อเมริกัน อเมริเกย์
ประธานาธิบดียกเกย์
In Gay We Trust?
“ประธานาธิบดีบารัค โอบามาแห่งสหรัฐอเมริกา
ประกาศระหว่างการให้สัมภาษณ์ในรายการ
กุ๊ดมอร์นิ่ง อเมริกา ทางสถานีโทรทัศน์เอบีซี
เมื่อวันที่ ๙ พฤษภาคม ๒๐๑๒ ที่ผ่านมา
นับว่าเป็นเรื่องที่น่าสลดใจอย่างยิ่ง
โอบามาบอกว่า “ผมเพิ่งได้ข้อสรุปสำหรับตนเอง
เป็นเรื่องสำคัญสำหรับผม ที่จะต้องเดินหน้าและยืนยัน
ว่า คนเพศเดียวกันควรแต่งงานกันได้”
เท่านั้นแหละ Homosexual กลายเป็นเรื่องเด่นประเด็นร้อนขึ้นมาทันที!
หลังจากนั้น สำนักข่าวต่างประเทศ (๑๒ สิงหาคม ๒๐๑๒) ได้รายงานว่าบารัค โอบามา ประธานาธิบดีของสหรัฐอเมริกา ซึ่งกำลังจะหมดวาระการดำรงตำแหน่งเร็วๆนี้ ได้หาเสียงด้วยการประกาศว่า พวกรักร่วมเพศควรจะได้รับสิทธิ์ในการสมรสอย่างถูกต้องตามกฎหมาย ผู้นำประเทศมหาอำนาจที่มาจากพรรคเดโมแครตผู้นี้ยังได้จัดงานเลี้ยงเพื่อระดมเงินเข้าพรรค ภายในวันเดียวได้ถึง ๔๖๗ ล้าน ที่บ้านของดาราดังจอร์จ คลูนี่ย์เจ้าของรางวัลออสการ์ ที่นครลอสแองเจลิส
ส่วนใหญ่ของเงินที่ได้มานี้ ได้จากกระเป๋าของพวกนิยมไม้ป่าเดียวกัน
ต่างจากมิต รอมนีย์ผู้แข่งขันชิงตำแหน่งประธานาธิบดีสมัยหน้า ซึ่งมาจากพรรครีพับลิกัน(พวกอนุรักษ์นิยม) ที่ต่อต้านการแต่งงานกับเพศเดียวกันอย่างหันชนฝ่าย!
ข่าวบอกต่อไปอีกถึงโพลที่ทำออกมาในช่วงเวลาเดียวกัน คนอเมริกันผิวสีที่หนุนการออกกฎหมายสำหรับเกย์ มีเพียงแค่ ๓๐ เปอร์เซ็นต์เท่านั้น ส่วนใหญ่ยังต้องการให้ชาวอเมริกันผิวสีแต่งงานระหว่างเพศ และมีความเห็นว่า การแต่งงานระหว่างเพศเดียวกันยังเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง ผิดธรรมชาติ ผิดศีลธรรมและผิดกฎหมาย
อเมริกาถือว่าเป็นดินแดนแห่งเสรีภาพล้นเหลือ หากประธานาธิบดีออกมาประกาศจะจุดยืน(ยัน)ให้พวกรักร่วมเพศ อาทิ เกย์ กะเทย ตุ๊ด ทอมดี้ อีแอบทั้งหลายสามารถจัดงานสมรสและอยู่กับกันฉันท์สามีภรรยา ก็เป็นเรื่องนี้น่าวิตกกังวลและน่าเศร้าอย่างยิ่ง
ล่าสุดนิตยสารนิวสวีค (ซึ่งมีผู้คนทั่วโลกนิยมอ่านมากที่สุดฉบับหนึ่ง)ได้นำเอาบารัค โอบามาขึ้นปกอย่างน่าอับอายขายหน้า โดยที่บนศีรษะของผู้นำคนนี้มีรัศมีทรงกลด “สีรุ้ง” (เครื่องหมายของเกย์)ลอยอยู่รอบๆ และมีถ้อยคำที่พาดปกว่า “ประธานาธิบดีคนแรกของเกย์”
อเมริกาได้ชื่อเป็นประเทศมหาอำนาจที่มีชื่อเสียงว่า มีผู้เชื่อถือในพระเจ้า(หรือคริสเตียน)มากที่สุด ตั้งแต่สมัยแรกๆที่พวกเขาอพยพมาจากยุโรปและตั้งรกรากอาศัยอยู่ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นนิกายแบ๊บติสต์ คนเหล่านี้ต้องทุกข์ยากลำบากมากมาย แต่พระเจ้าก็ทรงช่วยให้ผ่านพ้นวิกฤติต่างๆมาได้ ในสมัยแรกๆพวกเขารักและเคารพนับถือพระเจ้ามากแค่ไหน ก็จะเห็นได้จากข้อความที่ปรากฏในธนบัตร IN GOD WE TRUST “ในพระเจ้าเราเชื่อและไว้วางใจ”
ถ้าโอบามาและชาวอเมริกันที่เห็นด้วยกับการแต่งงานกับเพศเดียว และประกาศในสิ่งที่ขัดต่อหลักข้อเชื่อในพระคัมภีร์เช่นนี้ พวกเขาก็น่าจะลบคำว่า In God We Trust นี้ออกจากธนบัตรนั้นเสียมิดีกว่าหรือ? เพราะพระเจ้าไม่มีความหมายอะไรต่อพวกเขาอีกต่อไปแล้ว
แต่บางคนเสนอให้เปลี่ยนคำจากพระเจ้าให้เป็นเกย์ In Gay We Trust ก็หมดเรื่อง!
ทัศนะคนทั่วไปมักจะถือว่า พฤติกรรมรักร่วมเพศ (Homosexual) เป็นเรื่องปกติและเป็นรสนิยมทางเพศ ไม่ได้เป็นเรื่องผิดศีลธรรมแต่ประการใด แต่พระคัมภีร์กล่าวถึงรักร่วมเพศอย่างไรบ้าง?
(๑)พระเจ้าทรงห้ามเรื่องนี้อย่างเด็ดขาด
“อย่าสมสู่รักร่วมเพศอันเป็นสิ่งที่น่ารังเกียจเดียดฉันท์” (ลตว. ๑๘.๒๒)
(๒)พระองค์ทรงกำหนดโทษที่รุนแรงมาก
“ผู้ใดสมสู่รักร่วมเพศ เขาทำสิ่งที่น่ารังเกียจเดียดฉันท์ จะต้องประหารทั้งคู่ ที่พวกเขาต้องตายนั้น ก็เพราะความผิดของพวกเขาเอง” (ลวต. ๒๐.๑๓)
“เพราะเหตุนี้ พระเจ้าจึงทรงปล่อยเขาไว้ในกิเลสตัณหาอันน่าอับอาย แม้กระทั่งผู้หญิงของเขาก็มีการเปลี่ยนจากการมีความสัมพันธ์ตามธรรมชาติให้ผิดธรรมชาติไป เช่นเดียวกับพวกผู้ชายก็เลิกมีความสัมพันธ์ตางธรรมชาติกับผู้หญิง หันมาเร่าร้อนด้วยไฟราคะตัณหาต่อกัน ผู้ชายกับผู้ชายด้วยกันประกอบกิจอันน่าอดสู เขาจึงได้รับโทษทัณฑ์อันสมควรกับความวิปริตของตน” (รม. ๑.๒๖-๒๗)
พระคัมภีร์ใหม่ยังได้กล่าวถึงความผิดบาปที่อยู่ในกลุ่มเดียวคือ “คนอธรรม คนไม่มีศาสนา คนฆ่าพ่อฆ่าแม่ ฆาตกร คนสำส่อน คนรักร่วมเพศ คนค้ามนุษย์ คนโกหก” (๑ ทธ. ๑.๘-๑๐)
นักการศึกษาพระคัมภีร์กล่าวว่า ตลอดประวัติศาสตร์ของคริสเตียนถือว่า พฤติกรรมรักร่วมเพศเป็นความผิดบาป พระคัมภีร์บันทึกไว้อย่างชัดเจน เริ่มจากการที่พระเจ้าทรงสร้างมนุษย์ให้เป็นชายและหญิง และทรงให้ชายมีความสัมพันธ์กับหญิง ซึ่งนำไปสู่การแพร่เชื้อสายและเผ่าพันธุ์ของมนุษย์ (ปฐก. ๑.๒๗-๒๘, ๒.๒๔) พระคัมภีร์ได้บันทึกเรื่องราวของเมืองโสดมและโกโมราห์ที่ต้องถูกพระเจ้าพิพากษาด้วยไฟกำมะถัน ก็เนื่องมาจากสาเหตุรักร่วมเพศ (ปฐก. ๑๙.๕) พระบัญญัติห้ามการมีเพศสัมพันธ์กับเพศเดียวกัน รวมทั้งห้ามแต่งกายด้วยเครื่องแต่งกายของเพศตรงข้ามด้วย (ลวต. ๑๘.๒๑-๒๓, ฉธบ. ๒๒.๕)
ขอให้ศึกษาเรื่องราวการเบี่ยงเบนทางเพศได้จากทั้งพระคัมภีร์เดิมและพระคัมภีร์ใหม่ เกี่ยวกับความผิดบาปของชาวคานาอัน (ลวต. ๑๘.๒๔-๒๙) เกี่ยวกับการผิดปกติ ผิดธรรมชาติและผิดศีลธรรมในเรื่องสมสู่กับไม้ป่าเดียวกัน (วนฉ. ๑๙.๒๒-๓๐, รม. ๑.๑๘-๒๗, ๑ คร. ๖.๙, และ ๑ ทธ. ๑.๙-๑๐)
อาจจะมีบางท่านถามว่า หากเราสนใจหรือรักในเพศเดียวกัน นั่นเป็นความผิดบาปหรือเปล่า?
ทำอย่างไรที่จะห้ามใจหรือลดละเลิกในเรื่องนี้ได้?
ผมเป็นเกย์/ดิฉันเป็นทอม/ดี้ และรู้ว่านี่เป็นความผิดบาปต่อพระเจ้า จะมีวิธีแก้ไขได้อย่างไร?
คำถามเหล่านี้เห็นทีจะต้องยกยอดไปอีกบทความหนึ่งในคราวหน้า พร้อมกันนั้นจะนำประสบการณ์จริงของคริสเตียนผู้ที่เคยเป็นเกย์คิงกับเกย์ควีน, และคริสเตียนที่เป็นทอมกับดี้มาเล่าสู่กันฟังด้วย ว่ามันยากเย็นแสนเข็ญสักเพียงไรที่จะพ้นจากบ่วงของโฮโมเซ็กช่วล!
วันนี้เอาแค่นี้ก่อน พอหอมปากหอมคอ
แต่ก็ยังตั้งความหวังเอาไว้ในองค์พระผู้เป็นเจ้าว่า
ประธานาธิบดีของสหรัฐอเมริกาสมัยหน้าจะไม่ใช่บารัค โอบามา.









