เบี่ยงเบนประเด็นหรือเปล่า
บทความเพื่อผู้นำจิตวิญญาณ
ธรรมนูญ สคท.
เบี่ยงเบนประเด็นหรือเปล่า?
ธวัช เย็นใจ
“คุณธวัชเข้าใจผิดอย่างใหญ่หลวงในสองเรื่องด้วยกัน”
“ธรรมนูญเป็นสิ่งที่กลุ่มพวกนั้นปล่อยออกมาเพื่อหวัง
หลอกให้คนหลงทาง เป็นการสร้างประเด็นใหม่ขึ้นมา
เพื่อกลบเกลื่อนเรื่องเก่าๆที่เคยทำผิดพลาดอย่างมหันต์
ในอดีต”
ผมยอมรับว่า“ผมงี่เง่าและซื่อบื้อ จึงวิเคราะห์ไปตาม
สถานการณ์เท่านั้น ไม่มีเจตนาลบหลู่หรือล้มล้างใคร
และผมเป็นคนโง่เขลาเบาปัญญาเกินกว่าที่ใครจะมา
เชื่อถือได้”
ศึกกลางเวหา มีการสัปยุทธกันแบบใครดีใครอยู่ ใครพลาดคือตายลูกเดียว เมื่อเครื่องบินรบถูกข้าศึกไล่ขับตามประชิด แล้วจะยิงถล่มด้วยจรวด เครื่องบินมีวิธีที่จะหลบหลีกหนีด้วยวิธีง่ายๆก็คือ ปล่อยลูกไฟออกมา แล้วหักหลบแว่บไป จรวดของศัตรูนั้นจะตามคลื่นความร้อนของเครื่องบินไปติดๆ แต่พอมาเจอลูกไฟเข้ามันก็จะหันหัวแล้วหลงตามทันที และพลาดจากเป้าหมายแบบคนละทิศทีเดียว
คิดไปตรองมาก็เกิดหูตาสว่างขึ้นฉับพลัน เห็นจริงเห็นจังดังที่ผู้หวังดีหลายท่านกริ๊งกร๊างบอกมา เพราะเรื่องของเรื่องมันก็คือว่า กลุ่มบุคคลอำนาจเก่ารู้สึกไม่พอใจ(หรือรู้สึกพอใจก็ไม่ทราบได้)ที่[1]มีการปลดประธาน สคท. ออกจากตำแหน่ง และแต่งตั้งคนอื่นขึ้นมาแทน จึงได้มีการระดมพลพรรค แล้วแอบอ้างว่าเป็นการประชุมวิสามัญ ทั้งๆที่ไม่มีมติจากกรรมการอำนายการเลย
แม้ว่าก่อนหน้านั้น ได้มีการร้องขอความปรองดอง สารภาพบาปและคืนดีกัน ฟื้นมิตรภาพและกลับมาทำงานร่วมกันอีก แต่พวกท่านเหล่านั้นก็ไขสือและทำหูทวนลม
อาจจากความหูอื้อตาลายนั้นก็มีการปลดกรรมการอำนวยการชุดเก่าออก อันประกอบด้วยรองประธาน เลขานุการ เหรัญญิก ประธานภาคอีสาน ภาคกลาง ภาคกรุงเทพฯและปริมณฑล ภาคอีสาน ภาคตะวันออกและภาคใต้ (เวลานั้นประธานภาคเหนือติดภารกิจอยู่ที่ต่างประเทศ ไม่งั้นคงจะโดนปลดไปด้วย)
แล้วมีการแต่งตั้งกรรมการชุดใหม่ขึ้นมาทำหน้าที่แทน บางคนมาจากที่ปรึกษา (ที่เรียกซะอย่างโก้หร่านว่าผู้ทรงคุณวุฒิ แถมท้ายอีกด้วย “ผู้มีเกียรติ”) บางคนมาจากคนที่เคยอกหักในอดีต คือลงรับสมัครรับเลือกตั้ง แต่ไม่ติด บางคนเป็นสตรีที่ปากจัดและกระหายอำนาจ
แล้วกลุ่มบุคคลเหล่านี้ก็ขึ้นนั่งแท่นใน สคท. แบ่งสันปันส่วนตำแหน่งกันแล้ว แทนที่จะแฮปปี้ก็กลับมารู้สึกตัวว่า “เออ พวกเรานี่หนอได้ทำผิดธรรมนูญและระเบียบปฎิบัติของ สคท.นี่หน่า” ตายละสิ! ทำไงดี? ขึ้นหลังเสือแล้วนี่ จะกระโดดลงมีหวังถูกเสืองาบแหงๆเลย อย่ากระนั้นเลยพวกเรา “ล้มกระดานมันดีกว่า” โดยอาจคิดว่าพวกข้านี่แสนฉลาดวิเลิศมาหราเสียนี่กระไร ส่วนพวกสมาชิกทั้งหลายทั่วประเทศนั้นมันอาจโง่งม กินแกลบกินรำ ยังไงๆมันก็ต้องตามก้นเราอยู่ดี
การล้มกระดานก็อาจเพื่อจะหนีความผิดของตนเองประการหนึ่ง และเพื่อสร้างความชอบธรรมให้แก่ตนประการ
หนึ่ง แถมประการที่สาม ได้อำนาจอันหอมหวานกลับมาอยู่ในกำมือด้วย
หลังจากนั้นพวกเขาจะเบี่ยงเบนประเด็น ก็โดยสร้างกลลวงขึ้นมา นั่นคือ “ร่างธรรมนูญ” ขึ้นมาใหม่ เพราะฉบับเก่ามันค้ำคอพวกเขาอยู่ ขืนปล่อยไว้ “ดาบนั้นอาจคืนสนอง” อย่างแน่นอน ดังนั้น จงทำให้ผู้คนหลงติดกับ เพราะมัวไปให้ความสนใจและพิจารณากับร่างธรรมนูญตัวใหม่(ตัวลวง)นี้
เพราะตามความเป็นจริง ท่ามกลางสถาการณ์ความอึมครึมเช่นนี้ ไม่มีใครสามารถร่างธรรมนูญ สคท. ฉบับใหม่ขึ้นมาได้ เพราะเหตุขาดความชอบธรรม ทั้งด้านนิตินัยและพฤตินัย ทั้งด้านสำนึกของความเป็นคริสเตียนด้วย เราไม่ได้นับกันที่การเอาชนะคะคานางเดียวกันอ แต่ต้องมีหลักการตั้งอยู่บนพระวจนะของพระเจ้า ซึ่งถือความถูกต้อง ซื่อสัตย์และยุติธรรมเป็นสำคัญ
ผลพลอยได้อย่างแรกของธรรมนูญฉบับใหม่นี้คือ ล้มล้างกรรมการชุดเก่าๆ(คือชุดปัจจุบันจำนวน ๘ คน)ออกไป
จนเหี้ยนเต้ ผลพลอยได้อย่างที่สองคือ คนที่หมดวาระลงเมื่อคราวที่แล้ว(สมัยประชุมที่ระยอง)จะได้กลับมาเสวยอำนาจเร็วขึ้น ผลพลอยได้อย่างที่สามคือได้ตำแหน่งใหม่คือ “เลขาธิการ” เข้ามาบริหารเป็นมีอำนาจเสร็จสรรพ ซึ่งเราก็คาดเดาได้ไม่ยากว่าจะเป็นใคร จะเป็นใครเสียอีกเล่า ก็อาจเป็นเจ้าเก่าเจ้าเดิมนั่นแหละหนา
สังเกตไหมว่า ธรรมนูญฉบับใหม่ได้บัญญัติ ๒ ประเด็นใหญ่
(๑)การลดทอนอำนาจของบรรดาประธานภาคต่างๆลง
จากแต่เดิมประธานกรรมการภาค อยู่ในฐานะของกรรมการอำนวยการ แต่ในธรรมนูญฉบับใหม่นี้ลดทอนอำนาจ เกียรติและศักดิ์ศรีลงเป็นแค่ “ผู้ร่วมงานของเลขาธิการ” เท่านั้น แต่เขาระบุซะสวยหรูว่า “คณะกรรมการดำเนินงาน” แต่ที่แท้ก็คือเป็นลูกไล่ลูกกระจ๊อกของเลขาธิการเท่านั้นเอง
เขาคิดว่าผู้แทนภาคต่างๆอาจคงจะไร้กึ๋น ไม่มีอะไร สิ้นไร้ไม้ตอก เป็นเหมือนลูกไก่ในกำมือ จะบีบก็ตายจะคลายก็รอดกระมัง คงจะยอมให้ท่านจูงจมูกได้อย่างง่ายดายหรือ? นั่นอาจเท่ากับเป็นดูถูกดูแคลน (ตบหน้า) ผู้นำคริสเตียนที่อยู่ภูธรมากเกินไป กรุงเทพฯไม่ใช่ประเทศไทยนะครับ ต่อไปนี้ภาคกลาง ภาคอีสาน ภาคตะวันออก และภาคใต้อาจไม่มีใครยอมสยบให้ท่านอีกต่อไปแล้ว
(๒)ร่างธรรมนูญที่ลับ ลวง อำพราง
หมวดที่ ๘ ข้อ ๒๙ “เลขาธิการสหกิจคริสเตียนฯ ต้องไม่มีลักษณะต้องห้ามในขณะดำรงตำแหน่งต่อไปนี้
(๑)เป็นกรรมการอำนวยการ (๒)เป็นกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ (๓)เป็นผู้ดำรงตำแหน่งอื่นใดในองค์กรคริสตจักร องค์การพันธกิจ หรือสถาบันศาสนศาสตร์ที่สังกัดสหกิจคริสเตียนแห่งประเทศไทย”
ผมอ่านทบทวนข้อความนี้มากกว่า ๑๐ เที่ยว ตอนแรกก็ดีใจว่า คนที่จะมาเป็นเลขาธิการนั้นเขาห้ามเป็นกรรมการอำนวยการ ห้ามเป็นกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ และห้ามผู้ที่ดำรงตำแหน่งในองค์การต่างๆ แต่มาพบว่า ที่แท้ท่านได้วางข้อความเป็นหมากล่อเอาไว้แบบเซียนเหยียบเมฆจริงๆ หลอกให้ตายใจ ทำให้หลงเข้าใจผิดไปคนละทิศเลยทีเดียว
ซึ่งแน่นอน ถ้าหากเป็นคนของพระเจ้าอย่างแท้จริงแล้ว ทำอย่างนี้อาจจะรู้สึกละอายใจ แม้ว่าจะอ้างเป็นภาษาของกฎหมาย ข้อความมันไม่สว่างและไม่ชัดเจนเลย พระคัมภีร์บอกว่า “พระเจ้าทรงเป็นความสว่าง” (๑ ยน. ๑.๕) “ในความสว่างนั้นไม่มีอะไรทำให้สะดุด” (๑ ยน. ๒.๑๐) “ถ้าเราดำเนินอยู่ในความสว่าง เหมือนอย่างที่พระองค์ทรงสถิตในความสว่าง เราก็ร่วมสามัคคีธรรมซึ่งกันและกัน และพระโลหิตของพระเยซูคริสต์พระบุตรของพระองค์ ก็ชำระเราให้
ปราศจากบาปทั้งสิ้น” (๑ ยน. ๑.๗)
มันเหมือนกับสิ่งที่พระคัมภีร์กล่าวไว้เปี๊ยบเลย “งูนั้นได้ล่อลวงนางเอวาด้วยกลอุบายของมันฉันใด จิตใจของท่านก็จะถูกล่อลวงให้หลงไปจากความซื่อสัตย์และความบริสุทธิ์ต่อพระคริสต์ฉันนั้น” (๒ คร. ๑๑.๓) เปาโลเองยืนยันถึงพฤติกรรมของตนเองว่า “เราได้ละทิ้งเล่ห์เหลี่ยมต่างๆที่น่าอับอายไปหมดสิ้นแล้ว” (๒ คร. ๔.๒)
ธรรมนูญหมวด ๘ ข้อ ๒๙ คือลักษณะ “ไม่ห้าม” (แต่เขียนให้อ่านแล้วงงไว้ก่อน) หมายความว่า คนที่จะมาเป็นเลขาธิการนั้นใครจะมาเป็นก็ได้ ไม่มีข้อห้าม คุณจะเป็นกรรมการอำนวยการ เป็นผู้ทรงคุณวุฒิ หรือเป็นผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กร องค์การและสถาบันใดใน สคท.ก็ได้ สามารถเข้ามาเป็นเลขาธิการได้ทั้งสิ้น
อย่างนี้เขาเรียกว่า ร่างบัญญัติออกมาเพื่อตนเองละพรรคพวกโดยแท้เชียว!
ถ้าแน่จริง จริงใจ ก็ควรจะระบุลงไปในธรรมนูญด้วยว่า ผู้ร่างฯ ผู้เคยเป็นกรรมการอำนวยการ ผู้ทรงคุณวุฒิ ผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กร องค์การและสถาบัน ตลอดจนถึงผู้รับตำแหน่งอื่นใน สคท. และมูลนิธิ สคท. ไม่มีสิทธิ์เป็นเลขาธิการเป็นเวลา ๔ ปีดูสิ
ลองทำแบบนี้อย่างมีเกียรติและศักดิ์ศรีสักครั้งนะครับ
เพื่อเป็นของขวัญปีใหม่แก่พี่น้องสมาชิก สคท.อันเป็นที่รักของเรา.
[1] กลุ่มดอกโป๊ยเซียน








