การฟ้องร้องคริสต์ศาสนิกชนด้วยกัน
บทความเพื่อเสริมสร้างจิตวิญญาณ
การฟ้องร้องคริสต์ศาสนิกชนด้วยกัน[1]
เป็นสิ่งที่ถูกต้องหลักพระคัมภีร์หรือไม่?
ธวัช เย็นใจ
มีเพื่อนคนหนึ่งได้ส่งมติของกรรมการประสานงาน
สหกิจคริสเตียนฯเขตภาคเหนือ ลงวันที่ ๔ กพ.๑๒ มาให้อ่าน
หัวข้อบอกว่า “มติจุดยืนในการแก้ไขธรรมนูญฯ”
แต่มติอันดับแรกเลยกลับกลายเป็น “ไม่เห็นด้วยกับสถานการณ์
ที่กำลังเกิดขึ้นใน สคท. ที่มีการแตกแยกอย่างรุนแรง
ถึงขนาดมีการฟ้องร้องกันถึงขั้นศาล ขอให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง
ยุติสถานการณ์ดังกล่าวและกลับมาช่วยกันแก้ไขตามแนว
ทางของพระเจ้า (คืนดีกัน)”
ในพระคัมภีร์ ๑ คร. ๖.๑-๑๑ เปาโลได้กล่าวถึงกรณีการที่คริสเตียนมีความขัดแย้งกันและไม่สามารถตกลงกันได้ จึงต้องวิ่งโร่ไปพึ่งชาวโลก(คนที่ไม่เชื่อพระเจ้า) ให้ช่วยตัดสินพิพากษา ในปัจจุบันตีความว่า เป็นทนายความ ผู้พิพากษา อัยการและทนายความ แทนที่จะมีแต่สองฝ่ายที่เป็นคริสเตียนเท่านั้น คือทั้งโจทก์และจำเลย
บางฉบับแปลว่า “ว่าความกันต่อหน้าผู้ไม่เชื่อ”[2] อีกฉบับว่า “การจัดการต่อคดีความระหว่างผู้ไม่เชื่อ”[3] หรืออีกฉบับว่า “คดีความในหมู่ผู้เชื่อ”[4]
การที่จะเข้าใจพระคัมภีร์ตอนใดตอนหนึ่ง นักศาสนศาสตร์รู้ดีว่า จะต้องศึกษาเบื้องหน้า(คืออ่านย้อนกลับไป)และเบื้องหลัง (อ่านต่อจากเรื่องนั้นไป) แล้วอ่านพระคัมภีร์หลายๆฉบับเพื่อเปรียบเทียบเนื้อความกัน พร้อมกับค้นคว้าหาตำรับตำราที่ว่าด้วยเรื่องนั้นๆโดยเฉพาะ
ต่อกรณีการฟ้องเป็นความกันในศาลนี้ คริสเตียนส่วนใหญ่มีความเห็นว่า เป็นสิ่งที่ไม่ควรทำและ “ต้องไม่ทำ” หากเป็นคนที่อยู่ฝ่ายจิตวิญญาณ เพราะยึดในหลักการที่ว่า “เมื่อผู้ใดในพวกท่านเป็นความกัน ท่านจะกล้าไปว่าความกันต่อหน้าคนอธรรมหรือ” (๑ คร. ๖.๑ ฉบับ ๑๙๗๑) หรือ “หากใครในพวกท่านเป็นความกัน เขากล้าไปสู้ความกันต่อหน้าคนอธรรม แทนที่จะชำระความกันต่อหน้าประชากรของพระเจ้าหรือ?”
ส่วนฉบับประชานิยมบอกว่า “ถ้าพวกท่านคนใดมีเรื่องโต้แย้งกับเพื่อนคริสตชน ที่จะต้องฟ้องร้องต่อผู้พิพากษาที่ไม่เป็นคริสตศาสนิกชน แทนที่จะให้คนของพระเจ้าจัดการกับคดีนั้น” ฉบับแปลใหม่ว่า “เมื่อผู้ใดในพวกท่านเป็นความกัน ท่านกล้าที่จะไปชำระความกันต่อหน้าคนอธรรม แต่ไม่ไปชำระความกันต่อหน้าวิสุทธิชนทั้งหลายหรือ?”
เบื้องหลังเรื่องนี้
ในพระธรรม ๑ คร. บทที่ ๑ พวกคริสเตียนชาวโครินธ์มีปัญหาแตกแยกกัน พวกเขายึดผู้นำแทนที่จะยึดพระเยซูคริสต์ มีจิตใจโอนเอียงไปในแนวทางปรัชญา พึ่งพาอาศัยความรู้ความสามารถของตนเอง แทนที่จะพึ่งพึงในฤทธิ์อำนาจแห่งไม้กางเขนของพระเยซูคริสต์
ในบทที่ ๒ เปาโลได้อธิบายความจริงเกี่ยวกับจิตวิญญาณกับเนื้อหนังให้ผู้เชื่อได้เข้าใจ พอขึ้นบทที่ ๓ เป็นเรื่องรากฐานที่แท้จริงของคริสตจักร มิใช่เป็นของมนุษย์หนึ่งคนใด แต่เป็นของพระเยซูคริสต์ บทที่ ๔ เป็นเรื่องภาระหน้าที่ของผู้รับใช้ของพระเจ้า บทที่ ๕ เป็นเรื่องเพศสัมพันธ์ และความผิดบาปแห่งการการล่วงประเวณี
พอเริ่มบทที่ ๖ เปาโลได้เปลี่ยนเรื่องมาเป็นปัญหาระหว่างคริสเตียนกับคริสเตียนด้วยกัน “เมื่อพวกผู้ในพวกท่านเป็นความกัน...” เรื่องนี้มิได้ถือว่าเป็นความผิดบาป แต่มันมีผลกระทบต่อจิตวิญญาณของผู้เชื่อด้วยกัน แท้จริงแล้วไม่มีใครอยากจะให้เกิดขึ้น เพราะมันก่อให้เกิดความเสียหายขึ้นในวงกว้าง
ในสมัยนั้นพวกรับบี(อาจารย์สอนศาสนายิว)จะเป็นผู้ตัดสินคดีความต่างๆ แต่บางครั้งเป็นไปได้ที่พวกรับบีเองก็มีความไม่เที่ยงตรง เลือกที่รักมักที่ชัง เอนเอียงเข้าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ด้วยเหตุนี้พระคัมภีร์จึงกำชับนักหนาว่า อย่าตัดสินความเข้าข้างคนรวยหรือคนจน เป็นสิ่งที่ไม่พอพระทัยของพระเจ้า
โดยปกติแล้วเมื่อชาวยิวมีเรื่องบาดหมางเป็นความกันขึ้น พวกเขาจะไม่ไปหาผู้พิพากษาชาวกรีกหรือโรมัน แต่เขาจะมีคณะผู้พิพากษาภายในของตนเอง เพื่อไกล่เกลี่ยตกลงและตัดสินคดีความต่างๆ เปาโลซึ่งมีพื้นฐานมาจากคนยิว จึงใคร่ที่จะเห็นภาพอย่างนี้เกิดขึ้นในคริสตจักรโครินธ์ด้วย เพื่อจะไม่เสียภาพพจน์และเป็นที่ถวายเกียรติแด่พระเจ้า โดยกล่าวแก่พี่น้องคริสเตียนที่นั่นว่า “ท่านกล้าที่จะไปว่าความกันต่อหน้าคนอธรรม” ในฉบับประชานิยมแปลว่า “เหตุไฉนพวกท่านจึงต้องดำเนินคดียังโรงศาล ให้ชาวโลกที่ไม่ได้เป็นคริสเตียนตัดสินความ”
นักศาสนศาสตร์บางคนอธิบายว่า ที่เปาโลสั่งเช่นนี้ก็เพราะว่า บรรดาผู้พิพากษาในศาลที่เมืองโครินธ์นั้นไม่มีความยุติธรรม (ซึ่งก็เหมือนกับศาลต่างๆในโลกปัจจุบัน ซึ่งคู่ความคนไหนมีเงินและมีอิทธิพลมากกว่าก็จะกลายเป็นผู้ชนะ เช่น ครั้งหนึ่งผมต้องตกเป็นจำเลย ทนายความได้กระซิบบอกผมว่า “ที่นี่เราเรียกว่าศาลาโกหก คือใครสามารถโป้ปดมดเท็จได้เก่งกว่าก็เป็นผู้ชนะ”)
แต่บางคนได้อธิบายว่า เปาโลได้แยกออกเป็นสองเขต คือนอกคริสตจักรเป็นเขตแห่งความชั่วร้าย เป็นสถานที่ซึ่งคนบาปได้อาศัยอยู่ คนเหล่านี้ไม่คำนึงถึงความถูกต้อง (adikos-ไม่ชอบธรรม ๑ ปต. ๓.๑๘, ๒ ปต. ๒.๙) และดำเนินชีวิตโดยปราศจากพระบัญญัติของพระเจ้า เปาโลบอกให้พี่น้องคริสเตียนว่าเมื่อมีปัญหาความขัดแย้งเกิดขึ้น และไม่สามารถตกลงกันได้ คริสเตียนจะต้องเสาะหาคนกลางเพื่อเป็นผู้ตัดสิน และคนเหล่านี้จะต้องเป็นคริสเตียนฝ่ายวิญญาณ “ไปว่าความกันต่อหน้าต่อหน้าธรรมิกชน” (hagios-ผู้ชอบธรรม)
ปัญหาเรื่องเล็กๆน้อย พระคัมภีร์บอกถึงอนาคตของพวกคริสเตียนว่าจะพิพากษาโลก แต่ปัจจุบัน “ท่านไม่มีสมรรถภาพจะพิพากษาตัดสินเรื่องเล็กๆน้อยๆหรือ?” (๑ คร. ๖.๒) ฉบับเดิมแปลว่า “เรื่องมโนสาเร่” คือเรื่องเบ็ดเตล็ด, คดีเล็กน้อย[5] สมัยนี้เรียกว่าคดีตีนโรงตีนศาล
ที่นี้มีผู้เสนอความคิดในเรื่องนี้ว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นในสหกิจคริสเตียนฯนั้น
(๑)ปัญหาของ สคท. เป็นปัญหาใหญ่
ไม่ใช่ปัญหาระหว่างพี่น้องคริสเตียนในคริสตจักร ไม่ใช่สิ่งเล็กน้อย(เรื่องหยุมๆหยิมๆ)ที่เกิดขึ้นในกลุ่มพี่น้อง
คริสเตียนในคริสตจักร ระหว่างบุคคลต่อบุคคล แต่เป็นปัญหาที่เกิดขึ้นในองค์การใหญ่ระดับประเทศชาติ และองค์การนี้ขึ้นสังกัดอยู่กับกรมการศาสนา กระทรวงวัฒนธรรม ซึ่งมีรัฐบาลเป็นผู้ควบคุมอยู่อย่างเข้มงวด
(๒)หาคนกลางที่มีวุฒิภาวะไม่ได้
ปัญหาความขัดแย้งที่เกิดขึ้นใน สคท. เป็นปัญหาใหญ่ที่ไม่สามารถหาคนกลางมาเป็นผู้ตัดสินไกล่เกลี่ยได้ ตอนที่ขัดแย้งกันใหม่ๆเคยมีความพยายามที่จะหาคนกลางมาเป็นผู้ปรองดอง แต่ผู้ถูกเชิญมาไกล่เกลี่ยกลับไปเข้าข้างอีกฝ่ายหนึ่ง ทำให้ความยุติธรรมไขว้เขวไป ประเด็นต่อมา เมื่อฝ่ายแรก(คณะกรรมการ สคท.เสียงข้างมาก)ได้ขอร้องท่านประธานที่ถูกปลดจากตำแหน่ง ให้ยกเลิกการเรียกชุมนุมใหญ่ แต่ไม่ได้รับการยินยอม กลายเป็นการอ้างว่าเป็นประชุมวิสามัญและมีการปลดกรรมการกันวุ่นวาย ซึ่งไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์ของธรรมนูญการปกครอง สคท.
[ในเรื่องนี้ผมได้ทำหนังสือขอโทษทั้งส่วนตัวและต่อหน้าสาธารณะชนเพื่อ “ขอปรองดอง” แต่กลับเงียบกริบ คำขอให้อภัยต่อกันนั้นมันหายไปกับสายลมและแสงแดด แต่ตอนนี้คณะกรรมการ สคท.เขตภาคเหนือกลับมีเสียงเรียกร้องอึงคะนึงขึ้นมาอีกว่าขอ “กลับมาแก้ไขตามแนวทางของพระเจ้าตามหลักแห่งพระวจนะของพระเจ้า(คืนดีกัน)” ก็ต้องถามกลับไปว่า “ท่านพูดออกมาจากใจจริงหรือเปล่า?” หากท่านพูดด้วยการทรงนำของพระวิญญาณบริสุทธิ์ ใครจะขัดขืนพระ
สุรเสียงได้เล่า เราทุกคนยินดีและตอบสนองอยู่แล้ว]
ก็เป็นที่ทราบกันดีแล้วว่า เมื่อหาที่พึ่งในกลุ่มคริสเตียนระดับผู้หลักผู้ใหญ่ในองค์การและองค์กรไม่ได้ จึงต้องมีการไปขอพึ่งอำนาจศาลช่วยตัดสิน ซึ่งโดยพฤตินัยนั้นเป็นมาตามสายการปกครองอยู่แล้ว เพราะสหกิจคริสเตียนฯอยู่ภายใต้การปกครองของกรมศาสนา และกรมศาสนาอยู่ภายใต้การปกครองของกระทรวงวัฒนธรรม เมื่อมีปัญหาที่ตัดสินกันเองไม่ได้ ก็จำเป็นอยู่เองที่จะต้องไปถึงผู้ที่จะตัดสินชี้ขาดในขั้นตอนสุดท้าย นั่นก็คือศาลสถิตยุติธรรมนั่นเอง
แน่นอน เรื่องนี้ทำให้ทุกๆฝ่ายมีความรู้สึกแย่ ก็เป็นเหมือนกับดังที่พระคัมภีร์บอกไว้ คือ
ประการแรก “เราไม่มีสมรรถภาพ” เพียงพอที่จะตัดสินคดีความด้วยตนเอง (๑ คร. ๖.๒)
ประการที่สอง “เรารู้สึกละอายใจ” (ข้อ ๕) ที่ปัญหาความขัดแย้งเกิดขึ้นและไม่สามารถตกลงกันได้
ประการที่สาม เราไม่มี “คนที่มีสติปัญญาพอ” ที่จะชำระความระหว่างพี่น้องกันได้ (ข้อ ๕)
ประการที่สี่ เรา “ตกจากระดับฝ่ายจิตวิญญาณ” (ข้อ ๗) เมื่อคริสเตียนทุกฝ่ายยอมให้แก่กันและกันไม่ได้ มีทิฐิ มานะ ต้องการเอาชนะคะคานกัน และต่อสู้กันเอง “ทำร้ายกันและโกงกันในระหว่างพวกพี่น้องของท่านเอง” (ข้อ ๘)
ดังนั้น เราเปโลจึงวินิจฉัยว่า เราได้ตกไปอยู่ในข่ายเดียวกันกับชาวโลกคนอธรรม คนล่วงประเวณี คนถือรูปเคารพ คนผิดผัวผิดเมียเขา โสเภณีชาย ชายรักร่วมเพศ คนขโมย คนโลภ คนขี้เมา คนปากร้าย คนฉ้อโกง (ข้อ ๙-๑๐)
เว้นเสียแต่ว่า เราจะสำนึกตัวและกลับใจเสียใหม่
ดังนั้น จึงเห็นด้วยกับคณะกรรมการ สคท.เขตภาคเหนือ ที่เรียกร้องให้ “คืนดีกันตามแนวทางของพระเจ้า”
ในขณะเดียวกันเราเห็นต่อไปว่า การแก้ไขธรรมธรรมนูญ สคท.ไม่ใช่ทางแก้ (เพราะปัญหามันอยู่ที่คน ไม่ใช่อยู่ที่ตัวอักษรซึ่งตราไว้) การเรียกประชุมวิสามัญในเดือนมีนาคมนี้เพื่อจัดการเลือกตั้งใหม่ ก็ไม่ใช่หนทางแก้ไข การเลือกตั้งคณะกรรมการ สคท.ชุดใหม่ขึ้นมา ก็ไม่ใช่ทางแก้ แต่ยิ่งจะทำให้ปัญหามันบานปลายใหญ่โตขึ้น
สุดท้ายนี้ ขอเสนอทางเลือกอีกทางหนึ่ง ที่มีความเป็นไปได้คือ การจัดตั้ง “ศาลคริสเตียน สคท” เฉพาะกิจขึ้นมา
โดยคัดเลือกผู้ทรงคุณวุฒิจากฝ่ายต่างๆ จำนวน ๗ คน (อาจจะเป็น ๙ คน ๑๑ คน หรือ ๑๕ คนก็ได้ตามความเหมาะสม)
สำหรับหลักการจัดตั้งศาลคริสเตียน สคท.นี้ จะเสนอในฉบับหน้า
หากพี่น้องคริสเตียนท่านใดมีเห็นด้วยกับหลักการนี้ ก็เสนอมาได้ที่ อีเมลนี้จะถูกป้องกันจากสแปมบอท แต่คุณต้องเปิดการใช้งานจาวาสคริปก่อน
ขอบคุณมากครับ.
[1] พระคัมภีร์ฉบับประชานิยม (ปี ๑๙๗๑) กิจการ ๖.๑-๑๑
[2] พระคัมภีร์ฉบับปี ๑๙๗๑)
[3] พระคัมภีร์ฉบับฟื้นฟู โดยห้องสมุดกิตติคุณ ของวิสเนส ลี ปี ๒๐๐๒
[4] พระคัมภีร์ฉบับอมตธรรมร่วมสมัย
[5] พจนานุกรม ฉบับมติชน








