รักและคิดถึง
ฟีลิปปี ๑.๔-๖
สมัยก่อนโน้นไม่มีโทรศัพท์ การติดต่อสื่อสารจะต้องใช้การเขียนจดหมายอย่างเดียว นี่เป็นตัวอย่างของจดหมายที่หนุ่มสาวที่กำลังตกอยู่ในห้วงรักเขียนถึงกันในสมัยนั้น
ที่มุมซองด้านบนเขาจะเขียนว่า“ด่วนจี๋ไปรษณีย์จ๋า”
ที่มุมซองด้านล่างเขียน “ยิ้มก่อนอ่าน ตาหวานก่อนเปิด ยิ้มเสียเถิด เปิดแล้วชื่นใจ”
พอเปิดจดหมายออกมาก็จะพบข้อความขึ้นต้นว่า “เขียน ณ วันที่รัก เดือนที่คิดถึง ปีที่รอคอย”
โอโฮ หวานซะไม่มีล่ะ!
เช่นเดียวกัน พระธรรมฟีลิปปีเป็นจดหมายจากพระเจ้า ที่มีไปถึงบรรดาผู้เชื่ออันเป็นที่รักของพระองค์ทุกคน เราคริสเตียนเปิดอ่านพระวจนะคราวใด ก็มีความชื่นชมยินดีคราวนั้น!
ดังที่ได้กล่าวมาแล้ว เปาโลถูกจับและคุมขังอยู่ในคุก ท่านได้กล่าวถึง “ความชื่นชมยินดี” (rejoice) อยู่ตลอดเวลา ทั้งเล่มของฟีลิปปีเราพบคำว่า “ความยินดี” (ภาษากรีก chara) ๔ ครั้ง คำว่า “ความชื่นชมยินดี” (chairo) ๘ ครั้ง และคำว่า “ปลาบปลื้มใจ” อีก ๑ ครั้งซึ่งแสดงให้เห็นถึงความสำคัญของความชื่นชมยินดี(แบบถาวร)นั้นเป็นของคู่กับชีวิตคริสเตียนอย่างแท้จริง
นักเทศน์หลายคนชอบอธิบายนิยามของ “ยินดี” (JOY) ที่มาจากภาษาอังกฤษดังนี้
J = Jesus (พระเยซู)
O = Other (ผู้อื่น)
Y = Yourself (ตนเอง)
สอดคล้องกับคำสอนของพระคัมภีร์ ที่กล่าวถึงพระบัญญัติสองข้อสำคัญที่สุดสำหรับคริสเตียน ข้อแรก “จงรักพระองค์ผู้เป็นพระเจ้าด้วยสุดใจสุดจิตของเจ้า และด้วยสิ้นสุดความคิดของเจ้า” ข้อที่สอง “จงรักเพื่อนบ้านเหมือนรักตนเอง” (มธ. ๒๒.๓๗-๓๙)
มนุษย์จะมีความสุขและความชื่นชมยินดีอย่างแท้จริงได้ ก็ต่อเมื่อให้พระเจ้ามาเป็นอันดับหนึ่งในชีวิตของเขา ส่วนเพื่อนร่วมโลกมาเป็นอันดับสอง และให้ตนเองเป็นอันดับสุดท้าย มีเรื่องเล่าว่าชายคนหนึ่งซึ่งมีชีวิตที่ไม่ค่อยดีนัก เขาได้ฝันไปว่า ตนเองถูกพิพากษาให้ตกลงในนรก โดยพวกทูตสวรรค์พาไปยืนอยู่ที่ริมปากบึงไฟและผลักให้ตกลงไป ขณะที่ร่างของเขากำลังลอยละลิ่วลงสู่เบื้องล่างจนเกือบถึงพื้น เขารู้สึกได้ถึงความร้อนผ่าวที่พวยพุ่งขึ้นมา
ทันใดนั้น สายตาของเขาเหลือบไปเห็นใยแมงมุมเส้นหนึ่งห้อยลงมา จึงรีบคว้าไว้ทันที ปรากฏว่ามันเป็นใยที่เหนียวมาก เขาจึงสาวและปีนขึ้นสู่เบื้องบน ขณะนั้นรู้สึกมีของหนักๆมาถ่วงอยู่ที่เท้า เมื่อก้มลงไปดูก็พบว่ามีมือของหลายคนที่พินาศในบึงไฟนรกมาเกาะจับเท้าของเขาไว้แน่น คนเหล่านั้นอ้อนวอนขอปีนขึ้นไปด้วย เขาจึงสลัดเท้าและตะโกนว่า “อย่ามายุ่งกับผม...ไปให้พ้น!”
ทันใดนั้นใยแมงมุมก็ขาดผึงทันที ร่างของเขากับทุกคนที่เกาะก็ลอยละลิ่วลงสู่บึงไฟเบื้องล่าง พร้อมกับมีเสียงดังจากปากป่องนรกว่า “เจ้าคนเห็นแก่ตัวเอ๋ย เจ้าจะรอดอย่างแน่นอน ถ้าเจ้ารักเพื่อนบ้านเหมือนรักตนเอง แต่เจ้าต้องพินาศเพราะความเห็นแก่ตัว!”
ที่จริงใยแมงมุมนี้สามารถทนน้ำหนักได้หลายตัน แต่ไม่สามารถทนทานต่อคนที่ขาดความรักและเห็นแก่ตัวได้!
ความคิดถึง- “ข้าพเจ้าระลึกถึงท่านเมื่อใด ข้าพเจ้าก็ขอบพระคุณพระเจ้าทุกครั้ง และทุกเวลาที่ข้าพเจ้าอธิษฐานเผื่อท่าน ข้าพเจ้าก็ทูลขอด้วยความยินดี” (๑.๔) ในพระคัมภีร์ฉบับแปลเข้าใจง่าย (WBTC) บอกความในใจของเปาโลว่า “เมื่อคิดถึงก็ดีใจและขอบพระคุณพระเจ้าทุกครั้ง”
“ระลึกถึง” ภาษากรีก mneia (มะเนอา) ความหมายแรกเป็นความคิดถึง (รม. ๑.๙) เอ่ยถึง (๑ ธส. ๑.๒) ความหมายอย่างที่สองเป็นการระลึกถึงด้วยการอธิษฐานเผื่อ (อฟ. ๑.๑๖, ฟม. ๔)
โดยปกติคริสเตียนที่อยู่ด้วยกันและรักกัน เมื่ออยู่ห่างไกลก็คิดถึง แต่เปาโลพิเศษมากยิ่งกว่านั้นคือท่าน ขอบพระคุณพระเจ้าสำหรับผู้เชื่อทุกคนในคริสตจักรฟีลิปปีด้วย ต่างจากสังคมของชาวโลกที่อยู่เกาะกลุ่มตั้งแต่สองคนขึ้นไปจะแต่การนินทา(กาเลเหมือนเทน้ำ) เขาบอกว่า “เมื่อคนเราเจอกันวันแรก ต่างก็จะพูดเรื่องของตนเอง พอวันที่สองต่างคนต่างเงียบ เพราะหมดเรื่องพูด แต่เมื่อถึงวันสามจะเอาเรื่องของคนอื่นมาพูด”
คริสเตียนแท้จะต้องมีความคิดในแง่สร้างสรรค์ มีความรักจากใจจริง พยายามทำแง่ลบให้เป็นแง่บวก ภาษาสมัยใหม่ว่า “แปรวิกฤติให้เห็นโอกาส” เปาโลกล่าวคุณลักษณะของความรักอย่างละเอียดไว้ใน ๑ คร. ๑๓.๔ เริ่มต้นว่า “ความรักนั้นก็อดทนนาน กระทำคุณให้ ความรักทำให้มองเห็นส่วนของคนอื่นอยู่เสมอ”
เมื่อครั้งที่เรามีโอกาสไปประชุม SEACOE ที่ประเทศสิงคโปร์ ซึ่งเน้นเกี่ยวกับการประกาศข่าวประเสริฐ
ของพระเยซูคริสต์ ในภาคพื้นเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ในหัวข้อ “คืนความคมแห่งฤทธิ์เดชสู่คริสตจักร” (Restoring the Cutting Edge) คืนวันหนึ่ง ดร. แอน์ เกรแฮม ลอสท์ (ลูกสาวของ ดร.บิลลี่ เกรแฮม นักเทศน์ดังแห่งยุค)ได้เล่าถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในร้านขายกาแฟริมชายทะเลแห่งหนึ่งในประเทศสกอตแลนด์ สามีภรรยาคู่หนึ่งมานั่งดื่มกาแฟและเกิดทะเลาะกันอย่างรุนแรง หญิงสาวได้ลุกขึ้นและขว้างแก้วกาแฟใส่ฝาผนัง แก้วแตกและกาแฟเลอะไปทั่ว ผู้คนในร้านตกตะลึง ขณะนั้น ชายคนหนึ่งที่นั่งอยู่มุมห้องค่อยๆลุกขึ้น แล้วหยิบพู่กันออกจากกระเป๋าเดินทางและตรงไประบายกาแฟที่ฝาผนัง จนกระทั่งความสกปรกและน่าเกลียดกลายเป็นภาพวิวที่สวยงาม ผู้คนมารู้ภายหลังว่าชายนักวาดคนนั้นชื่อเซอร์แลนเซีย ซึ่งเป็นจิตกรเอก
ดร. แอนน์ เกรแฮม ลอสท์กล่าวว่า นี่เป็นเหมือนกับสิ่งที่พระเยซูทรงกระทำให้ชีวิตของมนุษย์เรา พระองค์ใช้พู่กันแห่งพระโลหิตระบายสิ่งที่เลวร้าย (ความผิดบาป) ให้กลับกลายเป็นสิงที่ดีและสวยงาม นั่นคือชีวิตใหม่ในพระคริสต์ ดังนั้น พวกเราคริสเตียนก็ควรจะมีความคิดในทางสร้างสรรค์อยู่เสมอ เช่นเดียวกับพระองค์ด้วย
ขอบพระคุณพระเจ้า- เปาโลเป็นคนที่มีนิสัยชอบขอบพระคุณพระเจ้าเสมอ เมื่อท่านอธิษฐานเผื่อสมาชิกคริสตจักรฟีลิปปีคราวใด ท่านก็ไม่ลืมที่จะขอบพระคุณพระเจ้าสำหรับพวกเขาคราวนั้น ท่านระลึกถึงเมื่อครั้งเริ่มต้นประกาศข่าวประเสริฐด้วยความยากลำบาก แต่บัดนี้คริสตจักรได้ตั้งมั่นคงลงในความเชื่อแล้ว
ในขณะที่คริสเตียนอยู่ในสังคมของชาวโลกที่เลวร้าย และเต็มไปด้วยความผิดบาป แทนที่จะเป็นคนประเภทอ้อลู่ลม หรือทำตัวแบบ “เข้าเมืองตาหลิ่วต้องหลิ่วตาตาม” แสดงความไม่พอใจ บ่นและต่อว่า เปาโลบอกดังนี้ “อย่าพูดหยาบคาย พูดเล่นไม่เป็นเรื่อง และพูดตลกหยาบโลนเกเร ซึ่งเป็นการไม่สมควร แต่ให้ขอบพระคุณดีกว่า” (อฟ. ๕.๔)
นอกจากนั้นยังบอกให้ผู้เชื่อรู้จักขอบพระคุณพระเจ้าในทุกอย่าง “จงขอบพระคุณพระเจ้าในทุกกรณี เพราะนี่แหละเป็นน้ำพระทัยของพระเจ้าซึ่งปรากฏในพระเยซูคริสต์เพื่อท่านทั้งหลาย” (๑ ธส. ๕.๑๙) เรายังจำเรื่องราวของหญิงชราคริสเตียนคนหนึ่ง ที่เคี้ยวอาหารด้วยความยากลำบาก เพราะว่าฟันส่วนใหญ่ของเธอหักกร่อนไปหมดแล้ว วันอาทิตย์หลังนมัสการพระเจ้า สมาชิกทุกคนก็รับประทานอาหารเที่ยงร่วมกัน หญิงสาวคนหนึ่งก็พูดขึ้นว่า “สาสารคุณยายจัง ที่กินอาหารด้วยความลำบาก” หญิงชราเงยหน้าขึ้นแล้วตอบว่า “ยายต้องขอบพระคุณพระเจ้า ที่ยังที่ฟันเหลืออยู่ถึงสองซี่ คือซี่บนกับซี่ล่าง และสองซี่นี้มันอยู่ตรงกันพอดี”
มีคนหนึ่งได้เขียนขอบพระคุณพระเจ้าไว้ว่า
ขอบคุณพระเจ้าสำหรับความไม่รู้ ทำให้เราขวนขวายเล่าเรียนมากขึ้น
ขอบคุณพระเจ้าสำหรับความยากจน ทำให้เราขยันขันแข็งในการทำงานและเก็บหอมรอบริบมากขึ้น
ขอบคุณพระเจ้าสำหรับความล้มเหลว ทำให้เราใฝ่หาความสำเร็จโดยพึ่งฤทธิ์เดชของพระองค์
ขอบคุณพระเจ้าสำหรับความขัดแย้งและไม่เข้าใจกัน ทำให้เราแสวงหาความเป็นหนึ่งเดียว
ขอบคุณพระเจ้าในความผิดพลาดในชีวิตและการงาน ทำให้เรารู้จักการปรับปรุงแก้ไข
ขอบคุณพระเจ้าที่เราถูกอิจฉาริษยา ทำให้เรารู้ว่าชีวิตกำลังเกิดผลดี(เพราะไม่มีใครอิจฉาคนที่ล้มเหลวหรอก)
ขอบคุณพระเจ้าสำหรับคำวิพากษ์วิจารณ์ ทำให้ต้องหันมาสำรวจตนเอง
ขอบคุณสำหรับความผิดหวัง ทำให้เราไม่คาดหวังมากจนเกินไป
ขอบคุณพระเจ้าสำหรับสำหรับศัตรู ทำให้เราต้องระมัดระวังตัวมากขึ้น
ขอบคุณพระเจ้าสำหรับความเจ็บไข้ได้ป่วย ทำให้เรารู้ว่าตนเองเป็นมนุษย์ที่อ่อนแอคนหนึ่ง
ขอบคุณพระเจ้าที่ต้องสูญเสียบางสิ่งอย่างไป ทำให้เรารู้ว่าทุกอย่างเป็นอนิจจัง
ขอบคุณพระเจ้าสำหรับความผิดบาป ทำให้เราต้องพึ่งการชำระด้วยพระโลหิตของพระคริสต์
ขอบคุณพระเจ้าสำหรับความตาย ที่ทำให้ฉากสุดท้ายในโลกนี้จบลงอย่างสมบูรณ์ และทำให้เรารู้ว่าชีวิตนิรันดร์กับพระเจ้าที่สวรรค์นั้นดีเลิศประเสริฐเพียงไร”









