เป็นเรื่องราวที่ใครก็ไม่ทราบเขียนเล่าเหตการณ
เมื่อ22สค ผมเห็นว่าน่าจะเก็บไว้เป็นประวัตศาสตร์
ผมเพิ่งกลับจากทำพันธกิจที่ประเทศลาว หายไป 10 วันกลับมาก็ได้ข่าวดีว่า ได้เกิดการปรองดองกันแล้วระหว่างดร.ปรีชากับกลุ่มดร.สุชาติ ฟังแล้วก็ต้องขอบคุณพระเจ้ามากครับ
เชื่อว่าคงมาจากผลของการมีกรรมการปรองดองที่มีอ.สมศักดิ์ อ.ทัศนพงษ์ อ.อภิชัย (ผู้บันทึกรายงาน) และอาจารย์ท่านอื่นๆอีกหลายท่าน ต้องขอชมเชยครับว่าพวกอาจารย์ทำดีมากครับ เพราะผมผิดหวังมากกับกลุ่มสว.ทั้งหลายและอ.มาโนช อ.ยุทธศักดิ์ อ.สัมพันธ์ อ.อนุภาพ อ.สมนึก (รวม 5 ท่านที่เคยเป็นและยังเป็นกรรมการอยู่) โดยเฉพาะดร.ธีระที่ปากก็เทศนาความรักและความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน และย้ำว่าเข้ามาเพื่อจะช่วยแก้ไขปัญหา ความขัดแย้งที่เกิดขึ้น และเพื่อให้การประชุมวันที่ 22 สค.มีความเป็นกลาง แต่ที่ไหนได้ พวกท่านได้วางแผนและเตรียมการมาแล้วที่จะล้มล้างกรรมการอำนวยการชุดนี้ และที่แย่ที่สุดคือ หลังจากที่ให้ดร.ปรีชาพูดเสร็จแล้ว ดร.ธีระก็พูดว่า “ก็ต้องมีการวินิจฉัยนะครับ ผมคิดว่าน่าจะเริ่มจากกลุ่มบุคคลที่วางตัวเป็นกลาง เริ่มจากที่ปรึกษาผู้ทรงคุณวุฒิ ดังนั้นขอตัวแทนสว.คือท่านศจ.ดร.วีระชัย มาช่วยกันวินิจฉัยด้วยครับ” แล้วพวกเราก็ได้ฟังอย่างชัดเจน (พอดีผมนั่งอยู่แถวหน้าๆ) ว่า อ.วีระชัยได้พูดอะไรบ้าง และท่านยังได้ลุกขึ้นพูดอีกรวมกันอย่างน้อย 4 ครั้งจนท่านเองต้องพูดว่า “ขออย่าเบื่อผมนะครับ” ทั้งหมดของการประชุมวันนั้น (เนื่องจากผมถือว่าเป็นผู้น้อยจึงไม่กล้าจะยกมือพูด) ผมเห็นชัดว่า ทุกสิ่งที่อ.วีระชัยพูดรวมหลายครั้งเป็นการตอกย้ำให้จัดการ ให้ปลด ให้ฟ้องศาลเพ่งศาลอาญา ฯลฯ ต่อหน้าที่ประชุม หลักพระคัมภีร์และความรักอยู่ที่ไหนครับ ท่านสว.ส่วนใหญ่ที่พูดและผู้ใหญ่ทั้ง 5 ท่านพูดด้วย โดยเฉพาะดร.ธีระประธานที่ประชุมและประกาศว่าเป็นกลางและมีหลักมาก เพราะเทศนาพระคำพระเจ้าให้รักและน้ำหนึ่งใจเดียวกัน แต่อนิจจากลับปล่อย และอาจจะจงใจนำที่ประชุมดำเนินการจัดการ (ตามที่เตรียมการมาก่อนมั่ง) กับกลุ่มดร.สุชาติด้วยวิธีเนื้อหนังใช้ศาลเตี้ย โดยไม่สนใจหลักพระคัมภีร์และความรักเลย แม้อ.ซิงวาจะได้พูดเตือนแล้วว่า “ถ้าวันนี้เรากฎตัดสินด้วยกฎ และไม่ใช้ความรัก เรื่องก็จะไม่จบครับ” ผมเห็นท่านยกมือสามครั้งถึงจะได้มีโอกาสพูด โดยครั้งสุดท้ายท่านย้ายมานั่งแถวหน้าเลยครับ (ต่อ)
ไม่ระบุชื่อ กล่าวว่า...
ผมยังจำคำพูดอธิบายของอ.อภิชัยได้ดีว่า ท่านเป็นตัวแทนของกล่มดร. สุชาติและเตรียมเอกสารมาแจกแล้วเพื่อจะได้ไม่ต้องพูด แต่ในนาทีสุดท้ายท่านได้รับโทรศัพท์บอกว่า ไม่ต้องแจกแล้ว เพราะกลุ่มดร.สุชาติคิดว่าได้ถูกหักหลังหรือถูกหลอกเสียแล้ว และอ.อภิชัยได้พูดเตือนว่า “ผมคิดว่าท่านเป็นผู้ใหญ่อย่าเอาตัวมาเปลือง นี่เป็นการสาดโคลนใส่กัน ที่ไม่มีใครมาชี้แจงเพราะไม่เป็นไปตามข้อตกลง (ดูคำอธิบายข้างล่างครับ) ผมขอเสนอว่าสว.อย่าพูดในนามของเขาเพราะมันไม่ใช่” แม้ผมจะถือว่าผมยังเป็นผู้น้อยในสคท. แต่ผมก็ได้รับใช้พระเจ้ามาหลายปีแล้วครับ เรียนจบก็ไม่น้อยครับ คงมีสติปัญญาคิดออก ผมจึงขอสรุปว่า ในวันที่ 22สค.แทนที่ดร.ธีระ และ ท่านสว.ทั้งหลายและอาจารย์อีก 5 ท่าน(ที่เป็นกรรมการอำนวยการสคท.ในอดีตและปัจจุบัน) ที่จัดว่าเป็นผู้ใหญ่ในสคท.รวมอย่างน้อย 14 ท่านควรจะนำที่ประชุมในทางฝ่ายวิญญาณใช้ความรักเป็นหลักใหญ่ และหนุนใจให้เกิดการปรองดองกัน เพราะทางกลุ่มดร.สุชาติก็ย้ำจุดยืนโดยออกจดหมายว่า ไม่เห็นด้วยกับวันที่ 22 สค.เพราะไม่ต้องการมาสาดโคลนใส่กันต่อหน้าสมาชิก พวกเขาจึงพยายามให้มีกรรมการสรรหาความจริง 3+3+1 โดยเชิญดร.ธีระเป็นประธาน แต่พวกเขาถูกหักหลัง ผมได้รับข้อมูลความจริงนี้มา 3 สัปดาห์แล้วครับ และผมได้ข้อมูลอีกว่า เมื่อกลุ่มดร.สุชาติบอกรายชื่อกรรมการ 3 ท่านของฝ่ายพวกท่าน ดร.ธีระตอบสนองกลับว่า ขอให้เสนอชื่อคน/ผู้รับใช้ที่รักหรือสร้างสันติหน่อยครับ พี่น้องทราบไหมครับว่า ดร.ธีระหมายถึงใคร ผมได้ข่าวมาว่า ดร.ธีระหมายถึงอ.อภิชัย บรรเจิดพร เพราะท่านถูกเสนอชื่อเป็น 1 ใน 3 ของฝ่ายดร.สุชาติที่จะเป็นกรรมการสรรหาความจริง แต่จากเหตุการณ์ความจริงที่เกิดขึ้นในวันที่ 22 สค.ที่ดร.ธีระเป็นประธานในที่ประชุม และได้นำที่ประชุมให้กลายเป็นการประชุมวิสามัญสคท.และเสนอให้การโหวตรวมกันอย่างน้อย 4 ประการหลักๆ (อ่านได้จะความคิดเห็นของพี่น้องคนนหนึ่งที่เขียนมา) ผมใคร่ขอพูดว่า ตลอดเวลาการประชุมในวันที่ 22 สค.ผมเศร้าใจมากครับที่ เห็นผู้รับใช้ ผู้ใหญ่และสว.ทั้งหลายไม่ใช้ความรักและไม่คิดถึงฝ่ายวิญญาณเลย แต่ใช้เนื้อหนังและศาลเตี้ยอย่างเดียว แม้อ.ชิงวาจะทักท้วงเตือนสติแล้วก็ตาม ซึ่งพากเราทุกคนก็เห็นแล้วว่า หลังจากจากการประชุมวันที่ 22 เรื่องการแตกแยกและปัญหาขัดแย้งก็เริ่มทวีความรุ่นแรงมากขึ้นเรื่อยๆ ผมได้ข่าวมาจากจนท.สคท.คนหนึ่ง (พอดีเป็นเพื่อนสนิทกับสมาชิกของผม) ว่ามีการออกจดหมายห้ามฝ่ายดร.สุชาติเข้าสนง. เพราะฝ่ายโน้นยังจะเข้ามานั่งทำงาน เพราะถือว่ายังเป็นกรรมการเสียงข้างมาก และอื่นๆอีกหลายอย่างจนเกิดความระส่ำระสายแกันทุกฝ่าย มีการไปแจ้งโรงพักด้วย ฯลฯ (ต่อ)
ไม่ระบุชื่อ กล่าวว่า...
พี่น้องสคท.ทุกท่านครับ พวกท่านได้อ่านจดหมายของฝ่ายดร.สุชาติที่ออกมาลงวันที่ 16 สค.2011 ที่ 083/สคท.2011 เรื่อง ขอแสดงความเสียใจและคำชี้แจง
หรือไม่ครับ เพราะได้ระบุชัดเจนในข้อที่ 2 ว่า “ให้มีกรรมการเพื่อค้นหาความจริงโดยเร็วที่สุด โดยเสนอชื่อ ดร. ธีระ เจนพิริยะประยูร เป็นคนกลาง และให้แต่ละฝ่ายเสนอตัวแทนเพื่อค้นหาข้อเท็จจริงฝ่ายละ 3 ท่าน รวมทั้งหมด7 ท่าน” และข้อที่ 3 บอกว่า “เมื่อได้ผลสรุปออกมาแล้วจะแจ้งผลให้สมาชิกทราบต่อไป ขอให้สมาชิก สคท.ทุกท่านอธิษฐานเผื่อกรรมการเพื่อค้นหาความจริงชุดนี้” ฉะนั้นพี่น้องสคท.ที่รักทุกท่านครับ วันนี้ผมเพิ่งจะค้นพบความจริงจากผลของการฟัง อ่านและรวบรวมข้อมูลที่ได้รับจากสื่อต่างๆ ผมจึงใคร่ขอสรุป เรื่องการรักและสร้างสันติดังนี้คือ
ด้วยเหตุนี้ทำให้ผมกลับเห็นว่าท่านดร.ธีระต่างหากคือ ผู้รับใช้ที่ไม่รักสันติและไม่สร้างสันติ แต่กลับได้สร้างปัญหาและความขัดแย้งให้บานปลายออกไปอีก ด้วยเหตุ 3 ข้อดังนี้
1.ท่านดร.ธีระรับปากเป็นประธานกรรมการสรรหาความจริงและรับปากกับกลุ่มดร.สุชาติด้วยว่าไม่ควรมีการประชุมวันที่ 22 สค.แต่จะแจ้งให้ที่ประชุมทราบว่า จะมีกรรมการสรรหาความจริง การประชุมไม่มี แต่ให้ใช้เวลาในการอธิษฐานเผื่อสคท.และประเทศไทย แต่ดร.ธีระกลับทำตรงกันข้าม นี้คงเป็นเหตุให้ฝ่ายดร.สุชาติโทรบอกอ.อภิชัยในฐานะที่มาเป็นตัวแทนว่าไม่ให้แจกเอกสารสรุปในวันที่ 22 สค. (ต่อ)
2.ตามที่ผมเข้าใจ เนื่องจากอ.อภิชัยมีภาระใจที่จะช่วยให้เกิดการปรองดองกันเป็นหลักใหญ่ท่านจึงยินดีเป็นหนึ่งในกรรมการสรรหาความจริงฝ่ายดร.สุชาติ ท่านได้เขียนอีเมล์ถึงดร.ธีระแล้วแหล่งข้อมูลบอกผมว่าเขาได้อ่านอีเมล์ที่ดร.ธีระเขียนตอบอ.อภิชัยวันที่ 20 สค.(ก่อนวันประชุมเพียงวันสองวัน) บอกว่า ท่านไม่แคร์ว่าชื่อของท่านจะถูกอ.ยุทธศักดิ์สั่งจนท. สคท.วันพฤหัสที่ 18 สค.เอาไปใช้อ้างโทรศัพท์เชิญชวนสมาชิกสคท.มาร่วมประชุมวันที่ 22 สค.โดยบอกว่าดร.ธีระจะเป็นประธานในที่ประชุม และยินดีให้เอาอีเมล์นี้ไปให้ผู้เกี่ยวข้องอ่านด้วย (ข้อมูลนี้พี่น้องอ่านได้จากความคิดเห็นที่แสดงกันมาก่อนหน้านี้ครับ ผมได้อ่านด้วย) ปากก็บอกว่าเป็นกลาง เป็นห่วงสคท.จึงยอมรับปากเข้ามาเป็นประธานช่วยไกล่เกลี่ย บรรยากาศในที่ประชุมวันที่ 22 สค.เต็มไปด้วยการประณาม การกล่าวโทษ แม้นกระทั่งการขู่ว่าจะต้องฟ้องศาลเพ่ง ศาลอาญา โดยที่ท่านดร.ธีระไม่ได้พูดทักท้วง หรือให้ข้อคิดอะไรเลย มีแต่เป้นคนอนุญาตให้คนยกมือพูดได้ ความจริงตามกฎทั่วไป คนหนึ่งอรุญาตให้พูดได้ไม่เกิน 2 ครั้ง พวกผู้ใหญ่พูดกันอย่างน้อยคนละ 4 -5 ครั้งครับ (ตัวอ.วีระชัยยังรู้ตัวเองเลย)และสุดท้ายก็ทำการหักล้างหรือล้มล้างกันอย่างชัดเจน นี้หรือครับที่เรียกว่า การสร้างสันติ การรักสันติของท่านดร.ธีระ ขออาจารย์คิดทบทวนใหม่นะครับ (ต่อ)
ไม่ระบุชื่อ กล่าวว่า...
3. ตามที่ผมจำได้ในที่ประชุมมีอย่างน้อย 5 ครั้งชัดๆที่ดร.ธีระควรจะต้องพูดสนับสนุนหรือทักท้วงผู้ที่กล่าวความคิดเห็นในฐานะที่อาจารย์ประกาศว่า วางตัวเป็นกลาง ซึ่งในวันนั้นดูเหมือนไม่มีฝ่ายของดร.สุชาติเลย แต่ปรากฏว่า ผู้อภิปรายหลายคนกลับเสนอสิ่งที่ดีมากและเป็นหลักมาก ได้แก่ 3 ท่านอย่างน้อย 1) อ.สังเวียนเสนอว่าวันนี้มีสมาชิกมาน้อย ไม่ควรจะเรียกเป็นการประชุมใหญ่ แต่ขอให้เรียกสมาชิกมาใหม่ให้เป็นทางการจริงสัก 10 -15 วันก็ได้ แต่อ.ดร.ไม่พูดอะไร ท่านที่ 2) อ.ซิงวาเตือนสติว่า “ถ้าเราใช้กฎตัดสินวันนี้ เรื่องก็จะไม่จบ” ดร.ธีระก็ไม่ได้พูดอะไร ท่านที่ 3) อ.สัมพันธ์พูดให้หลักในฐานะที่เป็นกรรมการอำนวยการสคท. 2 สมัยว่า ไม่จำเป็นต้องมีการเลือกกรรมการใหม่แทน(ผู้ที่ถูกปลดไปสดๆร้อนๆ) เพราะตามระเบียบปฏิบัติของสคท.ให้เลือกจากรายชื่อกรรมการที่ได้คะแนนรองลมาที่การประชุมใหญ่ แต่อ.มาโนชยืนพูดว่า ไม่ได้แล้ว ดร.วรรณภามีตำหนิแล้ว เพราะถูกฝ่ายดร.สุชาติดึงตัวไปรวมแล้ว ดร.ธีระก็ไม่พูดอะไร นี้หรือครับ ผู้รับใช้พระเจ้าชั้นนำของประเทศไทยที่เพิ่งจะฉลองการรับใช้พระเจ้ามาครบ 70 ปีพร้อมกับมีหนังสือออกมาขายในวันนั้นด้วยนี้หรือคือ ผู้รักและสร้างสันติ ผมเสียใจจริงๆครับ ส่วนอ.เดชาที่พูดแรงมากจนที่ประชุมเองยังโฮ่ออกมาเลยครับ ดร.ธีระก็ไม่ได้พูดอะไรให้เป็นหลักเลย โดยเฉพาะที่อ.วีระชัยพูดแต่ละครั้ง ส่วนใหญ่ไม่เสริมสร้างและเป็นเนื้อหนังมาก จนมีคนแสดงความคิดเห็นไว้หลายครั้ง
ไม่ระบุชื่อ กล่าวว่า...
(ตอนนี้ต้องมาเป็นตอนที่สองครับ)
(ต่อจากตอนที่หนึ่ง) พี่น้องสคท.ทุกท่านครับ พวกท่านได้อ่านจดหมายของฝ่ายดร.สุชาติที่ออกมาลงวันที่ 16 สค.2011 ที่ 083/สคท.2011 เรื่อง ขอแสดงความเสียใจและคำชี้แจง
หรือไม่ครับ เพราะได้ระบุชัดเจนในข้อที่ 2 ว่า “ให้มีกรรมการเพื่อค้นหาความจริงโดยเร็วที่สุด โดยเสนอชื่อ ดร. ธีระ เจนพิริยะประยูร เป็นคนกลาง และให้แต่ละฝ่ายเสนอตัวแทนเพื่อค้นหาข้อเท็จจริงฝ่ายละ 3 ท่าน รวมทั้งหมด7 ท่าน” และข้อที่ 3 บอกว่า “เมื่อได้ผลสรุปออกมาแล้วจะแจ้งผลให้สมาชิกทราบต่อไป ขอให้สมาชิก สคท.ทุกท่านอธิษฐานเผื่อกรรมการเพื่อค้นหาความจริงชุดนี้” ฉะนั้นพี่น้องสคท.ที่รักทุกท่านครับ วันนี้ผมเพิ่งจะค้นพบความจริงจากผลของการฟัง อ่านและรวบรวมข้อมูลที่ได้รับจากสื่อต่างๆ ผมจึงใคร่ขอสรุป เรื่องการรักและสร้างสันติดังนี้คือ
ด้วยเหตุนี้ทำให้ผมกลับเห็นว่าท่านดร.ธีระต่างหากคือ ผู้รับใช้ที่ไม่รักสันติและไม่สร้างสันติ แต่กลับได้สร้างปัญหาและความขัดแย้งให้บานปลายออกไปอีก ด้วยเหตุ 3 ข้อดังนี้
1.ท่านดร.ธีระรับปากเป็นประธานกรรมการสรรหาความจริงและรับปากกับกลุ่มดร.สุชาติด้วยว่าไม่ควรมีการประชุมวันที่ 22 สค.แต่จะแจ้งให้ที่ประชุมทราบว่า จะมีกรรมการสรรหาความจริง การประชุมไม่มี แต่ให้ใช้เวลาในการอธิษฐานเผื่อสคท.และประเทศไทย แต่ดร.ธีระกลับทำตรงกันข้าม นี้คงเป็นเหตุให้ฝ่ายดร.สุชาติโทรบอกอ.อภิชัยในฐานะที่มาเป็นตัวแทนว่าไม่ให้แจกเอกสารสรุปในวันที่ 22 สค. (ต่อ)
2.ตามที่ผมเข้าใจ เนื่องจากอ.อภิชัยมีภาระใจที่จะช่วยให้เกิดการปรองดองกันเป็นหลักใหญ่ท่านจึงยินดีเป็นหนึ่งในกรรมการสรรหาความจริงฝ่ายดร.สุชาติ ท่านได้เขียนอีเมล์ถึงดร.ธีระแล้วแหล่งข้อมูลบอกผมว่าเขาได้อ่านอีเมล์ที่ดร.ธีระเขียนตอบอ.อภิชัยวันที่ 20 สค.(ก่อนวันประชุมเพียงวันสองวัน) บอกว่า ท่านไม่แคร์ว่าชื่อของท่านจะถูกอ.ยุทธศักดิ์สั่งจนท. สคท.วันพฤหัสที่ 18 สค.เอาไปใช้อ้างโทรศัพท์เชิญชวนสมาชิกสคท.มาร่วมประชุมวันที่ 22 สค.โดยบอกว่าดร.ธีระจะเป็นประธานในที่ประชุม และยินดีให้เอาอีเมล์นี้ไปให้ผู้เกี่ยวข้องอ่านด้วย (ข้อมูลนี้พี่น้องอ่านได้จากความคิดเห็นที่แสดงกันมาก่อนหน้านี้ครับ ผมได้อ่านด้วย) ปากก็บอกว่าเป็นกลาง เป็นห่วงสคท.จึงยอมรับปากเข้ามาเป็นประธานช่วยไกล่เกลี่ย บรรยากาศในที่ประชุมวันที่ 22 สค.เต็มไปด้วยการประณาม การกล่าวโทษ แม้นกระทั่งการขู่ว่าจะต้องฟ้องศาลเพ่ง ศาลอาญา โดยที่ท่านดร.ธีระไม่ได้พูดทักท้วง หรือให้ข้อคิดอะไรเลย มีแต่เป้นคนอนุญาตให้คนยกมือพูดได้ ความจริงตามกฎทั่วไป คนหนึ่งอรุญาตให้พูดได้ไม่เกิน 2 ครั้ง พวกผู้ใหญ่พูดกันอย่างน้อยคนละ 4 -5 ครั้งครับ (ตัวอ.วีระชัยยังรู้ตัวเองเลย)และสุดท้ายก็ทำการหักล้างหรือล้มล้างกันอย่างชัดเจน นี้หรือครับที่เรียกว่า การสร้างสันติ การรักสันติของท่านดร.ธีระ ขออาจารย์คิดทบทวนใหม่นะครับ (ต่อ)
ไม่ระบุชื่อ กล่าวว่า...
3. ตามที่ผมจำได้ในที่ประชุมมีอย่างน้อย 5 ครั้งชัดๆที่ดร.ธีระควรจะต้องพูดสนับสนุนหรือทักท้วงผู้ที่กล่าวความคิดเห็นในฐานะที่อาจารย์ประกาศว่า วางตัวเป็นกลาง ซึ่งในวันนั้นดูเหมือนไม่มีฝ่ายของดร.สุชาติเลย แต่ปรากฏว่า ผู้อภิปรายหลายคนกลับเสนอสิ่งที่ดีมากและเป็นหลักมาก ได้แก่ 3 ท่านอย่างน้อย 1) อ.สังเวียนเสนอว่าวันนี้มีสมาชิกมาน้อย ไม่ควรจะเรียกเป็นการประชุมใหญ่ แต่ขอให้เรียกสมาชิกมาใหม่ให้เป็นทางการจริงสัก 10 -15 วันก็ได้ แต่อ.ดร.ไม่พูดอะไร ท่านที่ 2) อ.ซิงวาเตือนสติว่า “ถ้าเราใช้กฎตัดสินวันนี้ เรื่องก็จะไม่จบ” ดร.ธีระก็ไม่ได้พูดอะไร ท่านที่ 3) อ.สัมพันธ์พูดให้หลักในฐานะที่เป็นกรรมการอำนวยการสคท. 2 สมัยว่า ไม่จำเป็นต้องมีการเลือกกรรมการใหม่แทน(ผู้ที่ถูกปลดไปสดๆร้อนๆ) เพราะตามระเบียบปฏิบัติของสคท.ให้เลือกจากรายชื่อกรรมการที่ได้คะแนนรองลมาที่การประชุมใหญ่ แต่อ.มาโนชยืนพูดว่า ไม่ได้แล้ว ดร.วรรณภามีตำหนิแล้ว เพราะถูกฝ่ายดร.สุชาติดึงตัวไปรวมแล้ว ดร.ธีระก็ไม่พูดอะไร นี้หรือครับ ผู้รับใช้พระเจ้าชั้นนำของประเทศไทยที่เพิ่งจะฉลองการรับใช้พระเจ้ามาครบ 70 ปีพร้อมกับมีหนังสือออกมาขายในวันนั้นด้วยนี้หรือคือ ผู้รักและสร้างสันติ ผมเสียใจจริงๆครับ ส่วนอ.เดชาที่พูดแรงมากจนที่ประชุมเองยังโฮ่ออกมาเลยครับ ดร.ธีระก็ไม่ได้พูดอะไรให้เป็นหลักเลย โดยเฉพาะที่อ.วีระชัยพูดแต่ละครั้ง ส่วนใหญ่ไม่เสริมสร้างและเป็นเนื้อหนังมาก จนมีคนแสดงความคิดเห็นไว้หลายครั้ง
(นี้คือตอนที่สอง)
พี่น้องสคท.ทุกท่านครับ พวกท่านได้อ่านจดหมายของฝ่ายดร.สุชาติที่ออกมาลงวันที่ 16 สค.2011 ที่ 083/สคท.2011 เรื่อง ขอแสดงความเสียใจและคำชี้แจง
หรือไม่ครับ เพราะได้ระบุชัดเจนในข้อที่ 2 ว่า “ให้มีกรรมการเพื่อค้นหาความจริงโดยเร็วที่สุด โดยเสนอชื่อ ดร. ธีระ เจนพิริยะประยูร เป็นคนกลาง และให้แต่ละฝ่ายเสนอตัวแทนเพื่อค้นหาข้อเท็จจริงฝ่ายละ 3 ท่าน รวมทั้งหมด7 ท่าน” และข้อที่ 3 บอกว่า “เมื่อได้ผลสรุปออกมาแล้วจะแจ้งผลให้สมาชิกทราบต่อไป ขอให้สมาชิก สคท.ทุกท่านอธิษฐานเผื่อกรรมการเพื่อค้นหาความจริงชุดนี้” ฉะนั้นพี่น้องสคท.ที่รักทุกท่านครับ วันนี้ผมเพิ่งจะค้นพบความจริงจากผลของการฟัง อ่านและรวบรวมข้อมูลที่ได้รับจากสื่อต่างๆ ผมจึงใคร่ขอสรุป เรื่องการรักและสร้างสันติดังนี้คือ
ด้วยเหตุนี้ทำให้ผมกลับเห็นว่าท่านดร.ธีระต่างหากคือ ผู้รับใช้ที่ไม่รักสันติและไม่สร้างสันติ แต่กลับได้สร้างปัญหาและความขัดแย้งให้บานปลายออกไปอีก ด้วยเหตุ 3 ข้อดังนี้
1.ท่านดร.ธีระรับปากเป็นประธานกรรมการสรรหาความจริงและรับปากกับกลุ่มดร.สุชาติด้วยว่าไม่ควรมีการประชุมวันที่ 22 สค.แต่จะแจ้งให้ที่ประชุมทราบว่า จะมีกรรมการสรรหาความจริง การประชุมไม่มี แต่ให้ใช้เวลาในการอธิษฐานเผื่อสคท.และประเทศไทย แต่ดร.ธีระกลับทำตรงกันข้าม นี้คงเป็นเหตุให้ฝ่ายดร.สุชาติโทรบอกอ.อภิชัยในฐานะที่มาเป็นตัวแทนว่าไม่ให้แจกเอกสารสรุปในวันที่ 22 สค. (ต่อ)
2.ตามที่ผมเข้าใจ เนื่องจากอ.อภิชัยมีภาระใจที่จะช่วยให้เกิดการปรองดองกันเป็นหลักใหญ่ท่านจึงยินดีเป็นหนึ่งในกรรมการสรรหาความจริงฝ่ายดร.สุชาติ ท่านได้เขียนอีเมล์ถึงดร.ธีระแล้วแหล่งข้อมูลบอกผมว่าเขาได้อ่านอีเมล์ที่ดร.ธีระเขียนตอบอ.อภิชัยวันที่ 20 สค.(ก่อนวันประชุมเพียงวันสองวัน) บอกว่า ท่านไม่แคร์ว่าชื่อของท่านจะถูกอ.ยุทธศักดิ์สั่งจนท. สคท.วันพฤหัสที่ 18 สค.เอาไปใช้อ้างโทรศัพท์เชิญชวนสมาชิกสคท.มาร่วมประชุมวันที่ 22 สค.โดยบอกว่าดร.ธีระจะเป็นประธานในที่ประชุม และยินดีให้เอาอีเมล์นี้ไปให้ผู้เกี่ยวข้องอ่านด้วย (ข้อมูลนี้พี่น้องอ่านได้จากความคิดเห็นที่แสดงกันมาก่อนหน้านี้ครับ ผมได้อ่านด้วย) ปากก็บอกว่าเป็นกลาง เป็นห่วงสคท.จึงยอมรับปากเข้ามาเป็นประธานช่วยไกล่เกลี่ย บรรยากาศในที่ประชุมวันที่ 22 สค.เต็มไปด้วยการประณาม การกล่าวโทษ แม้นกระทั่งการขู่ว่าจะต้องฟ้องศาลเพ่ง ศาลอาญา โดยที่ท่านดร.ธีระไม่ได้พูดทักท้วง หรือให้ข้อคิดอะไรเลย มีแต่เป้นคนอนุญาตให้คนยกมือพูดได้ ความจริงตามกฎทั่วไป คนหนึ่งอรุญาตให้พูดได้ไม่เกิน 2 ครั้ง พวกผู้ใหญ่พูดกันอย่างน้อยคนละ 4 -5 ครั้งครับ (ตัวอ.วีระชัยยังรู้ตัวเองเลย)และสุดท้ายก็ทำการหักล้างหรือล้มล้างกันอย่างชัดเจน นี้หรือครับที่เรียกว่า การสร้างสันติ การรักสันติของท่านดร.ธีระ ขออาจารย์คิดทบทวนใหม่นะครับ (ต่อ
แก้ไขล่าสุด (วันพฤหัสบดีที่ 03 พฤศจิกายน 2011 เวลา 17:34 น.)
|
|



“การฟื้นฟูในรูปแบบใหม่! เชิญรับการสัมผัสจากพระเจ้า

