บทเพลงแห่งความรัก
บทความเพื่อชีวิตที่ดีกว่า
บทเพลงแห่งความรัก
ของซาโลมอน
ธวัช เย็นใจ
บางคนเปรียบกษัตริย์ซาโลมอนเหมือนกับ “คาสโนวา” ซึ่งเป็นนักรักบันลือโลก ก็อาจจะจริงในบางด้าน ลองมาดูบทประพันธ์ของพระองค์ในเพลงซาโลมอนว่าหวานแหววแค่ไหน
“ระลึกถึงริมฝีปากฝากจูบฉัน
ใจกระสันสุดซึ้งคะนึงหา
รักของเธอสดชื่นรื่นอุรา
หวานยิ่งกว่าเหล้าองุ่นละมุนละไม
ชื่อของเธอทำให้ฉันใฝ่นึก
หวนระลึกกลิ่นสุคนธ์ฤาทนไหว
ในโลกนี้ไม่มีสตรีใด
สุดอดใจรักเธอเพ้อรำพัน”
(เพลงซาโลมอน ๑.๒-๓)[1]
ตลอดหลายยุคสมัยที่ผ่านมา มีการตีความในเพลงของซาโลมอนแตกต่างกันไป บางคนว่าเป็นนิทานเปรียบ เทียบ บางคนว่าเป็นบทเพลงแต่งงานของชาวซีเรีย แต่บ้างก็ว่าเป็นบทเพลงทางศาสนาที่บูชาความอุดมสมบูรณ์ หรือเป็นเพลงที่กล่าวถึงความรักของมนุษย์ปุถุชนนี่เอง
ส่วนมากจะตีความหนังสือเล่มนี้ในแง่ของฝ่ายจิตวิญญาณ ในหนังสือคู่มืออธิบายพระคัมภีร์ของชาวยิว (คือหนังสือมิชชาห์ ทัลมุด และทาร์กุม) ได้มองดูบทเพลงของซาโลมอนเป็นภาพที่ฉายชัดเจนระหว่างความรักของพระเจ้า ที่มีต่อชนชาติอิสราเอล
ในยุคบรรพชนของคริสตจักรก็เห็นคล้อยในทำนองเดียวกัน ซึ่งมีฮิปโปไลทัส ออริเจน เจอโรม อาธานาเซียส ออกัสตินและเบอร์นาร์ด[2] ต่างก็มองหนังสือเพลงของซาโลมอนเป็นการเปรียบเทียบระหว่างความรักของพระคริสต์กับผู้เชื่อวางใจ(คริสตจักร)ของพระองค์
“ผิวกายฉันดำขำคล้ำเพราะแดด
ซึ่งเผาแผดฉวีวรรณฉันเสมอ” (๑.๕)
พระคัมภีร์ฉบับล่าสุดแปลดังนี้ “โอ บุตรีแห่งเยรูซาเล็มเอ๋ย ผิวฉันดำ แต่ว่าน่ารัก ดังวิสูตรของกษัตริย์ซาโลมอน”[3] อีกฉบับหนึ่งว่า “ผิวฉันดำๆ แต่ว่าดำขำ”[4] นักการศึกษาพระคัมภีร์ได้ตีความว่า คริสตจักรมีสีดำเนื่องด้วยความผิดบาป
เป็นที่น่ารังเกียจเดียดฉันท์อย่างยิ่ง แต่เมื่อได้รับการชำระด้วยพระโลหิตของด้วยพระโลหิตของพระเยซูคริสต์แล้ว กลายเป็น “ดำขำ” คือดำอย่างน่ารัก (ในสมัยก่อนหญิงไทยที่ผิวคล้ำมักจะมีชื่อว่า งามขำ หรือคมขำ คือเธองดงามอย่างน่ารัก) เหมือนอย่างที่อีกฉบับหนึ่งแปลว่า “ดิฉันผิวคล้ำดั่งเต็นท์ของคาร์ดาก็จริง แต่ก็งามน่ารักเหมือนม่านเต็นท์ของซาโลมอน”[5]
นักวิชาการสายอีแวนเจลิคอล(อนุรักษ์นิยม)หลายคนมองหนังสือเล่มนี้เป็นภาพเปรียบเทียบ โดยที่ซาโลมอนนั้นเล็งถึงพระคริสต์ และเจ้าสาวเป็นภาพเล็งถึงคริสตจักร จากนั้นก็แยกแยะออกเป็น ๓ ตอนใหญ่ๆด้วยกัน เพื่อให้เข้าใจง่ายขึ้น คือ
(๑)การเกี้ยวพาราสีกัน
กล่าวไว้ในบทที่ ๑.๒-๓.๕ เมื่อหนุ่มสาวเกิดต้องตาต้องใจกันแล้ว ก็เป็นช่วงที่มีการสร้างความสัมพันธ์ คนไทยว่า “ทอดสะพาน” มีการพูดจาปราศรัย ใช้เวลาใกล้ชิดกันเพื่อจะดูนิสัยใจคอของกันและกัน ช่วงนี้ทุกอย่างมันอาจดูดีไปหมด
ทุกคนอาจงัดเอาสิ่งที่ดีๆของตนเองออกมาโชว์ เขาเรียกว่า “ช่วงโปรโมชั่น” ทุกอย่างถูกตาถูกใจและเออออไปเสียทั้งหมด
ชีวิตของทั้งสองมีแต่ “ดอกไม้ สายลมและสองเรา”
ทำให้คิดถึงตอนที่เราพบกับพระเยซูคริสต์ “ตกหลุมรักพระองค์” และได้รับชีวิตใหม่ ตอนนั้นมีแต่ความตื่นเต้น ตื่นตาและตื่นใจ สิ่งใหม่ๆเกิดขึ้นทำให้เซอร์ไพรซ์อยู่ทุกวัน อยากจะนมัสการ อธิษฐาน อ่านพระคัมภีร์ ประกาศ เป็นพยาน สามัคคีธรรมกับพระองค์และกับพี่น้องคริสเตียน โดยไม่รู้สึกเบื่อหน่ายใช่ไหม?
แต่ขณะนี้เป็นอย่างไรบ้าง? หมดช่วงโปรโมชั่นหรือยัง?
(๒)การแต่งงานกัน
กล่าวไว้ในเพลงซาโลมอนบทที่ ๓.๖-๕.๑ จะเห็นความรักของหนุ่มสาวเมื่อสุกงอมแล้ว ก็ไปถึงจุดของลงแต่งงานร่วมหอลงโรงกัน เป็นคู่ผัวตัวเมีย บรรยากาศมันยิ่งตื่นเต้นกว่าตอนที่รักกันเสียอีก มีอะไรใหม่ๆที่ต้องค้นหาและเรียนรู้ด้วยกันอยู่ตลอดเวลา นิสัยใจคอที่แท้จริงจะถูกเปิดเผยออกมาแบบ “ตัวจริง เสียจริง” เลยทีเดียวแหละ สิ่งที่ชอบและไม่ชอบ ทั้งสองคนจะต้องปรับตัวเข้าหากัน บางคู่ที่จูบคลื่นเข้าหากันไม่ได้ ก็อาจจะบอกแก่ตนเองว่า “รู้งี้อยู่เป็นโสดเสียดีกว่า” แต่หากว่าสามารถปรับตัวปรับใจได้แล้ว ชีวิตครอบครัวก็มีแนวโน้มที่จะราบรื่นและมีความสุข
เมื่อเราตัดสินใจว่า จะติดตามพระเยซูคริสต์ ใช้ชีวิตร่วมกับพระองค์ไปจนกว่าชีวาจะดับดิ้น บางครั้งมันไม่ได้ง่ายเหมือนดังที่วาดหวังเอาไว้ จะมีปัญหามากมายหลายอย่างที่เกิดขึ้น ทั้งที่รู้ตัวและไม่รู้ล่วงหน้า มารซาตาน ความผิดบาปและเนื้อหนังจะจู่โจม และทำให้ท้อแท้ใจอยากจะเลิกรากลับไปทางเดิม
การหย่าร้างเป็นบาปและมีผลเสียมากมายฉันใด การจับคันไถแล้วหันหน้ากลับเสียก็มีผลร้ายแรงฉันนั้น
(๓)การเติบโตและรับพระพรในชีวิตสมรส
กล่าวในบทเพลงซาโลมอน บทที่ ๕.๒-๘.๔ แจ็ค เอส เดียร์ ได้กล่าวว่า “เพลงซาโลมอนท่อนนี้กล่าวถึงความเติบโตในชีวิตสมรสของคู่สามีภรรยา มีความลึกซึ้ง ความชื่นชมยินดี และความปรารถนาทางกายในคืนวันแต่งงานไม่ได้จืดจางไปเหมือนกับคู่สมรสอีกหลายๆคู่...”
เหมือนบทกลอนที่ว่า “แรกรักน้ำต้มผักต้มขมชมว่าหวาน ครั้นจืดจางห่างเหินไปเนิ่นนาน ถึงน้ำตาลก็ว่าเปรี้ยวไม่เหลียวแล” กระมัง
“ทั้งสองสามีภรรยาได้หล่อเลี้ยงชีวิตร่วมกัน เพื่อความชื่นชมยินดีในชีวิตสมรสจะมีเพิ่มขึ้น ยิ่งนับวันยิ่งรักและเอาใจใส่กันมากขึ้น แต่ขอให้เข้าใจว่า ในชีวิตสมรสนั้นจะมีปัญหาอย่างแน่นอน แต่ทุกปัญหาจะต้องจบลงด้วยความเข้าใจอันดีต่อกัน เข้าทำนอง “ยามสุขร่วมเสพ ยามทุกข์ร่วมต้าน” นั่นแหละ
นี่เป็นชีวิตของคริสเตียนจริงๆ พระเยซูจะต้องช่วยในการประคองประคองจิตวิญญาณของเรา ให้ก้าวตามพระองค์ไปอย่างสง่างาม แม้ว่าจะมีปัญหามากมาย แต่ปัญหาเหล่านั้นจะช่วยทำให้ชีวิตของเราเติบโตขึ้นอีกขั้นตอนหนึ่ง ยิ่งร่วมชีวิตเคียงบ่าเคียงไหล่กับพระองค์ไปนานเท่าใด ก็ยิ่งเรียนรู้และได้รับพระพรมากเท่านั้น
ชีวิตของคริสเตียนจะไม่อยู่ในลักษณะ “ยิ่งสูงยิ่งหนาว” อีกต่อไป เพราะเรามีพระเยซูผู้ทรงรักเราอยู่เคียงข้างตลอดเวลา และความรักของทั้งสองฝ่ายจะคุโชนมากขึ้นทุกวัน
ดังที่เพลงซาโลมอน ๘.๖-๗ (ฉบับประชานิยม)กล่าวไว้....
“เธอผู้เดียวเท่านั้นที่ฉันรัก
อย่าสมัครกอดใครอื่นในหล้า
กอดแต่ฉันผู้เดียวเถิดแก้วตา
แม้ชีวาสละได้ตายก็ยอม
อันความรักเหมือนเพลิงเริงพิโรธ
มีเหี้ยมโหดหวงหึงรำพึงถนอม
มีอำนาจเท่าความตายมิวายตรอม
แกร่งกล้าย้อมจิตปลุกทุกๆคน
ความรักนี้มีพิษฤทธิ์ลึกลับ
มีประดับโลกไว้ให้ฉงน
ถึงน้ำมากท่วมฟ้ากล้าผจญ
ไม่เป็นผลดับรักได้สักครา
คนจมน้ำดื่มด่ำต้องสำลัก
ก็มักดับชีวังสิ้นสังขาร์
แต่น้ำรักเลิศล้ำฉ่ำอุรา
ถึงท่วมฟ้าไม่รู้จักสำลักตาย
ถ้าหากใครพยายามซื้อความรัก
คนเขามักนินทาว่าเสียหาย
ค่าของรักสุดสรรมาบรรยาย
รักเป็นนายศักดิ์สิทธิ์มีฤทธา”
[1] ฉบับประชานิยม ๑๙๗๑
[2] หาอ่านเรื่องราวของผู้นำคริสตจักรเหล่านี้ได้จากหนังสือ “ประวัติศาสตร์คริสตจักร” ของ ดร. เดนิส เจ มอค และหนังสือ “ประวัติศาสตร์คริสตจักร” ของ ดร. ศจ. เดวิด ฟิวเบค
[3] ฉบับมาตรฐาน ๒๐๑๑
[4] ฉบับ ๑๙๗๑
[5] ฉบับอมตธรรมร่วมสมัย ๒๐๑๐








