โครงร่างคำเทศนา – ธวัช เย็นใจ
ปรัชญาชีวิต
ปญจ. ๑.๑-๑๘
คำนำ
บางคนเข้าใจว่าหนังสือปัญญาจารย์เขียนขึ้นด้วยความสงสัยในพระเจ้า บางครั้งพวกเขารู้สึกว่า พระเจ้าทรงอยู่ต่างหากไม่ค่อยเกี่ยวข้องกับมนุษย์เท่าไหร่ หรือบางคนเห็นพระองค์ใจดีเหมือนซานตาคลอส แต่บางคนเห็นว่าพระองค์เป็นครูหรือตำรวจที่กวดขันและคอยจับผิดเราอยู่เสมอ
ปัญญาจารย์มองเห็นว่า โลกนี้มีระบบระเบียบที่ตายตัว เปลี่ยนแปลงอะไรไม่ได้อีกแล้ว มนุษย์เป็นเหมือนเครื่องจักรกลหรือหุ่นยนต์ ที่มีคนกดปุ่มอยู่เบื้องหลังตลอดเวลา (เหมือนคนไทยที่เชื่อในพรหมลิขิต) ดังนั้นเมื่อคิดถึงชีวิตแล้วก็เกิดความเบื่อหน่าย ท้อแท้ หมดกำลังใจและหมดหวัง
สารพัดล้วนอนิจจัง
๑. ปัญญาจารย์
“ถ้อยคำของปัญญาจารย์ ผู้เป็นเชื้อสายของดาวิด กษัตริย์ในเยรูซาเล็ม” (๑.๑) เป็นการเริ่มต้นที่ดีมากแต่กลับลงท้ายด้วยความอนิจจัง ปัญญาจารย์มองดูชีวิตด้วยประสบการณ์ของคนที่ผ่านโลกมามาก ทุกอย่างเป็นไปตามวาระของมัน “เกิด แก่ เจ็บ ตาย เป็นของธรรมดา”
ปัญญาจารย์บอกว่าท่านเป็นผู้มีสติปัญญา ต่อมาท่านพบว่าเป็นเพียงครู และสุดท้ายท่านพบว่าตนเองเป็นแค่คนที่เรียนรู้เท่านั้น!
๒. สารพัดก็อนิจจัง
“ปัญญาจารย์กล่าวว่า อนิจจัง อนิจจัง สารพัดก็อนิจจัง” (๑.๒) คำว่าอนิจจังในภาษาฮีบรู hebel ปรากฏ ๓๔ ครั้งในปัญญาจารย์ ๑๒ บท ในพระคัมภีร์ฉบับภาษาอังกฤษ vanity, (KJV) มาจากคำว่า vain หมายถึงเหลวไหล หาประโยชน์อะไรไม่ได้ ไม่มีสาระ ปราศจากแก่นสาร ส่วนฉบับ NIV คือ meaningless ไม่มีความหมายอะไรเลย!
เราจะเห็นว่าปัญญาจารย์เข้าใจและรู้จริงถึงความเป็นนิรันดร์ของพระเจ้า และความอนิจจังของมนุษย์
ชีวิตที่น่าเบื่อหน่าย
๑.ตรากตรำโดยเปล่าประโยชน์
“ที่มนุษย์ตรากตรำกลางแดด เขาได้ประโยชน์อะไรจากงานที่เขาทำนั้น (๑.๓) ฉบับประชานิยมว่า “ทุกสิ่งล้วนอนิจจัง ท่านทำงานตรากตรำอยู่ชั่วชีวิต แต่ได้ประโยชน์อะไรจากการงานนั้นเล่า?”
กิจวัตรประจำวันของคนเราคือ ตื่นนอน เข้าห้องน้ำ แต่งตัว กินข้าว นั่งรถไปทำงานหรือเรียน พักเที่ยงกิน บ่ายทำงาน เย็นเลิกกลับบ้าน กินข้าว อาบน้ำ ดูทีวี เช็คเน็ต เข้านอน (วันหยุดไปเดินชอปปิ้งบ้าง พบเพื่อนฝูงบ้าง) ดูเหมือนไม่มีอะไรใหม่ที่น่าตื่นเต้น ชีวิตมีแต่ความวนเวียน ซ้ำซากและน่าเบื่อหน่าย
๒. ชีวิตที่เปราะบาง
“ชาติพันธุ์หนึ่งล่วงไป อีกชาติพันธุ์หนึ่งก็มา แต่แผ่นดินโลกคงอยู่เป็นนิตย์” (๑.๔) ฉบับประชานิยมแปลดังนี้ “ชีวิตคนผ่านไปแล้วก็ผ่านไปอีก” รุ่นเก่าตายไปรุ่นใหม่มา เฉลี่ยอายุของแต่ละคนประมาณ ๗๐ ปี แต่บางคนอายุสั้นกว่านั้นมาก เมื่อเร็วนี้เราไปร่วมไว้อาลัยในงานศพของเด็กชายคนหนึ่ง ที่อายุเพียงสามขวบเศษ
เท่านั้น เขาตายเพราะโรคปอดอักเสบ แพทย์บอกว่า “คนเริ่มตายตั้งแต่เกิด” (คือเซลล์ตาย) ต้องประคบประหงมชีวิตอย่างดีและใช้ เราใช้เวลาลี้ยงดูคนๆหนึ่งหลายปีกว่าจะเติบโต แต่เขาอาจตายในวินาทีเดียวเนื่องจากอุบัติเหตุ
ความซ้ำซาก
ปัญญาจารย์ได้ยกตัวอย่างจากธรรมชาติ ๓ อย่างมาเปรียบเทียบให้เห็นถึงความวนเวียนและซ้ำซาก
“ไม่มีสิ่งใดใหม่ภายใต้ดวงอาทิตย์” (๑.๙-๑๐) บางคนตีความว่าเหมือนกับคำสอนของพุทธในเรื่องการ “เวียนว่ายตายเกิด” แต่เมื่อศึกษาให้ถ่องแท้จะพบว่า ปัญญาจารย์ไม่ได้สอนอย่างนั้น
๑. การโคจรของดวงอาทิตย์(ข้อ ๕)
๒. สายลมที่พัดวนเวียนโดยไม่มีเป้าหมายชัดเจน (ข้อ ๖) เราเห็นว่า กรมอุตุนิยมได้พยากรณ์เรื่องดินฟ้าอากาศ แต่ก็มีผิดพลาดอยู่บ่อยๆ
๓. แม่น้ำที่ไหลงสู่ทะเลและไม่เคยเต็ม (ข้อ ๗) มันถูกแดดเผา กลายเป็นไอ ลอยขึ้นเป็นเมฆและกลาย้แนฝนตกลงมา
มีอะไรใหม่บ้างในโลกนี้? พวกเราชอบบ้านใหม่ รถใหม่ แต่งงานใหม่ ลูกคนใหม่ คอมพิวเตอร์ใหม่ หุ่นยนต์ตัวใหม่ โทรมือถือใหม่ เงินพลาสติค แต่ไม่ช้าไม่นานก็เป็นของเก่าและน่าเบื่อหน่าย
ตัวอย่าง : ผมเริ่มใช้คอมพิวเตอร์ตั้งแต่รุ่นโปรแกรม ๓๘๖,๔๘๖,๕๘๖ เวิร์ดจุฬาและราชวิถี ถึงวินโดว มาเป็นวินโดวเอ็กซพี พลัส ก็ยังไม่เร็วทันใจ จนทุกวันนี้ใช้โปรแกรมไมโครซอฟ ๒๐๐๗ ตัวใหม่ล่าสุด แต่สักวันหนึ่งมันก็จะเก่าและล้าสมัย
สิ่งที่ไม่ทำให้พึงพอใจ
“สารพัดเหนื่อยกันหมด คนใดๆก็พูดไม่ออก นัยน์ตาก็ดูไม่อิ่ม หรือก็ฟังไม่เต็ม” (ข้อ ๘)
ประการแรก ชีวิตที่หมดหวังและท้อแท้ใจถ้าหากเราติดยึดอยู่กับสิ่งอนิจจังในโลกนี้ ประการที่สอง ถ้าเราคิดว่าชีวิตจะดีกว่าถ้า...เรามีการศึกษาดีกว่านี้, มีงานที่ดีกว่านี้, มีเงินเดือนที่ดีกว่านี้, มีฐานะที่ดีกว่านี้, มีสามีภรรยาและมีลูกที่ดีกว่านี้,
ตัวอย่างจากความไม่พึงพอใจ (๑) เอวาคิดว่าอยากจะมีความรู้และเป็นเหมือนพระเจ้า (๒) โลตที่คิดว่าได้ที่ดินมากกว่าที่มีอยู่ ส่วนภรรยาก็เหลียวไปดูและคิดว่าถ้าทรัพย์สมบัติยังอยู่กับฉัน (๓) อาคานคิดว่าถ้าได้เงินและเสื้อบาบิโลนสวยๆตัวนั้น
สรุป
๑ ทธ. ๖.๗-๑๐ ทางของพระเจ้าประกอบด้วยความสุขใจ
- มาตัวเปล่าก็กลับไปตัวเปล่า
- มีปัจจัยสี่ก็พึงพอใจแล้ว
- อยากรวยก็เป็นอันตรายต่อชีวิต
- คริสเตียนควรหาเงิน เก็บเงินและใช้เงิน (แต่อย่ารักเงิน)
“รักษาความเชื่อไว้และดำเนินชีวิตอย่างมีความสุข”
กษัตริย์ฟีลิปที่ ๒ ตรัสว่า “ถ้าไม่มีอะไรที่ทำให้เราพอใจ ก็จงพอใจในสิ่งทีมีอยู่”









