gototopgototop
Get Adobe Flash player
โครงคำเทศน์
แหล่งรวมบทความ
Trendy:
Global Thaisermons



E-BOOK โครงคำเทศน์

อ่านคำเทศนาผ่าน e-book

 
 
คลิ๊ค อ่าน E-BOOK เรื่อง ทีมเวิร์ค

   บริการเช่ารถตู้-จากสมาชิก

 

 

Delicious
ค้นหาบทความ-โครงเทศน์

www.thaisermons.com

บทความเพื่อผู้นำจิตวิญญาณ

กรรมการหรือตัวแทน สคท.

การลดระดับความน่าเชื่อถือลง?!

ธวัช เย็นใจ

 

            ห้วงเวลานี้ถ้าใครเข้าไปในเว็บไซต์ของผู้ที่อ้างว่าเป็น สคท.

            ฝั่งถนนรามคำแหง (เพราะมี ๒ เว็บไซต์ที่ต่างอ้างตนว่า

            เป็น สคท.) ก็จะพบคำหนึ่งที่ใช้กันอยู่บ่อยๆซึ่งแต่เดิมคือคำว่า

            “กรรมการภูมิภาค” แต่ทว่าตอนหลังๆนี้เปลี่ยนไปใช้คำว่า

            “ตัวแทนภาค”  หลายคนจึงอยากจะรู้เบื้องและที่มาที่ไป

            ว่ามันเป็นอย่างไร เพราะมันเข้าทำนองที่ว่า ตอนแรกขึ้นต้น

            ด้วยบ้องไม้ไผ่ แต่พอเหลาๆไปกลายเป็นบ้องกัญชาซะนี่

                เริ่มต้นอย่างสง่างาม แต่ไหงกลายเป็นอย่างนี้ไปได้!

 

                ตามความหมายของภาษาไทยนั้นต่างกันมาก ยิ่งไปดูคำจำกัดความในพจนานุกรมแล้วจะเห็นว่า ต่างกันราวฟ้ากับดินเลยทีเดียว  (๑)กรรมการ : ๑. น. บุคคลที่ได้รับการเลือกให้ทำกิจกรรมอย่างหนึ่ง หลายคนรวมกันเรียกว่าคณะ กรรมการ, ผู้บริหาร ๒. น.ผู้ตัดสินในการแข่งขัน เช่น กรรมการมวย (๒) ตัวแทน : น. ผู้ที่ได้รับมอบหมายให้ทำการแทนบุคคลอื่น ซึ่งต่างจากผู้แทน(ราษฎร) ผู้ซึ่งได้รับเลือกตั้งจากประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ให้ทำหน้าที่นิติบัญญัติในสภาฯ

                แต่เดิมนั้น สหกิจคริสเตียนฯเรียกผู้ที่ได้รับการเลือกตั้งจากองค์กรคริสตจักร องค์การและสถาบันในภาคต่างๆว่า “คณะกรรมการภูมิภาค” เป็นผลมาจากที่คณะกรรมการกลางของ สคท. ในสมัยนั้นต้องการบริหารแบบ “บูรณาการ” คือกระจายอำนาจลงไปในท้องถิ่นให้มากที่สุดเท่าจะมากได้ ไม่เพียงกระจายอำนาจเท่านั้น แย่งยังกระจายงบประมาณลงไปให้ด้วย ซึ่งแต่ละภาคนั้นจะมีระเบียบปฏิบัติเป็นของตนเองโดยเฉพาะ ซึ่งแต่ละภาคก็มีความแตกต่างในรายละเอียดของเนื้อหา เพราะแต่ละแห่งมีความแตกต่างกันเรื่องของพื้นที่และจำนวนสมาชิก

                แต่เดิมนั้นสิ่งที่เหมือนกันก็คือ ทุกภาคจะมีคณะกรรมการ ๑ ชุด ซึ่งประกอบด้วยประธาน รองประธาน เลขานุการ เหรัญญิกและกรรมการ ซึ่งมีอำนาจเต็มในการบริหารงานของภาคนั้น โดยส่งผู้เป็นประธานภาคไปเป็นหนึ่งในคณะกรรมการอำนวยการของ สคท. ซึ่งมีส่วนรู้เห็น รับผิดชอบและตัดสินใจในงานทุกอย่างของ สคท. ในระดับประเทศ

                คณะกรรมการภาคจะมีวาระการทำงานที่แตกต่างจากกรรมการส่วนกลาง คือภาคมีวาระการดำรงตำแหน่ง ๒ ปีแต่ส่วนกลางมีอายุงาน ๔ ปี การมีช่วงเวลาทำงานสั้นลงนั้น ทำให้มีความคล่องตัว กระตือรือร้น การสร้างผลงาน การปรับเปลี่ยนหรือแก้ไขได้ดีกว่า อีกทั้งเป็นการกระจายตำแหน่งได้รวดเร็วกว่าด้วย

                แต่เดิมนั้น สคท. ทางภาคเหนือมีคณะกรรมการจังหวัด และคณะกรรมการภาค หากสมาชิก สคท.ในจังหวัดนั้นๆมีปัญหาอะไร ก็ส่งเรื่องไปยังคณะกรรมการจังหวัดเพื่อพิจารณา หากสามารถไกล่เกลี่ยได้เรื่องก็จบลงตรงนั้น แต่ถ้าเหลือบ่ากว่าแรงก็ส่งเรื่องมาที่คณะกรรมภาค และทางภาคเองจะใช้ความพยายามอย่างสุดความสามารถที่จะยุติปัญหา แล้วแจ้งเรื่องให้ทาง สคท.ส่วนกลางรับทราบในการประชุมกรรมการอำนวยการ สคท. (ซึ่งมีขึ้นทุกสามเดือน)

                การที่ สคท. พยายามกระจายอำนาจลงไปสู่ภูมิภาคกำลังไปได้สวย

                แต่ปรากฏว่าจู่ๆดังสายฟ้าแลบ

                ก็มีการรวบอำนาจนั้นกลับไปสู่ส่วนกลางอีก!

                มีการลบตำแหน่งของคณะกรรมการภาคทิ้งไป และใส่คำว่า “ตัวแทน” ภาคเข้ามาแทนที่ ดังที่กล่าวมาแล้ว “ตัวแทน” ก็คือ “ผู้ทำหน้าที่แทน” มิได้มีสิทธิ์อำนาจใดๆในการตัดสินใจ ทุกอย่างต้องขึ้นอยู่กับการตัดสินใจ “ตัวจริง” (ก็คือ สคท.ส่วนกลาง) ซึ่งตามธรรมนูญฉบับร่าง(ที่หลายคนเรียกว่าฉบับอัปลักษณ์) เรียกผู้มี

อำนาจนี้ว่า “เลขาธิการ”

                ตรงนี้พี่น้องคริสเตียนที่เป็นสมาชิกสังกัดใน สคท.จำนวนมาก สังเกตเห็นได้อย่างชัดเจน ถึงความไม่ชอบมาพากลที่มีการเชื่อมโยงคำว่า “ตัวแทนภาค” ไปยังธรรมนูญฉบับร่างของ สคท. (ที่พวกเขาหมายหมั้นปั้นมือว่าจะต้องผ่านร่างฉบับให้ได้ในเร็วๆนี้) แต่เดิมนั้นธรรมนูญ สคท.ระบุว่า “ประธาคภาคเป็นหนึ่งในคณะกรรมการอำนวยการ สคท.” แต่ในฉบับร่างนี้ระบุอย่างชัดเจนว่า “ประธานภาคเป็นผู้ร่วมงานของเลขาธิการ”

                คือลดระดับความน่าเชื่อถือลงมา

                จากผู้บริหารกลายมาเป็นแค่เพื่อนร่วมงาน!

                พูดอย่างง่ายๆก็คือ เอาตัวแทนภาคมาเป็นลูกไล่ เป็นแค่วอลเปเปอร์หรือไม้ประดับเท่านั้นเอง

 

            เรื่องที่สอง ขอพูดต่อเนื่องจากตอนที่แล้ว ในเรื่อง “ก็บอกแล้วว่า ไม่อยากเป็น” มีพี่น้องคริสเตียนจำนวนมาก ซึ่งเป็นสมาชิกที่สังกัดใน สคท. ที่ปรารถนาจะเห็นการคืนดี ปรองดองและความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียว และรู้สึกยินดีปรีดาอย่างยิ่งที่เห็นสองท่าน(ศจ.ดร.ปรีชา จับมือกับ ศจ.ดร.สุชาติ)ยืนจับมือกันต่อหน้าสักขีพยานหลายคน

                มีผู้รับใช้ของพระเจ้าและมิชชันนารีหลายคน รวมไปถึงผู้นำองค์กร องค์การและสถาบัน ได้ถามผมว่า “แล้วเรื่องมันจะจบลงอย่างไร?”

                ผมตอบว่า “นี่เป็นมาจากพระเจ้าอย่างแท้จริง และเป็นนิมิตหมายอันดีสำหรับ สคท.” ตามคำสอนของพระเยซูคริสต์ใน มธ. ๑๘.๑๕-๒๐ คือไปแจ้งความผิดเป็นส่วนตัว เมื่อต่างคนต่างสารภาพบาปต่อกันแล้ว ก็จับมือกันและได้พี่น้องกลับคืนมาเหมือนเดิม คือกลับมารับใช้พระเจ้าร่วมกันอีก

                พระคัมภีร์ใช้คำว่า “ท่านได้พี่น้องคืนมา” ส่วนฉบับอมตธรรมฯบอกว่า “ท่านได้พี่น้องนั้นคืนมา” ไม่เพียงแต่ได้ความสัมพันธ์ส่วนตัวกลับคืนมาเท่านั้น แต่ฐานะตำแหน่งต่างๆก็ได้กลับคืนมาเหมือนเดิมด้วย ดังเช่นคำอุปมาของพระเยซูเรื่อง “บุตรที่หายไป” (ลก. ๑๕.๑๑-๒๔) เมื่อเขากลับมาบ้านแล้ว ไม่ได้ถูกลดระดับความน่าเชื่อถือลงเป็นเพียงคนรับใช้ หรือถูกกันออกไปอยู่ต่างหาก แต่คุณพ่อได้คืนฐานะความเป็นบุตรให้ ด้วยการสวมแหวน(แสดงถึงสิทธิอำนาจ) รองเท้า เสื้อผ้าที่ดีที่สุด แถมยังจัดงานเลี้ยงอย่างเอิกเกริกด้วย

                มีคำถามเซ็งแซ่อยู่ ณ เวลานี้ คือ คณะกรรมการ สคท.ชุดของ ศจ.ดร.ปรีชามีวาระการทำงาน ๔ ปีมิใช่หรือ? เมื่อมีปัญหาและความขัดแย้งกันในช่วงเวลาหนึ่ง แต่เมื่อกลับคืนดีกันแล้ว ทำไมจึงมีคนนอกเข้ามาบงการ ล้มล้างและสั่งปลดกรรมการชุดนี้ออกกลางคัน(เพราะทำพันธกิจมาแค่ ๒ ปีเศษเท่านั้น) มันถูกต้อง ชอบธรรมและเป็นไปตามจุดประสงค์ของธรรมนูญ สคท.แล้วหรือ?

            มีธรรมนูญ สคท.ข้อไหนที่ระบุให้มีการประชุมวิสามัญ?

                มีข้อไหนที่บอกให้มีการเลือกตั้งใหม่คณะกรรมการชุดใหม่ได้ ในขณะที่กรรมการชุดเก่ายังดำรงตำแหน่งอยู่!

             บางคนฝากบอกท่านทั้งหลายที่ “อยากจะขึ้นแท่น” ว่าขอท่านอดใจรออีกสักนิดไม่ได้หรือ อีกปีเศษๆเท่านั้น ทำไมใจร้อนจังเลย จะขึ้นอย่างสง่างามไม่ได้หรือ ทำไมต้องมาปล่อยให้ผีเสื้อสมุทรลุกขึ้นมาบริภาษฉีกหน้ากันกลางที่ประชุมว่า “เอาอะไรมาคิด?!” หรือเป็นเพราะท่านหัวโจ๊กมีอายุมากแล้ว กลัวสังขารล่วงลับดับขันธ์เสียก่อน

                การปรองดองหมายความว่าอย่างไร?               

                หมายถึงทุกอย่างกลับไปสู่จุดเริ่มต้นมิใช่หรือ?

                แน่นอน ถ้าเราทุกคนช่วยกันแก้โจทย์ข้อนี้ได้ เชื่อว่าทุกอย่างจะยุติลงอย่างสวยงาม และเป็นที่ถวายเกียรติยศแด่พระเจ้า.

 
001
002
003
004
005
007
008
009
010
011
News Plus Date
ถอดโซ่ตรวนนักโทษ
17 May 2013
ถอดโซ่ตรวนนักโทษ เสรีภาพที่แท้จริงหรือ?                                                                                                            ข่าวที่น่ายินดีอย่างยิ่งในช่วงนี้ก็คือ นักโทษคดีอุจฉกรรจ์ตาม             เรือนจำต่างๆในประเทศไทย ได้รับการถอดโซ่ตรวนออกจาก             ขาแล้ว เมื่อวันที่ ๑๕ พฤษภาคม ๒๕๕๖ ที่ผ่านมา ถือเป็น             การตอบสนองต่อมติขององค์การสหประชาชาติ...
ข้อเขียน ชวนคิด
มีเรื่องจริงเล่าว่า วันหนึ่งนักบินกับช่างเครื่องได้นำเครื่องบินออกทดสอบ ขณะที่กำลังลอยอยู่ในอากาศ พวกเขาก็ได้ยินเสียงดังมาจากเพดานเหนือศีรษะ ซึ่งเต็มไปด้วยสายไฟ สันนิษฐานว่าน่าจะมีหนูแอบเข้ามาและกำลังกัดแทะสายไฟ ถ้าเป็นอย่างนั้นจริงก็นับว่าอันตรายมาก นักบินจึงบังคับเครื่องให้บินสูงขึ้นไป จนถึงระดับ ๒ หมื่นฟุต และเมื่อร่อนกลับลงมายังรันเวย์และเปิดดูบริเวณเหนือศีรษะ ก็พบว่ามีหนูสองตัวนอนตายอยู่ที่นั่น เนื่องจากมันทนต่อความกดอากาศไม่ไหว คิดอีกที : เมื่อเรามีปัญหาที่แก้ไม่ตก มีวิธีหนึ่งที่จะสามารถแก้ไขได้คือ “บินสูงขึ้นไป” นำภาระปัญหาเหล่านั้นเข้าไปเฝ้าพระเจ้า
PTT Oil Price
World Time Clock

 

 หนังสือ-วรรณกรรม

หนังสือ-วรรณกรรมเขียนโดยอ.ธวัช เย็นใจ

 

Tawat Yenjai