สคท.ในภาวะ “ก้างตำคอ”
ทางออกก่อนลมหายใจเฮือกสุดท้าย!
มีคนโฆษณาว่า ร้านอาหารแห่งหนึ่งนอกตัวเมืองเชียงใหม่
อาหารอร่อยนัก โดยเฉพาะปลาทอดสมุนไพรนั้นเด็ดนักแล
เราไม่รอช้ารีบไปทดลองทันที จริงดังเขาว่า เนื้อปลาหอม
นุ่มและรสชาติละมุนด้วยกลิ่นสมุนไพรหลายชนิด เรากินด้วย
ความตะกละตะกลาม แป๊บเดียวเท่านั้นได้เรื่องเลย ก้างชิ้น
หนึ่งมันล่วงผ่านลงไปในลำคอ แต่ไม่มันยอมลงไปในท้อง
กลับติดอยู่ตรงคอหอย ทำให้ต้องเผ่นเข้าห้องน้ำเพื่อล้วงคอ
เอาออก กว่าจะสำเร็จต้องน้ำหูน้ำตาไหล อาหารมื้อนั้นเลย
หมดอร่อยเลย
สภาวะของ สคท.เวลานี้ก็ไม่ต่างจาก “ก้างตำคอ” สักเท่าไหร่ ลักษณะกลืนไม่เข้าคลายไม่ออก ไม่รู้ว่าจะเดินหน้าต่อไปได้อย่างไร อันเนื่องมาแต่ความตะกละตะกลาม ใส่เกียร์เดินหน้าลูกเดียว ไม่มีใครยอมถอย แม้ว่าทุกฝ่ายต่างช่วยกันอธิษฐานเผื่อ และหาทางช่วยกันแก้ไขอย่างเร่งด่วน แต่ก็ดูเหมือนว่ายังไม่คืบหน้าเท่าไหร่
เข้าทำนอง “ยักตื้นติดกึก ยังลึกติดกัก” ปรองดองมันก็เลยกลายเป็นปรองเดี้ยงไปซะแล้ว
เสมาเจ้าเอ๋ย หนทางข้างหน้ามันคงจะยากเสียแล้วล่ะขอรับ[1]
สิ่งที่ทางเว็บไซต์ของเราได้ข้อเสนอแนะไปแล้ว น่าจะเป็นทางออกที่ดี
ประการแรก เพราะในขณะนี้กรมศาสนายังไม่ยอมรับรองกรรมการชุดที่มี อ.วีรชัย โกแวร์เป็นประธาน เนื่องจากมีข้อคลางแคลงใจอยู่ว่า ธรรมนูญ สคท.ระบุไว้อย่างชัดเจนว่า กรรมการอำนวยการ สคท.นั้นมีกำหนดดำรงวาระเป็นเวลา ๔ ปี แต่นี่ทำงานกันมาเพียง ๒ ปีเศษเท่านั้น ทำไมพวกท่านจึงมีการเลือกตั้งกรรมชุดใหม่ล่ะ?
แสดงให้เห็นว่า ทางกรมศาสนาท่านได้ศึกษาธรรมนูญของ สคท.อย่างละเอียดลออแล้ว และมีความรู้อย่างแตกฉานและแม่นในกฎระเบียบของสหกิจคริสเตียนฯ (และอาจจะรู้มากกว่ากรรมการและสมาชิกของ สคท.หลายๆคนซะอีก ก็เป็นได้)
จะอ้างว่า เป็นเพราะสมาชิก สคท.เสียงส่วนใหญ่มีมติให้ล้มเลิกกรรมการชุดเก่า และให้มีการเลือกตั้งกรรมการชุดใหม่ขึ้น ก็มีคำถามตามมาอีกว่า เสียงของสมาชิกที่ว่านี้มีอำนาจเหนือธรรมนูญหรือ? และสามารถที่จะสั่งล้มกรรมการทั้งชุดได้กระนั้นหรือ? แล้วมีอะไรที่เป็นหลักฐานมายืนยันในเรื่องนี้?
ประการที่สอง ตามที่ อ.ปรีชา เจ็งเจริญได้ประกาศลาออกจากการเป็นประธานของ สคท.แล้วนั้น ตามธรรมนูญได้ระบุชัดว่าผู้ที่มีตำแหน่งรองลงไปจะก้าวขึ้นมาเป็นผู้รักษาการไปพลางๆก่อน ซึ่งก็คือ อ.สุชาติ พลอยวงศ์ (รองประธาน สคท.) จนกว่าจะมีการเปลี่ยนแปลง
ตรงนี้เองที่เป็นเหตุผลใหญ่ซึ่งทางกรมศาสนาไม่ยอมรับรอง อ.วีรชัย ให้เป็นประธาน สคท. ท่านจึงอาจกลายเป็น “แม่สายบัวแต่งตัวรอเก้อ” เก้อมาเป็นเวลานานถึง ๒-๓ เดือนแล้ว บางคนสงสัยว่าจะต้องไปทำนาแห้วซะแล้วก็ไม่รู้ (แต่ว่าเถอะ อายุอานามเยอะปานนี้แล้ว อย่าถ่อสังขารไปลำบากลำบน “หลังสู้ฟ้าหน้าสู้ดิน” ถึงขนาดนั้นเลย สงสารท่าน)
ประการที่สาม ดูเหมือนว่า มียังการดิ้นรนขลุกๆขลักๆ ทุรนทุราย กระเสือกกระสน เพื่อจะดึงก้างออกจากคอ โดยคิดเอาเองว่า พอยังมีเหลือทางออกอยู่บ้าง ก็ทางบรรดามิชชันนารีนี่แหละ ด้วยเหตุนี้จึงมีการเรียกประชุมเป็นการด่วนเมื่อวันที่ ๑๘ มิย.ที่ผ่านมา เพื่อการชี้แจงแถลงไขว่า สาเหตุที่พวกท่านไมได้รับการต่อวีซ่าก็เพราะกรรมการ สคท.ชุดที่ได้รับการเลือกตั้งที่ระยองไม่ยอมลงจากตำแหน่ง แถมยังขัดขวางพวกเราอีกด้วย(จริงก็ว่าจริง ไม่ก็ว่าไม่ นอกนั้นมาจาก...)
อย่ากระนั้นเลย ขอให้พวกมิชชันนารีทั้งหลายยกโขยงช่วยถ่ายเอกสารสำเนาวีซ่าและใบอนุญาตทำงานที่หมดอายุแล้ว พร้อมกับเซ็นชื่อกำกับ แล้วจากนั้นพวกเรา(หมายถึง กก.ที่มาอย่างไม่ถูกต้องตามธรรมนูญ สคท.)จะรวบรวมหลักฐานต่างๆเหล่านี้ เอาไปยื่นร้องเรียนต่อกรมศาสนา เพื่อให้ทางกรมฯทราบว่าพวกเราเดือดร้อนอย่างหนักหนาสากรรจ์เพียงใด
ก็กลายเป็นว่า พวกมิชชันนารีได้ตกเข้าไปอยู่ในวังวนแห่งการขัดแย้ง(ในรอบที่สอง)โดยไม่ทันรู้ตัว ถูกยืมมือเพื่อไปบีบกรมศาสนาให้รีบแต่งตั้ง อ.วีรชัยให้เป็นประธาน สคท. โดยเร็ว น่าสงสารอย่างยิ่งที่พี่น้องมิชชันนารีเหล่านี้ตกเป็น “เครื่องมือ” และเหยื่อของการแย่งชิงและความมักใหญ่ใฝ่สูง
ทำไมพวกท่านไม่คิดในมุมกลับบ้าง? ผลที่ตอบสนองกลับมามันอาจจะทำให้สถานการณ์ยุ่งยากและเลวร้ายยิ่งขึ้น หากเป็นอย่างนั้นจริงก็น่ากลัวว่า ในไม่ช้าไม่นานนี้เราอาจจะได้ยินข่าวว่า มิชชันนารีทุกคนอาจต้องเตรียมตัว “แพ็คของกลับบ้าน” เมื่อเป็นอย่างนี้อาจเป็นไปได้ว่า คริสตจักรไทยก็จะขาดภราดรเพื่อนร่วมงานไป อย่างไม่น่าที่จะเป็น นับว่าเป็นเรื่องน่าเสียใจอย่างยิ่งจริงๆ
ประการที่สี่ ในการประชุมมิชชันนารีดังกล่าวมาแล้ว มีเรื่องน่าเศร้าเกิดขึ้นอีก เมื่อ อ.สมนึกได้ประกาศในที่ประชุมว่า “ใครที่ไม่ได้ลงทะเบียน ไม่มีสิทธิ์ยกมือพูด” ก็มีสมาชิกของ สคท.บางท่านได้แสดงความกล้าหาญโดยทักท้วงว่า การตั้งกฎเกณฑ์อย่างนี้มันไม่ยุติธรรม เพราะเราทุกคนต่างเป็นสมาชิกของ สคท. และรัก สคท. ด้วยกันทั้งสิ้น และสหกิจ คริสเตียนฯก็ไม่ใช่เป็นของคนใดคนหนึ่งหรือของคนเพียงกลุ่มเดียว แต่สหกิจคริสเตียนฯเป็นของพี่น้องสมาชิกทุกคน”
ตรงนี้เองที่ได้แสดงให้เห็นถึงธาตุแท้ของคนบางกลุ่ม(พวกอำนาจเก่า)ออกมา ที่ติดยึดอยู่กับเก้าอี้ ตำแหน่ง และหัวโขน จนยากที่จะถอดออกหรือวางลงได้ แต่ไหนแต่ไรมาแล้ว ที่อำนาจการบริหาร สคท. ตกอยู่ในเงื้อมมือของคนเพียงหยิบมือเดียว ชนิดที่ชี้นกเป็นไม้และชี้ไม้เป็นนก แล้วแต่ว่าพวกเขาจะจูงจมูกพวกสมาชิก สคท.ไปทางไหน
คนกลุ่มนี้หลงเข้าใจผิดคิดว่า ตนเองกับพรรคพวกเท่านั้นที่จะสามารถขับเคลื่อนนาวาของ สคท.ลำนี้ไปตลอดรอดฝั่งได้ ส่วนคนอื่นๆนั้นไม่เก่ง ไม่รู้เรื่อง และไม่มีเจตนาดี ขืนปล่อยให้เข้ามากำกับดูแล สคท. ก็จะทำให้นาวาล่มสลายไปอย่างแน่นอน
พฤติกรรมดังกล่าวแสดงให้เห็นชัด เมื่อพวกเขาดำรงตำแหน่งมาครบ ๒ สมัย (๘ ปี) ก็พยายามที่จะแก้ไขธรรมนูญ สคท. แล้วเริ่มต้นนับหนึ่งใหม่ แล้วพวกเขาก็ลงสมัครรับเลือกตั้งและเป็นกรรมการต่อไปได้อีกเรื่อยๆ จะเห็นได้จากการเลือกตั้งครั้งที่จังหวัดระยอง เมื่อ อ.ปรีชาได้รับเลือกเป็นประธาน สคท. พวกอำนาจเก่าต่างช็อคกันเป็นทิวแถว เพราะไม่คาดคิดว่า “ม้านอกสายตา” จะควบเข้าวิน เรียกว่าตกตะลึงกันไปทั้งบางเลยเชียว
ดีว่าความผิดหวังอย่างรุนแรงนั้น ไม่ได้ทำให้ใครต่อใครเป็นลมเป็นแล้ง คอพับคออ่อนสลบคาห้องประชุมหรือหัวใจวายต้องรีบส่งโรงหมอกันจ้าละหวั่น อ.ปรีชามาเล่าให้เราฟังว่า ทันทีที่ผลคะแนนออกมาและท่านชนะเฉียดฉิว ประธานคนเก่าและพรรคพวกแปรเปลี่ยนท่าทีไปหมดเลย ต่างหน้าหงิกหน้างอ ไม่ยอมสบพักตร์ ไม่ทักไม่ทายและญาติดี
ด้วยเลย
เออ คนที่เรียกตนเองว่าผู้รับใช้ของพระเจ้าเป็นไปได้ถึงเพียงนี้เชียวหรือ? เป็นเรื่องจริงที่ไม่มีใครอยากเชื่อ
ประการที่ห้า ข่าวแจ้งมาว่า บรรดาเจ้าหน้าที่ในสำนักงาน สคท. ก็พลอยฟ้าพลอยฝนไปด้วย ทั้งๆที่เป็นคนงานประจำและทำงานตามหน้าที่และตามคำสั่งเท่านั้น ไม่ได้มีอำนาจบารมีสั่งการอะไรได้ แต่ก็ยังมีมือดีไปปล่อยข่าวข่มขวัญพวกเขาว่า “หากคณะกรรมการชุดที่ได้รับการเลือกตั้งที่ระยองเข้ามาบริหาร สคท.เมื่อไหร่ เขาจะไล่พวกคุณทั้งหมดออกจากงาน”
กลับกลายเป็นว่า ตอนนี้การ “จับเป็นตัวประกัน” มันลุกลามไปยังส่วนต่างๆของ สคท.แล้ว ไม่เว้นแม้แต่เจ้าหน้าที่ประจำ แหม คุณก้อ...เล่นข่มขู่กันชนิดไม่เลือกหน้าอย่างนี้ มันก็เสียขวัญกำลังใจกันหมดนะสิ เชื่อว่าป่านนี้คงจะระส่ำระสายกันไปทั่วทุกโต๊ะทุกแผนกแล้ว
มันเป็นไปไม่ได้หรอก ไม่มีผู้บริหารที่มีสมองคนไหนจะทำอย่างนั้น เขามีแต่จะบำบัดทุกข์บำรุงสุขของพนักงาน หนุนจิตชูใจ พาไปเลี้ยง ขึ้นเงินเดือน ให้กำลังใจ และ ฯลฯ เพื่อว่าผลงานของพวกเขาจะออกมาดี สคท.และคริสตจักรใต้สังกัดก็จะมีความเจริญก้าวหน้าเป็นที่ถวายเกียรติแด่พระเจ้า
ในคำสอนของศาสนานั้นเป็นความจริง ใครทำสิ่งใดไว้ก็จะต้องรับผลจากสิ่งนั้น
ทำ กิจพินิจล้วน วิจารณ์
ดี ย่อมดลบันดาล สุขให้
ได้ มิตรอย่าคิดหาญ หักญาติ
ดี มั่นรักษาไว้ ดั่งก้อนเกลือเค็ม
ทำ ดีศรีสวัสดิ์พร้อม พูนผล
ชั่ว ย่อมชักนำตน ต่ำต้อย
ได้ ยศอย่ามืดมัว เมาลาภ
ชั่ว หากพบเพียงน้อย บ่ายหน้าหลีกหนี
ในช่างเวลาแห่ง “ก้างที่ติดคอ” เช่นนี้ พวกเราชาว สคท.ทุกคนจะต้องมาช่วยเหลือกันอย่างเต็มกำลังความสามารถ เพื่อยุติความขัดแย้งที่เกิดขึ้น ช่วยกันคนละไม้คนละมือครับ เอาคีมคีบเอาก้างแต่ละอัน(ที่ติดอยู่)ซึ่งไม่พึงปรารถนาออกไป ใครที่ทำผิดต่อธรรมนูญและระเบียบปฏิบัติของ สคท. ก็หยุดบทบาทของตนเองเสีย และถอนตัวออกไป ไม่ต้องเสียเวลามาอ้าง และไม่ต้องเอาเสียงมวลชนมาชนกันให้มันร้าวฉานไปใหญ่โต
เพราะอีกเพียงปีกว่าๆกรรมการ สคท.ชุดระยองก็จะหมดวาระลงแล้ว อดใจรออีกนิดไม่ได้หรือ? ถึงเวลานั้นใครอยากจะเป็นกรรมการ ใครอยากจะรับใช้พระเจ้าในตำแหน่งแห่งหนไหน ก็เชิญส่งใบสมัครแล้วไปแข่งขันในการประชุมใหญ่ แล้วภาพมันจะออกมาสวยงามกว่านี้เยอะเลย
ภาพลักษณ์ของคริสเตียน สคท. เสียหายมาแยะแล้ว ให้เรามาช่วยกันกอบกู้ไม่ดีกว่าหรือ?
หากต่างฝ่ายต่างใส่หมวกกันน๊อค เข้าเกียร์และเร่งเครื่องเดินหน้า โดยคิดได้เพียงอย่างเดียวว่า “เป้าหมายมีไว้เพื่อพุ่งชน” มันก็เข้าทำนอง “ช้างสารชนกัน หญ้าแพรกก็แหลกลาญ” แม้ว่าจะใส่หมวกกันน๊อค แต่คุณไม่ได้น๊อคคนเดียว มีพี่น้องคริสเตียน สคท. ทั่วประเทศที่ร่วมล่มจมไปกับพวกคุณด้วย
เริ่มต้นใหม่ยังไม่สายเกินไป
หากขืนดึงดันและปล่อยล่าช้าไป
เราต้องเตรียมตัวสูด “ลมหายใจเฮือกสุดท้าย” แน่.
[1] พระเอกจากเรื่องขุนศึก









