กระวนกระวายใจ
โครงร่างคำเทศนา – ธวัช เย็นใจ
กระวนกระวายใจ(จริงๆ)
มธ. ๖.๒๕-๓๔
คำนำ
มีเรื่องเล่าว่าในสมัยบุกเบิกอเมริกานั้น วิลเลียม เพนท์เป็นเคารพนับถือของพวกอินเดียนแดงอย่างมาก เจ้าของพื้นที่ถึงสัญญาว่าถ้าเพนท์อยากจะได้ที่ดินเท่าไหร่ก็ให้เดินเอา กล่าวคือเดินไปถึงไหนในเวลาหนึ่งวัน เขาจะได้ที่ดินนั้นเป็นกรรมสิทธิ์ทันที แต่พอมาถึงรุ่นลูกๆของเพนท์กลับใช้เล่ห์เหลี่ยมโดยว่าจ้างนักเดินสามคน ให้เดินตลอดทั้งวันโดยไม่หยุดและได้ที่ดินของพวกอินเดียแดงไปเป็นจำนวนมาก
ความวิตกกังวล บวกกับความโลภ(อยากได้โดยไม่รู้จักพอ)ทำให้เกิดการคดโกงคอรัปชั่น!
คำเทศนาบนภูเขาของพระเยซูในพระคัมภีร์ตอนนี้คือ เรื่อง “ความกระวนกระวาย” ในชีวิตของมนุษย์เรา นับว่าตรงประเด็นและเข้าถึงจิตใจของผู้มากที่สุด มาจากภาษาเดิม(กรีก)คือ “เมริมนาโอ” (merimnao)[1] หมายถึงความวิตกกังวล, การสาละวน, พะวง, เอาใจใส่และมีความทุกข์ร้อนเกี่ยวกับปัจจัยฝ่ายร่างกาย(soma)การมีชีวิตอยู่ในโลกนี้
“เหตุฉะนั้น” พระเยซูทรงเริ่มต้นด้วยการให้ผู้ฟังคิดถึงสิ่งที่พระองค์ตรัสสอนมาแล้ว คือ เรื่องทรัพย์สมบัติของท่าน “อยู่ที่ไหน ใจของท่านก็อยู่ที่นั่น” (ข้อ ๑๙-๒๑) เรื่องต่อมาที่ทรงสอนคือ “พระเจ้าและเงินทอง” คริสเตียนมาถึงทางเลือก “ท่านจะปฏิบัติรับใช้พระเจ้าและเงินทองพร้อมกันไม่ได้” (ข้อ ๒๔) จะต้องเลือกเอาอย่างใดอย่างหนึ่ง ภาษิตไทยบอกว่าอย่า “เหยียบเรือสองแคม” หรืออย่า “รักพี่เสียดายน้อง”
ในการ์ตูนเรื่องความวิตกกังวลของกิ้งกือตัวหนึ่ง ในตอนกลางคืนมันนอนคิดไม่ตกว่าวันพรุ่งนี้เช้าจะก้าวขาไหนออกก่อน (เพราะมันมีขามากถึง ๑๐๐ คู่) จนกระทั่งม่อยหลับไป พอถึงรุ่งเช้าเมื่อแสงสีทองของดวงอาทิตย์สาดส่องจับที่ขอบฟ้า กิ้งกือตื่นขึ้นมาด้วยความตื่นเต้น ดีใจและวิ่งออกไปที่เนินเขา เพื่อชมความงามของอาทิตย์ยามรุ่งอรุณ และมันลืมความวิตกกังวลเรื่องการก้าวขาไปเสียสิ้น
ชีวิตสำคัญกว่า
พระเยซูตรัสว่า “เราบอกท่านทั้งหลายว่า อย่ากระวนกระวายถึงชีวิตของตนว่า จะเอาอะไรกิน หรือจะเอาอะไรดื่ม อย่ากระวนกระวายว่าจะเอาอะไรนุ่งห่ม ชีวิตสำคัญยิ่งกว่าอาหารและเครื่องนุ่มห่มมิใช่หรือ” (ข้อ ๒๕)
(๑)ชีวิตคืออะไร
“ชีวิต” ของมนุษย์ประกอบขึ้นด้วยอะไรบ้าง? (๑) ส่วนที่เป็นร่างกายภายนอก เช่น ความสวย หล่อ ดำขาว สูงต่ำ ใหญ่หรือเล็ก (๒) ชีวิตส่วนที่เป็นจิตใจ อารมณ์และสติปัญญา ที่อยู่ภายในสมองของมนุษย์ วัดกันด้วยไอคิว อีคิว เอ็มคิว (๓) ชีวิตส่วนที่เป็นจิตวิญญาณ มีความสำคัญมาก ที่สามารถติดต่อกับพระเจ้าได้ เป็นส่วนที่ดำรงอยู่เป็นนิตย์ เป็นตัวกำหนดจุดประสงค์เป้าหมาย และความอนาคตของมนุษย์ทุกคน
(๒)ชีวิตฝ่ายจิตวิญญาณ
คนทั่วไปจะคิดแต่เรื่อง “การกิน อยู่ เครื่องนุ่ม” คือปัจจัยสี่ เสื้อผ้า อาหาร ยารักษาโรคและที่อยู่อาศัย พอมีครบแล้วจะคิดถึงความสะดวกสบายและความปลอดภัย (มีรถยนต์ มีบ้าน มีสระว่ายน้ำ และเครื่องมือสื่อสารรุ่นล่าสุด) จากนั้นก็เริ่มสะสมไว้สำหรับอนาคต
เมื่อเร็วๆนี้มีสมาชิกในคริสตจักรของเราคนหนึ่งมาบอกว่า “ตอนนี้มีหญิงสาวคนหนึ่งประกาศขายพรหมจรรย์ในอินเตอร์เนท เพื่อแลกกับไอโฟนรุ่นใหม่”
ในพระคัมภีร์ตอนนี้ พระเยซูทรงเน้นถึงชีวิตฝ่ายจิตวิญญาณ ลองคิดดูว่า “บางคนมีอาหารกินแต่ไม่มีชีวิต บางคนมีเสื้อผ้าแต่ไม่ร่างกาย” พระองค์ตรัสว่า “ถ้าจะได้สิ่งของสิ้นทั้งโลก แต่ต้องเสียชีวิตของตน ผู้นั้นจะได้ประโยชน์อะไร” และตรัสอีกว่า “ผู้นั้นจะเอาอะไรไปแลกชีวิตของตนกลับคืนมา” (มธ. ๑๖.๒๖)
ในภาพยนตร์สารคดีทางทีวีในตอนเย็น เป็นเรื่องของสุนัขจิ้งจอกบนเกาะแห่งหนึ่ง ที่ชอบขโมยคาบไข่นกไปซ่อน ไว้ในดิน มันทำอย่างนั้นตลอดทั้งวัน จนลืมไปว่าซ่อนไว้ที่ไหนบ้าง จนกระทั่งไข่เหล่านั้นเน่าเสีย ทำให้คิดถึงชีวิตของมนุษย์
เราหลายคน ช่างไม่แตกต่างจากเรื่องนี้เท่าไหร่ใช่ไหม?
นกเป็นตัวอย่างที่ดี
พระเยซูคริสต์ตรัสว่า “จงดูนกในอากาศ มันมิได้หว่าน มิได้เกี่ยว มิได้ส่ำสมไว้ยุ้งฉาง แต่พระบิดาของท่านทั้งหลายทรงเลี้ยงนกไว้ ท่านทั้งหลายมิได้ประเสริฐกว่านกหรือ” (มธ. ๖.๒๖)
(๑)นกไม่กระวนกระวายใจ
พระเยซูกำลังชี้ให้พวกสาวกดูนกที่บินไปมา นกเหล่านี้มีชีวิตอยู่ได้อย่างไร ถึงเวลานอนก็นอน ถึงเวลากินก็กิน
มันไม่ต้องวิตกกังวล เพราะพระเจ้าทรงเลี้ยงดูมัน
(๒)พระเจ้าทรงเลี้ยงดู
“พระบิดาในสวรรค์” (แน่นอน ไม่เหมือนพ่อในโลกนี้บางคน) คือพระเจ้ายิ่งใหญ่ พระผู้สร้างและดูแลรักษา พระคัมภีร์ใช้คำที่มีความหมายที่ดีมาก เหมือนกับที่ “พ่อแม่ที่เลี้ยงดูลูก” ในพระธรรม สดด. ๒๓ ดาวิดบอกว่า “พระเจ้าทรงเป็นผู้เลี้ยงที่ดี” ในพระธรรม ยน. ๑๐.๑๑ พระเยซูตรัสเราเป็นผู้เลี้ยงที่ดี พระองค์เคยตรัสว่า ถ้าบุตรขอปลา พ่อจะให้งูหรือ ถ้าขอไข่จะให้แมงป่องหรือ?
คำถาม : คุณเคยเห็นนกกลุ้มใจ ร้องไห้ และนกฆ่าตัวตายไหม?
พระเยซูได้ตรัสคำอุปมาเรื่อง เศรษฐีคนหนึ่ง ที่ได้สะสมทรัพย์บัติไว้มากมาย และนอนตีพุงพร้อมกับพูดว่า “จิตใจเอ๋ย สุขสบายแล้ว กินดื่มและรื่นเริงเถิด” แต่พระองค์ตรัสว่า “คนโง่เอ๋ย คืนนี้ชีวิตของเจ้าจะต้องถูกพรากไปจากเจ้า และเงินทองที่มีอยู่จะตกเป็นของใครเล่า?” (ลก. ๑๒.๑๓-๒๑)
คุณประเสริฐยิ่งกว่า
(๑)มนุษย์คือสุดยอดแห่งการทรงสร้างของพระเจ้า
พระเยซูตรัสว่า “ท่านทั้งหลายประเสริฐยิ่งกว่า” (ข้อ ๒๖) “พระองค์จะไม่ตกแต่งท่านยิ่งกว่านั้นหรือ” (ข้อ ๓๐) พระเจ้าทรงมองดูคริสเตียนอย่างไร? คุณเป็น “คนประเสริฐ” (คนไทยพูดว่า “มนุษย์เป็นสัตว์ประเสริฐ” นี่ไม่ถูกต้อง เพราะคนก็คือคน สัตว์ก็คือสัตว์) ภาษากรีกคำแรก “เดียเฟะโร” (diaphero) คือมีความสำคัญ, แตกต่างกว่า, และดีที่สุด คำที่สอง “มาล์ลอน” (mallon)คือ ดีกว่า, มากกว่านั้น, จำเริญยิ่งๆขึ้น คำถามสำคัญ : พระเจ้าทรงรู้ไหมว่า เรามีความต้องการอะไร? (ข้อ ๓๒) แล้วคุณต้องการอะไรล่ะ? อธิษฐานสิ!
ทุกครั้งที่เครื่องบินขึ้นได้ในระดับแล้ว แอร์โฮสเตสจะเดินมาถามว่า “ต้องการรับประทานอะไร?” เพราะมีอาหารให้เลือกหลาย แต่ต้องเลือกในสิ่งที่มีเท่านั้น
ให้เราขอบพระคุณพระเจ้า ที่พระองค์ทรงเห็นว่า มนุษย์ประเสริฐกว่านก และประเสริฐกว่าดอกไม้ในทุ่งนา (ในประเทศอิสราเอลมีดอกไม้มากมายหลายอย่าง ราว ๑๒๐ ชนิดเห็นจะได้) พระเยซูตรัสว่า แม้เครื่องทรงของกษัตริย์ซาโลมอนจะวิเลิศมาหรา แต่ดอกไม้เหล่านี้ก็สวยกว่าเสียอีก
(๒)สิ่งสำคัญอันดับแรก
พระเยซูตรัสว่า “แต่ท่านทั้งหลายจงแสวงหาแผ่นดินของพระเจ้าและความชอบธรรมของพระองค์ก่อน (ข้อ ๓๓) การแสวงหาคือการเอาพระเจ้าเป็นอันดับแรก (แสวงหามาตรฐานของพระเจ้า, เสาะหาน้ำพระทัยด้วยการอธิษฐาน, อ่านพระคัมภีร์, นมัสการ, ทุ่มเทถวาย มอบกาย ชีวิต จิตใจและจิตวิญญาณ)
พระธรรม ฉธบ. ๔.๒๙ โมเสสได้บอกพวกอิสราเอลอย่างชัดเจนว่า “ถ้าพวกท่านค้นหาพระองค์ด้วยสุดจิตสุดใจ ท่านจะพบพระองค์”
คำถาม : พวกเราคริสเตียนได้แสวงหาพระเจ้าเช่นนี้แล้วหรือยัง?
(๓)ได้รับจากพระเจ้า
พระเยซูทรงยืนยันว่า “แล้วพระองค์จะทรงเพิ่มเติมสิ่งที่ปวงเหล่านี้ให้” (ข้อ ๓๓) ในภาษาเดิมมีความหมายว่า “หามาวางไว้ให้ข้างๆ” ขอให้เราทุกคนอ่านพระสัญญาในพระธรรม รม. ๘.๓๒ ด้วยกันเดี๋ยวนี้เลย
สรุป
-ปัญหาและความวิตกกังวลของมนุษย์ 40 % เป็นเรื่องที่ไม่เคยเกิดขึ้นเลย
30 % สิ่งที่เกิดขึ้นและไม่อาจเปลี่ยนแปลงได้
12 % วิตกกังวลต่อเสียงวิพากษ์วิจารณ์ของคนอื่น
10 % กระวนกระวายถึงสุขภาพ และเครียด
8 % เป็นปัญหาที่เราต้องต่อสู้กับมันจริงๆ
-มีเรื่องเล่าว่า ชาวยิวโดยสารเรือเดินสมุทร และเกิดพายุพัดกระหน่ำอย่างรุนแรง เรือโคลงเคลงทำท่าจะล่ม ผู้โดยสารต่างพากันแตกตื่น และหวาดกลัวเป็นที่สุด แต่ชาวยิวคนนี้ไม่แสดงอาการวิตกกังวลหรือหวาดกลัวเลย เพื่อนร่วมเดินทางจึงถามด้วยความแปลกใจว่า “คุณไม่รู้สึกกระวนกระวายใจบ้างหรือ?”
เขาตอบว่า “ผมจะวิตกกังวลไปทำไม ในเมืองเรือลำนี้ไม่ใช่ของผม”
ข้อคิด : โลกนี้เป็นโลกของพระเจ้า อะไรมันจะเกิดมันจะเกิด พระองค์จะเป็นผู้รับผิดชอบเอง ไม่ว่าชีวิต, ความเป็นอยู่ ทรัพย์สมบัติและอนาคตของเรา.
[1] กังวล (มธ. ๑๐.๑๙) สาละวน (๑ คร. ๗.๓๒) พะวง (๑ คร. ๑๒.๑๕) เอาใจใส่ (ฟป. ๒.๒๐) ทุกข์ร้อน (ฟป. ๔.๖)








