gototopgototop
Get Adobe Flash player
โครงคำเทศน์
แหล่งรวมบทความ
Trendy:
Global Thaisermons



E-BOOK โครงคำเทศน์

อ่านคำเทศนาผ่าน e-book

 
 
คลิ๊ค อ่าน E-BOOK เรื่อง ทีมเวิร์ค

   บริการเช่ารถตู้-จากสมาชิก

 

 

Delicious
ค้นหาบทความ-โครงเทศน์

www.thaisermons.com

โครงคำเทศนา - ธวัช เย็นใจ

อย่าคิดว่า “เอาอยู่”

วิธีที่จะรับพระพรและความสำเร็จอย่างแท้จริง

สภษ. ๓.๕-๖

คำนำ

                หนังสือเรื่อง Talent Is Never Enough ของ John C. Maxwell ซึ่งแปลเป็นภาษาไทยว่า “แค่เก่ง..ไม่พอ” พูดถึงเรื่องจะต้องประกอบด้วยความเชื่อ ความเชื่อมั่น การทุ่มเทชีวิตจิตใจ และลงมือทำอย่างเอาจริงเอาจัง มีเป้าหมายที่ชัดเจน การเตรียมการให้พร้อม การฝึกฝนและพัฒนาความรู้ความสามารถ ไม่ย่อท้อเมื่อเจออุปสรรคปัญหา มีความกล้าหาญ มีความสัมพันธ์ที่ดีกับคนอื่น มีความรับผิดชอบ และการทำงานเป็นทีม ซึ่งจะช่วยให้ชีวิตก้าวหน้าและประสบความสำเร็จได้อย่างแน่นอน

                ที่แมกซ์แวลกล่าวมานี้เป็นความจริง แต่เป็นความจริงบางส่วนเท่านั้น!

                ในห้วงเวลาที่ผ่านมา คำพูดที่ว่า “เอาอยู่” เป็นที่ฮิตติดปากของคนไทย คนแรกที่พูดคือนายกรัฐมนตรีหญิงของเรา เธอให้คำมั่นสัญญารับมือกับน้ำที่ไหลหลากจากภาคกลางเข้าสู่กรุงเทพฯว่า “ไม่ต้องห่วง รัฐรับมือได้ สามารถเอาอยู่” แต่ปรากฏว่าในที่สุดก็เอาไม่อยู่ กลายเป็นน้ำท่วมครั้งใหญ่ในรอบเกือบร้อยปี คนที่สองที่พูดคำนี้ เป็นนักร้องชื่อดังของแกรมมี่ เคยร้องเพลงต่อต้านยาเสพติด แต่ตนเองกลับติดยาเสพติดงอมแงม แต่ยังมาออกทีวีให้สัมภาษณ์ว่า “เอาอยู่” แต่ในที่สุดก็เอาไม่อยู่ และต้องเข้ารับการบำบัดที่สถานบำบัดยาเสพติดธัญบุรี

                ในชีวิตฝ่ายจิตวิญญาณก็เช่นเดียวกัน อย่าคิดว่าจะสามารถประสบความสำเร็จด้วยตนเอง เพราะมนุษย์เรามีกำลังเพียงน้อยนิดเท่านั้น จึงจำเป็นที่ต้องพึ่งพาอาศัยพระเจ้าผู้ยิ่งใหญ่สูงสุด

ความสำเร็จทางด้านจิตวิญญาณ

            พระคัมภีร์สอนว่า มนุษย์เรามักจะขาดๆเกินๆ (ส่วนมากจะขาดเสียมากกว่า) ทำให้ชีวิตของคริสเตียนไม่ประสบความสำเร็จทางด้านจิตวิญญาณ และไม่ได้รับพระพรจากพระเจ้า พระธรรมสุภาษิต ๓.๕-๖ จึงบอกเคล็ดลับ ๔ ประการ ที่ดูเหมือนง่ายๆ และเป็นข้อท่องจำจนขึ้นใจของพวกเราหลายคน แต่เอาเข้าจริงๆแล้ว กลับทำตามยากพอสมควร

                ประการแรก “จงวางใจในพระเจ้า(ยาเวห์)ด้วยสุดใจของเจ้า และอย่าพึ่งพาความรอบรู้ของตนเอง”

                ประการที่สอง “จงยอมรับรู้พระองค์ในทุกทางของเจ้า แล้วพระองค์จะทรงกระทำให้วิถีของเจ้าราบรื่น อย่าคิดว่าตนมีปัญญา”

                ประการที่สาม “จงยำเกรงพระเจ้า(ยาเวห์) และจงหันเสียจากความชั่วร้าย นี่จะเป็นพลานามัยแก่เนื้อหนังของเจ้า

และความสดชื่นแก่เราร่างกายของเจ้า

                ประการที่สี่ “จงถวายเกียรติแด่พระเจ้า(ยาเวห์)ด้วยทรัพย์สินของเจ้า และด้วยผลแรกแห่งผลิตผลทุกอย่างของเจ้า แล้วยุ้งของเจ้าจะเต็มบริบูรณ์ และบ่อเก็บของเจ้าจะล้นด้วยเหล้าองุ่นหมักใหม่”

                เรื่องของคริสเตียนนั้นก็แตกต่างจากชาวโลก คือ คนทั่วไปนับถือศาสนาของเขา สามารถที่จะเลือกทำตามบางอย่างและไม่ทำตามบางอย่างได้ แต่สำหรับคริสเตียนต้องทำตามพระวจนะของพระเจ้าทุกประการ

การไว้วางใจในพระเจ้า

                (๑)ความหมายของ “ความวางใจ”

                ในพระคัมภีร์เดิมและใหม่ เราได้พบคำว่า “วางใจ” และไว้วางใจบ่อยมาก ซึ่งมีความหมายใกล้เคียงกับคำว่า “เชื่อ” หรือพึ่งพา พระวจนะตอนนี้บอกให้คริสเตียน “จงวางใจในพระจ้า”  ภาพของการวางใจที่เห็นอย่างง่ายๆก็คือ บางคนนั่งรถยนต์และสามารถหลับได้ภายในเวลาไม่กี่นาที ถามว่าทำไมจึงหลับ? เพราะวางใจในคนขับรถ! (แต่ถ้าเป็นคนขับมือใหม่หรือคนที่ขับรถประสบอุบัติเหตุบ่อยล่ะ? คนนั่งจะหลับตาไม่ลงเป็นแน่)

                มีเรื่องเล่าว่า นักเทศน์ไม่พอใจสมาชิกคนหนึ่งนั่งหลับในเช้าวันอาทิตย์ หลังการนมัสการแล้วเขาจึงไปพูดเตือนว่า “ผมไม่สบายใจเมื่อตอนผมเทศน์ ก็เห็นคุณนั่งหลับอยู่” สมาชิกคนนั้นจึงตอบไปทันทีว่า “ก็เพราะผมวางใจในอาจารย์นะสิครับ ผมจึงกล้าหลับ หากไม่ไว้ใจผมคงหลับไม่ลงหรอก”

                (๒)ตัวอย่างจากพระคัมภีร์

                พระวจนะบอกแก่คริสเตียนว่า “จงวางใจในพระเจ้าด้วยสุดใจของเจ้า” ไม่ใช่แค่นิดๆหน่อยๆ ครึ่งๆกลางๆ แต่หมดหัวใจของเรา  

                พระธรรม ยรม. ๑๗.๗-๘ เยเรมีย์กล่าวถึงคนที่วางใจในพระเจ้า คือ หนึ่ง “ย่อมได้รับพร” (ทุกคนอยากได้รับพระพรจากพระเจ้าใช่ไหมครับ? มีวิธีเดียวเท่านั้นก็คือเชื่อและไว้วางใจในพระเจ้า)  สอง ชีวิตจะเป็นเหมือนต้นไม้ริมธารน้ำ เขียวสดและเกิดผลในชีวิต(ฝ่ายจิตวิญญาณ)อยู่เสมอ  

                ดูตัวอย่างจากกษัตริย์โยสิยาห์ผู้ค้นพระบัญญัติ และทำการปฏิรูปยูดาห์ (๒ พกษ. ๒๒-๒๓) และเห็นว่าพระเจ้าทรงพอพระทัยและอวยพระพรท่านและประเทศยูดาห์อย่างมากมาย

                แต่ในพระธรรม ยรม. ๑๗.๕-๖ บอกในทางตรงกันข้าม คือ คนที่วางใจในมนุษย์(คนที่จิตใจของเขาหันออกจากทางของพระเจ้า) ก็เป็นที่แช่งสาป เหมือนกับพุ่มไม้ในทะเลทราย และไม่มีสิ่งดีใดๆมาถึงเลย  เราคงเคยเห็นภาพของทะเลทรายที่แห้งแล้ง กันดาร ขาดแคลนน้ำและร้อนจนแดดระยับเป็นเปลวไฟ

ยอมรับพระเจ้าเป็นที่หนึ่ง                

                “จงยอมรับพระองค์ในทุกทางของเจ้า”  

            (๑)ชีวิตแห่งพระพร

                ผลที่ติดตามมาคือ “พระเจ้าจะทรงอวยพระพรให้ชีวิต(ฝ่ายจิตวิญญาณ)มีความราบรื่น” (สภษ. ๓.๖) คำว่า “ราบรื่น” แปลได้ว่า “ตรง, ชื่อตรง, ตรงไป, ไม่คดเคี้ยวหรือสะดุด”

            (๒)ยอมรับทั้งหมด

                ปัญหาของคริสเตียนหลายคนคือ บางคนไม่ยอมรับพระองค์ให้เข้ามาในชีวิตทั้งหมด บางคนยอมรับนิดๆหน่อยๆ อะไรที่เหลือบ่ากว่าแรงแล้วโยนให้พระเจ้า อะไรที่พอรับได้เขาจะบอกว่ายัง “เอาอยู่” บางคนยอมรับเพราะมีผลประโยชน์ตอบแทน แต่ในพระคัมภีร์ตอนนี้เรียกร้องให้เรา “ยอมรับทั้งสิ้น และยอมรับอย่างไม่มีเงื่อนไข” ใดๆทั้งสิ้น  

จงยำเกรงพระเจ้า

            “จงยำเกรงพระเจ้าและหันเสียจากความชั่วร้าย” (สภษ. ๓.๗)

                (๑)ความยำเกรง

                ความยำเกรงไม่ใช่อะไรบ้าง? ไม่ใช่ความกลัว เหมือนนักเรียนกลัวครู, หรือลูกน้องกลัวเจ้านาย, โจรผู้ร้ายกลัวตำรวจ, หนูกลัวแมวหรือคนกลัวผีอะไรทำนองนั้น, แต่ประกอบด้วยความความไว้วางใจ ความรัก ซื่อสัตย์และจงรักภักดี จะทำเหมือนกันทั้งต่อหน้าและลับหลัง ทำให้มีคำถามว่า เรารับใช้พระเจ้าเพราะอะไร?

                ตัวอย่าง : โยบกับโยนาห์ใครมียำเกรงพระเจ้า?  ระหว่างเปโตรกับยูดาห์ใครยำเกรงพระเจ้า?  

            (๒)หันเสียจากความชั่วร้าย ในโลกนี้มีความผิดบาปและการล่อลวงมากมาย แต่คนของพระเจ้าจะ “หันเสียจากความชั่วร้าย” นั้น ขอให้สังเกตด้วยว่า มันมีผลต่อทางสุขภาพร่างกายด้วย “นี่เป็นพลานามัยแก่เนื้อหนัง เป็นความสดชื่นแก่ร่างกายของเจ้า”  (แน่นอน ในขณะเดียวกันถ้าคุณกินไม่เลือก, นอนดึก, เที่ยวเตร่, สูบบุหรี่, ดื่มแอลอกฮอล์ ร่างกายก็จะอ่อนแอ แก่ง่ายและตายเร็ว)

จงถวายเกียรติแด่พระเจ้า

                “จงถวายพระเกียรติแด่พระเจ้าด้วยทรัพย์สิน” (สภษ. ๓.๙)

                (๑)การถวายเป็นทางแห่งพระพร

                ในบรรดาข้อพระคัมภีร์ที่กล่าวมาแล้วทั้งหมด ข้อนี้ยากที่สุดที่คริสเตียนจะยอมทำตาม คือการถวาย และถวายอย่างหมดสิ้น เพราะถ้าบอกว่าถวายนิดๆหน่อยๆ (ด้วยเศษเงิน) ก็ยังพอทำได้อยู่ แต่บอกว่า “ถวายผลแรกแห่งผลิตผลทุกอย่างของเจ้า”  ตัวอย่างแรก คือ หญิงคนบาปที่ร้องไห้เอาน้ำมันหอมมาถวายชโลมพระบาทพระเยซูคริสต์  จบลงด้วยความชื่นชมยินดีและสันติสุข ตัวอย่างที่สอง สามีภรรยาชื่ออนาเนียกับสัปฟีราที่ “ถวายด้วยการขยักไว้ครึ่งหนึ่ง” และบอกว่า “ถวายหมดแล้ว” จึงจบลงด้วยความเศร้าและความตาย

                (๒)ทรัพย์สมบัติอยู่ไหน

                พระเยซูตรัสว่า “ทรัพย์สมบัติของท่านอยู่ไหน ใจของท่านก็อยู่ที่นั่น” (มธ.๖.๒๑) คนจำนวนมากรักเงินแม้ว่ามันจะเป็นสิ่งอนิจจัง  ยอมทำงานหนักเพื่อเงิน และยอมตาย เสียสละชีวิตเพื่อเงิน คำอวยพรของคนจีน “ขอให้ร่ำรวยและมีความสุข” (ต้องถามว่า “จริงอย่างนั้นทุกครั้งไหม?”)

                ตัวอย่างแรก เมื่อไม่นานมานี้ ชายหนุ่มชาวชลบุรี ได้ฉีกเงินทิ้งลงในถังขยะ ๑ ล้าน ๓ แสนบาท โดยไม่รู้สึกเสียดายเลยแม้แต่น้อย ตัวอย่างที่สอง คือ ที่ประเทศฮังการีอากาศหนาวมาก เขาจึงเอาเงินธนบัตรเก่าๆมัดเป็นก้อน แล้วส่งไปเป็นเชื้อเพลิงให้คนจนเผาแก้หนาว ๕ หมื่นกิโลกรัม และต้องใช้เงิน ๗ แสนบาทจึงจะให้พลังเท่ากับความร้อนของถ่าน ๑ ก้อน นี่ก็เป็นเพียงแค่เผากระดาษทิ้งเท่านั้น

                (๓)คำสัญญาของพระเจ้า 

                “แล้วยุ้งของเจ้าจะเต็มบริบูรณ์ และบ่อเก็บจะเต็มล้นด้วยน้ำองุ่น”  (สภษ. ๓.๑๐)เราไม่เคยประสบพระพรอย่างนี้ เพราะเราไม่กล้ารับคำท้าชวนของพระเจ้า  วันนี้ขอให้เรามาลองดูกัน

สรุป

            -เริ่มต้นที่วางความวางใจ แล้วจะมีผลติดตามมา

                -ยอมรับพระองค์ ยำเกรง,

                -และถวายทั้งสิ้นแด่พระเจ้า

 
001
002
003
004
005
007
008
009
010
011
News Plus Date
ถอดโซ่ตรวนนักโทษ
17 May 2013
ถอดโซ่ตรวนนักโทษ เสรีภาพที่แท้จริงหรือ?                                                                                                            ข่าวที่น่ายินดีอย่างยิ่งในช่วงนี้ก็คือ นักโทษคดีอุจฉกรรจ์ตาม             เรือนจำต่างๆในประเทศไทย ได้รับการถอดโซ่ตรวนออกจาก             ขาแล้ว เมื่อวันที่ ๑๕ พฤษภาคม ๒๕๕๖ ที่ผ่านมา ถือเป็น             การตอบสนองต่อมติขององค์การสหประชาชาติ...
ข้อเขียน ชวนคิด
มีเรื่องจริงเล่าว่า วันหนึ่งนักบินกับช่างเครื่องได้นำเครื่องบินออกทดสอบ ขณะที่กำลังลอยอยู่ในอากาศ พวกเขาก็ได้ยินเสียงดังมาจากเพดานเหนือศีรษะ ซึ่งเต็มไปด้วยสายไฟ สันนิษฐานว่าน่าจะมีหนูแอบเข้ามาและกำลังกัดแทะสายไฟ ถ้าเป็นอย่างนั้นจริงก็นับว่าอันตรายมาก นักบินจึงบังคับเครื่องให้บินสูงขึ้นไป จนถึงระดับ ๒ หมื่นฟุต และเมื่อร่อนกลับลงมายังรันเวย์และเปิดดูบริเวณเหนือศีรษะ ก็พบว่ามีหนูสองตัวนอนตายอยู่ที่นั่น เนื่องจากมันทนต่อความกดอากาศไม่ไหว คิดอีกที : เมื่อเรามีปัญหาที่แก้ไม่ตก มีวิธีหนึ่งที่จะสามารถแก้ไขได้คือ “บินสูงขึ้นไป” นำภาระปัญหาเหล่านั้นเข้าไปเฝ้าพระเจ้า
PTT Oil Price
World Time Clock

 

 หนังสือ-วรรณกรรม

หนังสือ-วรรณกรรมเขียนโดยอ.ธวัช เย็นใจ

 

Tawat Yenjai