสงครามครูเสด กินเวลายาวนานพอสมควร (ปี คศ. ๑๐๕๔-๑๓๐๕) เรียกว่า “สงครามศักดิ์สิทธิ์” ที่คริสเตียนกับมุสลิมสู้รบกันอยู่เป็นเวลานาน สันตะปาปามีอำนาจอย่างเด็ดขาด ชี้ต้นตายปลายเป็น ในการระดมคนจำนวนมากไปสู้รบและตายในสงคราม
มาถึงยุคที่แปดคือ ยุคฟื้นฟูศิลปะและวัฒนธรรม และการเกิดขึ้นของรัฐต่างๆ (ปี คศ. ๑๓๐๕-๑๕๑๗) สันตะปาปาเลื่อมอำนาจลง เกิดการล่มสลายของคริสตจักรทางตะวันออก ผู้เชื่อพระเยซูคริสต์ต่างหันกลับมาศึกษาพระคริสตธรรมคัมภีร์อย่างจริงจัง
แล้วมาถึงยุคที่เก้าซึ่งสำคัญมากสำหรับคริสเตียนเรา นั่นคือ “ยุคปฏิรูป” ศาสนาจากนิกายโรมันคาทอลิกมาเป็นโปรเตสแตนท์ (ปี คศ. ๑๕๑๗-๑๖๔๘) นักบวชเยอรมันในนิกายโรมันคาทอลิกคนหนึ่งชื่อมาร์ติน ลูเธอร์ได้ทำการปฏิวัติมาเป็น “โปรเตสแตนท์” (Protestant : ปกป้องความเชื่อ) โดยเขียนข้อวินิจฉัย ๙๕ ประการติดไว้ที่ประตูพระวิหารแห่งเมืองวิทเทนเบอร์ก
ยุคที่สิบเรียกว่า ยุคเหตุผลนิยมและการฟื้นฟูจิตใจ (ปี คศ. ๑๖๔๘-๑๗๘๖) เป็นยุคที่มีความขัดแย้งกันระหว่างความมีเหตุผลทางด้านวิทยาศาสตร์กับความเชื่อในศาสนาคริสต์ เน้นให้มีการนับถือศาสนาอย่างมีอิสระ ขณะเดียวกันอีกด้านหนึ่งก็มีการอุทิศถวายตัวในความเชื่อที่แท้จริง และรับการฟื้นฟูจิตวิญญาณอย่างใหญ่หลวง
ยุคที่สิบเอ็ดคือ ยุคเสรีนิยม กล่าวถึงความเจริญก้าวหน้าและพันธกิจต่างๆ (ปี คศ. ๑๗๘๙-๑๙๑๔) เป็นยุคที่มีการปฏิวัติทางด้านอุตสาหกรรม เป็นช่วงที่สงครามโลกครั้งที่หนึ่งเกิดขึ้น สิ่งที่สั่นคลอนความเชื่อของคริสเตียนคือ เกิดมีลัทธิคอมมิวนิสต์ ลัทธิสังคมนิยม และลัทธิวัตถุนิยมขึ้นมา ทางด้านคริสตจักรก็ไม่น้อยหน้า มีพวกความเชื่อแบบหัวสมัย ใหม่ ที่เรียกว่า “ศาสนศาสตร์แนวเสรีนิยม” (Liberals) พวกเขาพยายามแย่งชิงพระสิริ โดยเปลี่ยนสิทธิอำนาจจากของพระเจ้าให้มาเป็นของมนุษย์
ยุคที่สิบสอง คือ ยุคอุดมการณ์สมัยใหม่ โลกนิยมและมนุษยนิยม (ปี คศ. ๑๙๑๔-ปัจจุบัน) เป็นช่วงที่เกิดสงครามโลกครั้งที่สอง และต่อด้วยสงครามเย็น เทคโนโลยี่ก้าวกระโดดไปอย่างรวดเร็ว กระแสของอิสลามมาแรง ลัทธิต่างๆเฟื่องฟู ผู้คนเน้นในเรื่อง “สิทธิมนุษยชน” และความเสมอภาคกัน คริสตศาสนาต้องเผชิญหน้ากับความทันสมัยและการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว
คริสตจักรที่จะอยู่รอดในยุคนี้ได้ จะต้องมีลักษณะดังต่อไปนี้
๑.คริสตจักรที่คล้อยตามกระแสของโลก
คริสตจักรแบบนี้สามารถปรับตัวได้เหมือนจิ้งจก เพราะประนีประนอมและอะลุ่มอล่วย ยอมรับค่านิยมของโลก ไม่แตะต้องเรื่องความผิดบาป ใครๆก็สามารถที่จะเป็นสมาชิกของคริสตจักรได้ เพียงแต่เข้ามาร่วมประชุม ถวายทรัพย์ และร่วมกิจการของคริสตจักร
๒.คริสตจักรที่เน้นความใหญ่โต
คริสตจักรแบบนี้จะพุ่งเป้าไปที่ความอลังการของอาคารโบสถ์ จำนวนสมาชิก และแสงสีเสียง พร้อมกับทุ่มทุนในการโฆษณาประชาสัมพันธ์ทางด้านรายการวิทยุและทีวี คริสตจักรออนไลน์ สอนแบบสร้างความคิดในแง่บวก (positive thinking)เน้นไปที่การสร้างการขยายกลุ่มเซลครอบคลุมทั่วเมือง
๓. คริสตจักรที่แยกตัวออกจากโลก
คริสตจักรแบบนี้มีไม่มากนัก เพราะเน้นการกลับใจบังเกิดใหม่ การสารภาพความผิดบาป ความบริสุทธิ์ของชีวิตของผู้เชื่อ การร่วมกิจกรรมฝ่ายวิญญาณ มีการศึกษาพระคัมภีร์และอธิษฐานอย่างจริงจัง แม้ว่าจะมีจำนวนผู้เชื่อไม่มากนัก แต่พวกเขาเข้มแข็งฝ่ายจิตวิญญาณ มีการขยายออกไปตั้งคริสตจักรใหม่ และส่งผู้รับของพระเจ้า(มิชชันนารี)ออกไปทำการทั้งในและต่างประเทศ.
[1] นักศาสนศาสตร์มีความเห็นพ้องกันว่า พระเยซูทรงประสูติในปี กคศ. ๔ ไม่ใช่ปี คศ. ๑ ตามที่หลายคนเข้าใจกัน ทั้งนี้สืบเนื่องจากความไม่ถูกต้องของปฏิทินในสมัยโบราณ








