ให้อภัยกันดีกว่า
บทความเพื่อผู้นำจิตวิญญาณ
ให้อภัยกันดีกว่า
ธวัช เย็นใจ
“เมื่อเราทำร้ายคนอื่น เรากำลังทำร้ายพระเจ้า
เมื่อผมทำผิดต่อคุณ ผมกำลังทำบาปต่อพระองค์
เมื่อผมขโมยของคุณ ผมก็ลักของของพระเยซูคริสต์
เมื่อผมโกหกคุณ ผมก็กำลังมดเท็จต่อพระองค์
เมื่อผมไม่ให้อภัยคุณ ผมก็หมิ่นประมาทพระคุณของพระเจ้า
ความจริงที่ปรากฏในพระคัมภีร์คือเราเป็นอวัยวะในพระกายของพระคริสต์ เราขาดกันและกันไม่ได้ ผู้รับใช้ท่านหนึ่งได้เล่าเรื่องของไคลด์ ปีเตอร์สัน ซึ่งมีฟาร์มวัวอยู่ในรัฐไวโอมิ่ง สหรัฐอเมริกา เขาต้องปักเสาและล้อมรั้วด้วยลวดหนามรอบที่ดินหลายกิโลเมตร หมดเสาซึ่งเป็นไม้สนซีดาร์ไป ๖๐๐ ต้น ปีเตอร์สันกล่าวว่า “เสาทุกต้นล้วนมีความสำคัญ หากเสาต้นหนึ่งล้มลง วัวทั้งฝูงก็จะเฮโลหนีออกไปภายนอก”
“เห็นไหมครับ?” เขากล่าว “เสาต้นอื่นๆอีก ๕๙๙ ต้นมีความสำคัญก็จริง แต่ไม่สามารถกักขังฝูงวัวเอาไว้ได้”
นี่เป็นภาพในพระกายของของพระเยซูคริสต์ ซึ่งเป็นที่เข้าใจได้โดยง่าย ในโรงงานต่างๆเมื่อเครื่องจักรตัวหนึ่งเสีย สายพานการผลิตทั้งหมดจะหยุดชะงัก งานไม่สามารถเดินต่อไปได้ หรือคนขับรถยนต์ในสมัยก่อนจะรู้ดีว่า หากมีน็อตตัวหนึ่งในคาบูเรเตอร์ (ตัวจ่ายน้ำมัน)หลุดหายไป เสียงเครื่องยนต์จะผิดปกติ น้ำมันจะเดินไม่สม่ำเสมอ และส่งผลเสียต่อการขับขี่ หรือในคอมพิวเตอร์ของเรา ถ้ามีชิพตัวใดตัวหนึ่งบกพร่อง ระบบการทำงานทั้งหมดจะรวนไปด้วย
ในคริสตจักร องค์การ องค์กรและสถาบันก็เช่นเดียวกัน
ในพระธรรมโรมบทที่ ๑๒.๓ (เป็นต้นไป) เปาโลได้กล่าว “บทบาทของอวัยวะในพระคริสต์” ว่าเราคริสเตียนแต่ละคนได้รับพระคุณจากพระเจ้า ซึ่งนี่เองเป็นเหตุทำให้เราถ่อมใจลง ยอมตัวเป็นผู้รับใช้ของพระเจ้าและเป็นผู้รับใช้พี่น้องคริสเตียนด้วยความเอาใจใส่
ท่านตักเตือนเป็นประการแรกเลยว่า “อย่าคิดถึงตัวเกินที่ตนควรจะคิด” (ข้อ ๓) ในฉบับประชานิยมแปลว่า “อย่าทะนงถือว่าตัวสูงเกียรติกว่าที่เป็นอยู่” และ “จงคิดให้ถ่อมสุขุมสมกับขนาดความเชื่อ” หมายความว่าคิดและถ่อมใจอยู่เสมอ คือมีสติดีอยู่ตลอดเวลา จากนั้นก็ยกเรื่องอวัยวะมาเป็นตัวอย่าง “พวกเราผู้เป็นหลายคนก็ยังเป็นกายอันเดียวในพระคริสต์และเป็นอวัยวะแก่กันและกัน” (ข้อ ๕)
วันหนึ่ง ศิษยาภิบาลรุ่นน้องมาบอกผมว่า ภรรยาของเขาเป็นโรคแพ้ภัยตัวเอง เป็นผื่นขึ้นตามเนื้อตัวและโดนแสงแดดไม่ได้ จะต้องกินยาหลายขนาน ต้องพักผ่อนและอยู่แต่ในร่มเท่านั้น ทำให้เราสงสัยว่ามันเป็นได้ยังไง? เขาอธิบายว่า เซลล์ในร่างกายแทนที่จะสนับสนุนกันและกัน แต่มันกลับต่อสู้และทำลายกันเอง
แน่นอน เป็นไปตามที่พระเยซูคริสต์ตรัสเอาไว้ว่า อาณาจักรใดที่แตกแยกและต่อสู้กันเองย่อมจะอยู่ไม่ได้!
คำเตือนประการที่สอง อยู่ในข้อ ๙ “จงรักด้วยใจจริง จงเกลียดชังสิ่งที่ชั่ว จงยึดมั่นในสิ่งที่ดี” หรือแปลได้อีกอย่างว่า ความรักที่ปราศจากเสแสร้งหรือหลอกลวง ที่นี่เปาโลใช้คำที่มีความหมายว่าเป็นรักแท้ (agape) เป็นความรักแบบของพระเจ้า ซึ่งพระองค์ประทานให้แก่เราผู้เชื่อทุกคนทางพระวิญญาณบริสุทธิ์
ความถ่อมใจจะแสดงออกมาเป็นความรัก และความรักแท้มักจะแสดงออกมาด้วยความจริงใจเสมอ
ผลลัพธ์ของการเกลียดชังความชั่วคือสร้างและส่งเสริมความดีให้เจริญรุ่งเรือง
ประการที่สาม เปาโลได้บอกต่อไปว่า “จงรักกันฉันท์พี่น้อง ส่วนการให้เกียรติแก่กันและกันนั้น จงถือว่าผู้อื่นดีกว่าตัว” (ข้อ ๑๐) ผู้รู้พระคัมภีร์ได้บอกถึงคำที่ขาดหายไปในภาษาของเราคือ “การอุทิศตัวให้แก่กันและกัน” เขาบอกว่าในพระคัมภีร์ข้อนี้มีความหมายว่า “จงอุทิศตัวให้แก่กันและกัน ในความรักฉันท์พี่น้อง” ในฉบับมาตรฐาน ๒๐๑๑ แปลตอนปลายข้อดังนี้ “จงขวนขวายในการให้เกียรติแก่กันและกัน”
พระวจนะของพระเจ้าไม่ได้แบ่งชนชั้น คุณเป็นผู้นำก็อยู่ในระดับหนึ่ง ส่วนคนอื่นที่เป็นสมาชิกธรรมดาก็อยู่อีกระดับหนึ่ง (เหมือนกับสังคมของชาวโลกทั่วไป) แต่เปาโลใช้คำในภาษากรีก “ฟีลาเดลเฟีย” หมายถึงมีความรักกันแบบพี่น้องในครอบครัวเดียวกัน
ตามคำสอนของพระคัมภีร์ตอนนี้ คือ คริสเตียนทุกคนเป็นส่วนหนึ่งในครอบครัวของพระเจ้า แม้ว่าจะเป็นคนเล็กน้อยที่สุดก็ยังมีความสำคัญและขาดเสียมิได้
ประการสุดท้าย “จงอวยพรแก่คนที่เคี่ยวเข็ญท่าน จงให้พร อย่าแช่งด่าเลย” (ข้อ ๑๔) เราเข้าใจว่า จุดประสงค์ใหญ่ของเปาโลคือกล่าวถึงท่าทีต่อคนที่ไม่เชื่อพระเจ้าและอยู่นอกคริสตจักร แต่สามารถนำเอาพระคัมภีร์ข้อนี้มาใช้สำหรับภายในกลุ่มของคริสเตียนของเราได้ด้วย
ต้องยอมรับความจริงที่ว่า คริสเตียนไม่ใช่พวกนักบุญ และผู้นำก็ไม่ใช่พวกทูตสวรรค์ บางครั้งยังข้อผิดพลาด บกพร่อง ความคิดเห็นโน้มเอียงไปในทางบาป มีการต่อสู้ แย่งชิง ปล่อยให้เนื้อหนังเข้าครอบงำ มีความคิดตามฝ่ายโลก มีการหวงแหนรักษาสิ่งนี้สิ่งนั้นไว้ ไม่มีการลดราวาศอกให้กัน โดยคิดว่าเป็นการกระทำเพื่อพระเจ้า จนกระทั่งยอมลงให้กับอีกฝ่ายหนึ่งไม่ได้
มารู้สึกตัวอีกทีก็พบว่าตนเองตกอยู่กลางวงของการสาดโคลน(เนื้อหนังและความบาป)ใส่กันเสียแล้ว
ในสถานการณ์อย่างนี้ พระเยซูทรงสอนว่า “ฝ่ายเราบอกท่านว่า จงรักศัตรูของท่าน และจงอธิษฐานเผื่อผู้ที่ข่มเหงท่าน” (มธ. ๕.๔๔) ในพระธรรมลูกานั้นพระองค์ทรงเพิ่มเติมอีก “จงทำดีแก่ผู้เกลียดชังท่าน” (ลก. ๖.๒๗) ถ้าเราอ่านในพระธรรมโรมบทที่ ๑๒ ต่อไป จะเห็นว่าไม่หยุดเพียงแค่นั้น เปาโลยังแนะนำต่อไปอีก “อย่าทำการแก้แค้น แต่จงมอบการนั้นไว้แล้วแต่พระเจ้าจะทรงลงพระอาชญา” (ข้อ ๑๙)
อย่าเป็นเหมือนคริสเตียนชนเผ่าคนหนึ่งที่ชายแดนภาคเหนือ ที่เขากล่าวด้วยความเคียดแค้นชิงชังว่า “ถ้าพวกพม่าได้เข้าในสวรรค์ ผมไม่ไปสวรรค์ดีกว่า!” ในความหมายของชายคนนี้ก็คือ ไม่สามารถที่จะอยู่ร่วมกับพวกศัตรูได้ ไม่ว่าจะในโลกนี้หรือในสวรรค์
การเป็นศัตรูกันนั้นมันฝังรากลึกลงในสายเลือด ในจิตใจและจิตวิญญาณ ทำให้เขาต้องลงทุนทั้งชีวิต ยอมตกนรกดีกว่า ที่จะไปอยู่ในสวรรค์กับคนที่ตนเองเกลียดชัง!
คำถามสำหรับแต่ละคนคือ
เราจะยอมอยู่ในสวรรค์ร่วมกับคนที่เกลียดชังหรือ?
แล้วมันจะมีความสุขหรือ?
และพระเจ้าทรงพอพระทัยหรือ?
เราคิดถึงเหตุการณ์ที่พระคัมภีร์ใหม่บันทึกไว้ เมื่อครั้งที่ทูตสวรรค์มีคาเอลได้ปะทะคารมกับมารซาตานในเรื่องศพของโมเสส (เรารู้แต่เพียงคร่าวๆว่าเป็นเรื่องศพของโมเสส แต่ไม่ทราบรายละเอียดว่าทูตสวรรค์กับซาตานทะเลาะกันด้วยเรื่องอะไร) แต่พระวจนะได้กล่าวว่า มีคาเอลมิได้ทำตัวให้เป็นมลทิน ไม่ได้หมิ่นประมาทอำนาจ หรือพูดจาก้าวร้าวระราน แต่ท่านกล่าวเพียงว่า “ให้องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงขนาบเจ้าเถิด” (ยด. ๘-๙)
อีกเรื่องหนึ่ง เมื่อครั้งที่คนอิสราเอลได้ร้องขอมีกษัตริย์ปกครองตนเอง คำขอนั้นทำให้ซามูเอลรู้สึกฉุนเฉียวมากแต่พระเจ้าตรัสว่า จงตั้งกษัตริย์ให้พวกเขาเถิด เพราะอิสราเอลไม่ได้ทอดทิ้งเจ้า แต่ได้ละทิ้งเรา” ซาอูลจึงได้รับเลือกและก้าวขึ้นมาเป็นกษัตริย์องค์แรก แต่เวลาผ่านไปไม่นานนักด้วยอำนาจและเงินตราทำให้ซาอูลเหลิงและเหิมเกริม พระเจ้าจึงทรงให้ผู้เผยพระวจนะแต่งตั้งกษัตริย์องค์ใหม่(คือดาวิด)ขึ้นมาแทน
แต่ก็อย่างว่านั่นแหละ ใครจะยอมลงจากบัลลังก์แบบง่ายๆ เพราะจากเด็กรับใช้กำลังจะขึ้นชิงตำแหน่งกษัตริย์ ซาอูลจึงตามไล่ล่าดาวิดแบบไม่ให้มีแผ่นดินจะอยู่ ต้องหนีไปพึ่งคนต่างชาติต่างภาษา แต่ซาอูลก็พลาดพลั้งเสียทีดาวิดถึงสองครั้งสองครา พวกลิ่วล้อของดาวิดเชียร์ว่า “วันนี้เป็นวันที่พระเจ้าตรัสกับท่านว่า ดูเถิด เราได้มอบศัตรูไว้ในมือของเจ้าแล้ว และเจ้าจงทำกับเขาตามที่สมควรเถิด” คำพูดนี้แฝงด้วยความหมายคือ “จงฆ่ามันทิ้งเสีย”
ในระยะประชิดตัวดาวิดสามารถปลิดชีวิตผู้ตามสังหารได้อย่างง่ายดาย เพียงแค่เอามีดตัดชายฉลองของซาอูล
เท่านั้นก็ทำให้ดาวิดรู้สึกเสียใจ และท่านพูดกับคนที่ติดตามว่า “ขอพระเจ้าทรงห้ามไม่ให้ข้าพเจ้ากระทำสิ่งนี้ ต่อเจ้านายของข้าพเจ้า ซึ่งเป็นผู้ที่พระเจ้าทรงเจิมไว้” (๑ ซมอ. ๒๔)
เมื่ออ่านต่อมาก็พบว่า กษัตริย์ซาอูลกับดาวิดได้คืนดีกัน ในวันสุดท้ายที่ซาอูลและโยนาธานต้องเสียชีวิตในสนามรบ พอดาวิดทราบข่าวก็โศกเศร้าเสียใจและร้องไห้อาลัยหาอย่างมากมาย และเรียกร้องให้คนอิสราเอลทั้งประเทศไว้ทุกข์เพื่อคนทั้งสองอย่างสมเกียรติและศักดิ์ศรี
เราชอบคำกล่าวถึงมาร์ติน ดีฮาน “ในฐานะที่เราเป็นผู้เชื่อในพระเยซูคริสต์นั้น พระองค์ทรงสัญญาว่าจะช่วยเหลือเราเมื่อตกลงในห้วงน้ำลึกแห่งความผิดบาป เวลานั้นเราสามารถค้นพบได้ว่า พระองค์ทรงเป็นผู้ช่วยชีวิตของเรา อย่าปล่อยให้ความเย่อหยิ่งปิดปากเราไว้ ไม่ให้ส่งเสียงร้องของความช่วยเหลือจากพระองค์”
ก้าวแรกของการได้รับอภัยโทษจากพระเจ้า
คือ ยอมรับว่าเราต้องการรับการอภัยโทษ
และให้อภัยแก่คนอื่น
เหมือนที่พระเยซูคริสต์ได้ทรงยกโทษบาปแก่คนที่ทำผิดต่อพระองค์นั้น.








