แตกต่างแต่ไม่แตกแยก!
เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา ผมได้เขียนบทความเรื่อง "การล้มในพระวิญญาณ" ลงในเว็บไซต์ของคริสตชนไทยและในเว็บไซต์ของผมเอง (www.thaisermons.com)
ปรากฏว่าหลังจากนั้นมีเสียงตอบรับเซ็งแซ่ ทั้งด้านบวกและด้านลบ คือมีหลายคนเห็นด้วยตามหลักการของพระคัมภีร์ แต่ก็มีหลายคนคัดค้าน ขุ่นเคืองใจและรุ่มร้อนเป็นฟืนเป็นไฟ ผมถือว่านี่เป็นเรื่องของประชาธิปไตยของคริสเตียนครับ ไม่จำเป็นที่ทุกคนต้องเห็นด้วยกันจึงจะถือว่าเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันได้ สุภาพ สตรีท่านหนึ่งอ่านบทความเรื่องนี้(ทั้งๆที่ไม่ค่อยสนใจอ่านเรื่องราวของ คริสเตียนแบบนี้เท่าไหร่)และเขียนมายาวเหยียดบอกว่าทั้งหมดทั้งปวงที่ว่ามา นั้นเห็นด้วยร้อยเปอร์เซนต์ แต่บางคนก็บอกด้วยความตกอกตกใจว่า หยุดเถอะอย่าเถียงกันในเรื่องนี้เลย เพราะไม่เสริมสร้างจิตวิญญาณ (โอว..โฮลี่ โฮลี่!)
มีสุภาพบุรุษท่านหนึ่งชื่ออาจารย์รีวัฒน์ ได้กรุณาเขียนจดหมายไฟฟ้า (E-Mail) มาบอกว่า "คุณธวัช เย็นใจ คุณเป็นนักเขียนที่ก่อให้เกิดความแตกแยกและผมจะไม่อ่านหนังสือของคุณธวัชอีกต่อไปเพราะไม่เชื่อในเรื่องฤทธิ์เดชของพระเจ้า" ผมก็เลยต้องตอบท่านไปว่า
ประการแรก สิ่งที่ท่านบอกมานั้นผมขอบคุณอย่างมาก แต่ขอปฏิเสธเด็ดขาดว่ามิได้มีเจตนาให้เกิดความแตกแยกในกลุ่มคริสเตียนแต่อย่างไรเป็นเพียงแสดงความคิดเห็นเท่านั้น ผมเห็นว่าเป็นอย่างนี้ถ้าท่านเห็นเป็นอย่างอื่นก็สามารถแสดงความคิดเห็นได้จากนั้นเราจะพากันไปหาหลักฐานจากในพระวจนะของพระเจ้าด้วยกันและถือว่าพระคัมภีร์เป็นข้อยุติ (ตกลงไหมครับ?)ประการที่สอง ท่านบอกว่า คุณธวัชไม่เชื่อในเรื่องฤทธิ์อำนาจของพระเจ้าผมคิดว่านั่นเป็นการด่วนสรุปเกินไปเพราะท่านแทบจะไม่รู้จักผมเลยว่ามีหัวนอนปลายเท้าและความเป็นมาอย่างไร
อยากจะเล่าประวัติสักนิด ตอนเป็นวัยรุ่นนั้นผมทำบาปทำชั่วสารพัดเป็นนักดื่มตัวยง นักเที่ยวกลางคืน ติดยาเสพติดมั่วเซ็กส์และถูกจองจำอยู่ในคุกนานนับปี หลังจากพ้นโทษมาแล้ว
วันหนึ่งผมก็ได้พบกับองค์พระเยซูคริสต์ ได้สัมผัสกับความรัก พระคุณสันติสุขและรอดพ้นจากความผิดบาป มีชีวิตนิรันดร์นี่คือฤทธิ์อำนาจอันยิ่งใหญ่ที่ผมสามารถสัมผัสแตะต้องได้และฤทธิ์อำนาจนี้ดำรงอยู่ในตัวผมจนถึงทุกวันนี้ครับ ขอบพระคุณพระเจ้า ที่ผมมีโอกาสไปเรียนพระคัมภีร์ถึงสองสถาบัน(แต่ไม่จบสักแห่ง) ต่อมาอีกหลายปีเขาสงสารจึงให้ประกาศนียบัตรมาหนึ่งใบ
ปริญญาตรีศาสนศาสตร์หนึ่งใบ และปริญญาโททางด้านศิษยาภิบาลศาสตร์(M.Min)อีกหนึ่งใบ แต่จำไม่ได้ว่าเอาแผ่นกระดาษเหล่านี้ไปเก็บไว้ที่ไหน คงจะทิ้งอยู่แถวห้องเก็บของใต้บันไดที่ไหนสักแห่ง! เมื่อได้ถวายตัวและรับใช้พระเจ้ามานานหลายปี (รับใช้พระเจ้าตั้งแต่อายุ ๒๒ ปีจนปัจจุบันเลย ๖๐ปีแล้วครับ-แฮ่!) เคยทำงานหลายอย่าง
ทั้งองค์การและคริสตจักรสอนในสถาบันพระคริสตธรรมและตั้งคริสตจักรหลายแห่งได้พบได้เห็นการอัศจรรย์ของพระเจ้ามากมาย เช่น การหายโรค การพูดภาษาแปลกๆ(นั่นต้องเป็นของจริงนะครับ) การขับผีวิญญาณชั่ว ฯลฯผมเชื่อเรื่องเหล่านี้อย่างไม่มีข้อสงสัยเพระมีบันทึกไว้อย่างชัดเจนในพระคัมภีร์แต่ถ้าอะไรที่ไม่ปรากฏในพระคัมภีร์หรือคลุมเครือก็เพียงตั้งข้อสงสัยไว้ก่อน
และเสนอความคิดเห็นออกมาเป็นบทความหรือข้อเขียน...ก็แค่นั้น! เปาโลบอกแก่สมาชิกในคริสตจักรโครินธ์ว่า "พวกท่านต้องพูดด้วยความละอายว่า เราอ่อนแอเกินไป" (๒ คร. ๑๑.๒๑)
ผมขอพูดตรงๆเหมือนกันว่า คริสเตียนไทยเรา(หลายคน)ก็อ่อนแอเกินไป เปราะบางมาก มักมองเพียงแง่มุมเดียว ขี้น้อยอกน้อยใจ
เหมือนไข่ในหินที่ต้องคอยโอ๋ตลอดเวลา อ่อนไหวง่ายเหลือเกิน ใครแตะต้องไม่ค่อยได้ บางครั้งดันทุรัง และไตร่ตรองน้อย หลับหูหลับตาเชื่อไปเรื่อย แล้วแต่ผู้นำจะจูงจมูกไปทางไหน โดยไม่ได้ศึกษาค้นคว้าพระคริสตธรรมคัมภีร์ให้ถ่องแท้ เพื่อจะรู้แจ้งเห็นจริง แบบนี้น่าเป็นห่วงจริงๆ มันเหมือนกับพวกที่เดินขบวนปิดถนนประท้วงเย้วๆ หลงคารมของแกนนำกับนายใหญ่ที่นั่งอยู่บนหอคอยงาช้างในแดนไกล และคนกลุ่มนี้เอาแต่ฟังความข้างเดียว ผู้คนก็เลยบาดเจ็บและสูญเสียชีวิตเหมือนผักเหมือนปลา บ้านเมืองก็วินาศสันตะโรลุกเป็นไฟไง!
ผู้นำฝ่ายจิตวิญญาณจะต้องต้านแรงเสียดทานได้ดี มีคนบอกผมว่าแกะตัวที่แข็งแรงที่สุดจะเบียด ดัน และแทรกตัวเองไปอยู่ตรงกลางฝูง ซึ่งเป็นที่ปลอดภัยที่สุด แต่สำหรับผู้นำคริสเตียนผมคิดว่า จะต้องอยู่รอบนอกคอยระมัดระวังศัตรูที่จะเข้ามาจู่โจมคือ พวกหมาป่า (คำสอนเท็จ) สิงโต (อำนาจการควบคุม) และผีมารซาตาน เหล่าวิญญาณชั่วและเนื้อหนังฝ่ายต่ำ ก็มาคิดว่า ในยามปกติเรายังอ่อนไหว(อ่อนแอ)กันขนาดนี้ยามเกิดหน้าสิ่วหน้าขวานจะเป็นอย่างไรหนอ เช่น มีการกดขี่ข่มเหง และการทำลายล้างความเชื่อของคริสเตียน
และการไล่ล่าประหัตประหารชีวิตขึ้นมา เราจะสามารถทนทานได้หรือ?
(จินตนาการไม่ออกจริงๆ!)
ในพระคัมภีร์ทั้งเดิมและใหม่เราจะพบว่า "ความคิดเห็นแตกต่างกัน"
เป็นเรื่องปกติ เช่น อับราฮัมกับโลตมีความเห็นต่างกันในเรื่องที่ดินทำกิน
ทั้งสองก็แยกทางกันเดิน แต่วันหนึ่งเมื่อโลตประสบกับปัญหา
เราจะเห็นว่าอับราฮัมก็รีบยื่นมือเข้าไปช่วยเหลือทันที
ในพระธรรมกาลาเทียเราพบว่า เปาโลกับเปโตรต่างก็เป็นอัครทูตทั้งคู่
แต่วันหนึ่งเปาโลเห็นพฤติกรรมของเปโตรเปลี่ยนไป
ในเรื่องท่าทีต่อคนต่างชาติ ท่านทนไม่ไหวจึงตำหนิต่อหน้าอย่างตรงไปตรงมา
เปโตรก็มิได้โกรธและคิดว่าเปาโลเป็นศัตรู
แต่ทั้งสองได้จับมือกันที่จะทำพันธกิจของพระเยซูให้เจริญก้าวหน้าต่อไป
โดยเปาโลตั้งเข็มไปที่กลุ่มคนต่างชาติ
ส่วนเปโตรมีเป้าหมายมุ่งไปที่กลุ่มคนยิว (กท.๒.๙-๑๔)
ในพระธรรมกิจการเราก็พบกรณีไม่เห็นด้วยกันของนักประกาศสองคน คือ
เปาโลกับบารนาบัส ปัญหามันจากมีความคิดเห็นแตกต่างกันในเรื่องของมาระโก
เปาโลเห็นว่าในการเดินไปประกาศข่าวประเสริฐในเที่ยวต่อไป
จะไม่เอามาระโกไปด้วย เพราะเขาละทิ้งท่านแบบ "เลิกร้างกลางคัน"
แต่บารนาบัส(ชื่อนี้หมายถึงลูกแห่งการหนุนน้ำใจ)ยังให้โอกาสแก่ชายหนุ่มมาระโก
และอยากจะพาไปด้วย เมื่อตกลงกันไม่ได้
ท่านทั้งสองก็จับมือกันแบ่งกันเป็นสองทีมและแยกย้ายกันไปประกาศเรื่องพระคริสต์
แล้วพระเจ้าทรงอวยพระพรให้ทั้งสองทีมก็เกิดผลอย่างมากมาย (กจ. ๑๕.๓๖-๔๑)
อีกตัวอย่างหนึ่งจากคริสตจักรเมืองโครินธ์
ในสมัยนั้นถือว่าเป็นโบสถ์ใหญ่ที่เจริญก้าวหน้าอย่างมากมาย
สมาชิกเจริญเติบโตฝ่ายจิตวิญญาณ
มีการใช้ของประทาน(เกือบทุกชนิด)ฝ่ายวิญญาณกันอย่างกว้างขวาง
จนอาจเรียกว่าใช้แบบ "ฟุ่มเฟือย" ก็ว่าได้
แต่คริสเตียนโครินธ์มีความเห็นที่แตกต่างกัน ศีลธรรมเสื่อมโทรม
ขาดความเป็นระเบียบวินัย คริสเตียนเป็นคดีความฟ้องกันถึงโรงถึงศาล








