สุขภาพจิตวิญญาณคริสเตียน
ของท่านเป็นอย่างไร?
สุภาษิต ๔.๒๐-๒๗
คำนำ
พระธรรมสุภาษิตส่วนใหญ่เขียนโดยกษัตริย์ซาโลมอน สุภาษิตตามความหมายของพจนานุกรมคือ “คำกล่าวสืบเนื่องกันมาเป็นคติสอนใจ” แต่พระธรรมเล่มนี้เป็นมากกว่าคติสอนใจ เพราะเป็นถ้อยคำที่ได้รับการสำแดงจากพระเจ้า ตามที่พระคัมภีร์กล่าวยืนยันว่า “พระวจนะทุกตอนได้รับการดลใจพระเจ้า” (๒ ทธ. ๓.๑๖)
เซร์บันเทส นักเขียนชาวสเปนได้จำกัดความของสุภาษิตว่า “ประโยคสั้นๆที่เกิดจากประสบการณ์อันยาวนาน” วอร์เรน วีเอิร์สบีกล่าวไว้ในหนังสืออธิบายสุภาษิต Be Skillful ว่า “พระธรรมสุภาษิตเป็นมากกว่าคำคม ที่เกิดจากการวิเคราะห์และการตีความตามประสบการณ์ของมนุษย์ เพราะเป็นหนังสือที่ได้รับการดลใจจากพระเจ้า เปิดเผยให้เห็นถึงชีวิตความสัมพันธ์มนุษย์กับพระเจ้าและชีวิตนิรันดร”
สุภาษิตของมนุษย์มักจะขัดแย้งกัน บางทีก็ทำให้เลือกไม่ถูก เช่น “น้ำขึ้นให้รีบตัก” กับ “ช้าๆได้พร้าเล่มงาม” หรือ “สองหัวก็ดีกว่าหัวเดียว” หรือ “มากคนก็มากความ” ไม่ทราบว่าจะเอาอย่างไงกันแน่ แต่สุภาษิตที่เป็นพระวจนะของพระเจ้านั้น จะไม่มีวันขัดแย้งกันเด็ดขาดและมีประโยชน์สำหรับจิตวิญญาณเสมอ
พระธรรมสุภาษิตสอนให้ฟัง คิดและลงมือปฏิบัติ นักปราชญ์คนหนึ่งกล่าวว่า “เมื่อข้าพเจ้าฟังแล้วก็ลืม เมื่อข้าพเจ้าดูจึงจำได้ และเมื่อข้าพเจ้าลงมือปฏิบัติจึงเข้าใจ” แน่นอน เพียงแต่คิดและไม่ลงมือทำก็หาประโยชน์มิได้ แต่คิดแล้วไม่ทำ ก็ดีกว่าทำโดยไม่คิด!
๑.พ่อสอนลูก
สภษ. ๔.๒๐ พระธรรมสุภาษิตตอนนี้เริ่มต้นด้วยคำว่า “บุตรชายของเราเอ๋ย” ตั้งแต่บทที่หนึ่งเป็นต้นมา และเมื่ออ่านต่อไปเรื่อยๆ ก็จะพบกับคำนี้บ่อยๆถึง ๔๖ ครั้งด้วยกัน (ตั้งแต่บทที่ ๑ ถึง ๓๐) มีความจริงที่เป็นบทเรียนอันล้ำค่าสำหรับคริสเตียน อย่างน้อยสองประการด้วยกัน คือ
(๑)พ่อสอนลูก
ผู้เป็นพ่อทุกคนมีความรัก ห่วงใยเอาใจใส่ อยากจะเห็นลูกเป็นคนดีและมีอนาคตไกล “บุตรชายของเราเอ๋ย ฟังคำคำเตือนของพ่อเจ้า และอย่าทิ้งคำสั่งสอนของแม่เจ้า” (สภษ. ๑.๘)
(๒)พระเจ้าอยู่ในฐานะพระบิดา
พระเจ้าของเราอยู่ในฐานะของพ่อฝ่ายวิญญาณ ส่วนคริสเตียนอยู่ในฐานะลูก พระองค์ทรงรักและห่วงใย ทรงเอาพระทัยใส่และต้องการให้ผู้เชื่อทุกคนดำเนินชีวิตที่ถูกต้องตามน้ำพระทัยของพระองค์ มีชีวิตที่เจริญเติบโตขึ้นทางด้านจิตวิญญาณและเป็นพระพรอย่างมากมาย
ข้อคิด : เมื่อไหร่ก็ตามที่เราเรียกพระเจ้าว่าพระบิดา นั่นคือการให้เกียรติ เคารพยกย่องและเชื่อฟังพระองค์อย่างสุดชีวิตใช่ไหม?
๒.สิ่งที่เราได้ยินได้ฟัง
สภษ. ๔.๒๐ “จงตั้งใจต่อถ้อยคำของเรา จงเอียงหูของเจ้าเข้าหาคำพูดของเรา”
ฉบับอมตธรรมฯแปลว่า “จงตั้งใจฟังสิ่งที่เรากล่าว เงี่ยหูคอยฟังถ้อยคำของเรา” ซีโนนักปราชญ์ชาวกรีกโบราณกล่าวว่า “เรามีหูสองข้าง แต่มีปากเพียงปากเดียว เพื่อให้เราฟังมากขึ้นและพูดน้อยลง” นักปราชญ์อีกคนหนึ่งบอกว่า “เมื่อข้าพเจ้าฟัง ข้าพเจ้าก็ได้กำไร แต่เมื่อข้าพเจ้าพูด คนอื่นก็เอากำไรไปเสีย”
ตัวอย่าง : เมื่อไม่นานมานี้ มีการทำการวิจัยพบว่า การใช้หูฟังเพลง หรือโทรศัพท์ มีอันตรายถึงขั้นหูหนวกได้ พร้อมกับยกตัวอย่างของคนที่ใช้หูฟังขณะเดินข้ามถนน มักจะถูกรถชน หรือคนที่ใช้หูฟังขณะขับรถมักจะเกิดอุบัติเหตุได้
ง่าย หนังสือพิมพ์ได้ลงข่าวเรื่องของชายคนหนึ่ง วิ่งออกกำลังกายที่ชายหาดและใส่หูฟังเพลงไปด้วย ปรากฎว่าขณะนั้นเครื่องบินเล็กเซสน่าลำหนึ่ง ได้เกิดเครื่องยนต์ขัดข้อง ต้องร่อนลงจอดที่ชายหาดและพุ่งชนชายคนนั้นเข้าอย่างจัง
และเสียชีวิตทันที เจ้าหน้าที่ตำรวจสันนิษฐานว่า เป็นเพราะเขาใส่หูฟังจึงไม่ได้ใส่ใจอย่างอื่น
ยก. ๑.๑๙ “ดูก่อนพี่น้องที่รักของข้าพเจ้า จงทราบข้อนี้ จงให้ทุกคนไวในการฟัง ช้าในการพูดและช้าในการโกรธ”
อฟ. ๕.๔ เปาโลบอกให้เราคริสเตียนหลีกเลี่ยงการใช้คำพูดที่ไม่เหมาะสม “ทั้งอย่าพูดหยาบคาย พูดเล่นไม่เป็นเรื่อง และพูดตลกหยาบโลนเกเร ซึ่งเป็นการไม่สมควร แต่ให้ขอบพระคุณดีกว่า”
สดด. ๑.๑ ผู้เขียนสดุดีแนะนำว่า อย่าทำตามแบบอย่างของคนอธรรม คือไม่เดิน ไม่ยืนและไม่นั่ง” แต่ให้ทำตรงข้ามคือ “ปีติยินดีในพระธรรมของพระเจ้า” คิดใคร่ครวญและตรึกตรองพระวจนะของพระองค์ทั้งวันและคืน แล้วชีวิตของเขาจะเป็นเหมือนต้นไม้ที่ปลูกไว้ริมธารน้ำ เกิดผลตามฤดูกาล “การทุกอย่างที่เขาทำก็เจริญขึ้น”
ยน. ๑๕.๓, ๔, ๑๔ พระเยซูตรัสว่า “แกะฟังเสียงของผู้เลี้ยง และตามผู้เลี้ยงไป” “เราเป็นผู้เลี้ยงที่ดี เรารู้จักแกะของเรา และแกะของเราก็รู้จักเรา” (ข้อสรุปคือ สภษ. ๔.๒๒ เพราะเป็นชีวิตและพลานามัยแก่ร่างกาย)
๓.สิ่งที่อยู่ในใจของเรา
สภษ. ๔.๒๓ “จงรักษาใจของเจ้าด้วยความระวังระไวรอบด้าน เพราะชีวิตเริ่มต้นออกมาจากใจ” ฉบับอมธรรมฯ
แปลชัดเจนขึ้น “ที่พระคัมภีร์ตอนนี้กล่าวถึงสิ่งที่สำคัญที่สุด คือ “จงระแวดระวังใจของเจ้า เพราะทุกสิ่งที่เจ้าทำล้วนไหลออกมาจากใจ”
คำว่าใจในภาษาไทยเรามีมากมาย เช่น ใจกว้าง ใจกล้า ใจแข็ง ใจเค็ม ใจแคบ ใจง่าย ใจจริง ใจจืด ใจดำ ใจดี ใจเด็ด ใจเดียว ใจต่ำ ใจแตก ใจโต ใจน้อย ใจบุญ ใจเบา ใจปลาซิว ใจป้ำ ใจแป้ว ใจฝ่อ ใจพระ ใจเพชร ใจไม่ดี ใจไม้ไส้ระกำ ใจยักษ์ ใจเย็น ใจร้อน ใจร้าย ใจเร็ว ใจลอย ใจสัตว์ ใจสูง ใจเสาะ ใจเสีย ใจหนักแน่น ใจหมา ใจหวิว ใจหาย ใจใหญ่ ใจเหี่ยวแห้ง ใจอ่อน
คำถาม : เราคริสเตียนแต่ละคนมีใจชนิดไหนบ้าง?
ตัวอย่าง : เมื่อคนเดินในห้างสรรพสินค้า มีอะไรที่เรามองเห็นก่อนสิ่งอื่น? เด็กๆมักจะมองเห็นร้านไอศกรีมและของเล่นเป็นสิ่งแรก (เช่น รถเด็กเล่นและบ้านบอล) ผู้หญิงมักมองเห็นเสื้อผ้า เครื่องประดับและเครื่องสำอางก่อนสิ่งอื่น ผู้ชายมองเห็นร้านเครื่องเสียง คอมพิวเตอร์ และร้านหนังสือ
บางคนเปรียบเทียบใจเป็นเหมือน “ต้นน้ำลำธาร” ถ้าใส่สารพิษลงไป แม่น้ำเสียก็ไปหมด ปัญหาของพี่น้องกะเหรี่ยงที่หมู่บ้านคริตี้ล่าง ในจังหวัดกาญจนบุรี คือ ได้รับสารตะกั่วเข้าสู่ร่างกายทำให้เป็นโรค เนื่องจากมีการทำเหมืองแร่อยู่เหนือลำน้ำแห่งนั้น เรื่องนี้มีการร้องเรียนเพื่อให้บริษัทเหมืองแร่ชดใช้เงินแก่ผู้ที่ได้รับผลกระทบเหล่านั้น
มธ. ๑๕.๑๘ พระเยซูตรัส “สิ่งที่ออกมาจากปากก็ออกมาจากใจ”
บทเรียน : (๑) สิ่งพระคัมภีร์สอนให้คริสเตียนหลีกเลี่ยงก็คือ “ใจหลอกลวง” (สดด. ๑๒.๒) ในแข็งกระด้าง (สภษ. ๒๘.๑๔) ใจเย็นชา (มธ. ๒๔.๑๒) ใจลำพอง (สภษ. ๒๑.๔) ใจไม่เชื่อ (ฮบ. ๓.๑๒) ใจสกปรก (สดด. ๕๑.๑๐) (๒) สิ่งที่
คริสเตียนควรจะมี คือ ใจกตัญญู (คส. ๓.๑๕) ใจกรุณา (มธ. ๕.๗) ใจที่กระตือรือร้น (๒ คร. ๘.๑๖) มีใจกล้าหาญในพระเจ้า (อฟ. ๓.๑๒) ใจกว้างขวาง “บุคคลที่แจกจ่ายย่อมมั่งคั่ง” (สภษ. ๑๑.๒๕) ใจฉลาด (สภษ. ๑๖.๒๑) ใจที่มั่นคงในพระเจ้า (วว. ๒.๒.๑๐) และใจอ่อนโยน (มธ. ๕.๕) ใจร่าเริง (สภษ. ๑๗.๒๒)
๔.สิ่งที่อยู่ในปากของเรา
สภษ. ๔.๒๔ “จงทิ้งวาจาคดๆเสีย และให้คำพูดเลี้ยวลดห่างจากเจ้า” ฉบับอมตธรรมฯ แปลว่า “ให้ปากของเจ้าปราศจากคำตลบแตลง และให้ริมฝีปากของเจ้าห่างไกลจากคำหลอกลวง”
สดด. ๓๙.๑ กษัตริย์ดาวิดบอกว่า “ข้าพเจ้าจะระแวดระวังทางของข้าพเจ้า เพื่อข้าพเจ้าจะไม่ทำบาปด้วยลิ้นของข้าพเจ้า ข้าพเจ้าจะใส่บังเหียนปากของข้าพเจ้า” มีคำเตือนว่า “จงคิดสองครั้งก่อนที่จะพูดหนึ่งครั้ง” คนไทยบอกว่า “พูดดีเป็นศรีแก่ปาก พูดมากปราศจากราศี” (ปากจะมีสี)
พระคัมภีร์เตือนให้ระวังคำพูดที่เลี้ยวลด มีเล่ห์เหลี่ยม หลอกลวง (สภษ. ๒๔.๒๘) คำพูดมุสา โกหกหลอกลวง (สภษ. ๑๒.๒๒) ระวังคนปากบอน (สภษ. ๒๐.๑๙) ปากที่ไม่มีหูรูด พูดโพล่งๆ ขาดการยับยั้งชั่งใจ (สภษ. ๑๐.๑๙) และ
“คนที่ระแวดระวังปากย่อมรักษาชีวิตของตน ส่วนคนที่เปิดริมฝีปากกว้างก็มาถึงความพินาศ” (สภษ. ๑๓.๓)
คส. ๔.๖ คริสเตียนใช้คำพูดที่มีเมตตาคุณ “ปรุงด้วยเกลือให้มีรส” เบื้องหลังเรื่องนี้ คนโรมันโบราณจะบอกว่า “ขอรับฟังด้วยเกลือสักเม็ด” (เพราะในสมัยนั้นเกลือเป็นสิ่งที่มีคุณค่าและราคาแพงมาก) อีกฉบับหนึ่งว่า “จงให้คำสนทนาของท่านเปี่ยมด้วยพระคุณเสมอ ปรุงด้วยเกลือให้มีรส เพื่อท่านจะรู้ว่าควรตอบทุกคนอย่างไร”
โคลงโลกนิติบทหนึ่งกล่าวถึงเรื่องคำพูดไว้ว่า
“ลิ้นลมคำกล่าวได้ สินศักดิ์
มิตรพงศารัก เพื่อลิ้น
ลิ้นตัวเองจักกล่าว ถึงโทษ ร้ายนา
ถึงชีพวายตายดิ้น เพื่อลิ้นลมเอง”
๕.สิ่งที่ตาของเรามองเห็น
สภษ. ๔.๒๕ “ให้ตาของเจ้ามองไปข้างหน้า และให้การจ้องของเจ้าตรงไปข้างหน้าเจ้า” อมตธรรมฯ “จงให้ตาของเจ้ามองตรงไปข้างหน้า จดจ่อแน่วแน่ไม่หันเห”
มีเพลงเด็กในชั้นเรียนรวีวารศึกษาร้องว่า “โอ้ ตาเล็กๆท่านมองอะไร พระเยซูอยู่บนสวรรค์ และท่านกำลังมองดู โอ้ ตาเล็กๆท่านมองอะไร” (จากนั้นก็ร้องถึงเรื่อง “ปากเล็กๆ ท่านพูดอะไร, หูเล็กๆ ท่านฟังอะไร, มือเล็กๆ ท่านทำอะไร, และเท้าเล็กๆ ท่านเดินไปไหน)
ตัวอย่าง : หากเราไปที่จังหวัดลำปางจะเห็นสัญลักษณ์ของเมืองคือ “รถม้า” คนขับรถม้าจะใส่กระบังไว้ที่หน้าม้าทั้งสองข้าง ด้วยจุดประสงค์อะไร? เพื่อม้าจะไม่มองข้างทาง (ทำให้ตื่นกลัว) แต่มองตรงไปข้างอย่างอย่างเดียว ทำนองเดียวกัน ขอพระเจ้าทรงใส่กระบังให้แก่คริสเตียนทุกคน เพื่อเราจะมองแน่วไปข้างหน้า ตรงตามพระประสงค์ของพระองค์
ปฐก. ๑๓-๑๔ อับราฮัมมองดูน้ำพระทัยของพระเจ้า แล้วเดินตามทางนั้นและรับพระพรอย่างมากมาย แต่ตรงกันข้ามกับโลตที่มองดูผืนดินอันอุดมสมบูรณ์ใกล้โสดม(เมืองแห่งความผิดบาปในเรื่องเพศ-เกย์ กะเทย)และเลือกเอา ในที่สุดก็ต้องพบกับความพินาศ
สดด. ๑๑๙.๓๗ “ขอทรงหันดวงตาข้าพระองค์ไปจากการมองดูสิ่งอนิจจัง”
ฟป. ๓.๑๓-๑๔ “ข้าพเจ้าโน้มตัวออกไปหาสิ่งที่อยู่เบื้องหน้า บากบั่นมุ่งไปรับรางวัลจากพระเยซูคริสต์”
ฮบ. ๑๒.๒ “หมายเอาพระเยซูเป็นผู้บุกเบิกความเชื่อ และทรงเป็นผู้ทำให้ความเชื่อของเราสมบูรณ์”
ตัวอย่าง : เมื่อครั้งที่สหรัฐอเมริกามาช่วยเวียตนามรบกับพวกเวียตกง ทหารเวียตกงใช้วิธีขุดอุโมงค์ใต้ดินและเจาะช่องโผล่ขึ้นมาเป็นระยะๆ ทหารอเมริกันจึงใช้สุนัขสงครามดมกลิ่น พอเจอช่องอุโมงค์ตรงไหนก็จะเอาระเบิดหย่อนลงไป เวียตกงตายเป็นจำนวนมาก พวกเวียตกงแก้เผ็ดด้วยการเอาสุนัขตัวเมียที่เป็นสัดมาผูกไว้ใต้ต้นไม้ พอสุนัขสงครามมาเจอหมาตัวเมียเข้าก็ติดหนับ และไม่ยอมไปไหนเลย
ข้อคิด : มารซาตานก็มีหลายหลายวิธีการในการหลอกล่อคริสเตียนให้ติดกับดักของมัน!
๖.สิ่งที่บนเส้นทางของเรา
สภษ. ๔.๒๖-๒๗ “จงสนใจในวิถีแห่งเท้าของเจ้า แล้วทางของเจ้าจะแน่นอน อย่าเหไปทางขวาหรือหันมา
ทางซ้าย จงกลับเท้าของเจ้าเสียจากความชั่วร้าย” อมตธรรมฯ “จงเฝ้าระวังทุกย่างก้าวของเจ้า และเดินอยู่ในทางนั้นอย่างมั่นคง อย่าหันไปทางขวาหรือทางซ้าย จงยั้งเท้าของเจ้าไว้จากความชั่วร้าย”
พระคัมภีร์ฉบับมาตรฐาน ๒๐๑๑ แปลว่า “จงทำหนทางแห่งเท้าของเจ้าให้ราบ แล้วทางทั้งสิ้นของเจ้าจะมั่นคง”
คำว่า “ราบ” มาจากภาษาฮีบรูว่า “ชั่งน้ำหนักให้เสมอกัน” (balance) หรือตรงไป ไม่หนักไปทางขวาหรือเบาไปทางซ้าย มีการพิจารณาอย่างรอบคอบ (ด้วยมาตรฐานแห่งพระวจนะของพระเจ้า)
สภษ. ๑๔.๑๒ “มีทางหนึ่งซึ่งคนเราดูเหมือนถูกต้อง แต่มันสิ้นสุดลงที่ทางแห่งความมรณา”
ยน. ๑๔.๖ พระเยซูทรงเป็นทาง “เราเป็นทางนั้น เป็นความจริงและเป็นชีวิต ไม่มีผู้ใดไปถึงพระบิดาได้ เว้นแต่ไปทางเราเท่านั้น”
ตัวอย่าง : มีเรื่องเล่าว่า ชายคริสเตียนคนหนึ่งได้มีโอกาสไปเที่ยวอเมริกันเป็นเวลาสองสัปดาห์ และเป็นการขึ้นเครื่องบินครั้งแรกในชีวิต เมื่อเขากลับมาถึงเมืองก็บอกแก่เพื่อนๆว่า “ผมไม่อยากไปสวรรค์แล้ว”
เพื่อนๆถามว่า “ทำไมจึงคิดอย่างนั้น?”
เขาตอบว่า “ก็แค่ไปอเมริกาใช้เวลาเพียงสิบกว่าชั่วโมง ผมยังอ๊วกแล้วอ๊วกอีก เก็บของเก่าได้ตั้งหลายถุง แต่สวรรค์มันไกลกว่านั้นตั้งเยอะ ผมคงตายเสียก่อนที่จะไปถึง”
เพื่อน “???!!”
สรุป
-หูของเราได้ยินอะไร?
-ใจของเรามีอะไรอยู่?
-ปากของเราพูดอะไร?
-ตาของเรามองอะไร?
-และเรากำลังเดินอยู่ในเส้นทางไหน?









