คริสตจักรคาบลูกคาบดอก ปัญหาคาอกของสหกิจคริสเตียนฯ
คาบลูกคาบดอก : (สำ) ว. ก้ำกึ่ง, เอาทั้งสองอย่าง, เช่น เตะฟุตบอลคาบลูกคาบดอก คือ เตะทั้งลูกเตะทั้งคน [1]
เข้าใจว่าสำนวนนี้คงมาจากสมัยก่อนโน้น คนไทยสังเกตเห็นการผลิดอกออกผลของพืชพันธุ์ต่างๆ เห็นดอกของมันมีผลแลบออกมา แต่ยังไม่ชัดเจนเท่าที่ควร คือมีทั้งดอกและผล และเป็นช่วงที่เปราะบางที่สุด อาจติดลูกหรือหลุดร่วงได้ง่าย
คาอก : สิ่งที่ยังคั่งค้างอยู่ในใจ เป็นปัญหาที่กำลังแก้ไขอยู่ หรือสิ่งยังแก้ไขไม่ได้
ที่มาของชื่อ “คริสตจักรคาบลูกคาบดอก” ในบทความนี้ก็คือ ชื่อคริสตจักรอยู่ในสหกิจคริสเตียนฯ แต่ชื่อที่ดินเป็นของส่วนบุคคล!
ในห้วงเวลาที่ผ่านมา มักจะมีคนตั้งฉายาให้แก่สหกิจคริสเตียนแห่งประเทศไทยว่า “องค์การใหญ่ที่เหมือนลูกร้อยพ่อพันแม่” นั่นมีความจริงไม่ใช่น้อย เพราะมีความหลากหลายในความเชื่อและวิธีการปฏิบัติ เห็นชัดเลยว่า สคท.เป็นการรวมตัวกันแบบหลวมๆของคริสเตียนมากมายหลายคณะ เช่น คริสตจักรแบบเพนเตคอส คริสตจักรคาริสมาติก คริสตจักรแบ๊บติสต์ แองกลิกัน เมทอดิสท์ ลูเธอร์แรน และคริสตจักรที่รักความเป็นอิสระทั้งหลาย ซึ่งไม่อยากอยู่ภายใต้ระบบระเบียบที่เคร่งครัด ต้องการเป็นตัวของตัวเองให้มากที่สุด แต่ก็ไม่อยากเป็นคริสตจักรเถื่อน (คือไม่ได้รับการรับรองอยากถูกต้องตามกฎหมายของรัฐบาลไทย) ต้องการมีที่คุ้มกะลาหัวว่างั้นเหอะ!
การปกครองดูแลคริสตจักรหลากหลายรูปแบบนี้ ย่อมมีอาการเครียดและปวดเศียรเวียนเกล้าพอสมควรสำหรับคณะกรรมการผู้บริหาร ต้องแสดงความเห็นใจและอธิษฐานเผื่อครับ
เรื่องหนึ่งที่เป็นปัญหา(จะว่าใหญ่ก็ใหญ่นะ)แต่ไม่ค่อยมีใครหยิบยกมาพูดถึง หรือมีเฉพาะตอนที่ปัญหามันเกิดขึ้นแล้ว และ สคท.ก็ต้องไปตามไล่แก้ปัญหานั้น ซึ่งเป็นวิธีการบริหารแบบโบราณคือ “ตั้งรับ” อย่างเดียว หลายคนมีความเห็นว่า สคท.สมัยใหม่น่าจะเปลี่ยนมาใช้วิธี “แบบรุก” ได้แล้ว
สังเกตไหมว่าฟุตบอลทีมไหนเล่นแบบตั้งรับ ส่วนมากจะเสียประตู แต่ก็มีบางทีมตอนแรกเล่นแบบรุก พอได้ประตูแล้วก็ถอยลงมาอุดลูกเดียว ผลลงเอยคือถ้าไม่เสมอก็แพ้!
ปัญหาที่ค้างคาใจที่ว่านี้ก็คือ
อย่างแรก คริสตจักร(หรือโบสถ์)ที่ซื้อที่ดินในชื่อของบุคคล อาจจะเป็นความตั้งใจดีและความสะดวกของมิชชันนารีหรือผู้ที่รักพระเจ้า เมื่อไปประกาศข่าวประเสริฐในที่ใดๆ เมื่อมีคนรับเชื่อแล้วก็ย่อมอยากจะซื้อดินเพื่อตั้งเป็นโบสถ์ วิธีที่ง่ายๆแลสะดวกมากก็คือ ซื้อในชื่อของบุคคล อาจจะซื้อในชื่อของผู้ประกาศ ผู้นำหรือผู้ปกครองคริสตจักร
แต่ต่อมาไม่ช้าไม่นาน เขาคนนั้นห่างเหินไปจากทางของพระเจ้า ก็มาอ้างยึดเอาที่ดินผืนนั้นไปอย่างหน้าตาเฉยเลย (เพราะตามกฎหมายมันเป็นอย่างนั้น ผู้ที่มีชื่อในโฉนดหรือใบซื้อขายย่อมมีสิทธิ์ในฐานะเจ้าของ)
แม้ว่าจะซื้อในหลายชื่อก็ยังมีปัญหาอยู่ดี ที่นี้สมาชิกก็จะร้องเรียนมายัง สคท. เพื่อขอความช่วยเหลือ แต่ดูเหมือนว่าส่วนใหญ่แทบจะแก้ไขปัญหาอะไรไม่ได้ เมื่อครั้งที่ผมเป็นประธานเขตภาคเหนือและเป็นกรรมการอำนวยการ
สคท.อยู่นั้นเจอะเจอปัญหาแบบนี้บ่อยมาก บางกรณีผู้มีชื่ออยู่โฉนดก็เอาที่ดินไปจำนองกับบริษัทลิชซิ่ง เพื่อเอาเงินไปหมุนทำการค้าพวกจิวเวอรี่และปรากฏว่าขาดทุนป่นปี้ ที่ดินกำลังจะถูกยึด ต้องเดือดร้อนถึง สคท.วิ่งโร่ไปแก้ไข ปัญหา แต่ทว่ามันก็สายเกินไปซะแล้ว
ผู้อำนวยการของสถาบันพระคริสตธรรมแห่งหนึ่ง เอาโฉนดที่ดินของสถาบันไปวางไว้กับบริษัทปล่อยเงินกู้ชื่อดัง
และตั้งใจจะปล่อยให้ที่ดินถูกยึด สคท.ในสมัยนั้นจึงต้องรีบเข้าไปแก้ไขปัญหาโดยการแต่งตั้งผู้อำนวยการคนใหม่เข้าไปบริหาร แต่เพียงวันแรกเท่านั้น ผอ.คนใหม่ก็ถูก ผอ.คนเก่าแจ้งความให้ตำรวจจับในข้อหาบุกรุก ต้องไปนอนอยู่ที่ห้องขังในโรงพัก และประธาน สคท.ภาคในสมัยนั้นจึงรีบไปยื่นหลักทรัพย์ประกันตัวออกมา
ต่อมาไม่นานนัก ขณะเรื่องพิพาทยังคาราคาซังอยู่ในศาล ฝ่ายโจทก์ได้ขับรถประสบอุบัติเหตุแหกโค้งเสียชีวิตอย่างน่าอนาถ คริสเตียนหลายคนบอกว่า นั่นเป็นการลงโทษจากพระเจ้า ส่วนคนไม่เชื่อพระเจ้าก็พูดในทำนองเดียวว่า “กรรมติดจรวด”
มีกรณีหนึ่ง องค์การมิชชันนารีจากเมืองนอกส่งเงินมาเพื่อซื้อที่ดินสร้างโบสถ์แห่งหนึ่ง เนื้อที่เกือบยี่สิบไร่แถวชายแดนภาคเหนือ โดยใส่ชื่อผู้(ผู้นำคริสตจักร)มีกรรมสิทธิ์ ๓ คน ต่อมาทางองค์การมิชชั่นสามารถจัดตั้งมูลนิธิเพื่อการกุศลได้ จึงขอให้มีการโอนที่ดินผืนนั้นเข้าในมูลนิธิ สองคนยอมเซ็นยินยอม แต่อีกคนหนึ่งไม่ยินยอม ต้องเจรจาไกล่เกลี่ยกันหลายรอบ ในที่สุดก็จบลงตรงที่ว่า แบ่งที่ดินออกเป็นสามส่วน หนึ่งส่วนแบ่งให้กับคนที่ไม่ยอมเซ็น (ซึ่งเป็นที่ดินส่วนที่ดีที่สุดด้วยนะ) และอีกสองส่วนจดทะเบียนเข้ามูลนิธิไป
อย่างว่านั่นแหละ มันเป็นเรื่องเศร้าครับ เงินทองทรัพย์สมบัตินี่ มันไม่เข้าใครออกใคร ตอนแรกปากก็บอกว่าเพื่อพระเจ้าๆ ไม่เอาหรอก แต่พอความโลภมันเข้าตาย่อมทำได้ทั้งนั้น เข้าทางภาษิตของภาคเหนือ “ล๊วกบ้านนอก บ่เต้าสอก
กอกในเวียง ล๊วกในเวียงบ่เปียงขี้คอก ล๊วกขี้คอกบ่เต๊าวอกขี้ยา ล๊วกขี้ยาบ่เต๊าฮาจะหื้อ”
เรื่องเล่ห์เหลี่ยมพลิกแพลงล่ะไม่มีใครเกิน ฝรั่งหลายคนเสียท่าคนไทยในเรื่องนี้!
อย่างที่สอง คริสตจักร(โบสถ์)ที่ตั้งอยู่บนที่ดินของบุคคลอื่น นี่ก็เป็นอีกกรณีหนึ่งที่พบบ่อยมากในหน่วยงานที่สังกัดภายใต้ สคท. กล่าวคือมีคนที่รักพระเจ้ามากและค่อนข้างอู้ฟู่(แปลว่าร่ำรวย) ถวายที่ดินโดยบอกแก่สมาชิกของคริสตจักรว่า “ผมจะถวายที่ดินส่วนหนึ่งให้เป็นที่ตั้งของโบสถ์” สมาชิกหลายคนก็เห็นว่าดี เพราะว่าสะดวกและประหยัด ไม่ต้องไปเสียเงินซื้อที่ดิน (เป็นธรรมดาอยู่แล้ว ของฟรีใครๆก็ชอบ)
ตอนแรกก็ไปได้อย่างราบรื่นแหละ ต่อมาอย่างที่กล่าวไว้แต่แรก มีปัญหาเกิดขึ้นเมื่อเขาคนนั้นมีความเชื่อถดถอย หรือเลิกเชื่อพระเจ้าก็ยึดเอาโบสถ์ของพระเจ้าไปเป็นของตนเอง หรือบางกรณีเขาไม่ชอบใจคณะเดิมและอยากจะเปลี่ยนการสังกัดใหม่ ก็เอาคริสตจักรย้ายไปขึ้นอยู่กับคณะอื่นนั้นตามใจชอบของเขา
เรื่องที่พบกันอยู่ซึ่งทำให้พี่น้องคริสเตียนน้ำตาตกคือ หลังจากเจ้าของที่ดิน(ของโบสถ์)เสียชีวิตไปแล้ว สิทธิอำนาจการครอบครองก็ตกมาถึงลูกหลาน แต่คนพวกนี้ไม่ได้มีความเชื่อหรือศรัทธาแก่กล้าเหมือนพ่อ ก็เรียกร้องกรรมสิทธิ์และยึดเอาที่ดินคืน เมื่อเร็วๆนี้ผู้นำคริสตจักรแห่งหนึ่งขอให้เราอธิษฐานเผื่อ เพราะโบสถ์ถูกไล่ที่ โดยลูกชายเจ้าของที่ดินยื่นข้อเสนอ(คำขาด)ว่า “ถ้าโบสถ์อยากจะอยู่ต่อไป ต้องจ่ายมาห้าล้านบาท ไม่งั้นต้องย้ายออกไป”
นี่เป็นเรื่องกลืนไม่เข้าคายไม่ออกจริงๆ!
องค์กรคริสตจักรกลุ่มสยามแบ๊บติสต์ของเรามีบทเรียนอันเจ็บปวดจากเรื่องแบบนี้ด้วย ครั้งหนึ่งมีสองสามีภรรยาเดินทางกลับจากอเมริกา หลังจากไปขุดทองที่นั่นหลายสิบปี ทั้งสองอ้างว่าเป็นคริสเตียนและมาร่วมนมัสการที่โบสถ์ของเรา เขามีที่ดินผืนหนึ่งค่อนข้างกว้างขวาง อยู่ห่างจากตัวเมืองออกไปราว ๒๐๐ กม. และให้ญาติเฝ้าดูแลไว้ ต่อมาญาติครอบครัวนี้ได้รับเชื่อในพระเยซูคริสต์ ทั้งสองจึงดำริให้มีการประกาศข่าวประเสริฐและมีสมาชิกเพิ่มขึ้นเกือบยี่สิบคน จึงตั้งคริสตจักร(โบสถ์)ขึ้นในที่ดินนั่น
ด้วยความไว้วางใจอย่างเต็มที่ จึงมีการแต่งตั้งให้เขาทั้งสองเป็นประธานและรองประธานของคณะกรรมการคริสตจักร เวลาผ่านไปราวสองปี เลขาธิการขององค์กรฯขอให้มีการเรียกประชุมระดับผู้นำคริสตจักรเพื่อให้ชี้แจงปัญหาและระบบการเงินของคริสตจักรที่ไม่ชัดเจน แต่เรื่องนี้ก่อให้เกิดความไม่พอใจอย่างมาก จึงมีการเขียนจดหมายขอลาออก(ทั้งคริสตจักร)ทันที ภายหลังมีข่าวแว่วๆว่าจะไปขึ้นสังกัดกับคณะอื่น(ซึ่งสังกัดใน สคท.เช่นกัน-ฮา)
หลากหลายกรณีที่หยิบยกมาพูดนี้เป็นเพียงส่วนน้อยของปัญหาคาบลูกคาบดอกและคาอกคาใจขององค์กรและหน่วยงานต่างๆที่สังกัดภายใต้ สคท.
จึงอยากจะให้มีการคิดใคร่ครวญ หาวิธีแก้ไขปัญหาอย่างเป็นรูปธรรมว่า
หนึ่ง จะมีการเรียกประชุมสมาชิกของ สคท. เพื่อพิจาณาเกี่ยวกับเรื่องนี้โดยเฉพาะ เปิดโอกาสให้ผู้นำจากคริสตจักรต่างๆได้เสนอปัญหา และเสาะหาวิธีการแก้ไขที่ได้ผลจริงๆ มิฉะนั้นแล้ว มันจะกลายเป็น “ดินพอกหางหมู” ทำให้อิรุงตุงนัง และถ่วงความเจริญเติบโตทางด้านจิตวิญญาณของพี่น้องคริสเตียน
มีหลายหน่วยงานอุธรณ์ว่า มูลนิธิของสหกิจคริสเตียนฯนั้นเล็กเกินไป ไม่สามารถรองรับที่ดินของบรรดาองค์กรและองค์การที่เป็นสมาชิกได้ ต่อเรื่องนี้ สคท.จะมีช่องทางแก้ไขเปลี่ยนแปลงและช่วยเหลืออย่างไร?
สอง จะมีการออกระเบียบข้อบังคับของ สคท. ให้ชัดเจนเกี่ยวกับการซื้อ(ขาย)ที่ดินของคริสตจักรต่างๆ จริงอยู่ตามธรรมนูญ/ระเบียบของ สคท. ระบุว่า เมื่อบรรดาสมาชิกมีเรื่องราวต่อกัน ก็ให้ร้องเรียนไปตามลำดับขั้นคือ จัดการกันภายในคริสตจักรก่อน หากไม่สำเร็จก็ส่งเรื่องไปที่คณะต้นสังกัด แต่ถ้ายังแก้ไขไม่ได้ก็ส่งเรื่องไปที่ สคท.เขตจังหวัด จากเขตจังหวัดก็ไปที่ภาค จากนั้นภาคก็ส่งเรื่องไปที่คณะกรรมการอำนวยการ สคท. และให้เรื่องมันจบที่นั่น
การตัดสินของคณะกรรมการอำนวยการ สคท.ถือว่าเด็ดขาด และยังมีข้อหนึ่งระบุด้วยว่า “สคท. ไม่สนับสนุนสมาชิกฟ้องร้องกันในศาล” แต่ตามความเป็นจริงเราพบว่า มีหลายกรณีที่เรื่องไปถึงมือตำรวจและฟ้องร้องเป็นคดีความกันที่ศาล
ในพระคัมภีร์เดิมเราเรื่องราวของชายคนหนึ่ง ที่ดูเผินๆแล้วเขาเป็นคนของพระเจ้า และแสดงท่าทีว่าอยู่ฝ่ายวิญญาณเปี๊ยบเลย ทุกคนนับถือเขาว่าเป็นผู้เผยพระวจนะ แม้แต่คนนอก(ที่ไม่เชื่อพระเจ้า)ก็ยังรู้สึกทึ่ง เกรงกลัวและให้เกียรติด้วยการส่งเกี้ยวมาเทียบเชิญไปแช่งสาปชนชาติอิสราเอล ตอนแรกๆเขาปฏิเสธแบบหัวเด็ดตีนขาดว่า ไม่มีทาง เป็นไปไม่ได้ แต่พอเห็นซองขาวและของขวัญเข้าหน่อยเท่านั้นแหละ ใจมันหวั่นไหวและชักจะเขว และบอกกับตนเองว่า “เอาก็เอา” (มันเหมือนกับผู้รับใช้ของพระเจ้าในสมัยนี้จำนวนไม่น้อย ที่เริ่มต้นรับใช้พระเจ้าด้วยความซื่อสัตย์ แต่พอเห็นเงินและที่ดินเข้าก็ตาโต และเป๋ออกนอกทางไปได้เหมือนกัน)
“อย่างไรก็ดี พระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่านทรงเปลี่ยนคำแช่งสาปให้เป็นคำอวยพรท่าน เพราะว่าพระเยโฮวาห์ทรงรักท่าน” (ฉธบ. ๒๓.๕)
เนหะมีย์ก็มีประสบการณ์คล้ายคลึงกัน เมื่อท่านได้ทำการเทศนาฟื้นฟูและปฏิรูปฝ่ายวิญญาณของชนชาติอิสราเอลในยุคกลับคืนสู่บ้านเกิดเมืองนอน (นหม. ๑๓.๑-๒)
ในพระคัมภีร์ใหม่ กิจการบทที่ ๕ เราก็เห็นสามีภรรยาคู่หนึ่งแสดงออกว่า เป็นคริสเตียนฝ่ายวิญญาณและรักพระเจ้า เห็นคนอื่นถวายก็อยากจะเลียนแบบบ้าง แต่ใจลึกๆยังรู้สึกเสียดาย เมื่อขายที่ดินแล้วก็ยักยอกเก็บไว้บางส่วน และเอาเงินส่วนที่เหลือไปให้แก่พวกอัครทูต เมื่อผู้รับใช้ของพระเจ้าถามว่า “เจ้าขายที่ดินได้เงินเท่านี้หรือ?” เขาก็ลอยหน้าลอยตาตอบว่า “เท่านั้นแหละครับ/ค่ะ”
ผลของการอยากได้หน้าและมุสาต่อพระวิญญาณบริสุทธิ์ ทำให้ทั้งสองคนล้มลงชักดิ้นชักงอและขาดใจตายอย่างเฉียบพลัน นี่มันอะไรกัน? ทำดีขนาดนี้(แต่โกหกนิดหน่อย)ถึงกับคอขาดบาดตายด้วยหรือ? ถ้าพระเจ้าจะทรงใช้มาตรฐานนี้กับคริสเตียนในปัจจุบัน คงจะมีข่าวลงหน้าหนังสือพิมพ์บ่อยๆว่า “คริสเตียนตาย(อีกแล้วครับท่าน)เพราะโกหก โลภและอยากได้หน้า”
เรามีความเชื่อร่วมกันว่า ปัญหาเรื่องที่อสังหาริมทรัพย์ขององค์กร องค์การและคริสตจักรที่อยู่ภายใต้สังกัดของสหกิจคริสเตียนฯ จะสำเร็จลุล่วงไปด้วยดี เมื่อเราช่วยกันแก้ไขปัญหาคาอก “คาบลูกคาบดอก” ที่เกิดขึ้น (เมื่อเราสามารถแก้ไขปัญหาภายในเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ปัญหาภายนอกก็ย่อมเป็นเรื่องจิ๊บจ๊อย) แล้วเรามีความเชื่อร่วมกันว่า พระเจ้าจะทรงอวยพระพร สคท. อย่างมากมาย
รู้สึกชอบใจมากในหนังสือคู่มือการประชุมใหญ่ครั้งที่ผ่านมา มีการกำหนดทิศทางและแนวทางปฏิบัติของ สคท.ไว้ ๕ ส. คือ หนึ่ง “ส่งเสริม” การทำพันธกิจอย่างเต็มศักยภาพ สอง “สนับสนุน” ผู้รับใช้ของพระเจ้า ให้ทุกคนมีคุณภาพชีวิตที่ดีและมีความสุข สาม “สานสัมพันธ์” ระหว่างสมาชิกให้มีความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน สี่ “สร้างโอกาส” ให้กับองค์กรคริสตจักรและองค์การให้ทำพันธกิจใหม่ๆ และห้า “สรรเสริญ” นมัสการพระเจ้าถวายเกียรติพระองค์ร่วมกับคริสตจักรท้องถิ่น
ให้เราเป็นไปดังที่เคยมีสโลแกนว่า
“สหกิจคริสเตียน เพียรเสริมความเชื่อ เกื้อหนุนคริสตจักร ยึดหลักพระคัมภีร์ เพื่อพี่น้องคนไทย”
มาถึงอีกยุคหนึ่ง สคท.ก็มีคติพจน์ว่า
“พันธกิจเป็นหลัก ความรักเป็นฐาน บริการเป็นเลิศ” (แม้จะมีบางคนบอกว่า มันคล้ายกับคำขวัญของโรงเรียนอนุบาลที่ไหนสักแห่ง!)
ผู้อ่านท่านใดที่มีความคิดดีๆเกี่ยวกับเรื่องเหล่านี้ อย่าเก็บไว้คนเดียวครับ (เดี๋ยวจะบูดและหนอนขึ้น-ฮา) โปรดเสนอความคิดมาที่ อีเมลนี้จะถูกป้องกันจากสแปมบอท แต่คุณต้องเปิดการใช้งานจาวาสคริปก่อน เพื่อผมจะนำไอเดียวของท่านเสนอต่อท่านประธานใหญ่ สคท.และลงในเว็บไซต์ www.thaisermons.com ต่อไป
พบกันฉบับหน้านะครับ.
[1] พจนานุกรมไทยฉบับมติชน ๒๕๔๗
แก้ไขล่าสุด (วันศุกร์ที่ 15 ตุลาคม 2010 เวลา 11:00 น.)








