วันโลกาวินาศ 2012
บทความเพื่อจิตวิญญาณ
วันโลกาวินาศ 2012
วันแห่งองค์พระผู้เป็นเจ้า?

ธวัช เย็นใจ
ใครที่ได้ดูหนังเรื่องนี้จะต้องรู้สึกขนพองสยองเกล้า
ภาพของมหาภัยพิบัติที่เกิดขึ้น ทุกสิ่งพังทลายไปต่อหน้าต่อตา
พายุ “จัดหนัก” แผ่นดินไหว ภูเขาไฟระเบิด ดินถล่ม สึนามิ ฯลฯ
มหานครอันใหญ่โตและสวยงามสวยงามของโลกถล่มทลายยับ
รูปปั้นของพระเยซูที่บราซิลหักโค่นลงอย่างไม่มีชิ้นดี
(ไหนว่ารูปปั้นที่ถือนี้ว่าศักดิ์สิทธิ์นี้จะช่วยปกป้องเมืองไว้ไง?)
ผู้คนตายกันเป็นเบือ ทุกอย่างพินาศไปหมดสิ้น
สิ่งนี้จะเกิดขึ้นในปี ๒๐๑๒ วันโลกาวินาศหรือ?
ข่าวฮือฮาเมื่อเดือนพฤษภาคมกลางปีที่แล้ว (๒๐๑๑) คือ เล่าลือว่าพระเยซูคริสต์จะเสด็จมา มีการเตรียมตัวกันอย่างเอิกเกริก แต่พอถึงเวลานัดหมายเข้าจริงๆ ปรากฏว่าทุกอย่างเงียบกริบ เมื่อปลายเดือนธันวาคม ๒๐๑๑ ก็มีเด็กชายคนหนึ่งชื่อ “ปลาบู่” ได้ทำนายว่าจะเกิดเหตุอาเพศขึ้นที่ภาคเหนือตอนบน คือเขื่อนขนาดใหญ่จะแตก และน้ำจะไหลทะลักเข้าท่วมเมืองในวันสิ้นปี ทำให้ผู้คนแตกตื่นหนีไปอยู่บนที่สูง กิจการท่องเที่ยวเขื่อนซบเซาลงอย่างทันตาเห็น ทำให้ขาดรายได้ไปมหาศาล จึงได้มีการฟ้องร้องต่อศาลเพื่อเอาผิดเด็กชายปลาบู่
โอ เด็กเอ๋ยเด็กน้อย ความรู้เจ้ายังด้อยเร่งศึกษา ตอนนี้ตกเป็นผู้ต้องหาซะแล้ว น่าเวทนา!
ตอนนี้ผู้คนใจจดจ่ออยู่กับวันที่ ๒๑ ธันวาคม ๒๐๑๒ ซึ่งเป็นวันสิ้นสุดในปฏิทินของชาวมายา และวันนั้นจะเป็น “วันสิ้นโลก” ยิ่งเมื่อไม่กี่วันมานี้ มีหมอผีชาวเม็กซิกันออกมาทำนายทายทักและสนับสนุนทฤษฎี “ความวิบัติและโลกแตก” ก็ยิ่งโหมตอกย้ำให้ผู้คนเชื่อด้วยความหวาดกลัวมากยิ่งขึ้น
มีคำทำนายว่า ในปี คศ. ๒๐๑๒ จะมีแสงสว่างมากที่สุดในแกแลกซี่ และสะท้อนไปยังดาวเคราะห์ที่โคจรอยู่รอบตัว สิ่งมีชีวิตบนโลกจะปั่นป่วนอย่างยิ่ง มีนักวิทยาศาสตร์คาดการณ์วันอันน่าระทึกขวัญไว้คือ ๒๑ ธันวาคม คศ. ๒๐๑๒ เรียกว่า Doom day 21/12/12 โดยคาดการณ์ว่า เป็นวันที่ดวงอาทิตย์จะเดินทางมาอยู่ยังศูนย์กลางของกาแลกซี่ ทำให้โลกลูกเล็กๆของเราสั่นคลอนและโยกเยกไปมาอย่างรุนแรง และปลิวไป จนกระทั่งอาจต้องดับสูญลง
นอกจากบางคนจะเชื่อตามปฏิทินของชาวมายาแล้ว เขายังอ้างถึงหลักฐานทางวิทยาศาสตร์อีกด้วยที่ระบุว่า ในวันเวลาดังกล่าวจะเกิดพลังลึกลับที่จะเปลี่ยนแปลงโลกไปตลอดกาล คือดวงอาทิตย์จะอยู่ห่างจากเส้นศูนย์สูตรมากที่สุด ในช่วงฤดูหนาวของปี คศ. ๒๐๑๒
ดวงอาทิตย์จะอยู่ในระนาบเดียวกับใจกลางของทางช้างเผือกเป็นครั้งแรกในรอบ ๒.๖ หมื่นปี นั่นหมายความว่า พลังทุกอย่างจะถลาโถมและเกิดการปะทะกันกับพลังทั้งที่มองเห็นและมองไม่เห็นตอนก่อนเที่ยงคืนของวันที่ ๒๑ ธันวาคม ๒๐๑๒ เวลา ๒๓.๑๑ น. (เวลาสากล คือ 11.11 pm)
ทุกสิ่งทุกอย่างจะถูกเปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิง ไม่มีอะไรที่เหมือนเดิมอีก สมมุติว่าหลังจากเหตุการณ์นั้นแล้ว ยังมีมนุษย์เหลือรอดอยู่บนโลก พวกเขาอาจจะจำตัวเองไม่ได้ เนื่องพลังที่ว่านี้จะส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงใน DMA นำมาซึ่งการกลายพันธุ์ มันช่างน่ากลัวจริงๆใช่ไหม?
บางคนอ้างข้อมูลทางธรณีวิทยาที่ชี้ให้เห็นว่า ในปีมหาวิบัติ (๒๐๑๒) เป็นเวลาที่ซุปเปอร์โวลคาโน หรือเรียก
ง่ายๆว่าภูเขาไฟใต้น้ำครบกำหนด ๗.๔ หมื่นปี ซึ่งจะต้องปะทุและระเบิดออกมา ผลที่ตามมาซึ่งหลีกเลี่ยงไม่ได้ก็คือ สึนามิ และส่วนใหญ่ภัยพิบัติจะเกิดขึ้น ณ ใกล้เคียงกับบริเวณเดิมที่เคยเกิดขึ้นมาแล้ว เหมือนที่เกิดกับญี่ปุ่นเมื่อเร็วๆนี้ แต่จะมีอานุภาพที่รุนแรงกว่า
แต่กระแสความเชื่ออีกด้านหนึ่งบอกว่า โลกไม่ได้ถึงจุดแตกดับด้วยการระเบิด แต่มันจะพินาศไปแบบเงียบเชียบ
โดยไม่ทันรู้เนื้อรู้ตัว ด้วย ”ภาวะโลกร้อน” มันจะเผาผลาญทุกสิ่งทุกอย่างบนโลกนี้ให้แห้งตายไปเอง นักการศึกษาเกี่ยวกับเรื่องนี้ลงความเป็นทางเดียวกันว่า ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีของโลก จะเป็นภัยคุกคามที่ย้อนกลับมาทำลายมนุษยชาติในท้ายที่สุดเสียเอง
พระคริสตธรรมคัมภีร์กล่าวถึง “วันแห่งองค์พระผู้เป็นเจ้า” (The Lord’s Day) ไว้อย่างมากมายหลายแห่ง และเรียกขานในชื่อที่แตกต่างกัน เช่น วันแห่งการพิพากษา (Doom Day) วาระสุดท้าย (The Last Day) บางพวกเห็นว่าเป็นวันแห่งความพินาศ แต่อีกพวกหนึ่งเห็นว่าเป็นวันแห่งความชื่นชมยินดี
พระเยซูได้ตรัสถึงวันสุดท้ายของโลกว่า “แต่พอความทุกข์ลำบากในวันเหล่านั้นหมดไปแล้ว ดวงอาทิตย์จะมืดไป และดวงจันทร์จะไม่ส่องแสง ดวงดาวทั้งหลายจะตกจากฟ้าสวรรค์ และบรรดาสิ่งที่มีอำนาจในฟ้าสวรรค์จะถูกทำให้หวั่นไหว เมื่อนั้น หมายสำคัญแห่งบุตรมนุษย์จะปรากฎขึ้นในท้องฟ้ามนุษย์ทุกชาติทั่วโลกจะทุกข์โศก แล้วจะเห็นบุตรมนุษย์เสด็จมาบนเมฆในท้องฟ้า” (มธ. ๒๔.๒๙)
วันแห่งองค์พระผู้เป็นเจ้าในพระคัมภีร์เดิม
ชนชาติอิสราเอลในสมัยก่อนโน้นต่างรอคอยวันที่พระเจ้า(ยาเวห์)จะเสด็จมาครอบครองในฐานะพระมาซีฮาห์หรือภาษากรีกเรียกว่า “พระคริสต์” แล้วพระองค์จะทรงจัดระเบียบของโลกนี้เสียใหม่ แก้ไขสิ่งที่ผิดๆอยู่ให้มันเข้าที่เข้าทาง พร้อมกับตั้งความยุติธรรมแห่งสวรรค์ขึ้นใหม่ พวกเขาเรียกวันอันยิ่งใหญ่นี้ว่า “วันแห่งองค์พระผู้เป็นเจ้า”
อิสยาห์ได้รับการดลใจจากพระเจ้า และเขียนคำทำนายว่า วันหนึ่งจะมาถึงอย่างแน่นอน พระเจ้าจะเสด็จมาเพื่อต่อสู้กับความอสัตย์อธรรมต่างๆ ทำลายคนจองหองและต่อสู้พระองค์ พังพวกรูปเคารพทั้งหลาย เวลานั้นโลกจะสะเทือนสะท้าน และพระเจ้าองค์เดียวเท่านั้นจะได้รับการยกย่องเทิดทูน (อสย. ๒.๑๒-๒๐)
ความน่ากลัวแห่งวันพิพากษาของพระเจ้ายังได้รับการบันทึกในอิสยาห์ ๑๓.๖,๙ ว่า “วันแห่งองค์พระผู้เป็นเจ้ามาใกล้แล้ว วันนั้นจะเป็นวันแห่งการทำลาย...วันแห่งพระพิโรธ ทำให้แผ่นดินร้างเปล่า และคนบาปถูกทำลายไปจนหมดสิ้น” ดูรายละเอียดเพิ่มเติมในพระธรรมเศฟันยาห์ ๑.๑๔-๑๖ และเศคาริยาห์ ๑๔.๙ ซึ่งเป็นการทำนายถึงเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นในเวลาอันใกล้ ที่ประเทศยูดาห์จะถูกลงโทษจากพระเจ้าเพราะไปนมัสการพระอื่น แต่ขณะเดียวกันยังเล็งถึงวันขององค์พระผู้เป็นเจ้าที่จะมาถึงในอนาคตด้วย
วันแห่งองค์พระผู้เป็นเจ้าก่อให้เกิดผล ๒ ด้านคือ
(๑) ด้านบวก จะมีความเดือดร้อนอย่างหนัก ผู้คนในสมัยนั้นแน่ใจว่า พระเจ้าจะทรงทำลายคนที่ไม่เชื่อพระเจ้า และคนที่เป็นศัตรูของชนชาติอิสราเอล แล้วพระองค์จะนำชาวยิวไปสู่ความเจริญรุ่งเรือง และมีเสรีภาพอย่างแท้จริง เรียกว่ายุค “ฟ้าสีทอง ผ่องอำไพ” (อิสราเอลจะเป็นใหญ่ในแผ่นดิน) อ่านเพิ่มเติมได้ในพระธรรม ยรม. ๔๖.๑๐, ศฟย. ๓.๑๖-๒๐)
(๒)ด้านลบ ในวันแห่งองค์พระผู้เป็นเจ้านั้นเอง คนอิสราเอลลืมไปว่า พวกเขาเองก็จะต้องถูกพระเจ้าพิพากษาลงโทษพวกยิวด้วย “วิบัติเจ้าผู้ปรารถนาวันแห่งพระเจ้า(ยาเวห์) เจ้าปรารถนาวันแห่งพระเจ้าไปทำไม? วันนั้นเป็นวันแห่งความมืด มิใช่ความสว่าง” (อมส. ๕.๑๘)
เวลานั้นแหละขอให้เราคอยดู จะมีการพิสูจน์ว่าใครเป็นคนของพระเจ้าอย่างแท้จริง โยเอลได้บรรยายภาพไว้อย่างน่ากลัวว่า ท้องฟ้าและแผ่นดินจะเป็นเลือด (อาจจะเป็นเลือดจริงๆหรือเป็นสีเลือด) เป็นไฟและลำควัน ดวงอาทิตย์จะกลายเป็นความมืด ดวงจันทร์จะกลายเป็นเลือด ก่อนวันแห่งพระเจ้า(ยาเวห์)มาถึง คือวันอันยิ่งใหญ่และสยดสยอง
แต่ขณะเดียวกันก็มีข่าวแห่งความหวังและที่น่าชื่นชมยินดีอยู่ด้วยคือ “แล้วจะเป็นอย่างนี้คือ ทุกคนที่ร้องทูลออกพระนามของพระเจ้า(ยาเวห์)จะรอด” (ยอล. ๒.๓๐-๓๒) พระคัมภีร์ตอนนี้ถูกอ้างในวันเทศกาลเพนเตคอส (กจ. ๒.๑๗-๒๑) และในข้อเขียนของเปาโลในพระธรรมโรมด้วย (รม. ๑๐.๑๓)
พระคัมภีร์ข้อนี้คงไม่ได้หมายความว่า พอถึงวันสุดท้ายของโลก ใครๆที่ตะโกนว่า “พระเจ้าช่วยด้วย” หรือพระเยซูเป็นพระผู้ช่วยให้รอด ก็สามารถพ้นจากการภัยพิบัติและการพิพากษาได้ แต่ตามหลักการของพระคัมภีร์คือ เขาคนนั้นจะต้องรู้สึกสำนึกตัวว่า เป็นคนผิดบาป และกลับใจเสียใหม่ ต้อนรับเอาพระเยซูเข้ามาในใจ และมีชีวิตนิรันดร์ (ตามหลักการในพระธรรม รม. ๓.๒๓, ๖.๒๓, ๑ ยน. ๑.๙, ยน. ๑.๑๒)
วันแห่งองค์พระผู้เป็นเจ้าในพระคัมภีร์ใหม่
ประการแรก ในทัศนะของคริสเตียนได้ถือว่า วันของพระผู้เป็นเจ้าเริ่มต้นเมื่อพระเยซูคริสต์ได้เสด็จเข้ามาประสูติในโลกนี้ และทรงกระทำพระราชกิจต่างๆท่ามกลางมนุษย์ทั้งปวง การเทศนาสั่งสอนเรื่องแผ่นดินของพระเจ้า การประกาศให้ผู้คนกลับใจเสียใหม่ นำคนผิดบาปให้ออกจากความมืดแห่งอำนาจของผีมารซาตาน มาถึงความรอดและชีวิตนิรันดร์
(มธ. ๓.๑๑-๑๒, ๔.๑๔-๑๗, กจ. ๒.๑๖-๒๑)
ประการที่สอง วาระสุดท้ายของโลกที่เรียกว่า “วันสุดท้าย” (The Last Day) ได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว แต่ยังไม่ถึงจุดสูงสุด จะค่อยๆทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ คือ การที่พระเจ้าได้เทพระวิญญาณลงบนมนุษย์ ผู้เชื่อวางใจในพระองค์จะเห็นนิมิตและเผยพระวจนะ (กจ. ๒.๑๗)
ยุคปัจจุบันที่น่ากลัวมากเรียกว่ายุคสุดท้าย พระคัมภีร์บอกว่า “แต่จงเข้าใจข้อนี้ วาระสุดท้ายนั้นจะเป็นเวลาที่น่ากลัว เพราะผู้คนจะเห็นแก่ตัว รักเงินทอง โอ้อวด เย่อหยิ่ง ชอบดูหมิ่น ไม่เชื่อฟังพ่อแม่ อกตัญญู ชั่วร้าย ไร้มนุษยธรรม ไม่ให้อภัยกัน ใส่ร้ายกัน ไม่ยับยั้งชั่งใจ ดุร้าย เกลียดชังความดี ทรยศ มุทะลุ โอหัง รักความสนุกยิ่งกว่ารักพระเจ้า ยึดถือทางของพระเจ้าแต่เพียงเปลือกนอก แต่ปฏิเสธฤทธิ์เดชของท่านนั้น” (๒ ทธ. ๓.๑-๕)
ในที่สุดก็มาถึงยุคสุดท้ายที่เรียกว่า “วันแห่งองค์พระผู้เป็นเจ้า” คือวาระที่พระเยซูคริสต์เสด็จมาเป็นครั้งที่ ๒ จะ
มีการพิพากษามนุษย์ทุกคน “พระองค์จะทรงวินิจฉัยระหว่างประชาชาติทั้งหลาย และจะทรงตัดสินความให้ชนชาติจำนวนมาก” (อสย. ๒.๔) เรียกว่าเป็นวันแห่งความทุกข์ยากลำบากจริงๆ เมื่อเกิดการสั่นสะเทือนสะท้าน ตะวันดับมืดไป พระองค์ทรงปรากฎพระกายขึ้นในท้องฟ้า ด้วยฤทธิ์อำนาจและรัศมีภาพ พร้อมด้วยเหล่าทูตสวรรค์และเสียงแตรดังสนั่น แล้วทรงรวบรวมคนของพระองค์ไปยังสวรรค์ คนนอกนั้นจะถูกพิพากษาให้พินาศในบึงไฟนรก (มธ. ๒๔.๒๙-๓๑)
ดูรายละเอียดของการพิพากษาได้ในมัทธิว ๒๕.๓๑-๔๖
ในวันนั้น พระเจ้าจะทรงเทพระพิโรธของพระองค์ลงมาสู่บรรดามนุษย์ที่ดื้อดึงและกบฏ (มธ. ๒๔.๒๑, ๒ ธส. ๑.๘, วว. ๖.๑๗, ๑๔.๙-๑๑, ๑๖.๒) ส่วนคริสเตียนที่แท้จริงนั้น พระองค์จะทรงปกป้องรักษาไว้อย่างปลอดภัย (วว. ๗.๑-๓, ๙.๔) เปาโลยืนยันว่า “เราจะพ้นจากพระพิโรธของพระเจ้าโดยพระองค์” (รม. ๕.๙) “เรารอคอยพระบุตรของพระเจ้าจากสวรรค์” และ “เพราะว่าพระเจ้าไม่ได้ทรงกำหนดเราไว้สำหรับพระพิโรธ แต่สำหรับรับความรอด โดยพระเยซูคริสต์องค์พระผู้เป็นเจ้าของเรา” (๑ ธส. ๑.๑๐, ๕.๙)
พระเยซูคริสต์ได้ตรัสบรรดาผู้เชื่อในวาระสุดท้ายว่า พระองค์จะเสด็จกลับมาในเร็วๆนี้ แต่ไม่ได้บอกถึงกำหนดวันเวลาที่แน่นอน ดังนั้น เราไม่จำเป็นต้องรู้ถึงวันเวลาที่โลกกาจะพินาศ แต่พระองค์ทรงบอกให้ทุกคนเตรียมตัว เตรียมใจและเตรียมจิตวิญญาณให้พร้อมไว้
“เพราะใกล้จะถึงเวลานั้นแล้ว จงให้คนอธรรมประพฤติอธรรมต่อไป
จงให้คนโสมมประพฤติการโสมมต่อไปและจงให้คนบริสุทธิ์เป็นคนบริสุทธิ์ต่อไป”
พระองค์ตรัสต่อไปว่า“เราจะมาในเร็วๆนี้ แน่นอน...
เราจะนำบำเหน็จของเรามาด้วย เพื่อตอบแทนการกระทำของแต่ละคน
เราคืออัลฟาและโอเมกา เป็นเบื้องต้นและเป็นเบื้องปลายเป็นปฐมและเป็นอวสาน”
(วว. ๒๒.๑๐-๑๕, ๒๐)
สำหรับคริสเตียนแท้เชื่อในคำตรัสของพระเยซู คือเตรียมตัวให้พร้อมไว้เสมอ หากพระองค์เสด็จมาคืนนี้ หรือสัปดาห์ หรือเดือนหน้า หรือปีหน้า หรืออีกสิบปีข้างหน้า นั่นไม่เป็นปัญหาเลย “พระเจ้าจะทรงรับพวกเราซึ่งยังมีชีวิตอยู่ขึ้นไปในเมฆพร้อมกับคนเหล่านั้น และจะได้พบกับองค์พระผู้เป็นเจ้าในฟ้าอากาศ อย่างนั้นแหละ เราก็จะอยู่กับองค์พระผู้เป็นเจ้าเป็นนิตย์” (๑ ธส. ๔.๑๗)
ไปด้วยกันนะครับ.
หมายเหตุ :
บทความต่อไปเป็นเรื่อง “ปฏิทินมายา” โดยเฉพาะ โปรดติดตาม








