คนที่สอง ขอพูดด้วยคนครับ
วันก่อนผมได้มีโอกาสพูด
คุยกับเพื่อนผู้รับใช้ท่านหนึ่ง ที่ได้เข้าร่วมประชุมที่ไต้ร่มเมื่อวันที่ 22
ที่ผ่านมา "ผมเสียดายที่ผลออกมาเป็นอย่างนี้ ตอนแรกก็ยังพูดคุยกันดี ๆ
บรรยากาศเต็มด้วยความรักและอภัย แต่ไหงตอนท้ายกลายเป็นว่าปลดคนนั้น คนนี้ ตอนท้าย
ๆ ทุกคนเริ่มหิวข้าว ตากำลังจะลายแล้วพอให้รีบโหวตยกมือปลด เห็นเขายก
ผมก็ยกบ้าง" กฏแห่งความรักกลายมาเป็นกฏโหดปลดแหลกตอนใหนไม่รู้ มันไวมาก การประชุมผ่านไป 1 อาทิตย์
แถลงการณ์จากทั้งสองฝ่ายเริ่มออกมาโต้ตอบกัน
ฝ่ายเงียบไปก่อนเห็นจะเป็นฝ่ายม็อบอาวุโส เพราะผ่านมาตั้ง 7 วัน
ถึงมีแถลงการณ์ออก คิดอะไรกันอยู่
หรือว่าทบทวนไป ทบทวนมา เอ้ย เราเสียเปรียบนี่หว่า
เลยต้องคิดหาทางแก้เกมกันเป็นพัลวัล
การใช้กฏเริ่มไต่ระดับความรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ จากการปรึกษาหารือแบบพี่ ๆ
น้อง ๆ กลายมาเป็นต้องมีทนาย นักกฏหมายนั่งอยู่ด้วย การเจรจาต่อรอง ระมัดระวังขึ้น
ทั้งสองฝ่ายต่างมีข้อได้เปรียบ เสียบเปรียบกันคนล่ะข้อสองข้อ
ฝ่ายยึดอำนาจ(เรียกตามผ่ายถูกยึดเรียก วึ่งก็ งง งง ใครยึดอำนาจใคร
ทีแรกทั้งหมดร่วมกันต่อสู้เพื่อโค่นเผด็จการ ถ้าเป็นผม ผมจะเรียกฝ่ายโค่นเผด็จการ
ส่วนอีกฝ่ายผมขอเรียกฝ่ายทวงคืนอำนาจ ซึ่งฝ่ายหลังนี่ไปร่วมกับฝ่ายอำนาจเผด็จการเดิม
ก็เลยเรียกรวมกันว่าฝ่ายทวงคืนอำนาจ
ที่เรียกฝ่ายเผด๊จการเดิม
นั้นมีเบื้องหลังเผด็จการจริง ๆ ครับพี่น้อง ไม่ใช่เรียกเล่น ๆ เอ้า..จะย้อนอดีตเรื่องเผด็จการให้ฟัง
ก็เมื่อคราวที่เลือกกรรมการกันที่ภูเก็ต ปกติแล้วตามธรรมนูญก็ต้องเลือกกันภายในกรรมการ
อาทิตย์กว่า
ฝ่ายยึดอำนาจหรือผ่ายโค่นเผด็จการ
เริ่มตั้งหลักได้ แกมึนอยู่ตั้งนาน
เอ้ย....งานนี้ใครหลอกใคร ใครยึดใครโค่นใคร ตูงงไปหมดแล้ว
ว่าแล้วแกก็ควักสะตังส่วนตัวนั่งเครื่องเช้าไปเย็นกลับ ปรึกษานักกฏมายทั่วประเทศ
มือกฏหมายที่ใหนว่าเจ๊งค่าปรึกษาเท่าใหร่เท่ากัน
ด้วยความอยากรู้ว่าใครหลอกใครที่สำคัญ อั๊วไม่ยอมถูกใครหลอกแน่ ไม่กี่วันแกก็ได้คำตอบ
กฏมายองกร กฏหมายมูลนิธิ
ธรรมนูญสหกิจ พอนักกฏหมายเห็น
และฟังเรื่องเท่านั้น นักกฏหมายบอกหวานหมู
หน่วยงานอื่นซับซ้อนกว่าเยอะ
ขอบคุณพระเจ้าที่ธรรมนูญสหกิจเขียนด้วยความรัก มันน่าจะจบลงด้วยความรัก
ธรรมนูญจึงเขียนไว้ไม่ซับซ้อน ถ้าทุกอย่าดำเนินไปตาธรรมนูญและใช้กฏแห่งความรักควบคู่กันไปก้ไม่มีปัญหา แต่นี่มีกฏ คนใช้กฏก็จะแหกกฏอยู่เรื่อย แหกตั้งแต่คุณสมบัติประธาน
อะหลุ่ยอะหล่วย ด้วยความรักจนเป็นเรื่อง มันน่าเศร้า หรือน่าขอบคุณพระเจ้าดี เรื่องขาดคุณสมบัติของประธาน
นักกฏหมายฟังแล้วก็หัวเราะ เรื่องมันง่ายจะตาย ขาดคุณสมบัติก้ปลดทันทีตามกฏหมาย
ใครปลดก็ได้ ถ้าไม่ปลดคนที่ไม่ปลดก้โดนปลด ฐานละเว้น ยกตัวอย่างเทียบเคียง รัฐมนตรีไม่จบปริญญา สืบรู้ชัดเจนเมื่อไหร่ก็ปลดเมื่อนั้น มีผู้ที่จิตวิญาณสูงส่งแย้งว่า
ย
กตัวอย่างฝ่ายโลกทำไม เอ้า…..ก็ท้าทายกันเย๊งๆว่าจะฟ้องทั้งแพ่งและอาญา
ได้ยินจากผู้อาวุโสที่คนเคารพทั้งเมืองกล่าวว่า "ต้องฟ้องทั้งทางแพ่งและอาญา
เรียกเงินของพวกเรากลับคืนมาให้หมด เสียง เฮ ฮือฮา มาแทนคำว่าอาเมน ผมก็หมดศรัทธาท่านผู้นี้ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา
เรื่องมาถึงขนาดนี้แล้ว ไม่มีโลก ไม่มีวิญญาณแล้วครับ เราทุกคนกลับมาเท่ากันหมดคือ
มนุษย์ทุกคนเป็นคนบาป
นอกจากจะบาปแล้วยังตกจากระดับอันเนื่องมาจากการเป็นความกันด้วย ภาวนาครับอย่าให้ถึงโรงถึงศาลเลยครับ
ใครจะแพ้ใครจะชนะ เดาง่ายจะตาย ฝ่ายที่รู้ว่าตัวเองชนะแน่ ๆ ก็อย่า ทนงเลยครับ
ฝ่ายที่พลั้งพลาดก้ออย่าโทษว่าไม่มีความรักเลยครับ
ก็ท่านปล่อยให้เรื่องมันผ่านมาจนเลยกฏแห่งความรักไปแล้ว แต่สิ่งสำคัญที่สุดในชีวิตของคนบาปอย่างเราคือ
ความรักไม่มีวันสายครับ นอกจากว่าท่าน ท่านจะไม่ยอมรับว่าท่านเป็นคนบาป
อย่างนี้พระเจ้าก็คงช่วยไม่ได้ครับ.
โดย ดาบเอลียาห์
แก้ไขล่าสุด (วันพฤหัสบดีที่ 01 กันยายน 2011 เวลา 06:10 น.)








