“ลับ ลวง หลอก อำพราง”
ลับ : ที่อยู่พ้นสายตา, มองไม่เห็น, ที่ปกปิดไว้
ลวง : ทำให้หลงว่าเป็นจริง, หลอกให้คนจำนวนมากหลงเชื่อ
หลอก : ลวง, ทำให้หลงเชื่อ, ทำให้กลัว, ไม่แท้จริง
อำพราง : ปิดบัง, ปกปิด, ปิดบังโดยลวงให้เข้าใจผิด[1]
ครั้งหนึ่ง นักรบชาวกรีกในเทพนิยายกรีกชื่อเฮอร์คิวลิส (Hercules) ออกไปล่าหมูป่าที่ภูเขาอีไลแมนซัส และได้พบกับพวกเซนทอร์ (centaur)[2] และเกิดทะเลาะวิวาทกันอย่างรุนแรง พวกเซนทอร์รุมเล่นงาน จนเฮอร์คิวลิสต้องใช้ธนูอาบยาพิษด้วยเลือดของไฮดรายิงใส่ ปรากฏว่าพวกเซนทอร์ล้มตายเป็นเบือ
มีเรื่องเล่าว่า เซนทอร์ตนหนึ่งชื่อเนสซูส ซึ่งมัวเมาในกามสุขและเจ้าเล่ห์เพทุบาย ได้อาสาพาเจ้าสาวของเฮอร์คิวลิสข้ามแม่น้ำสายหนึ่ง โดยมีเฮอร์คิวลิสว่ายตามหลังมา แต่พอขึ้นถึงฝั่งได้เนสซูสกลับพาเจ้าสาวหนี เมื่อเฮอร์คิวลิสร้องบอกให้หยุดก็ไม่ยอมไม่หยุด
จนเฮอร์คิวลิสต้องใช้ธนูยิง เนสซูสเลือดท่วมตัวขณะที่กำลังจะตายก็ได้ฝากเสื้อเปื้อนเลือดไว้กับฝ่ายหญิง โดยลวงว่าเป็นเสื้อที่มีมนต์เสน่ห์ เมื่อใดก็ตามเธอรู้สึกว่าสามีไม่รัก ก็พยายามให้เขาสวมเสื้อตัวนี้ แล้วความรักก็จะกลับคืนมาเหมือนเดิม นี่เป็น “ลับ ลวง พราง” ของเนสซูส แม้ว่าตนเองจะต้องถึงความพินาศแล้ว แต่ก็ไม่วายที่จะ “แค้นนี้ต้องชำระ”
ด้วยเล่ห์กลมนต์ดำของเนสซูส วันหนึ่ง เฮอร์คิวลิสก็ถูกเสื้อรัดร่างจนถึงแก่ความตาย!
เรื่องราวทำนองนี้ก็ปรากฏในพระคริสตธรรมคัมภีร์เดิมด้วยเช่นกัน ในโยชูวาบทที่ ๙ กล่าวถึง “เล่ห์ลวงของชาวกิเบโอน”
วันหนึ่ง เมื่อโยชูวาพาชนชาติอิสราเอลยกทัพข้ามแม่น้ำจอร์แดนและตีได้เมืองเยริโคและดินแดนต่างๆได้แล้ว ข่าวนี้ทำให้คนเผ่าต่างๆที่อยู่แถบนั้นพากันหวาดกลัว บางพวกรวบรวมกำลังเพื่อต่อสู้ แต่บางคนพวกแสร้งทำเป็นมิตร
โดยเฉพาะเผ่ากิเบโอนทำเหมือนว่าเดินทางมาจากแดนไกลเพื่อสวามิภักดิ์ต่ออิสราเอล “เอากระสอบเก่าขาดๆบรรทุกหลังลา กับถุงหนังที่เก่าขาดและปะไว้บรรจุเหล้าองุ่น สวมรองเท้าเก่าและปะไว้ และสวมเสื้อผ้าเก่า ส่วนเสบียงอาหารก็แห้งและขึ้นรา
พวกเขามาหาโยชูวาที่ค่ายเมืองกิลกาลและบอกว่า “พวกข้าพเจ้ามาจากประเทศที่ห่างไกล ขอทำพันธสัญญา กับพวกข้าพเจ้าเถิด” (ข้อ ๔-๗) ผู้นำคนอิสราเอลจึงทำสัญญาไมตรีด้วย แต่ล่วงไปแค่สามวันเท่านั้นเอง โยชูวาก็ทราบว่า คนกิเบโอนอยู่แค่ปลายจมูกนี้เอง จึงรู้ว่าพลาดท่าเสียทีแล้ว แต่ก็ไม่สามารถแก้ไขอะไรได้ จึงปล่อยเลยตามเลยไป
เรื่อง “ลับ ลวง หลอก อำพราง” แบบนี้ก็ปรากฏในพระคัมภีร์ใหม่ด้วย
ในพระธรรมกิจการบทที่ ๒-๕ หลังจากที่พระวิญญาณบริสุทธิ์เสด็จลงมา ก็มีการฟื้นฟูจิตวิญญาณครั้งใหญ่ พวกสาวกได้ประกาศเทศนาข่าวประเสริฐของพระเยซูคริสต์ด้วยใจกล้าหาญ ปรากฏว่ามีผู้คนเข้ามารับความรอดกันอย่างล้น
หลาม คนเหล่านี้ได้รับการเปลี่ยนแปลงชีวิตเสียใหม่อย่างแท้จริง พวกเขาเอาจริงเอาจัง ร่วมประชุมนมัสการพระเจ้าอย่าง
สม่ำเสมอ อีกทั้งมีการขายสิ่งของต่างๆแล้วเอาเงินมาถวายเป็นกองกลาง เพื่อแจกจ่ายให้แก่คนยากจน
พระคัมภีร์บอกว่ามีสามีภรรยาขี้งกคู่หนึ่งชื่ออนาเนียกับสัปฟีราอยากจะหน้าบ้าง จึงขายที่ดินและแบ่งเงินไว้ครึ่งหนึ่ง แล้วเอาส่วนที่เหลือไปมอบให้แก่พวกอัครทูต เปโตรซึ่งมีเซนส์ในฝ่ายวิญญาณรู้ทันทีว่า หมอนี่มัน “ลับ ลวง อำพราง” แน่ จึงถามอนาเนียว่า เจ้าขายที่ดินได้เท่านี้หรือ เขาตอบว่า ครับ ได้เท่านี้แหละ เปโตรจึงกล่าวแก่เขาว่า เป็นคนโกหกหลอกลวง ไม่ใช่หลอลวงมนุษย์ แต่บังอาจหลอกลวงพระเจ้า
ทันใดนั้น อนาเนียก็ล้มลงขาดใจตาย และพวกเขาก็หามศพออกไป!
พอสักครู่สัปฟีราลอยหน้าลอยตาเดินทางถึง เปโตรก็ถามเหมือนเดิม เธอก็ตอบเหมือนสามี (คงจะมีการเตี๊ยมกันไว้แล้ว) แล้วนางก็ไม่อาจรอดชีวิตไปได้ คงจะไปนั่งอยู่กับอนาเนียที่แดนคนตาย และนึกเสียดายว่า เราไม่น่าวางแผนหลอกลวงคนของพระเจ้าเลย มันไม่คุ้มจริงๆ
เข้าประเด็น : สหกิจคริสเตียนแห่งประเทศไทย ซึ่งเป็นองค์การทางศาสนาที่ใหญ่อันดับสามของไทยเรา
เรื่องที่เล่ามาข้างต้นนั้น ทำให้คิดถึงเรื่องการบริหารงานของสหกิจคริสเตียนแห่งประเทศไทย ของคณะกรรมการชุด N ที่ต้องพบกับความยากลำบากนานัปการ ตั้งแต่เริ่มแรกเข้ามารับงานสานต่อจากคณะกรรมการชุด O ซึ่งหมดวาระลง กรรมการไก่อ่อนต้องมาเจอกับสภาพ “ลับ ลวง หลอก อำพราง” การปกปิด สารพัดรูปแบบ ทำให้หลงคิดว่าเป็นจริง ทำให้หลงเชื่อ และลวงให้เข้าใจผิด
ไล่ไปไล่มาก็พบว่ามีสาเหตุ(อันเชื่อได้ว่า)มาจากหลายประการ คือ
๑)กรรมการชุด N ถูกกล่าวหาว่า มาโดยไม่ชอบธรรมและโปร่งใส ในการเลือกตั้งมีการหาเสียง “ลอบบี้” และแจกโพยรายชื่อผู้ที่สมควรที่ได้รับการเลือกตั้งเป็นกรรมชุดใหม่
ถ้าจะพูดอย่างตรงไปตรงมา เรื่องแบบนี้มันมีมาทุกยุคทุกสมัย เพียงแต่ว่าจะทำแบบมิดเมี้ยนหรือโจ่งแจ้งเท่านั้น
เมื่อการเลือกตั้งสมัยโน้น(ประชุมกันที่ภาคใต้) ท่าน Si กำลังจะอำลาจากตำแหน่งประธาน และมีสองท่านที่ลงแข่งขันลงรับเลือกตั้งเป็นประธาน สคท. คือ ท่าน M กับท่าน W ตอนนั้นผมยังเป็นประธานของ สคท. เขตภาคเหนืออยู่ ผมก็เรียนท่าน M ตรงๆว่า ทางภาคเหนือมีสมาชิกที่มีสิทธิ์ออกเสียงจำนวนมาก พวกเราจะเทคะแนนให้ท่านได้เป็นประธาน สคท. ครั้งนั้นท่าน M ก็ตั้งให้ผมเป็นประธาน กกต.(กรรมการเลือกตั้ง) มีอำนาจตัดสินชี้ขาดว่า ใครมีสิทธิ์จะลงสมัครรับเลือกตั้งได้บ้าง
และแล้วอะไรเกิดขึ้น หลังจากขับเคี่ยวกันอย่างถึงพริกถึงขิง ท่าน M ก็ได้เป็นประธาน สคท.จริงๆ สมความภาคภูมิ สานฝันอันบรรเจิดของท่านให้สำเร็จ (นี่ไม่ใช่การทวงบุญคุณอะไรนะครับ – ฮา!)
ท่าน W ซึ่งเป็นคู่แข่งขันได้แค่ตำแหน่งรองประธานฯเท่านั้น แต่น่าเสียดายและเสียใจที่ต่อมาท่านก็ตัดช่องน้อยแต่พอตัว แทนที่ท่านจะลาออกไปเลย แต่กลับไม่ยอมเข้าร่วมประชุม กก.อำนวยการติดต่อกันถึงสามครั้ง ตามธรรมนูญของ สคท. ท่าน W จึงพ้นจากตำแหน่งรองประธานฯและกรรมการไปโดยปริยาย (หมายเหตุ : มีรายงานว่า ทุกวันนี้ท่านไม่มีตำแหน่งแห่งหนอะไรในคณะกรรมการ แต่แอบเข้ามาป้วนเปี้ยนที่ สคท.บ่อยๆเพื่อชี้นำบางอย่างแก่ประธานคนใหม่ แปลกแต่จริง!ระวังจะเป็นแบบ “ผู้มีบารมีเหนือ สคท.” เพราะภาพจะออกมาไปสวยนะเออ)
๒)ความเบื่อหน่ายต่อการใช้อำนาจอย่างฟุ่มเฟือยของท่าน “M”
ตลอดระยะเวลานับสิบๆปีที่ผ่านมาท่าน “M” ดำรงตำแหน่งเป็นเลขานุการ แต่ท่านได้กุมอำนาจเบ็ดเสร็จไว้ในมือ องค์กรคริสตจักร องค์การและมิชชันนารีหือไม่ได้เลย ท่าน “จะบีบก็ตาย จะคลายก็รอด” บริหารแบบชี้นำทุกอย่าง มีอำนาจมากกว่าประธานฯเสียอีก(ประธานตัวจริงก็เลยกลายเป็นเพียงแค่หุ่นเชิดเท่านั้น) แม้ว่าขณะนั้นจะไม่มีตำแหน่งเลขาธิการ แต่ก็มันก็เหมือนมีนั่นแหละ เพราะอำนาจของท่าน “M” นั้นล้นฟ้าจริงๆ
พอได้มาดำรงตำแหน่งประธาน สคท. ท่านก็เลยรวบสองตำแหน่งเข้าด้วยกันเสียเลยคือ ประธานฯและเลขาฯ ส่วนเลขาฯตัวจริงก็ได้แต่แบ๊ะๆ ในการบริหารแบบนี้ชาวโลกเขาเรียกว่า “ตำแหน่งประธานฯ แต่นิสัยเป็นเลขาฯ” ทุกครั้งที่มีการประชุมคณะกรรมการอำนวยการ ท่านเป็นเผด็จการโดยพูดและเสนออยู่คนเดียว เรื่องต่างๆจะบงการให้ผู้จัดการ P ทำพิมพ์เขียวมาเรียบร้อยแล้ว จากนั้นท่านก็จัดการเสร็จสรรพ “ชงเองและกินเอง”
มีหลายคนอดเป็นห่วงและแสดงความวิตกวิจารณ์ว่า ระวังไว้ให้ดีเถอะ “ว่าแต่เขา อิเหนาเป็นเอง” ประธานคนปัจจุบันจะมาอีหรอบเดียวกัน อำนาจมันทำให้คนเหลิงได้ เรื่องนี้เราจะไปพูดกันอย่างรายละเอียดในบทความตอนต่อไปเรื่อง “ผู้มีบารมีเหนือ สคท.”
ศจ. “S” ได้เดินมาพบผมที่เชียงใหม่ และยอมรับกับผมว่า “อาจารย์ “M” เป็นคนเก่ง แต่เสียเพราะพูดมากและชอบใช้อำนาจข่มคนอื่น โดยเฉพาะกับคนที่ไม่เห็นด้วยและพวกมิชชันนารีที่ไม่ค่อยให้ความร่วมมือ อาจารย์ “M” มักขู่ว่าจะไล่ออกจาก สคท.”
ผมเอง(นายธวัช เย็นใจ)ก็บอก ศจ. “S”ว่า ท่าน “M” ก็เคยขู่ไล่ผมออกจากสหกิจคริสเตียนฯมาแล้วเหมือนกัน
ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ประธานกรรมการ สคท. ที่มาจากภาคต่างๆ (๖ ภาค)ก็เลยกลายเป็นแค่ “ตรายาง” เท่านั้น! เสนออะไรมายกมือให้ ประชุมเสร็จรับเบี้ยประชุมและค่าเดินทางกลับบ้าน อีกสามเดือนค่อยมาว่ากันใหม่ นี่ไงทำให้ สคท.ตกอยู่ในกำมือของคนเพียงสี่ห้าคน งานของ สคท. มันจะจึงไม่เจริญก้าวหน้าไปสักที
๓)การเสพติดอำนาจ ความจริงที่ต้องยอมรับ เหมือนเด็กเล็กๆเมื่อไม่ได้ดังใจก็ล้มตัวลงกลิ้งชักดิ้นชักงอ คือ จะเอาให้ได้ว่างั้นเหอะ!
บรรดาสมาชิกที่เข้าร่วมประชุมใหญ่ของ สคท.ที่พัทยาครั้งที่ผ่านมาก็คงจะประจักษ์แก่ตาแล้วว่า มีการเสนอชื่อของสองทีมเพื่อแข่งขันเป็นกรรมการ นั่นยังไม่เท่าไหร่ แต่ไฮไลน์เข้มข้นอยู่ในวันปิดประชุม เรียกว่า “ฟางเส้นสุดท้ายที่ทำ
ให้ม้าหลังหัก” อยู่ตรงที่การเลือกตั้งประธาน สคท. เมื่อการเสนอชื่อ(ม้ามืด) ดร.ปรีชา เจ็งเจริญลงแข่งขันกับ ศจ. ยุทธศักดิ์ ศิริกุล ผู้คร่ำหวอดอยู่ มันเหมือนกับการเอาไม้ซีกไปงัดไม้ซุง หรือตั๊กแตนไปหาญสู้กับช้างสาร ยังไงยังงั้นแหละ มองตามสายตาเราๆท่านก็บอกว่า คนเก่ากางมุ้งรออยู่ก่อนแล้ว ส่วนคนใหม่ก็กระไรเลย ช่างไม่เจียมบอดี้
ชาวบ้านเขาบอกว่า อิทธิพลของท่าน “M” ไม่มีมนต์ขลังพอ เมื่อผลออกมาพลิกความคาดหมาย ดร.PR ชนะแค่คะแนนเดียว (ผมมักเรียกท่านว่า “อาจารย์คะแนนเดียว” เพราะครั้งก่อนมีการเลือกตั้งประธานภาคเหนือ ท่านก็ชนะ ศจ. K แค่คะแนนเดียวเหมือนกัน) นั่นหมายถึงแผนการอะไรๆในอนาคตที่วางไว้อย่างสวยหรู ก็พลอยล่มสลายไปด้วย เช่น การเปลี่ยนแปลงธรรมนูญ สคท.เสียใหม่ ให้มีการเลือกตั้งเลขาธิการเข้ามาบริหาร (คือท่าน “M” นั่นแหละจะเข้ามานั่งในตำแหน่งนี้ เพราะถ้าจะพูดไปตามความจริง ในยุคนี้ทั่วใต้หล้าไม่มีใครเหมาะสมเท่ากับท่านอีกแล้ว) ถ้าเป็นไปดังนี้ก็จะเปลี่ยนโฉมหน้าของ สคท.ไปทั้งหมดเลย
๓)ลับ ลวง หลอก อำพราง
คณะกรรมการสหกิจคริสเตียนฯชุดนี้มีความแตกต่างออกไป กรรมการชุดอื่นๆที่ผ่านมามักจะมีการผสมผสานกันระหว่างกรรมการรุ่นใหม่กับรุ่นเก่า ไม่ว่าจะเป็นกรรมการบริหาร กรรมการมูลนิธิ และกรรมการอื่นๆ แต่ส่วนมากอำนาจจะตกอยู่ในมือกรรมการรุ่นเก่า(อย่างเหนียวแน่น) จะเห็นว่ากรรมการจากภูธร(ภาคต่างๆ)ไม่มีโอกาสได้นั่งในตำแหน่งบริหาร
มาประชุมเพื่อยกมือเท่านั้น
แต่คณะกรรมการ สคท. ชุดนี้มีการปฏิรูปเสียใหม่ เรียกว่า “กลับ ๑๘๐ องศา” กันเลยทีเดียว ชนิดเรี่ยมเร้เรไร กรรมการจากภาคต่างๆมานั่งกันพรึบพรับเพื่อบริหาร ส่วนคนกรุงเทพฯให้ไปนั่งตบยุงกันก่อน(ก็แล้วกัน) นี่เองอาจจะเป็นชนวนทำให้เกิดความไม่พออกพอใจ มีการวางแผน วางยา ขุดหลุมพราง และกับดัก โดยหวังว่า กรรมการพวกนี้จะพลาดท่าเสียทีตกลงไปบาดเจ็บและล้มตายกัน(บ้างล่ะ)
อย่างแรก “สมอ้าง” ทั้งๆที่รู้ว่าตนเองหมดวาระการเป็นกรรมการไปแล้ว แต่เมื่อทางต่างประเทศติดต่องาน สคท.มา ก็ยังทำเป็นว่าไขสือให้เข้าใจไปในทำนองว่า ตนเองยังนั่งเก้าอี้กรรมการอยู่นะ เท่านั้นไม่พอยังดำเนินการจัดประชุมตามปกติ เหมือนกับว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น จนประธานตัวจริงต้องทำหนังสือแจ้งไปยังต่างประเทศว่า มีการเปลี่ยนแปลงหน้าที่ตำแหน่งกันแล้วนะ
อย่างที่สอง ได้มีความพยายามการดำเนินงานบางอย่าง ทำนองลักลั่นและลองของ โดยไม่ผ่านการอนุมัติหรือเห็นชอบของคณะกรรมการบริหารชุดใหม่ เพื่อจะชิมลางดูว่า กรรมการ สคท. ชุดนี้มีวอเตอร์เมดิซีน(น้ำยา)ไหม หรือเป็นเพียงแค่ “เสือกระดาษ” เท่านั้นเอง? นอกจากนั้น ท่าน “M” ยังได้มีการเชิญคณะกรรมการ สคท.ทางภาคเหนือ และผู้นำคริสตจักรราว ๔๐๐-๕๐๐ คนไปกินเลี้ยงที่โรงแรมแห่งหนึ่งในเชียงใหม่ เพื่อเช็คฐานเสียงสำหรับการหวนกลับมาเป็นประธานฯ ในสมัยหน้า(ชัวร์!)
อย่างที่สาม ภาษาสมัยใหม่เรียกว่า “ดิสเครดิต” กันชนิดอย่างหนาตราช้างเลย ท่าน “M” ได้จัดงานมงคลโดยเชิญแขกเหรื่อมาจนเกือบล้นห้องประชุม แต่คณะกรรมการ สคท. ชุดใหม่ไม่มีใครได้รับบัตรเชิญ (นอกจากสามสี่คนที่โยงใยอยู่กับท่าน “M”) สายรายงานมาทางทรูมูฟว่า โต๊ะแขกเหรื่ออื่นๆค่อนข้างเต็มหมด แต่โต๊ะของคณะ กรรมการ สคท. กลับโหรงเหรงบางตา ทำให้ผู้คนคิดไปว่า เหตุที่พวกกรรมการฯไม่มาก็เพราะมีความขัดแย้งและไม่เหยียบหัวแม่เท้ากันอยู่กระมัง
โอ้โฮ ลับ ลวง หลอกและอำพรางได้เนียนจริงๆ
ที่น่าตกใจไปมากกว่านั้นก็คือ เมื่อถึงเวลาถ่ายรูปร่วมกัน มีเสียงประกาศว่า ขอเชิญคณะกรรมการสหกิจคริสเตียนฯ ขึ้นมาเป็นเกียรติถ่ายรูปร่วมกันหน่อย ก็เลยมีแต่พวกเจ้าหน้าที่ของสำนักงาน สคท. และกรรมการบางคนขึ้นไป ดูหรอมแรมและน่าสมเพชเหลือเกิน ทำให้ผู้ร่วมงานเลี้ยงเห็นว่า เออ ไอ้กรรมการพวกนั้นไม่ชอบท่าน “M” จริงๆแฮะ ขนาดงานมงคลอย่างนี้ยังไม่ยอมเยื้องกรายมาให้เกียรติกันสักนิด
นี่วางแผนเก่งพอๆกับเซนทอร์ เนสซูส และอนาเนียกับสัปฟีราเลยนะเนี่ยะ
ถ้าโปร่งใสและไม่มีเลศนัยจริง ทำไมไม่ประกาศว่า “ขอเชิญกรรมการ สคท.ที่เจ้าภาพส่งการ์ดเชิญขึ้นมาแสดงความยินดีกับ... และกรรมการส่วนใหญ่ที่เจ้าภาพไม่ได้ส่งบัตรเชิญนั้น เจ้าภาพต้องขออภัยด้วย ถือว่าเป็นความบกพร่องของเจ้าภาพอย่างแท้จริง”
ถ้าอย่างนี้ก็ถือว่ารักกันจริง.
- โดยพละการของกรรมการบางคน) ซึ่งอยู่เบื้องหลังมีเงาทะมึน เพื่อจะผลักดันให้ สคท.ผ่านร่าง พรบ.โปรเตสแตนท์ให้สำเร็จจงได้ (ซีน่า)
- การอำนาจโดยพละการ และการล้วงลูกของกรรมการชุดใหม่บางคน
- และอีกหลายหลายความคิด ที่ไม่มีใครกล้าพูดมาก่อน
- ไม่อ่านไม่ได้แล้ว!
[1] พจนานุกรมฉบับมติชน ๒๕๔๗
[2] แซนทอร์เป็นอมนุษย์ประเภทสัตว์ (creature) สืบเชื้อสายมาจากเทพอพอลโล อันมีแซนทอร์ แซทร์ หรือแซทเทอร์ (satyr) มีลักษณะเป็นครึ่งคนครึ่งม้า มีถิ่นฐานอยู่บริเวณเทือกเขาเปลิออน แคว้นเทสซาลี อยู่ทางภาคกลางค่อนทางเหนือของประเทศกรีก อมนุษย์พวกนี้มักมีอารมณ์รุนแรง เป็นจอมวางแผน ชอบต่อสู้ แย่งชิงและกบฏ หมกมุ่นอยู่กับเรื่องเพศและอำนาจ








