ตกปลาในกระชัง
บทความเพื่อผู้นำจิตวิญญาณ
ตกปลาในกระชัง
ธวัช เย็นใจ
ขณะเมื่อพระเยซูเสด็จไปตามชายทะเลกาลิลี
ก็ทอดพระเนตรเห็นชาวประมงสองคน คือซีโมนและ
อันดรูว์น้องของซีโมน กำลังทอดแหอยู่ในทะเลสาบ
พระเยซูตรัสกับพวกเขาว่า “จงตามเรามา เราจะตั้ง
พวกท่านให้เป็นผู้หาคนเหมือนหาปลา
พวกเขาก็ละแหตามพระองค์ไปทันที”
(มก. ๑.๑๖-๑๘)
เมื่อวานนี้ฝนได้กระหน่ำลงมาอย่างหนัก เราขับรถกลับจากโบสถ์ด้วยความเย็นชุ่มฉ่ำ ระยะทางห่างจากบ้านพักประมาณ ๑๕ กิโลเมตร คนหนึ่งในทีมของเราเล่าด้วยความตื่นเต้นว่า “นี่เป็นไปตามคำพยากรณ์ของโลมาเปี๊ยบเลย” เราก็ให้แปลกใจว่า ทำไมจึงเป็นคำทำนายของปลาโลมา?
“ก็ตอนที่พวกเราไปดำน้ำดูปะการังที่เกาะสิมิลัน คนขับเรือได้เห็นปลาโลมาฝูงใหญ่นับร้อยๆตัวว่ายเข้าฝั่ง พวกเขาก็รู้ได้ทันทีว่า อีกหนึ่งหรือสองวันฝนจะตกและจะเกิดพายุอย่างแน่นอน เพราะปลาโลมาเหล่านี้จะหนีคลื่นยักษ์ในทะเลมาหลบอยู่ตามเกาะแก่งต่างๆ เพื่อความปลอดภัย นักท่องเที่ยวเห็นแล้วอาจจะตื่นเต้น แต่สำหรับบริษัทท่องเที่ยวถือว่านี่เป็นโชคร้ายมากๆ เพราะจะไม่สามารถพานักท่องเที่ยวออกไปทะเลได้ ซึ่งทำให้เสียรายได้ไป”
ทำให้มีบทเรียนว่า สิ่งที่ดีสำหรับคนหนึ่ง อาจจะเป็นสิ่งเลวร้ายสำหรับอีกคนหนึ่งได้เหมือนกัน!
เราแวะกินก๋วยเตี๋ยวที่ตลาดในเมือง สังเกตเห็นว่าส่วนใหญ่พวกลูกจ้างร้านขายของแถวนี้จะเป็นคนมาจากฝั่งพม่า เพราะพูดไทยไม่ชัดและมีทางท่าแปลกๆนิดหน่อย มาถึงบางอ้อเมื่อพบกับเพื่อนในวันต่อมา เขาเล่าให้ฟังว่า ชาวพม่าเป็นแรงงานที่ราคาถูก เลี้ยงง่าย ขยัน ใช้คล่อง ไม่มีข้อต่อรองมากเหมือนแรงงานคนไทย พม่าเหล่านี้ส่วนใหญ่แล้วจะอพยพข้ามชายแดนมาทั้งครอบครัว ดังนั้น เราจึงเห็นลูกเด็กเล็กแดงวิ่งเล่นขวักไขว่ไปหมด
“ที่นี่เป็นสวรรค์สำหรับชาวพม่า” เขาเล่าให้เราฟังต่อ “คนไทยหลายคนมีสวนยางพาราและจ้างคนพวกนี้ดูแลและกรีดยาง โดยแบ่งรายได้กัน ๖๕ ต่อ ๓๕ คือเจ้าของสวนจะได้ ๖๕ เปอร์เซ็นต์ ส่วนลูกจ้างจะได้ ๓๕ เปอร์เซ็นต์ และเจ้าของสวนจะต้องให้ข้าวสารเพื่อเลี้ยงดูคนงานเหล่านี้ด้วย พม่าบางคนได้ส่วนแบ่งถึงเดือนละ ๔-๕ หมื่นบาท...ไม่น่าเชื่อ แต่เป็นความจริง!
ทำให้คิดถึงแรงงานไทยที่ไปทำงานในอเมริกา คนเหล่านี้ตั้งใจมุ่งมั่นอย่างเต็มที่ไปขุดทอง จึงมีความขยันขันแข็งทำงานหามรุ่งหามค่ำ บางคนแบกสองจ๊อบสามจ๊อบ กินอยู่แบบง่ายๆ ประยัดในทุกทาง ทำให้มีเงินเหลือเก็บและส่งกลับมาบ้านอย่างเป็นกอบเป็นกำ เหมือนดังคำที่บอกว่า “คนขยันไม่มีวันอดตาย”
วันนี้เรามีนัดกับเพื่อนมิชชันนารีคนหนึ่ง ซึ่งมาอยู่แถบนี้หลายปีแล้วตั้งแต่ครั้งเกิดสึนามิใหม่ๆ เขาจะพาเราไปที่
กระชังปลาที่อยู่ริมเกาะกลางทะเล เขาเตรียมอุปกรณ์ต่างๆ เช่น ถุงยางชูชีพ เพื่อความปลอดภัย ถังน้ำแข็งที่ใส่ขวดน้ำดื่ม จากนั้นเราก็ลงเรือแบบประมงพื้นบ้าน โดยมีผู้นำคริสตจักรคนหนึ่งเป็นคนขับ วันนี้ทะเลเรียบ แดดไม่จ้า เพราะมีเมฆฝนตั้งเค้ามาทางทิศตะวันตก เรือแล่นอ้อมเกาะไปราว ๑๕ นาทีเราก็มาถึงกระชังปลา ที่นี่มีครอบครัวหนึ่งเป็นคนเฝ้าดูแล(เข้าใจว่าเป็นชาวพม่าเช่นกัน เพราะพูดภาษาไทยไม่ชัด)
มีกระชังเรียงรายยาวประมาณ ๔๐-๕๐ กระชัง มีตาข่ายขึงอยู่ข้างใต้ ที่ขอบกระชังเป็นก้อนโฟมขนาดใหญ่เพื่อยกขอบกระชังให้พ้นน้ำ มีไม้กระดานและเหล็กพาดเป็นทางยาวไปทั่วบริเวณ สำหรับเดินให้อาหารปลา แต่ละกระชังมีปลามากมายหลายหลากชนิด ตั้งแต่ตัวเล็กกระจิ๋วที่เพิ่งซื้อมาใหม่นับหมื่นตัว จะต้องใช้เวลาขุนอีกหลายเดือนกว่าจะโตพอที่จะขายได้
“เรารับชื้อปลาจากชาวประมงด้วย เพื่อเอามาขุนให้โต แล้วขายให้แก่ร้านอาหารทะเล” เพื่อนมิชชันนารีบอกเรา “ทางร้านเขาจะเอาเรือมารับซื้อถึงที่ ใครที่ให้ราคาดี เราก็ขายให้แก่คนนั้น”
พวกเราบางคนถามว่า “จะตกปลาในกระชังได้ไหม?”
“เอาเลย” เพื่อนของเราบอก “พร้อมกับหยิบเอ็นพร้อมกับเบ็ด และเกี่ยวปลาเล็กๆยื่นให้ บอกว่า “โยนลงในบ่อเลยนะ”
เพียงไม่ถึงห้านาทีก็มีเสียงหลายคนร้องตะโกนด้วยความดีใจ “ติดแล้ว ติดแล้ว”
พวกเราหันไปดูก็เห็นเขากำลังดึงปลาเก๋าตัวขนาดใหญ่ขึ้นจากกระชัง มันดิ้นรนต่อสู้เพื่อให้หลุดจากเบ็ด ใครบางคนรีบคว้าเอาสวิงไปรองรับ จากนั้นก็เอาปลาไปใส่ในถัง และใครบางคนอีกนั่นแหละที่คว้าได้ค้อนอันหนึ่งทุบลงไปที่หัวของมันหลายทีจนกระทั่งแน่นิ่ง
“นี่คืออาหารมื้อเที่ยงของพวกเรา” มิชชันนารีบอก
“อุปสรรคของการเลี้ยงปลาในกระชังมีบ้างไหม?” เราเปลี่ยนเรื่อง
“มีหลายอย่าง” เขาตอบ “อย่างแรกเกี่ยวกับน้ำ ถ้าฝนตกหรือน้ำทะเลลงมากๆ จะมีน้ำจืดไหลลงมา ทำให้ปลาไม่กินอาหารและเติบโตช้า นอกจากนั้นยังถูกรบกวนจากสัตว์ต่างๆ เช่น พวกตะกวด หรือตัวเงินตัวทอง หนู งู ที่มันมักจะว่ายน้ำข้ามมาขโมยปลากิน ดังนั้น เราจึงต้องเลี้ยงหมาไว้ในเพิงบนกระชังเพื่อช่วยให้การเฝ้า มีแมวที่คอยจับหนูกิน วันก่อนเรายิงได้ตะกวดตัวหนึ่งยาวเกือบสองเมตร คนงานเอามาแร่ทำอาหารกินกันอย่างเอร็ดอร่อย”
บทเรียนฝ่ายจิตวิญญาณจากเรื่องนี้ คือ
ประการแรก เราคิดถึงพระราชกิจของพระเยซูคริสต์ ที่ออกไปประกาศข่าวประเสริฐเรื่องแผ่นดินสวรรค์ สถานที่พระองค์ไปบ่อยๆก็คือริมทะเลสาบกาลิลี ที่นั่นมีผู้คนมากมายที่พร้อมจะรับฟังเรื่องราวแห่งความรอด เหมือนกับการที่จะได้ปลาจะต้องออกไปยังที่ปลาอยู่ ไม่ใช่เป็นการตั้งสวิงหรือแหไว้ที่บ้านและรอให้ปลามันเข้ามาเอง ไม่มีวันเสียหรอก
ครั้งแล้วครั้งเล่าที่พระองค์ตรัสว่า “จงออกไป...จงออกไป” มัทธิวบันทึกว่า “สิบสองคนนี้ พระเยซูทรงใช้ให้ออกไป, จงไปพลางประกาศพลางว่า แผ่นดินสวรรค์มาใกล้แล้ว” (มธ. ๑๐.๕, ๗) “เหตุฉะนั้น ท่านทั้งหลายจงออกไปและนำชนทุกชาติมาเป็นสาวกของเรา” (มธ. ๒๘.๑๙)
คริสเตียนที่รัก หากเราอยากจะได้ดวงวิญญาณมาถึงความรอด เราจะต้องออกไปยังที่วิญญาณเหล่านั้นอยู่!
ประการที่สอง การเลี้ยงดูฟูมฟักจิตวิญญาณเป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่ง มิชชันนารีเพื่อนของเรามิได้มีปลาที่สามารถขายได้ทันที แต่เขาต้องใช้เวลาในการเลี้ยงดูเป็นเวลานานหลายเดือน จนกว่าปลาเหล่านั้นจะตัวโตถึงขนาดที่ตลาดต้องการ เช่นเดียวกัน พระเยซูคริสต์ได้ตรัสบอกแก่เราผู้เป็นสาวกให้เลี้ยงดูจิตวิญญาณของผู้เชื่อ
เปาโลได้กล่าวกับพี่น้องคริสเตียนในเมืองเอเฟซัสถึงการเสริมสร้างจิตวิญญาณของผู้เชื่อว่า “เพื่อเตรียมธรรมิกชนสำหรับการปรนนิบัติและการเสริมสร้างพระกายของพระคริสต์ จนกว่าเราทุกคนจะบรรลุถึงความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันในความเชื่อ และในความรู้ถึงพระบุตรของพระเจ้า บรรลุถึงความเป็นผู้ใหญ่ คือโตเต็มขนาดความไพบูลย์ของพระคริสต์” (อฟ. ๔.๑๒-๑๓) ฉะนั้น ผู้นำคริสตจักรจะต้องมีความอดทนอย่างมากในการเลี้ยงดูสมาชิกในคริสตจักร
ประการที่สาม การจะหาปลามาได้จะต้องไปที่หน่วยผสมพันธุ์ตามที่ต่างๆ หรือรับซื้อปลาขนาดเล็กจาก
ชาวประมงที่แวะเวียนเอามาขายให้ แต่พวกเราที่ไปเยี่ยมเยียนแพปลาก็ใช้วิธีมักง่าย คือ เอาเบ็ดตกลงในกระชังแล้วก็ได้มาทันที ทำให้คิดถึงวิธีการหาสมาชิกของบางคริสตจักร ที่ชอบใช้วิธีแบบ “มักง่าย” และเห็นแก่ตัวมากๆ คือ ไปดึง ชักชวน เกลี้ยกล่อมสมาชิกของคริสตจักรอื่นๆให้มาเป็นสมาชิกของตนเอง
เราเรียกวิธีการแบบนี้ว่า “การขโมยลูกแกะ” แต่ผู้นำคริสตจักรบางแห่งก็เถียงอย่างหน้าด้านว่า “ไม่ได้เป็นการขโมย แต่คนเหล่านี้มาเอง หญ้าเขียวที่ไหนลูกแกะย่อมไปที่นั่น คริสตจักรอื่นมันมีแต่หญ้าแห้ง ผู้คนจึงหลั่งไหลมายังคริสตจักรของผม เพราะมีหญ้าเขียวสดอยู่เสมอ”
ประการที่สี่ อุปสรรคปัญหาของแพปลาคือมีศัตรูแอบเข้ามา ดังนั้น จึงต้องมียามคอยระมัดระวังอยู่ตลอดเวลา ในคริสตจักรของพระเจ้าทุกวันนี้ก็เช่นเดียวกัน มีศัตรูคือมารซาตานคอยจ้องทำลายลูกแกะของพระเจ้า เปโตรได้เตือนคริสเตียนในแคว้นทั้งห้าว่า “จงระวังระไวให้ดี ศัตรูของท่านคือมาร ดุจสิงโตคำรามเดินวนเวียนเที่ยวเสาะหาคนที่มันจะกัดกินได้ จงต่อต้านมันด้วยใจมั่นคงในความเชื่อ” (๑ ปต. ๕.๘-๙)
เปาโลเองได้บอกแก่ผู้นำ(ผู้ปกครอง)ในคริสตจักรเอเฟซัส ก่อนที่ท่านจะอำลาไปว่า “จงเฝ้าระวังทั้งตัวพวกท่านเอง และฝูงแกะซึ่งพระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงตั้งพวกท่านไว้ให้เป็นผู้ดูแล และให้เลี้ยงคริสตจักรของพระเจ้า ที่พระองค์ได้มาด้วยพระโลหิตพระบุตรของพระองค์ ข้าพเจ้าทราบอยู่แล้วว่า เมื่อข้าพเจ้าไปแล้วจะมีพวกสุนัขป่าที่ดุร้ายเข้ามาในหมู่พวกท่าน และจะไม่ละเว้นฝูงแกะไว้เลย และจะมีบางคนในหมู่พวกท่านออกมาบิดเบือนความจริง เพื่อชักชวนสาวกให้หลงตามเขาไป” (กจ. ๒๐.๒๘-๓๐)
ในปัจจุบันนี้ไม่ค่อยมีคำสอนเท็จล้วนๆ เพราะคริสเตียนจะจับได้ง่าย แต่จะมีคำสอนที่แอบอ้างพระคัมภีร์ คำเทศนาที่ยกพระวจนะของพระเจ้ามาบางข้อบางตอน และดัดแปลงให้เข้ากับความคิดและทัศนะของตนเอง ซึ่งเรื่องทำนองนี้ถ้าไม่มีความชำนาญในพระคัมภีร์แล้ว ค่อนข้างจะจับยากอยู่สักหน่อย เช่น คำสอนของพวกพระกิตติคุณแห่งความมั่งคั่ง ที่บอกว่าเมื่อเชื่อพระเจ้าแล้วจะร่ำรวย หรือคำสอนแอบอิงไสยศาสตร์ หรือคำสอนให้บูชาผู้นำที่เก่งกาจปราชญ์เปรื่อง หรือคำสอนให้พูดแปลกๆเพื่อเป็นสัญลักษณ์ของการเติบโตในพระคริสต์ (วันหนึ่งเราไปร่วมนมัสการพระเจ้าที่คริสตจักรแห่งหนึ่ง ตอนท้ายนักเทศน์ได้อธิษฐานเป็นภาษาแปลกๆว่า “อาลีบาบา...อาลีบาบา” ซ้ำซากและเวียนอยู่อย่างนั้นหลายนาที ทำให้คิดไปว่า คนนี้คงจะไปประเทศอินเดียมากระมัง?)
คริสเตียนที่รัก จงออกไปนำวิญญาณ(หาปลา)มาถวายแด่พระเจ้า
จงเลี้ยงดูลูกแกะของพระองค์อย่างเต็มที่
จงพึงพอใจในสมาชิกของตนเองที่มีอยู่
และจงระมัดระวังคำสอนเท็จของพวกหนู งู และตะกวด(ตัวเงินตัวทองหรือตัวเห้....)ที่จะแอบลอบเข้ามาทำลายประชากรของพระองค์.








