คำนำ
หนังสือปัญญาจารย์น่าอ่านสำหรับคนที่มีความหวังในชีวิต และน่าอ่านที่สุดสำหรับคนที่หมดหวัง เป็นบทเรียนจากพระเจ้าแก่คนที่มีความสุขหรือมีความทุกข์ แก่คนที่คิดจะไปสวรรค์หรือจะไปนรก คนที่ร่ำรวยและคนที่ยากจน ทั้งเป็นพระพรแก่คนที่เป็นคริสเตียนและไม่เป็น ทั้งเป็นป้ายชี้ทางแก่คนหนุ่มสาวและวัยชรา
ครั้งหนึ่ง ดร. โอลิเวอร์ โฮล์มอายุ ๘๘ ปีได้ขึ้นรถไฟ เมื่อการ์ดมาขอตรวจตั๋ว ดร.โฮล์มก็ค้นหาตั๋วไม่เจอ ไม่รู้เอาไปใส่ไว้ตรงไหน เวลาผ่านไปนานพอสมควร การ์ดรถไฟจึงบอกว่า “ไม่เป็นไรครับ ไว้เจอแล้วค่อยบอกผมก็แล้วกัน” ดร. โฮล์มตอบว่า “นั่นเป็นความคิดที่ดี แต่ปัญหาของผมเวลานี้คือ ผมไม่รู้ว่าจะไปไหน”
ปัญญาจารย์ได้เน้น ๒ ประการ คือ
หนึ่ง ชีวิตนี้เป็นอนิจจัง (๑.๒) ไม่จีรังยั่งยืน มี “เกิด แก่ เจ็บ ตาย” แต่ในทัศนะของคริสเตียนไม่ใช่สิ่งที่ทำให้หมดหวัง
สอง คำเตือนให้ยำเกรงพระเจ้า (๑๒.๑๓) “รักษาพระบัญญัติของพระองค์”
เยาชน(คนหนุ่มสาว)
ปญจ. ๑๑.๙-๑๒.๑ พระวจนะของพระเจ้าตอนนี้เรียกคนที่อยุ่ในวัยต้นๆ แตกต่างออกไป
๑) “โอ เยาวชน” (๑๑.๙) คือคนที่อายุยังน้อย นับตั้งแต่แรกเกิดไปจนถึง ๒๕ ปี (young man)
๒) “ปฐมวัย” เป็นวัยเริ่มต้น ตั้งแต่แบเบาะไปจนถึงประมาณ ๕-๗ ขวบ
๓) วัยหนุ่มสาว (๑๑.๑๐) ฝรั่งเขาบอกว่า คนจะเป็นหนุ่มสาว(youth)เมื่ออายุย่างเข้า ๔๐ ปี
๔) วัยฉกรรจ์ (๑๑.๑๐) หมายถึงเป็นวัยที่ห้าวหาญ แข็งแรง สมบูรณ์ และชอบความรุนแรง ถ้าเติมฉกาจเข้าไปก็แปลว่าดุร้าย ใน NIV ใช้คำว่า vigor เป็นวัยที่กระปรี้กระเปร่า กระฉับกระเฉง และแข็งแรง
การดำเนินชีวิตของหนุ่มสาว
พระคัมภีร์ ตอนนี้ ปัญญาจารย์ได้ให้คำแนะนำแก่คนหนุ่มสาวอย่างน่าประทับใจมาก “ทางที่เขาควรจะเดินไป” เป็นความจริง หลายครั้งทีเดียวที่วัยรุ่นไม่รู้จะเดินไปทางไหน จึงไปแบบสะเปะสะปะ ตามใจตนเองเพราะไม่มีใครให้คำแนะนำ
มีแม่คนหนึ่งใช้ลูกชายอายุเจ็ดขวบไปซื้อน้ำตาลกับน้ำปลา ลูกชายหายไปสักพักก็กลับมาถามแม่ว่า “ผมควรจะซื้อน้ำตาลก่อนหรือน้ำปลาก่อนดี?” แม่ตอบว่า “ซื้ออะไรก่อนก็ได้” เด็กชายหายไปและสักครู่ก็กลับมาถามแม่อีกว่า “ผมควรจะซื้อยี่ห้อไหนดี?” แม่ตอบว่า “มียี่ห้อไหนก็เอายี่ห้อนั้นแหละ”
สักอึดใจเด็กก็กลับมาอีก แม่จึงถามอย่างมีอารมณ์ว่า “อ้าว ยังไปไม่ถึงไหนอีกหรือนี่?” เด็กชายก็บอกแม่อีกว่า “เมื่อซื้อแล้วผมควรจะใช้มือไหนถือน้ำตาลมือไหนถือน้ำปลา?” คุณแม่เริ่มอารมณ์เสีย “มือไหนก็ได้ รีบๆ เข้าเดี๋ยวกับข้าวเสร็จไม่ทัน”
๑) จงเปรมปรีดิ์ในปฐมวัยของเจ้า (๑๑.๙)
“โอ เยาวชน จงเปรมปรีดิ์ในปฐมวัยของเจ้า” และย้ำอีกว่า “ให้จิตใจของเจ้าร่าเริง” ทำไมเราจะต้องเปรมปรีดิ์และร่าเริง คำตอบก็คือ เพราะเราเป็นคริสเตียน เป็นลูกของพระเจ้า เรารอดพ้นจากความผิดบาปแล้ว และเรามีสันติสุขอย่างแท้จริงในพระคริสต์ “จงชื่นชมยินดีในองค์พระผู้เป็นเจ้าทุกเวลา” (ฟป.๔.๔)
ในปี คศ. ๑๙๗๐ มีดาราร็อคดัง ชื่อจิมมี่ เฮนคริก เขามั่วเรื่องเพศและยาเสพติด ครั้งหนึ่งเขาแสดงคอนเสิร์ต และเกิดกลุ้มคลั่งแล้วฟาดกีต้าร์กับพื้นจนแหลกละเอียด แต่ผู้คนพากันตบมือชอบอกชอบใจมาก จากนั้นจิมมี่ประกาศว่า ใครที่รู้จักสันติสุขที่แท้จริง ขอให้มาพบกับเขาที่หลังเวที เวลาตอนเลิกแสดง แต่ไม่มีใครนำพา หลังจากนี้นอีกสามวัน จิมมี่ตายเพราะเสพยามากเกินขนาด!
๒) จงตัดความเศร้าหมองออกไป (๑๑.๑๐)
พระคัมภีร์ บันทึก “จงตัดความเศร้าหมองเสียจากใจของเจ้า” และยังบอกต่อไปอีกว่า “จงสลัดความเจ็บปวดเสียจากเนื้อหนังของเจ้า”
ชีวิตเริ่มต้นมาจากใจ อะไรที่ทำให้เรารู้สึกเจ็บปวดและเศร้าใจบ้าง? ความวิตกกังวล ความหวาดกลัว ความไม่สมหวัง ความทุกข์ ปมด้อย ความน้อยเนื้อต่ำใจ ฯลฯ
๑ ธส. ๕.๑๘ เป็นเหมือนคาถาสำหรับคริสเตียนทุกคน “จงขอบพระคุณพระเจ้าทุกกรณี”
ดู สดด. ๓๗.๓-๕ ด้วย
จงระลึกถึงพระผู้สร้าง (๑๒.๑)
“ในปฐมวัยของเจ้า จงระลึกถึงพระผู้เนรมิตสร้าง” ที่จริงเราสามารถตีความรวมไปถึงคนที่อยู่ในวัยทำงาน วัยกลางคนและคนชราด้วย
ขอให้คิดถึงความยิ่งใหญ่ของพระองค์ ฤทธานุภาพอย่างไม่จำกัด ความรักและความห่วงใย การเอาใจใส่ของพระเจ้า คิดถึงการเสียสละพระบุตรองค์เดียวคือพระเยซูคริสต์ ให้ลงมาตายไถ่โทษบาปของเราที่บนไม้กางเขน ระลึกถึงการเป็นขึ้นจากตายและชัยชนะเหนือมารซาตาน คิดถึงพระวิญญาณบริสุทธิ์ที่เสด็จมาสถิตกับเราและช่วยเหลือในการดำเนินชีวิตอย่างมีสันติสุขและชัยชนะทุกๆวัน และระลึกถึงของประทานอันดีทุกอย่างจากเบื้องบน ฯลฯ
ระลึกถึงพระเจ้าอยู่ทุกลมหายใจ
สรุป
วัยรุ่นมีความสำคัญมากสำหรับพระเจ้า พระประสงค์ของพระองค์ก็คือ
-จงเปรมปรีดิ์กับชีวิตในช่วงสั้นๆนี้
-จงดำเนินในทางของพระองค์
-จงทราบว่า ชีวิตในโลกนี้เป็นแต่อนิจจัง แต่ผู้เชื่อจะมีชีวิตนิรันดร์ที่สวรรค์
-จงตัดความเศร้าหมอง และสลัดความเจ็บปวดเสียจากใจ
-และสุดท้าย จงระลึกถึงพระเจ้าตลอดเวลา









