สะท้อนความจริงบางอย่างใน สคท.
บทความเพื่อผู้นำจิตวิญญาณ
ขบวนการล่าแม่มด
สะท้อนความจริงบางอย่างใน สคท.
ธวัช เย็นใจ
คดีที่เกิดขึ้นในเมืองเซเล็ม มีการจับกุมเมื่อวันที่ ๒๙ กุมภาพันธ์ ๒๒๓๕
ชาวเมืองกว่า ๑๕๐ คนถูกกล่าวหาและต้องสงสัยว่าเป็นแม่มด มีอยู่ ๔
คนตายในคุก รวมกับเด็กทารกอีก ๑ คน ระหว่างการพิจารณาคดี มีการ
ลงโทษประหารชีวิตด้วยการแขวนคอรวมทั้งสิ้น ๑๘ คน อีก ๑ หนึ่งถูก
เอาแท่งหินมาบดทับจนตาย และมีสุนัข ๒ ตัวถูกแขวนคอด้วย โดยถูก
กล่าวหาว่าเป็นข้ารับใช้แม่มด!
เรื่องที่เล่ามานี้เกิดขึ้นเมื่อประมาณกว่า ๓๐๐ ปีมาแล้ว เรียกว่า “คดีแม่มดแห่งเซเล็ม” ตอนนั้นสหรัฐอเมริกายังอยู่ในอาณัติของอังกฤษ ที่เมืองเซเล็ม รัฐแมสซาชูเซทส์ เกิดเหตุการณ์แปลกประหลาด คือเด็กหญิงหลายคนอายุระหว่าง ๙-๑๒ ขวบ จากหลายครอบครัวมีอาการผิดปกติเป็นลมหน้ามืดและล้มลง บางคนหวีดร้องโหยหวน ชักดิ้นชักงอ หน้าตาบิดเบี้ยว ไม่รู้สึกตัว และพูดจาหมิ่นประมาทพระเจ้า
เป็นอาการของคนที่ถูกผีเข้าสิงชัดเลย!
หลายปีมาแล้วผมเคยเจอคนที่มีอาการแบบนี้ ในค่ายประจำปีของคริสตจักร ซึ่งจัดขึ้นแถวนครนายก ชายหนุ่มคนหนึ่งเกิดอาการคลุ้มคลั่ง พูดจาเพ้อเจ้อ ใครห้ามปรามก็ไม่ยอมฟัง แถมยังพูดจากหมิ่นประมาทพระเยซูคริสต์อีกด้วย ผู้นำคริสตจักรจึงร่วมใจกันอธิษฐานเผื่ออย่างจริงจัง จนกระทั่งเขามีอาการสงบลง ต่อชายหนุ่มคนนี้ได้รับเชื่อพระเจ้า และถวายตัวไปเรียนในสถาบันพระคริสตธรรม ปัจจุบันเขาเป็นศิษยาภิบาลในคริสตจักรแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ – สรรเสริญพระเจ้า
ที่เมืองเซเล็มนั้น บรรดานายแพทย์ นักศาสนา และอาจารย์ชาวคริสต์ทั้งหลายต่างหาวิธีเปิดโปงว่า ใครคือ “แม่มด” ผู้เป็นต้นเหตุของภัยร้ายนี้ จู่ๆเด็กหญิงเหล่านั้นก็อ้างชื่อแม่บ้าน ๓ คน จึงได้มีการจับกุมตัวและตั้งศาลพิเศษขึ้นมาพิจารณาคดีความผิดของแม่มดโดยเฉพาะ มีการตัดสินจากพยานหลักฐานเช่น เครื่องหมายแม่มดในตัวผู้ถูกกล่าวหา และพยานจากบุคคลต่างๆที่อ้างว่าเคยเห็นคนเหล่านี้ในรูปลักษณ์ของแม่มด
ในสมัยของพระเยซู เปาโล ยอห์นและอัครสาวกคนอื่นๆ ก็มีเหตุการณ์ทำนองนี้เยอะ เมื่อมีคนถูกผีเข้าสิง ก็จะอธิษฐานขับไล่ออกไป หากมีคำสอนเท็จเกิดขึ้นก็จะกล่าวชี้แจงหรือเขียนจดหมาย บทความตอบโต้ และกำชับพี่น้องคริสเตียนให้เลิกคบหาสมาคมก็สิ้นเรื่อง
ต่อมามีชายคนหนึ่งชื่อโธมัส แบรตเทิลเป็นคริสเตียนคณะเควกเกอร์ ได้ยอมเสี่ยงชีวิตโดยเขียนบทความวิพากษ์
วิจารณ์การทำงานของศาลว่าไม่มีความบริสุทธิ์ยุติธรรม ทำให้เซอร์วิลเลียม ฟีลิปซึ่งเป็นข้าหลวงรู้สึกเดือดเนื้อร้อนใจ (ประจวบกับภรรยาของท่านเองคือนางแม่รี่ ฟิลิปถูกกล่าวหาว่าเป็นแม่มดด้วย) จึงมีคำสั่งยกเลิกคดีในศาลพิเศษนี้ และประกาศนิรโทษกรรมให้ผู้ถูกกล่าวหาเป็นแม่มดทั้งหลาย แล้วอีก ๑๙ ปีต่อมาได้มีการออกกฎหมายให้คืนทรัพย์สินที่ยึดมาจากผู้ตายและครอบครัวของผู้ตายทั้งหมด รวมไปถึงการจ่ายสินไหมทดแทนด้วย
เรื่องนี้ทำให้คิดถึงเรื่องวุ่นๆที่กำลังเกิดขึ้นในสหกิจคริสเตียนฯขณะนี้
เมื่อคณะกรรมการอำนวยการชุดปัจจุบันทำงานรับใช้พระเจ้าใน สคท.มาได้ปีเศษก็มามีอันต้องปีนเกลียวกัน คือคณะกรรมการฯซึ่งมาจากภาคต่างๆ(๕ ภาค)รวมกันแล้วมีเสียงเกินกึ่งหนึ่ง ทำการลงมติปลดประธานฯออกจากตำแหน่ง
ซึ่งเป็นไปตามที่ธรรมนูญการปกครองของ สคท.ระบุไว้
เท่านั้นแหละ ขบวนการล่าแม่มดก็เกิดขึ้นอย่างขนานใหญ่!
ประธานฯ(ที่ถูกปลดและไม่มีอำนาจแล้ว)ได้เรียกสมาชิกมาประชุมด่วน เพื่อวินิจฉัยกรณีที่เกิดขึ้น พร้อมกับระดม
อดีตกรรมการ(ที่กำลังพักสงบอยู่)มาร่วมขบวนการด้วย มีการพิจารณาโทษคณะกรรมการเสียงเกินกึ่งหนึ่งนั้นว่า “ลุแก่อำนาจ” จึงมีมติให้ปลดทั้ง ๘ คนออกจากการเป็นกรรมการ สคท. แล้วเลือกบุคคลกลุ่มหนึ่งมาดำรงตำแหน่งแทน (หลายคนเคยเป็นกรรมการในสมัยที่แล้ว)
ระหว่างนั้นมีการขอเจรจาไกล่เกลี่ย เพื่อปรองดองกันตามหลักคำสอนของพระคัมภีร์ แต่ปรากฏว่าพอถึงเวลานัดหมายเข้าจริงๆ กรรมการเสียงข้างมากกลับถูก “หักหลัง” จากนั้น สหกิจคริสเตียนฯจึงกลายเป็น ๒ ขั้วทันที มีคณะ กรรมการคนละชุด มีสำนักงานคนละแห่ง มีเว็บไซต์ที่แยกกันต่างหาก ถึงตอนนี้บรรดาสมาชิก(ราว ๒ พันคริสตจักร)ต่างพากันหัวหมุนไปตามๆกัน และถามไถ่กันว่า กรรมการชุดไหนของจริงและชุดไหนของปลอม!
กรรมการที่ถูกเลือกเข้ามาในวันที่ ๒๒ สิงหาคม ๒๐๑๑ ได้รีบรุดเข้าไปใช้อำนาจควบคุมทุกอย่าง ทั้งทางด้านบริหารจัดการและการเงิน ไม่เว้นแม้แต่นิตยสารของ สคท. เข้าใจว่าจะใช้เป็นกระบอกเสียงเพื่อหาความชอบธรรมให้แก่ฝ่ายของตนเอง มันแน่อยู่แล้ว ต้องเป็นไปในรูปนี้ ถ้าเป็นไปอย่างอื่นก็ไม่ใช่การยึดอำนาจนะซิ
จากนั้นก็รีบเร่งในการยกร่างธรรมนูญการปกครองของ สคท.ขึ้นมาใหม่ (เรื่องนี้จะพูดอย่างละเอียดในบทความต่อไป) บางคนให้ฉายาว่า เป็นธรรมนูญ สคท. ฉบับ “กบฏ” บางคนเรียกให้ไพเราะหน่อยว่าเป็นฉบับปฏิรูปหรือปฏิวัติ แต่บางคนรุนแรงมากกว่านั้น กล่าวหาว่าเป็นฉบับ “อัปลักษณ์” สุดๆไปโน่นเลย พร้อมกับร้องตะโกนเสียงดังสนั่นว่า “เราไม่เอาเลขาธิการ!”
ทางฝ่ายกรรมการเสียงข้างมาก เมื่อหมดหนทางเจรจาปรองดองกันได้แล้ว จึงต้องวิ่งโร่ไปพึ่งอำนาจศาล โดยยื่นฟ้องหลายคนให้ตกเป็นจำเลย ตอนนี้ชักไปกันใหญ่แล้ว เรื่องไม่หยุดฉุดไม่อยู่ แทนที่เรื่องมันจะยุติแค่วงภายในของคริสเตียน มันกลับลุกลามบานปลายไปใหญ่โต เข้าใจว่า แน่นอน ในกลางเดือนมีนาคมศกนี้ ทุกคนคงไปพร้อมหน้าพร้อมตากันที่ศาล
เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ผมได้มีโอกาสพบกับท่านหนึ่งที่มีอำนาจสูงใน สคท. ที่ร้านอาหารแห่งหนึ่งในเชียงใหม่ เราได้พูดคุยกันหลายเรื่องราว (แต่สั้นๆ) ท่านแสดงความเสียใจในเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และบอกว่า ไม่คิดว่ามันจะมีปัญหาและเกิดเรื่องอิรุงตุงนังขนาดนี้ ผมได้ถามความเห็นว่า มาถึงตานี้แล้วจะทำอย่างไรต่อไป คงมีการพิจารณาธรรมนูญฉบับร่าง และจัดประชุมใหญ่วิสามัญในเดือนมีนาคมนี้ ผมแสดงความคิดเห็นว่า “คงเป็นไปได้ยากกระมัง เพราะเรื่องมันยังคาราคาซังอยู่ในศาล”
ดูสีหน้าและแววตาของท่านมีความวิตกกังวลอย่างชัดเจน ตอนหนึ่งท่านเปรยว่า ตนเองน่าจะลาออกเสียให้รู้แล้วรู้รอดไปตั้งแต่เมื่อวันที่ ๒๒ สิงหาคมที่ผ่านมา
ผมมานึกในใจและคันปากยิบๆอยากจะบอกแก่ท่านจังว่า “ตอนนี้ก็ยังไม่สายเกินไปนี่ครับท่าน ลาออกไปเลยสิ เพื่อเรื่องมันจะทุเลาเบาบางและอาจยุติได้เร็วขึ้นก็ได้”
ไม่น่าเชื่อว่า ถึงขนาดนี้แล้ว “ขบวนการล่าแม่มด” ยังไม่ยุติลงง่ายๆ มีผู้หลักผู้ใหญ่คริสเตียนบางท่านในรัฐบาลของคุณยิ่งลักษณ์ ที่รับผิดชอบทางด้านศาสนา ทั้งผู้พิพากษาและทนายความ ต่างได้โทรศัพท์มาข่มขู่กรรมการเสียงข้างมากและเพื่อนร่วมงาน ให้ยุติการกระทำต่างๆ(อันชอบธรรม)นั้นเสีย
เชื่อว่าจนกระทั่งบัดนี้ กรรมการเสียงข้างมากยังยืนอยู่ในจุดเดิม คือ
๑.ต้องยกเลิกสิ่งต่างๆที่กระทำกันในวันที่ ๒๒ สิงหาคมนั้นเสีย
๒.แล้วมาเปิดโต๊ะเจรจากัน
๓.แล้วให้ทุกอย่างกลับคืนมาเหมือนเดิม
๔.ถอนฟ้องร้องกันเสีย
แล้วทุกอย่างจะสามารถจบลงด้วยดี และพระเจ้าจะได้ทรงรับพระเกียรติทั้งสิ้น!
OK. ไหม?








